รัฐบาลใหม่

พรุ่งนี้ พร้อมแถลงนโยบาย “อนุทิน” ย้ำสไตล์ภท.

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

ในวันที่ 28 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ 29-30 กันยายน 2568 โดยย้ำถึงสไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่เน้นทำได้เร็วและทำได้เลย ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้พรรคสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

นายอนุทิน กล่าวว่าการแถลงนโยบายนี้จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยพรรคภูมิใจไทยมีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี เพียงแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงพักร้อนเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาอยู่จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ และในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จะสามารถใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น การที่ผลสำรวจความนิยมของนายกรัฐมนตรีเพิ่มสูงขึ้นนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความคาดหวังจากประชาชน แต่ต้องไม่หลงใหล ต้องใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานหนักเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นนี้ ซึ่งนายอนุทินเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ ไม่ใช่ยาพิษ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยอมรับว่าการรับตำแหน่งนี้มีความกดดัน แต่สไตล์ของพรรคภูมิใจไทยคือการทำงานแบบ Quick Win หรือเห็นผลเร็ว ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทยที่ต้องการความคล่องตัว พรรคจะวางแผนและวางฐานให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถสานต่อได้อย่างราบรื่น

สไตล์การทำงานแบบทำได้เร็ว ทำได้เลย ของพรรคภูมิใจไทย

สไตล์การทำงานของพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินย้ำไว้ คือการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม ไม่รอช้า ซึ่งช่วยให้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถนี้ผ่านโครงการต่างๆ ที่ช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤต

สำหรับประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นระหว่างการลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 โดยนายอนุทินเรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส. พรรคประชาชน ขึ้นเวที ซึ่งทำให้หัวหน้าพรรคประชาชนอย่างนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ออกมาตำหนิ นายอนุทินชี้แจงว่าไม่ใช่ดราม่า แต่เป็นการชื่นชมนายทวิวงศ์และสร้างกิมมิคเพื่อความสนุกบนเวทีเท่านั้น และยืนยันว่ายังสามารถคุยกับพรรคประชาชนได้ทุกเรื่อง การลงพื้นที่คือการทำงานที่แยกจากประเด็นการเมือง

  • การแถลงนโยบายจะช่วยกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่
  • สไตล์ Quick Win จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นผลเร็ว
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลยังคงแน่นแฟ้น

โดยรวมแล้ว การแถลงนโยบายครั้งนี้ พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่แสดงถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า ประชาชนสามารถติดตามการถ่ายทอดสดเพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้

ในมุมมองของผู้เขียน การทำงานแบบทำได้เร็วของพรรคภูมิใจไทยน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาเรื้อรังของไทย หากสามารถรักษาความคล่องตัวนี้ไว้ได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายที่กำลังจะมา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันครับ

ที่มา – พรุ่งนี้พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา “อนุทิน” ย้ำ สไตล์ ภท. ทำได้เร็ว-ทำได้เลย

สวนดุสิตโพล: หมดหวังรัฐบาลเดิม หวังรัฐบาลใหม่

สวนดุสิตโพล: หมดหวังรัฐบาลเดิม หวังรัฐบาลใหม่

ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังเข้มข้น สวนดุสิตโพล ได้สะท้อนมุมมองของประชาชนผ่านการสำรวจล่าสุด ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนกันยายน 2568 พบว่าประชาชนเริ่มมีหวังกับรัฐบาลชุดใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่โดดเด่นอย่างคนละครึ่งพลัส

ประธานสวนดุสิตโพล สะท้อนความรู้สึกประชาชน “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่”

วันที่ 28 กันยายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 2,012 คนทั่วประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และภาคสนาม ระหว่างวันที่ 23-26 กันยายน 2568 ในหัวข้อ “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนกันยายน 2568” ผลปรากฏว่าภาพรวมดัชนีการเมืองไทยได้คะแนนเฉลี่ย 4.02 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคมที่ได้ 3.71 คะแนน สะท้อนถึงสัญญาณบวกในบรรยากาศการเมือง

ตัวชี้วัดที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.57 คะแนน ขณะที่ตัวชี้วัดต่ำสุดคือการแก้ปัญหาความยากจน 3.59 คะแนน แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงกังวลกับประเด็นเศรษฐกิจพื้นฐาน แม้การเมืองโดยรวมจะดีขึ้น

หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล วิเคราะห์ว่า เดือนกันยายนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนรัฐบาลจากแพทองธารสู่รัฐบาลอนุทิน ทำให้คะแนนอาจยังไม่ชัดเจนเต็มที่ แต่การเพิ่มขึ้นของคะแนนทุกด้าน ยกเว้นผลงานฝ่ายค้าน สะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่ “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการนำนโยบายคนละครึ่งกลับมาในรูปแบบพลัส ซึ่งช่วยเสริมกระแสเงินในกระเป๋าให้ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่โดดเด่นที่สุดในเดือนนี้คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ด้วยคะแนน 55.98% ขณะที่ฝ่ายค้านคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 44.27% ผลงานที่ประชาชนชื่นชอบจากรัฐบาลคือคนละครึ่งพลัส 46.25% และจากฝ่ายค้านคือการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 61.22%

ภาพรัฐบาลใหม่

อาทิตยา คงมี อาจารย์จากโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวเพิ่มเติมว่าผลสำรวจนี้บ่งบอกถึงการฟื้นตัวของดัชนีการเมือง โดยประชาชนกำลังจับตาการทำงานของทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีอนุทินคนใหม่ที่ได้รับความสนใจสูง การเพิ่มขึ้นของคะแนนหลายด้านชี้ให้เห็นสัญญาณเชิงบวกจากบรรยากาศการเมืองที่ผ่อนคลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจยังคงเป็นห่วง โดยคะแนนด้านราคาสินค้า ค่าครองชีพ และการว่างงาน แม้จะปรับขึ้นเล็กน้อยแต่ยังต่ำ สะท้อนว่าประชาชนคาดหวังมาตรการที่ชัดเจนและยั่งยืน หากรัฐบาลสามารถลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาปากท้องได้ ดัชนีการเมืองอาจฟื้นตัวต่อเนื่องในช่วงปลายปี แต่หากไม่คลี่คลาย ปัญหาอาจกลับมาทำให้คะแนนผันผวนอีกครั้ง

ภาพการเมืองไทย

จากผลสำรวจนี้ เราสามารถเห็นได้ว่าประชาชนไทยกำลังมองหาการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจที่กระทบชีวิตประจำวัน การที่ “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่” กลายเป็นกระแสที่ชัดเจน สวนดุสิตโพล因此ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนเสียงประชาชน

เพื่อให้การเมืองไทยก้าวหน้าต่อไป รัฐบาลควรเร่งผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนโดยตรง เช่น การขยายคนละครึ่งพลัสให้ครอบคลุมมากขึ้น และแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง หากทำได้ ดัชนีการเมืองจะยิ่งแข็งแกร่ง

คุณคิดอย่างไรกับผลสำรวจนี้? แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ประธานสวนดุสิตโพล สะท้อนความรู้สึกประชาชน “หมดหวังกับรัฐบาลเดิม ขอเริ่มมีหวังกับรัฐบาลใหม่”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านหลัก ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการต้อนรับรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ ด้วยแคมเปญสุดเข้มข้น “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ซึ่งจะชำแหละข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคส้มและน้ำเงินในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยย้ำว่าจะไม่มีออมมือ ไม่มีอ่อนข้อ และไม่ง้อฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านอิสระ จะต้อนรับรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้แคมเปญ “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” เพราะพรรคเห็นชัดว่ารัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ แม้จะอยู่เพียง 4 เดือน แต่ซ่อนภารกิจแอบแฝงที่อาจนำมาซึ่งหายนะ 4 ด้านใหญ่หลวง

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

หายนะที่ 1: การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ทำให้ประเทศหยุดชะงัก นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ประชาชน ถูกปัดตกทั้งหมด เพียงเพราะเป็นนโยบายจากรัฐบาลเพื่อไทย สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นรากฐานพัฒนาประเทศที่ถูกทำลาย

หายนะที่ 2: การขาดคนมีฝีมือ ในรัฐบาลนอมินีบุรีรัมย์

รัฐบาลชุดนี้เต็มไปด้วยรัฐมนตรีคอนเนกชันปราสาทสายฟ้า ที่ถูกวางตัวทำภารกิจสำคัญ แม้นโยบายจะระบุว่ารักษานิติธรรม ขจัดทุจริต สงครามกับพนันออนไลน์ ภัยไซเบอร์ และข่าวปลอม แต่การเลือกคนใกล้ชิดนายกฯ แทนคนมีฝีมือจริงๆ จะทำให้การทำงานล้มเหลว

หายนะที่ 3: การขาดความโปร่งใส การจัดตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ เช่น คดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. มาจากค่ายสีน้ำเงิน ทำให้ความโปร่งใสถูกปกปิด ผู้บังคับใช้กฎหมายมี ‘เจ้านาย’ ที่ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นนายใหญ่บุรีรัมย์

หายนะที่ 4: การขาดอนาคตประชาธิปไตย ศัตรูของประชาธิปไตยที่เคยแฝงในเงา ตอนนี้ปรากฏตัวชัดผ่านสถาบันการเมือง สีน้ำเงินได้รับชุบชีวิตจากตั๋วส้ม แม้อ้างเจตนาดี แต่ปลายทางอาจนำไปสู่หายนะที่ย้อนกลับไม่ได้ เป็น 4 เดือนยุบสภา ยุบคดี หรือ 4 นโยบายของอนุทิน หรือ 4 หายนะ?

โฆษกพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะจัดเต็มในการอภิปราย ใช้เวลา 6 ชั่วโมงชี้ปัญหา ผลกระทบ และหายนะจากรัฐบาลนี้ โดยไม่ต้องค้ำยันให้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ MOA ส้ม-น้ำเงิน

นายดนุพรยังพูดถึงการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อร่างฉบับใหม่ มีร่างจากเพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 การได้มาซึ่ง ส.ส.ร. อาจถูกคุมกำเนิด โดยเฉพาะแนวทางของภูมิใจไทยที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน

MOA ส้ม-น้ำเงิน อาจเป็นแค่พิธีกรรม เพราะ สว. สีน้ำเงินและภูมิใจไทยที่เติบโตจากส้ม อาจครองอำนาจกำหนด ส.ส.ร. ปลายทางรัฐธรรมนูญใหม่จึงอาจไม่ดีงามอย่างที่หวัง สถานการณ์นี้เหมือนเปิดกล่องแพนโดร่า ปลดปล่อยหายนะ

พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ค้ำรัฐบาล ตั้งโต๊ะเจรจาเปิดเผยกับภูมิใจไทยและ สว. ให้ประชาชนรู้ดีลทั้งหมด เพื่อหยุดยั้งหายนะ

สุดท้าย พรรคเพื่อไทยหวังว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะไม่สูญเปล่า นี่คือการเดิมพันอนาคตประเทศ หากรัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นหายนะ ความรับผิดชอบจะหนักหนา

ในมุมมองของผู้เขียน แคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ของเพื่อไทยนี้ สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งจำเป็นต่อประชาธิปไตยไทย ประชาชนควรติดตามอภิปรายนี้เพื่อเข้าใจทิศทางประเทศ หากสนใจข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้

ที่มา – “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง

ในวันที่ 27 กันยายน 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือที่รู้จักกันในชื่อกระทรวงดีอี เป็นวันแรกอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความคาดหวังจากประชาชนที่อยากเห็นการขับเคลื่อนด้านดิจิทัลของประเทศก้าวหน้าขึ้น

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง

เช้าวันนั้น เวลาประมาณ 8.39 น. นายไชยชนก เดินทางมาถึงศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ทันทีที่มาถึง เขาได้เข้าพูดคุยกับผู้บริหารหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง โดยกล่าวคำพูดที่อบอุ่นและถ่อมตัวว่า “ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกท่านด้วย เป็นรัฐมนตรีที่ยังใหม่ทั้งงานกระทรวงดีอี และงานการเมือง แต่มีความตั้งใจจริงในการทำงาน” คำพูดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเขา แม้จะเป็นมือใหม่ในวงการนี้ก็ตาม

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก

หลังจากนั้น เวลา 8.58 น. นายไชยชนก ได้ทำพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศูนย์ราชการ ไม่ว่าจะเป็นศาลองค์ท้าวมหาพรหม พระพิฆเนศ และแม่พระธรณี เพื่อความเป็นสิริมงคลในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีทีมงานและนางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ ว่าที่เลขานุการรัฐมนตรี มาร่วมพิธี ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเบาๆ ทำให้บรรยากาศดูสงบและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น

พิธีสักการะ

ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก: แผนงานเร่งด่วนที่ต้องทำ

ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายไชยชนก ย้ำว่ามีความตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่จะรอวันแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 กันยายน 2568 ก่อน โดยมีเรื่องเร่งด่วน 4 ด้านที่ต้องประสานงานกับกระทรวงอื่นๆ ได้แก่

  • เศรษฐกิจ: ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การเกษตร: นำดิจิทัลมาช่วยเหลือเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • ภัยพิบัติ: พัฒนาระบบเตือนภัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัย
  • การเมืองและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์

นอกจากนี้ กรณีปัญหาดินยุบที่ถนนสามเสน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใหม่ในประเทศไทย นายไชยชนก ระบุว่าจะร่วมแก้ไขอย่างสุดความสามารถ โดยใช้เทคโนโลยีประเมินและแก้ปัญหา พร้อมศึกษาคำแนะนำจากญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ปัจจุบันกำลังร่างจดหมายประสานงานส่วนตัว

ด้วยพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของนายไชยชนก ทำให้กระทรวงดีอีได้รับคนที่มีความสามารถเหมาะสม เขายังกล่าวถึงการเลือกฤกษ์วันเสาร์สำหรับเข้ารับตำแหน่งว่า เป็นฤกษ์ที่สะดวกและเป็นมงคล สำหรับกำหนดการพบสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ คาดว่าจะเป็นวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นี้

จากเหตุการณ์ ไชยชนก เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ตั้งใจจริง นี้ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและความพร้อมในการทำงานของรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งน่าจะนำพาการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น หากประชาชนติดตามและสนับสนุน ก็จะช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน

ที่มา – “ไชยชนก” เข้ากระทรวงดีอีวันแรก ฝากเนื้อฝากตัว ย้ำแม้เป็น “รัฐมนตรีใหม่” แต่ตั้งใจจริง

“อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

“อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น

ในวันที่ 26 กันยายน 2568 บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยความคึกคัก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาถึงอย่างเป็นทางการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรกที่ตึกไทยคู่ฟ้า การเริ่มต้นการทำงานครั้งนี้ไม่ธรรมดา เพราะ “อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น เพื่อความเป็นสิริมงคลในการนำพาประเทศ

“อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

เวลา 08.19 น. นายอนุทิน เดินทางด้วยรถยนต์โรลส์รอยซ์ ทะเบียน วอ 3333 กรุงเทพมหานคร สู่ทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่มาถึง ท่านได้ขึ้นไปยังห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้า และสักการะพระพุทธรูปที่ประดับอยู่ภายในห้อง เพื่อเริ่มวันแรกด้วยพลังบวก จากนั้น เวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้ลงมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เพื่อขอพรให้การบริหารประเทศราบรื่น

คณะที่ร่วมพิธีในครั้งนี้มีสมาชิกสำคัญหลายท่าน เช่น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยและคณะทำงานที่ติดตามมาด้วย การจัดขบวนพิธีเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเคารพในขนบธรรมเนียมไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พระเครื่องศักดิ์สิทธิ์ที่นายอนุทินอัญเชิญเข้าห้องทำงาน

หลังจากพิธีสักการะเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับคำขอพร ท่านตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ขอให้ราบรื่น” ก่อนจะเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อถูกถามถึงเครื่องรางที่จะนำเข้ามา ท่านย้ำว่า “อยู่ที่ใจ” ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาการทำงานที่เน้นจิตใจและความมุ่งมั่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าพระพุทธรูปที่จะอัญเชิญมาไว้ในห้องทำงานประกอบด้วยหลวงพ่อพระพุทธโสธร, พระพุทธชินราช และพระพุทธสิริไตรรัฐ โดยพระพุทธสิริไตรรัฐซึ่งนายอนุทินสร้างขึ้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จะถูกตั้งไว้บนโต๊ะทำงานโดยตรง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจในการตัดสินใจสำคัญ

การนำพระเครื่องเหล่านี้มาประดับห้องทำงานไม่เพียงแต่เป็นการสักการะส่วนตัว แต่ยังเชื่อมโยงกับความเชื่อทางพุทธศาสนาที่ช่วยเสริมสร้างสมาธิและปัญญาให้กับผู้นำประเทศ ในขณะที่ประชาชนจับตาดูอีกประเด็นหนึ่ง คือ จะมีการย้ายองค์นรสิงห์ สัญลักษณ์ของตึกไทยคู่ฟ้ากลับมาหรือไม่ หลังจากที่เคยถูกย้ายไปในสมัยก่อน

ความหมายของพิธีถือฤกษ์ดีต่อการเมืองไทย

พิธี “อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับรัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเน้นนโยบายที่ใกล้ชิดประชาชนและมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคง การเริ่มต้นด้วยพิธีกรรมแบบไทยๆ ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำที่เคารพวัฒนธรรมและศาสนา ทำให้ประชาชนรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้น ในยุคที่การเมืองไทยมีความผันผวน การแสดงออกเช่นนี้ช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางสู่การทำงานที่ราบรื่น

นอกจากนี้ พิธียังสะท้อนถึงความต่อเนื่องของประเพณีในทำเนียบรัฐบาล ที่ผู้นำทุกรัฐบาลมักเริ่มต้นด้วยการขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นศาลพระภูมิที่ปกป้องเจ้าที่ หรือพระพุทธรูปที่ให้แสงสว่างทางปัญญา ทั้งหมดนี้ช่วยเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับสถานที่ทำงานสำคัญของชาติ

  • จุดเด่นของพิธี: ถือฤกษ์ดีเวลา 09.00 น. เพื่อความเป็นมงคล
  • คณะที่ร่วม: รัฐมนตรีภูมิใจไทยและส.ส.จำนวนมาก
  • พระเครื่องหลัก: พระพุทธโสธร, พระพุทธชินราช, พระพุทธสิริไตรรัฐ
  • คำขอพร: ขอให้ราบรื่นในการบริหารประเทศ

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตามพัฒนาการของรัฐบาลใหม่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะนโยบายที่นายอนุทินจะผลักดันในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย ซึ่งคาดว่าจะเน้นการพัฒนาท้องถิ่นและแก้ไขปัญหาการเมืองที่ค้างคา

ในมุมมองของผู้เขียน พิธีสักการะเช่นนี้ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการสร้างสมดุลระหว่างจิตวิญญาณและการเมือง ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าอย่างมั่นคง หากคุณมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับการเริ่มต้นของนายกฯ อนุทิน ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

ที่มา – “อนุทิน” ถือฤกษ์ดีนำ รมต.ภูมิใจไทย สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรราบรื่น

รมว.คมนาคมลั่น! ไม่ต่อ รถไฟฟ้า 20 บาท

“พิพัฒน์” ลั่น ไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ส่งผล 1 ต.ค. 68 ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่ารถไฟฟ้าสายสีม่วง-แดง ในราคาปกติ แม้ว่ารัฐบาลก่อนจะเสนอ ครม. ขยายระยะเวลา 20 บาทจากหมด 30 ก.ย. 68 ไปหมด 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เหตุไม่ใช่นโยบายพรรคภูมิใจไทย แต่จะหาวิธีในการลดค่าครองชีพประชาชน แบบครบทุกโหมด “บก-ราง-น้ำ” ภายใน 2 สัปดาห์หลังจากแถลงนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า เมื่อเวลา 08.19 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม ได้เดินทางมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กระทรวงคมนาคม หลังจากนั้นมารับมอบดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารกระทรวงคมนาคม

โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะไม่เดินหน้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในรถไฟฟ้าสายสีม่วง และ สายสีแดง อย่างแน่นอน แม้ว่ารัฐบาลชุดก่อนจะเคยมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 68 ขยายระยะเวลามาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายจากหมดเขต 30 ก.ย. 68 เป็นหมดเขต 30 ก.ย. 69 ก็ตาม เนื่องจากไม่เป็นไปตามนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ขณะเดียวกันภายหลังจากที่รัฐบาลแถลงนโยบายเสร็จ ตนได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคม หาแนวทางในการลดค่าครองชีพประชาชนให้ครบทุกโหมดของการเดินทางทั้ง ทางบก ทางราง และ ทางน้ำ ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ เพื่อขยายผลให้ครอบคลุมมากกว่าเดิม แต่ยอมรับว่าอาจเกิดช่วงสุญญากาศบ้าง

ทั้งนี้ที่ไม่สามารถเดินหน้ามาตรการ 20 บาทตลอดสายได้เลยนั้น เพราะกรอบเวลาที่รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 29–30 ก.ย. 68 ทำให้การนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม. นัดแรกอาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้มีโอกาสที่ค่าโดยสารจะกลับไปใช้อัตราเดิมเป็นเวลา 1–2 สัปดาห์ก่อนประกาศนโยบายใหม่ เพราะเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล จำเป็นต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. อีกครั้ง เพื่อพิจารณาว่าจะทำอะไรให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีเป้าหมายที่จะออกมาตรการแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคมอยู่แล้ว แต่ขอเวลา ภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบาย ซึ่งเป้าหมายก็เพื่อแบ่งเบาภาระการเดินทางของประชาชน โดยจะครอบคลุมรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไม่ได้หยุดเฉพาะสายสีแดง และ สายสีม่วง รวมถึงรถโดยสารประจำทางทั้งรถร้อนและรถแอร์, ค่าทางด่วน และอาจรวมถึงการเดินทางทางน้ำ ส่วนการเดินทางทางอากาศและค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน (PSC) ยังไม่อยู่ในแผนพิจารณา คงไม่ได้หยุดแค่สีม่วงกับสีแดง แต่จะมองภาพรวมทั้งหมด

(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม
(ซ้าย) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม (ขวา) นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคม

“ส่วนแนวคิด “ตั๋วร่วม” หรือค่าโดยสารราคาเดียว เช่น 40 บาทตลอดสาย ซึ่งเคยเป็นนโยบายหาเสียง จะถูกพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจใหม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหาจุดสมดุลระหว่างภาระงบประมาณรัฐบาลและประโยชน์ของประชาชน โดยจะอ้างอิงบทเรียนจากนโยบาย 20 บาททุกเส้นทางในอดีตที่สร้างภาระชดเชยให้รัฐเกือบ 20,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนโยบายนี้ก็อาจไม่เป็นธรรมต่อประชาชนในต่างจังหวัด”

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการเร่งเดินหน้าผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่นั้น ก็ให้เดินหน้าตามปกติ ไม่มีสะดุด แม้ว่ารัฐบาลจะมีกรอบเวลาการทำงานเพียง 4 เดือน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ แม้ว่าโครงการนี้จะมีทั้งผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านก็ตาม ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ก็จะเร่งผลักดันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจภูมิภาค

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท”

จากข่าวดังกล่าว รมว.คมนาคม ประกาศชัดเจนว่าจะไม่สานต่อนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ซึ่งมีผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงโดยตรง นโยบายนี้เคยเป็นที่คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน แต่เนื่องจากไม่ใช่แนวนโยบายของพรรคภูมิใจไทย จึงทำให้ต้องมีการพิจารณาแนวทางอื่น ๆ ในการช่วยเหลือค่าครองชีพ

ผลกระทบจากยกเลิก รถไฟฟ้า 20 บาท

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท จะส่งผลให้ประชาชนต้องกลับไปจ่ายค่าโดยสารในราคาปกติ ซึ่งอาจเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดงเป็นประจำในการเดินทางไปทำงานหรือทำธุระต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่กำลังพิจารณามาตรการอื่น ๆ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพในด้านการเดินทาง

แนวทางแก้ไขและมาตรการช่วยเหลือ

แม้ว่าจะไม่มีรถไฟฟ้า 20 บาท แล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังพิจารณาแพ็กเกจลดค่าครองชีพด้านการคมนาคม ซึ่งอาจครอบคลุมถึงรถไฟฟ้าสายอื่น ๆ รถโดยสารประจำทาง ค่าทางด่วน และการเดินทางทางน้ำ โดยคาดว่าจะมีการประกาศรายละเอียดภายใน 2 สัปดาห์หลังการแถลงนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชน ซึ่งรวมถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) และโครงการรถไฟทางคู่

การยกเลิกนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ใช้บริการ แต่รัฐบาลกำลังเร่งหามาตรการอื่น ๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่ามาตรการใหม่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – รมว.คมนาคม ลั่น ไม่สานต่อ “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีแดง-ม่วง เตรียมจ่ายเต็ม

สว. พร้อมโหวตแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แตะ 1 และ 2

สว. แย้มพร้อมร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แตะหมวด 1 และ 2 หวังรัฐบาลใหม่ทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 กันยายน จะมีการประชุมวิป 3 ฝ่าย เพื่อหารือกรอบเวลาการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ โดยมี สว. กว่า 30 คน แสดงความจำนงที่จะเข้าร่วมอภิปราย ส่วนตัวคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถทำตามนโยบายที่แถลงไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานได้ดีกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา

นายพิสิษฐ์กล่าวถึงการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นร่างแก้ไขของพรรคการเมือง แต่ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบโดยเฉพาะประเด็นที่อาจขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เช่น กรณีที่รัฐสภาไม่สามารถให้ประชาชนเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์ระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เสียง สว. จำนวน 1 ใน 3 จะเห็นชอบรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระแรก แต่ย้ำจุดยืนส่วนตัวและเชื่อว่า สว. ส่วนใหญ่จะไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน หากมีการแก้ไข หมวด 1 (บททั่วไป) และหมวด 2 (พระมหากษัตริย์) ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและถือเป็นจุดยืนที่สำคัญของ สว. ในการพิจารณาเรื่องนี้

สว. แย้มพร้อมร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แตะหมวด 1 และ 2

การแสดงท่าทีของ สว. ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางส่วน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ชัดเจนในเรื่องของหมวด 1 และ 2 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ การที่ สว. ย้ำจุดยืนในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องการที่จะรักษาไว้ซึ่งหลักการพื้นฐานของประเทศ

ถึงแม้ว่า สว. จะมีความพร้อมที่จะร่วมโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องพิจารณาถึงรายละเอียดของร่างแก้ไขอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่อาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของ สว. ในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ

การตัดสินใจของ สว. ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความคิดเห็นของประชาชน และความเห็นของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ จึงควรที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากประชาชนไม่เข้าใจหรือไม่มีความเชื่อมั่นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งและความไม่สงบในสังคมได้ ดังนั้น รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ควรที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสแก่ประชาชน และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สว. แย้มพร้อมร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แตะหมวด 1 และ 2 เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ควรที่จะให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การที่ สว. แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และ 2 นั้น เป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ และจะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพของคนไทยส่วนใหญ่ การที่ สว. ย้ำจุดยืนในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชน

โดยสรุปแล้ว การที่ สว. แย้มพร้อมร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แตะหมวด 1 และ 2 นั้น ถือเป็นข่าวที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ควรที่จะให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ร่วมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีเหตุผล!

ที่มา – สว. แย้มพร้อมร่วมโหวตแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่แตะหมวด 1 และ 2

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาลอนุทิน! เร่งแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน พร้อมบอกเตรียมข้อมูลไว้อภิปรายในการแถลงนโยบายแล้ว

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ผู้เคยเปิดโปงข้อมูลนักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ยกปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขให้เห็นผลภายใน 4 เดือน

นายรังสิมันต์ระบุว่า แม้จะมีหลายฝ่ายพยายามผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญในการเจรจากับกัมพูชา แต่การดำเนินการจริงกลับมีความคืบหน้าน้อยมาก โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝั่งกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังมีขบวนการในประเทศไทยที่คอยอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจและนักการเมืองไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งรัฐบาลชุดก่อนก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง

“ถ้าจะแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองอย่างแท้จริง” นายรังสิมันต์กล่าว พร้อมตั้งคำถามถึงรัฐบาลนายอนุทินว่า จะใช้เวลา 4 เดือนนี้เป็นเวลาทองในการวางรากฐานการแก้ไขปัญหาหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอีกด้วย

นายรังสิมันต์ยังทิ้งท้ายว่า ในการอภิปรายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พรรคประชาชนได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อซักถามและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขให้รัฐบาลใหม่นำไปพิจารณาต่อไป

รังสิมันต์ โรม จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

ปัญหากลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ชื่อว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ยังคงเป็นภัยร้ายที่คุกคามสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงให้โอนเงิน การขโมยข้อมูลส่วนตัว หรือการข่มขู่ต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ความเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมควรอย่างยิ่ง เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายภาคส่วน ทั้งในและต่างประเทศ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าสนใจคือ การที่นายรังสิมันต์ โรม ได้เตรียมข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และนักการเมืองที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว เพื่อนำไปอภิปรายในสภา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพรรคประชาชนในการผลักดันให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

การที่รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ความสำคัญกับปัญหานี้มากน้อยแค่ไหน และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเด็ดขาด และสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับประชาชนได้อีกครั้ง

แนวทางแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ควรพิจารณา:

  • เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด: ต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อเป็นการป้องปรามไม่ให้มีการกระทำผิดซ้ำ
  • สร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้กับประชาชน: ต้องมีการให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงได้
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ: ต้องมีการประสานงานและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • พัฒนาระบบเทคโนโลยีเพื่อป้องกันการหลอกลวง: ต้องมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับและป้องกันการหลอกลวงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถกำจัดภัยร้ายนี้ให้หมดไปจากสังคมได้ในที่สุด

รัฐบาลควรรับฟังข้อเสนอแนะและข้อมูลจากทุกฝ่าย เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “รังสิมันต์ โรม” จี้รัฐบาล “อนุทิน” แก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วน

เอกนิติสั่งทีม! หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

“เอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งปลัดกระทรวงการคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก หลังถูกจับตาเป็นเงินสีเทา พร้อมดำเนินการทันทีหลังแถลงนโยบาย

วันที่ 22 กันยายน 2568 จากกรณีที่มีเงินทุนปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งถูกจับตาเป็นเงินสีเทา ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการกระทรวงการคลัง ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานต่างๆ แล้ว

“ปลัดกระทรวงการคลังได้ตั้งทีมมาศึกษาเรื่องนี้แล้ว เพื่อตอบโจทย์การเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นว่า ตกลงเงินมาจากตรงไหน จะได้เกาให้ถูกที่คัน แก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยหลังจากที่ถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะดำเนินการเรื่องนี้ทันที”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาของเงินทุนจำนวนมหาศาลนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

เงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดปกติ อาจมีแหล่งที่มาจากหลากหลายช่องทาง ทั้งการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการทำธุรกิจสีเทา การตรวจสอบที่มาของเงินทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน หรือเป็นที่พักพิงของธุรกิจผิดกฎหมาย

การที่นายเอกนิติ สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน เพื่อตรวจสอบที่มาของเงินปริศนาไหลเข้าไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

เอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

ทำไมต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา?

การตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาที่ไหลเข้าประเทศไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ป้องกันการฟอกเงิน: เงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย มักจะถูกนำมาฟอกเพื่อให้ดูเหมือนว่าได้มาอย่างถูกต้อง การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน
  • รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: เงินทุนที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน: การที่ประเทศไทยมีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
  • บังคับใช้กฎหมาย: การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การดำเนินการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็วและโปร่งใส จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การที่นายเอกนิติ สั่งการให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ทันทีหลังจากการแถลงนโยบาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

อนาคตของการตรวจสอบเอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทยจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย ถูกจับตาเงินสีเทา

Scroll to top