รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

วราวุธ สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนเพิ่มมูลค่า

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการเดินหน้าครั้งสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาประกาศนโยบายแบบจัดเต็ม เพื่อเป็นการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ อย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยต้องได้มากกว่าแค่เงินลงทุนจากต่างชาติ แต่ต้องเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตไปพร้อมกัน

วิสัยทัศน์ วราวุธ สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยรับมือกับเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งเน้นการยกระดับอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยี AI หรือแม้แต่อุตสาหกรรมการแพทย์สมัยใหม่

กลยุทธ์สำคัญในการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าการยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ จะส่งผลดีอย่างไร ทางกระทรวงได้วางกลยุทธ์ไว้หลายด้าน ดังนี้:

  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ: เน้นสินค้า Made in Thailand (MiT) ที่มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศสูง เพื่อสร้างแต้มต่อให้ผู้ผลิตไทย
  • การปรับฐานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม: เปลี่ยนปีฐาน MPI ให้สะท้อนความเป็นจริงของโลกเทคโนโลยีปัจจุบัน เพื่อให้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของอุตสาหกรรมยุคใหม่
  • การปรับภาษีสรรพสามิต: สร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม (Playing Field) เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยไม่เสียเปรียบเมื่อเทียบกับสินค้านำเข้า
  • การผลักดันกฎหมายทันสมัย: อัปเดต พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม ให้รองรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ฐานการผลิตที่มีมูลค่าสูง การที่เราหันมาโฟกัสเรื่อง Supply Chain จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน แทนที่จะเป็นแค่ฐานการผลิตราคาถูก เรากำลังก้าวขึ้นไปเป็นผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่คือทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – “วราวุธ”สั่งยกเครื่องอุตสาหกรรมใหม่ ดึงซัพพลายเชนสร้างมูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงเกษตรกรรม เมื่อล่าสุดมีคำพิพากษาสำคัญออกมาว่า ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย โดยศาลได้วินิจฉัยคดีที่บริษัท ซินเจนทา ครอป โปรเทคชั่น จำกัด ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐ กรณีการประกาศให้สารเคมีเหล่านี้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการสารเคมีเกษตรในประเทศไทย

รายละเอียดคำพิพากษาคดีแบนสารเคมีเกษตรที่ทุกคนต้องรู้

ในการพิจารณาคดีครั้งนี้ ศาลได้แบ่งประเด็นการตัดสินออกเป็นสองส่วนหลักเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ดังนี้:

  • ประเด็นความชอบด้วยกฎหมาย: การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการวัตถุอันตรายประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือครอบครอง ถือว่าเป็นการใช้ดุลพินิจเพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ดังนั้น ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้ยกฟ้องในส่วนของหน่วยงานที่ออกมาตรการดังกล่าว
  • ประเด็นภาระค่าใช้จ่าย: อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการสั่งให้เอกชนรับภาระค่าใช้จ่ายในการทำลายสารเคมีทั้งหมดโดยไร้มาตรการเยียวยานั้นไม่เป็นธรรม

ผลการตัดสินในประเด็นหลังนี้เอง ทำให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งของกรมวิชาการเกษตร เนื่องจากเห็นว่าการบังคับให้ผู้ผลิตรับภาระเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่มีการช่วยเหลือเป็นการสร้างภาระที่เกินสมควร ส่งผลให้กรมวิชาการเกษตรต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 116.9 ล้านบาทให้กับเอกชนผู้ฟ้องคดี ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชนในอนาคต

บทเรียนจากกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เป้าหมายในการรักษาความปลอดภัยต่อชีวิตของคนในชาติจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายหรือมาตรการต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการลงทุน จำเป็นต้องมีความรอบคอบและมองหามาตรการเยียวยาที่เหมาะสมควบคู่กันไปด้วย มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายในระยะยาวได้

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นหมุดหมายที่แสดงถึงความใส่ใจต่อสุขภาวะของสังคม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐเองก็ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนทุกมิติ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในด้านสุขภาพและระบบธุรกิจการเกษตรของไทยสืบไป

ที่มา – ศาลปกครองกลางชี้ “แบนพาราควอต” ชอบด้วยกฎหมาย

“วราวุธ” รดน้ำขอพรปีใหม่ไทย “ประภัตร”

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้มาพร้อมความอบอุ่นและประเพณีที่สืบทอดกันมานาน นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ เมื่อ“วราวุธ” รดน้ำขอพรปีใหม่ไทย “ประภัตร” อวยพรทุกคนแข็งแรง โชคดี ให้รวยไม่ไหวแล้ว ซึ่งกลายเป็นภาพที่สะท้อนถึงความเคารพและความผูกพันระหว่างนักการเมืองรุ่นพี่รุ่นน้องในจังหวัดสุพรรณบุรี

“วราวุธ” รดน้ำขอพรปีใหม่ไทย “ประภัตร” อวยพรทุกคนแข็งแรง โชคดี ให้รวยไม่ไหวแล้ว

ในวันที่ 15 เมษายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปยังบ้านทรงไทย อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อรดน้ำดำหัวและขอพรปีใหม่ไทยจากนายประภัตร โพธสุธน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความชุ่มฉ่ำ สนุกสนาน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และชาวศรีประจันต์มาร่วมกันอย่างคับคั่ง

นายวราวุธ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณทุกคนที่มาร่วม ขณะเดียวกันยังยกย่องนายประภัตรว่าเป็น “ขุนพลเอกของพ่อบรรหาร” มาตั้งแต่สมัยที่ตัวเองยังเด็ก และยังคงเป็นเสาหลักของชาวสุพรรณบุรี โดยเฉพาะอำเภอศรีประจันต์ คำพูดที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน โดยเฉพาะเรื่อง “ไม่เคยแก่ลงเลยสักปีเดียว และยังไม่มีเจ้าสาวเคียงข้าง” ทำให้ทุกคนหัวเราะร่าอย่างสนุกสนาน

วราวุธ รดน้ำขอพรปีใหม่ไทย ประภัตร

คำอวยพรจากประภัตร สุขภาพแข็งแรง รวยไม่ไหว

ด้านนายประภัตร ได้กล่าวถึงความผูกพันที่ยาวนานกว่า 51 ปี ที่ไม่เคยทิ้งกัน โดยย้ำว่าทุกปีนายวราวุธจะมารดน้ำขอพรเสมอ แสดงถึงความเคารพและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังอวยพรทุกคนในวันมหามงคลสงกรานต์ว่า “ขอให้ทุกคนประสบแต่ความโชคดี มีสุขภาพแข็งแรง มั่นคงยั่งยืน และรวยๆๆ กันทุกคน สาธุ รวยไม่ไหวแล้วใช่ไหม” คำอวยพรที่ทำให้ทุกคนยิ้มแย้มและรู้สึกอบอุ่นใจ

นายวราวุธยังได้ขอพรต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสุพรรณบุรี เช่น หลวงพ่อโต วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ดวงวิญญาณสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และพ่อบรรหาร เพื่อให้ “อาประภัตร” มีกำลังกาย กำลังใจ สติปัญญาตราบนานเท่านาน

บรรยากาศรดน้ำขอพร วราวุธ ประภัตร สงกรานต์
ประภัตร อวยพรแข็งแรง โชคดี รวยๆ ปีใหม่ไทย

เหตุการณ์“วราวุธ” รดน้ำขอพรปีใหม่ไทย “ประภัตร” อวยพรทุกคนแข็งแรง โชคดี ให้รวยไม่ไหวแล้วไม่เพียงแต่เป็นประเพณีสงกรานต์ที่งดงาม แต่ยังสะท้อนถึงความสามัคคีในชุมชนการเมืองสุพรรณบุรี ที่พัฒนาจังหวัดมาด้วยกันตั้งแต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา

ความสำคัญของประเพณีรดน้ำดำหัวในยุคปัจจุบัน

ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยที่แสดงถึงการขอพร การเคารพผู้ใหญ่ และการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสิริมงคล ในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็ว ประเพณีนี้ช่วยเชื่อมโยงรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ สร้างความสัมพันธ์อันดีงาม ลอง来看ตัวอย่างจากเหตุการณ์นี้:

  • เสริมสร้างความสามัคคี: การมาร่วมกันของชาวบ้านและนักการเมือง
  • อวยพรเพื่อความเจริญ: คำอวยพรเรื่องสุขภาพ โชคลาภ ความมั่งคั่ง
  • อนุรักษ์วัฒนธรรม: รักษาเอกลักษณ์ไทยในเทศกาลสงกรานต์
  • สร้างแรงบันดาลใจ: แสดงให้เห็นความผูกพันยาวนานกว่า 5 ทศวรรษ

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องราวน่ารักจากคำพูดของนายวราวุธที่เรียกตัวเองและนายประภัตรว่า “อาหลาน” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะมีตำแหน่งทางการเมืองใดก็ตาม สะท้อนถึงค่านิยมแบบไทยแท้

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน ไม่ใช่แค่ช่วงเลือกตั้ง แต่เป็นทุกโอกาสสำคัญอย่างสงกรานต์ หากนักการเมืองทุกคนทำแบบนี้ได้ ก็น่าจะสร้างความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น

คุณล่ะ มีประสบการณ์รดน้ำดำหัวขอพรสงกรานต์แบบไหนที่ประทับใจ? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าชอบเรื่องราวแบบนี้ กดไลค์ แชร์ และติดตามเพื่อไม่พลาดข่าวสารการเมืองท้องถิ่นที่น่าสนใจ!

ที่มา – “วราวุธ” รดน้ำขอพรปีใหม่ไทย “ประภัตร” อวยพรทุกคนแข็งแรง โชคดี ให้รวยไม่ไหวแล้ว

ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากคมนาคมสู่รองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันนี้เราจะมาส่องประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หนึ่งในนักการเมืองชื่อดังของไทย ที่มีบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย เจ้าของวลีสุดฮิต “จะทำให้หลานมันดู” จากเส้นทางธุรกิจยักษ์ใหญ่ สู่การเป็นรัฐมนตรีคมนาคมมาอย่างยาวนาน และล่าสุดได้รับการวางตัวเป็นว่าที่รองนายกรัฐมนตรีพร้อมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น

ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เริ่มต้นจากครอบครัวนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง นายสุริยะเป็นบุตรชายของนายอาฮง และนางสมเกียรติ จึงรุ่งเรืองกิจ และเป็นอาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งปัจจุบันยังติดโทษแบนทางการเมืองอีก 3 ปี ครอบครัวนี้มีฐานะมั่งคั่งในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์

การศึกษาของประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

  • สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
  • จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จาก University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา

การศึกษาระดับโลกนี้เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก่อนจะก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจและการเมือง

เส้นทางธุรกิจก่อนเข้าสู่การเมือง

ก่อนประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจจะโด่งดังในฐานะนักการเมือง เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารหลักของ “ไทยซัมมิท” (Thai Summit Group) อาณาจักรธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มูลค่าหมื่นล้านบาท ความสำเร็จนี้มาจากวิสัยทัศน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข่งขันในระดับสากล สุริยะนำพาบริษัทขยายตัวอย่างรวดเร็ว สร้างงานให้คนไทยนับหมื่นคน และเป็นที่ยอมรับในวงการอุตสาหกรรม

เส้นทางการเมืองยาวนานกว่า 20 ปี

สุริยะเข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกในปี 2541 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โควตาพรรคกิจสังคม ต่อมาในปี 2544 เข้าร่วมพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และได้ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ได้รับฉายา “รัฐมนตรีผูกขาดคมนาคม-อุตสาหกรรม” เพราะดูแลกระทรวงคมนาคมและอุตสาหกรรมต่อเนื่องยาวนาน

  • 2545: เลขาธิการพรรคไทยรักไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • 2550: ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบ
  • ย้ายไปพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์
  • กลับพรรคเพื่อไทย ได้รัฐมนตรีคมนาคมในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร

หลังการเลือกตั้ง ส.ส. วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สุริยะมีบทบาทสำคัญในการเจรจานำพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย แม้ทั้งสองพรรคจะเคยขัดแย้งกันอย่างหนักในอดีต

วลีเด็ด “จะทำให้หลานมันดู” จากปากสุริยะ

วันที่ 8 มกราคม 2569 บนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สุริยะกล่าวว่า “ตลอด 25 ปีในเส้นทางการเมือง ผมเป็นนักทำงานยากที่ท้าทาย งานง่ายผมไม่ทำ ทุกงานที่ตั้งใจไม่เคยล้มเหลว… จะทำให้หลานมันดูด้วย” โดย “หลาน” หมายถึงนายธนาธร วลีนี้กลายเป็นไวรัล สะท้อนความมุ่งมั่นและความภูมิใจในผลงาน

ล่าสุด วันที่ 15 มีนาคม 2569 มีรายงานโผครม.อนุทิน 2 ว่านายสุริยะจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากพรรคกล้าธรรม ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองที่มีประสบการณ์หลากหลาย สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างชาญฉลาด

สุริยะคือตัวอย่างของนักธุรกิจที่转型สู่การเมืองสำเร็จ โดยนำความรู้ด้านอุตสาหกรรมมาพัฒนาประเทศ ในอนาคต ตำแหน่งใหม่ในกระทรวงเกษตรนี้น่าจะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกรไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณชื่นชอบประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรืออยากติดตามข่าวการเมืองร้อนๆ ร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ประวัติ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จาก คมนาคม สู่ว่าที่รองนายกฯและ รมว.เกษตรและสหกรณ์ รัฐบาลอนุทิน 2

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาและวาทกรรมมากมาย การเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้พิสูจน์ให้เห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญกับผลงานที่จับต้องได้จริงมากกว่าถ้อยคำสวยหรู ล่าสุด “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ ผ่านคำสัมภาษณ์ของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทยที่กวาดคะแนนเสียงอันดับ 1 มาครองได้อย่างสง่างาม

“ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนกร ได้ให้สัมภาษณ์อย่างหนักแน่น โดยชี้แจงว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มาจากกระแสชั่วคราวหรือคำพูดไพเราะ แต่เกิดจากผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ตลอดช่วงที่พรรคอยู่ในฐานะรัฐบาล พวกเขาได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติกลับมา และทำให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งสูงขึ้นทันทีหลังประกาศผลเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สัญญาในกระดาษ

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยยึดมั่นจุดยืนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความเด็ดขาดในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ส.ส. ของพรรคยังลงพื้นที่ทำงานอย่างใกล้ชิด ทำให้ฐานคะแนนมั่นคง ไม่หวั่นไหวตามกระแสโซเชียลมีเดีย

ทำไม “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้

นายธนกร ยังได้วิจารณ์พรรคคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนที่มุ่งแก้โครงสร้างใหญ่โตแต่ขาดผลงานจับต้อง ข่าวลือเชิงลบเรื่องพฤติกรรม ส.ส. ก็ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำจริง นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คะแนนถล่มทลาย

นอกจากนี้ ในประเด็นม็อบเรียกร้องนับคะแนนใหม่ นายธนกร วอนให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายและกระบวนการของ กกต. พรรคภูมิใจไทยพร้อมรับการตรวจสอบทุกด้าน แต่ขอร้องอย่าปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวาย พรรคที่แพ้ไม่ควรถามถึงขั้นล้มเลือกตั้ง ทุกอย่างต้องยึดข้อเท็จจริงเพื่อความสงบสุขของชาติ

ผลงานเด่นของพรรคภูมิใจไทยที่นำไปสู่ชัยชนะ

  • เศรษฐกิจมั่นคง: ดึงดูดการลงทุน ส่งผลให้ตลาดหุ้นโตต่อเนื่อง
  • นโยบายประชาชน: โครงการคนละครึ่งพลัสช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • ความมั่นคงชายแดน: จัดการปัญหาอย่างเด็ดขาด สร้างความเชื่อมั่น
  • ทำงานพื้นที่: ส.ส. คลุกคลีประชาชน สร้างฐานเสียงแท้จริง
  • จุดยืนชัดเจน: รักชาติ ศาสนา กษัตริย์ ไม่คลอนคลาย

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากความทุ่มเทหลายปี การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนไป ประชาชนฉลาดขึ้น รู้ดีว่าผลงานจริงสำคัญกว่าคำหวาน นายธนกร จึงย้ำว่า “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้ เพื่อเตือนใจนักการเมืองทุกพรรค

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยเป็นบทเรียนสำคัญว่าการเมืองต้องมีผลงาน ไม่ใช่แค่ปราศรัยเก่ง หากพรรคอื่นๆ เรียนรู้ จะช่วยยกระดับการเมืองไทยให้ดีขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ธนกร” ย้ำชัยชนะ “ภูมิใจไทย” มาจากผลงานที่จับต้องได้มากกว่าถ้อยคำสวยหรู

Scroll to top