ราคาข้าวเปลือก

นบข. เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ

นบข. เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับพี่น้องชาวนาไทย เมื่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งที่ 1/2569 เพื่อเร่งหาทางออกและมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 ท่ามกลางความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพอากาศ

การประชุมในนัดแรกนี้ ได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 ที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของเกษตรกร โดยเน้นการครอบคลุมทั้งเรื่องต้นทุน การผลิต การรวบรวม และการขยายตลาดข้าวไทยให้มีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นในระดับโลก

เจาะลึก 5 โครงการ วงเงิน 5.9 หมื่นล้านบาท

สำหรับสรุปผลการประชุม นบข. ได้เห็นชอบกรอบแนวคิด “ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต” ซึ่งประกอบด้วยมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรจำนวน 5 โครงการหลัก ด้วยวงเงินงบประมาณรวมกว่า 5.9 หมื่นล้านบาท ดังนี้:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี: จัดสรรงบประมาณรวมกว่า 4.1 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องเร่งขายข้าวในราคาต่ำช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากเกินไป
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าว: มุ่งเน้นการเสริมสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกรด้วยวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าว: เพื่อกระตุ้นการเก็บสต็อกข้าว
  • โครงการดูดซับข้าวเปลือก: เน้นการจัดการปริมาณข้าวในช่วงต้นฤดูกาล
  • โครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูง: เพื่อยกระดับรายได้ให้แก่เกษตรกรในระยะยาว

นอกเหนือจากที่กล่าวมา นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ยังได้ผลักดันข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้มาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขอเงินอุดหนุนไร่ละ 2,000 บาท และมาตรการคูปองปุ๋ย เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 6,500-7,000 บาทต่อไร่ ในขณะที่ราคาตลาดปัจจุบันยังคงทำให้ชาวนาแบกรับภาวะขาดทุน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญของภาครัฐในการแสดงความจริงใจเพื่อช่วยชาวนา แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขงบประมาณ คือการนำไปปฏิบัติให้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม เพื่อให้ชาวนาไทยสามารถยืนหยัดต่อสู้กับต้นทุนที่สูงขึ้นและรักษาคุณภาพข้าวไทยให้อยู่คู่กับเศรษฐกิจอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ศุภจี” ถก นบข.นัดแรก เคาะมาตรการรักษาเสถียรภาพข้าวปี 69/70 รวม 5 โครงการ วงเงิน 5.9 หมื่นล้าน

“ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจประเด็นการเมืองและปัญหาเกษตรกรรมไทย วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในสภา ที่ “ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล กันเถอะ นายชัชวาล แพทยาไทย ส.ส.ร้อยเอ็ด จากพรรคไทยสร้างไทย ได้ใช้เวลาอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2567 (ปีในเนื้อหา 2569 คงพิมพ์ผิด) เพื่อแฉปัญหาภาคเกษตรที่กำลังย่ำแย่ แม้รัฐบาลจะโวว่านโยบายสวยหรู แต่ความจริงชาวนากลับลำบากแค่ไหน มาฟังกันครับ

“ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล

ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา รัฐบาลแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ แต่ “ชัชวาล” ไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาชี้ว่ารัฐบาลให้ความหวังว่าจะยกระดับรายได้เกษตรกร ผลักดันไทยเป็นฮับอาหารโลก แต่ภาคเกษตรไทยกลับล้มเหลวเชิงโครงสร้าง รุนแรงมาก โดยเฉพาะนาปรังปีนี้ ราคาข้าวเปลือกดิ่งเหวเหลือแค่ 5 บาทต่อกิโลกรัม! ต้นทุนผลิตพุ่ง ไร่ละ 5,000 บาท ชาวนาต้องกู้หนี้ยืมสิน ทิ้งนาไปเป็นแรงงานเมืองเพื่อใช้หนี้ นโยบายที่แถลงสวยงามแต่ 현실สวนทางสิ้นเชิง

วิกฤตข้าวเปลือกตกต่ำ ชาวนาแบกหนี้สิน

ลองนึกภาพชาวนาที่เหนื่อยสุดๆ ปลูกข้าวเสร็จ ราคาขายไม่พอทุน แถมภัยแล้งน้ำท่วมบ่อยเพราะระบบชลประทานไม่ทั่วถึง เกษตรกร 80% ยังพึ่งน้ำฝน ไม่มีน้ำต้นทุนมั่นคง วางแผนผลิตไม่ได้ “ชัชวาล” ติงหนักว่ารัฐบาลต้องหยุดสร้างนโยบายสวยหรู ทำจริงเถอะ

ปัญหาการจัดการน้ำและทุนใหญ่กลืนชุมชน

ไม่ใช่แค่ข้าว ปัญหายังรวมถึงน้ำประจำปีที่ขาดแคลน ระบบชลประทานล้าหลัง ชาวบ้านต้องเผชิญภัยพิบัติบ่อย ซ้ำร้ายร้านโชห่วยในชนบทถูกห้างสะดวกซื้อ 24 ชม. กินตลาดหมด คน乡村ไร้อาชีพ รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ มองไม่เห็นอนาคตในระบบเศรษฐกิจที่เอื้อทุนใหญ่

2 มาตรการช่วยรากหญ้าที่ “ชัชวาล” ชู

เพื่อแก้ปัญหา “ชัชวาล” เสนอมาตรการเร่งด่วนที่เคยได้ผลมาก่อน ไม่ใช่พูดลอยๆ นะครับ

  • ลดต้นทุนและช่วยค่าเก็บเกี่ยว: เพิ่มเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 20 ไร่ต่อครัวเรือน และเร่งจ่ายเงินค้างเก่ากว่า 150,000 ราย
  • รักษาราคาข้าวและเสริมสหกรณ์: โครงการสินเชื่อชะลอขายข้าว รวบรวมข้าว สร้างสหกรณ์เข้มแข็ง หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ จัดการตลาดเชื่อมโลก

ถ้าเกษตรกรรากหญ้าล้ม เศรษฐกิจทั้งประเทศพังตาม ฝากรัฐบาล กระทรวงเกษตรและพาณิชย์ ทำงานจริง ไม่ใช่แค่สัญญาสวยหรูที่ประชาชนกลัวที่สุดตอนนี้

เป็นกันเองหน่อยนะครับ ปัญหาเกษตรไทยมันร้าวลึกมานาน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านอย่าง “ชัชวาล” แล้วใครจะช่วยชาวนา? จากประสบการณ์ ส.ส.ท้องถิ่นอย่างคุณชัชวาล เขาเข้าใจปัญหาจริง มาตรการที่เสนอถ้าทำได้ ชาวนาจะลุกขึ้นได้แน่

สรุปแล้ว “ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล เป็นการเตือนใจดีๆ ว่าการเมืองต้องเพื่อประชาชน ไม่ใช่โชว์นโยบายงามๆ คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? คิดว่ารัฐบาลจะรับฟังไหม? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ชาวนาได้รับรู้ สนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยกัน!

นอกจากนี้ ถ้าคุณเป็นเกษตรกร ลองติดตามข่าวนโยบายใหม่ๆ และเข้าร่วมสหกรณ์เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองนะครับ มันช่วยได้จริง

ที่มา – “ชัชวาล” ใช้โควตาฝ่ายค้าน ติงนโยบายเกษตรรัฐบาล แนะอย่าสร้างแต่นโยบายสวยหรู

ราคาข้าวเปลือก 1 กิโลฯ ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเกษตรไทย วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาในหมู่ชาวนาและประชาชนทั่วไปกันครับ นั่นคือ ราคาข้าวเปลือก 1 กิโลฯ ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง ซึ่งถูกเปิดเผยโดยนางสาวพิมพ์พิชชา ชัยศุภกิจเจริญ อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคเพื่อไทย เธอได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังเดือดร้อนหนักจากราคาพืชผลตกต่ำแบบนี้

แม้ว่าการเลือกตั้งล่าสุดจะไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยได้ที่นั่งในสภา แต่ “พิมพ์พิชชา” ยังคงไม่ทิ้งประชาชนในพื้นที่พิษณุโลก เธอลงพื้นที่รับฟังปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่พุ่งสูงและราคาข้าวเปลือกที่ดิ่งเหว ชาวนาต้องแบกรับต้นทุนที่แพงขึ้นเรื่อยๆ แต่รายได้กลับหดหาย

ราคาข้าวเปลือก 1 กิโลฯ ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง

ปัจจุบัน ราคาข้าวเปลือกในท้องตลาดอยู่ที่ประมาณ 6.00-6.30 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองที่ขายในร้านค้าทั่วไปเสียอีก! ลองนึกภาพดูสิครับ ชาวนาต้องลงทุนเพาะปลูก ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ใช้น้ำมันเครื่องจักร แต่สุดท้ายขายได้ราคานี้ มันขาดทุนชัดๆ พิมพ์พิชชา ชี้ว่าต้นทุนการเกษตรเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 25-30% จากราคาปุ๋ย ยาพ่น และน้ำมันที่แพงขึ้นต่อเนื่อง

เพื่อให้ชาวนาอยู่รอดได้ ราคาข้าวเปลือกควรอยู่ที่ 8-10 บาทต่อกิโลกรัมอย่างน้อย แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้? แม้รัฐบาลจะโพสต์ภาพข้าวไทยขายดีทั่วโลก มีคำสั่งซื้อหมื่นตันจากต่างประเทศ แต่ราคาในประเทศกลับไม่ขยับ มีแต่ลงลงๆ สวนทางกับข่าวดีที่รัฐแพร่กระจาย น่าคิดใช่ไหมครับ?

ต้นทุนพุ่ง รายได้หด ชาวนาแย่หนัก

  • ราคาปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชแพงขึ้น 20-30%
  • น้ำมันดีเซลสำหรับรถไถและเครื่องจักรปรับราคาสูง
  • ผลผลิตขายไม่ออกหรือขายถูกเพราะขาดการควบคุมราคา
  • พ่อค้าคนกลางกดราคา ส่งผลกระทบโดยตรงถึงเกษตรกร

พิมพ์พิชชายังย้ำว่ารัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่มีเวลามา “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” ต้องรีบออกมาตรการลดรายจ่ายประชาชนและเพิ่มรายได้เกษตรกรทันที แทนที่จะมัวแต่แก้ปัญหาการเมืองภายใน

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ชาวนาเท่านั้น แต่กระทบทั้งห่วงโซ่เศรษฐกิจไทย เพราะข้าวคือพืชเศรษฐกิจหลัก หากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ความเดือดร้อนรุนแรงขึ้น รัฐควรมีนโยบายชัดเจน เช่น รับซื้อในราคาประกัน สร้างโรงสีชุมชน หรือเจรจากับผู้ส่งออกเพื่อให้ราคาถึงผู้ผลิต

ในมุมมองของผม ปัญหา ราคาข้าวเปลือก 1 กิโลฯ ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง สะท้อนถึงความล้มเหลวของระบบกระจายรายได้ในภาคเกษตร รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับประชาชนฐานรากก่อนนักการเมือง ถ้าช่วยชาวนาได้ ไทยจะแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน

คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? ชาวนาควรได้รับการช่วยเหลือแบบไหน รัฐบาลจะทำอะไรได้บ้าง? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจได้เลย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – อดีต สส.เพื่อไทย เผยราคาข้าวเปลือก 1 กิโลฯ ถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซอง จี้รัฐเร่งช่วยชาวนา

ยรรยง ซัด! รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลวบริหารประเทศ

“ยรรยง พวงราช” ซัด “รัฐบาลอนุทิน” ล้มเหลวบริหารประเทศ ทั้งการแก้ปัญหานํ้าท่วมหาดใหญ่-ราคาข้าวตกต่ำกระทบเกษตรกร จี้ แจงผลการขายข้าวแบบ G2G กับสิงคโปร์-ซาอุดีอาระเบียให้ชัด

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายยรรยง พวงราช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงปัญหาของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ล้มเหลวทั้งในการแก้ปัญหานํ้าท่วม และแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ จนส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนหลายสิบล้านคน

นายยรรยง ระบุต่อไปว่า เรื่องนํ้าท่วมนายกรัฐมนตรีได้ออกมายอมรับผิดและขอโทษประชาชนไปแล้ว แต่เรื่องราคาข้าวและรายได้ชาวนา ยังไม่เห็นรัฐบาลได้เริ่มลงมือทำงานจริงจัง นอกจากการโฆษณาว่าสามารถขายข้าวบิ๊กล็อตแบบ G2G (รับต่อรัฐ) ให้ต่างประเทศได้หลายแสนตัน ซึ่งมาถึงขั้นนี้แล้ว นายกรัฐมนตรี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น่าจะเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตัวเองได้ชัดเจนแล้วว่า ประชาชนต้องการเห็นผลลัพธ์ หรือผลผลิตที่ชัดเจนที่จะได้รับผลประโยชน์จริงๆ เช่น รัฐบาลขายข้าวแบบ G2G และส่งออกได้แล้วกี่ตันในราคาเท่าใด มีผลทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงที่ชาวนาขายได้จริงเท่าใด และราคาส่งออกข้าวสารที่เป็นรายได้เข้าประเทศเท่าใด เพราะประชาชนไม่ได้ต้องการเห็นนายกรัฐมนตรีที่ขยันทำงานหามรุ่งหามคํ่า แต่ไม่ได้ผลที่เป็นรูปธรรม อย่างกรณีการโชว์ฝีมือปรุงอาหารเพื่อแจกผู้ประสบภัย

นายยรรยง ยังเผยถึงกรณีที่นางศุภจี ตีปี๊บผ่านสื่อว่า ได้เดินสายขายข้าวได้หลายแสนตันให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์และซาอุดีอาระเบียนั้น เป็นเพียงลมปากหรือได้ทำสัญญาซื้อขายจริงแล้ว และมีออเดอร์ซื้อข้าวจากทั้ง 2 ประเทศแล้วจริงๆ กี่ตัน ถูกกดราคาหรือไม่ และรัฐบาลได้มอบให้หน่วยงานภาคเอกชนใด เป็นผู้จัดหาปรับปรุงและส่งมอบ ขณะนี้ส่งมอบได้แล้วกี่ตัน และใช้ระยะเวลายาวนานเท่าใด เพราะหากกำหนดระยะส่งมอบนานหลายปี หรือจนพ้นฤดูเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว การส่งออกข้าวแบบ G2G ก็จะไม่เป็นผลดีต่อชาวนาแต่อย่างใด เพราะข้าวหลุดมือชาวนาไปแล้ว

ส่วนสถานการณ์ราคาข้าวในช่วงนี้ นายยรรยง เห็นว่า ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามที่รัฐบาลพยายามประโคมข่าวผ่านสื่อฯ ซึ่งอาจสรุปได้ในภาพรวมว่า ราคาข้าวเปลือกเจ้า 5% ช่วงรัฐบาลนายอนุทิน ยังตกตํ่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนข้าวเปลือกหอมมะลิ กระเตื้องดีขึ้นใกล้เคียงกับช่วงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเห็นตรงกันว่า รัฐบาลอนุทินล่าช้ามากในการช่วยเหลือชาวนา โดยเพิ่งเริ่มประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ครั้งแรก เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 หรือ 2 เดือนหลังตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือครึ่งเทอมของรัฐบาล หลังจากที่ชาวนาได้เก็บเกี่ยวและขายข้าวเปลือกเจ้าไปเกือบหมด ในราคาขาดทุนและชาวนาอีสาน และภาคเหนือเริ่มเก็บเกี่ยวและขายข้าวหอมมะลิในราคาตํ่าไปมากแล้ว 

นอกจากนี้ มาตรการที่รัฐบาลจะช่วยพยุงราคา เป็นมาตรการเดิมๆ ที่รัฐบาลก่อนๆ ทำมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ชดเชยค่าจัดเก็บข้าวเพื่อชะลอการขาย ก็ยังไม่ได้ดำเนินการเพราะยังทำไม่ได้ ครม. ยังไม่ได้อนุมัติ ทั้งนี้ ตนรู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลอนุทิน และนางศุภจีมาก เพราะเคยตั้งความคาดหวังไว้สูง แต่เมื่อได้ติดตามดูการทำงานโดยละเอียดแล้วจึงฟันธงได้ว่า “รัฐบาลอนุทินล้มเหลวในการบริหารประเทศ ทั้งเรื่องแก้ไขปัญหานํ้าท่วมหาดใหญ่และภาคใต้ การแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำและรายได้เกษตรกร อีกทั้งรู้สึกสงสารเห็นใจพี่น้องชาวนาทั่วทั้งประเทศ พี่น้องชาวนาใต้และหาดใหญ่ที่ต้องมารับเคราะห์เพราะรัฐบาลที่ไร้ฝีมือที่พวกเขาไม่ได้เลือกให้เข้ามาเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ แต่เข้ามาด้วยอุบัติเหตุทางการเมือง”

ยรรยง ซัด! รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลวบริหารประเทศ

ทำไม ‘ยรรยง’ ถึงมองว่า รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลวบริหารประเทศ?

จากกรณีที่นายยรรยง พวงราช ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลวบริหารประเทศ นั้น มีหลายประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา หนึ่งในนั้นคือการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรชาวนา

ปัญหาหลักที่นายยรรยงมองเห็นคือ:

  • ความล่าช้าในการดำเนินการ: รัฐบาลอนุทินเริ่มต้นการประชุม นบข. ช้าเกินไป ทำให้มาตรการช่วยเหลือชาวนาไม่ทันการณ์
  • มาตรการเดิมๆ: มาตรการที่รัฐบาลนำมาใช้เป็นมาตรการเดิมที่เคยใช้ในอดีต และยังไม่มีการดำเนินการจริงจัง
  • การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม: แม้จะมีการยอมรับผิด แต่ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ นายยรรยงยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการขายข้าวแบบ G2G ว่ามีความโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อชาวนาจริงหรือไม่

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร และจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไร โดยเฉพาะพี่น้องชาวนาที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลวบริหารประเทศ จริงหรือไม่? คำถามนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประชาชนกำลังรอคอยการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล

ดังนั้น การที่รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเท่านั้น จึงจะสามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นและสร้างความหวังให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ยรรยง” ซัด “รัฐบาลอนุทิน” ไร้ฝีมือ ล้มเหลวบริหารประเทศ ทั้งแก้นํ้าท่วม-ราคาข้าวตกต่ำ

พิชัยห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

“พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจยิ่งทรุดหนัก ไทยอาจเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน ราคาข้าวเปลือกเจ้ายังต่ำมาก แนะอย่าสร้างความรู้สึกต่อต้านสหรัฐ จะทำให้เศรษฐกิจยิ่งแย่ ชื่นชม ปลดล็อก “อุตสาหกรรมอนาคต” มาถูกทางทำเศรษฐกิจไทยฟื้นได้

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พาณิชย์ กล่าวว่า มหันตภัยน้ำท่วมที่ อ. หาดใหญ่ สงขลา และ หลายจังหวัดในภาคใต้ นอกจากจะทำความเสียหายต่อชีวิตที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 170 ราย และความเสียหายในทรัพย์สิน บ้านเรือน และ ธุรกิจ เป็นจำนวนมากแล้ว ยังจะมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้วให้ทรุดหนักลงอีก โดยจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีในไตรมาส 4 น่าจะแย่ลงกว่าที่คาดไว้และอาจจะขยายต่ำกว่า 1% ได้ หลังไตรมาส 3 ขยายได้เพียง 1.2% เท่านั้น และมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค จากจีดีพีที่จะติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน

นอกจากนี้ การส่งออกในเดือนตุลาคม 2568 ขยายตัวได้เพียง 5.7% ซึ่งเป็นการขยายตัวที่ต่ำสุดในปี 68 หลังจาก 9 เดือนแรก การส่งออกขยายได้ถึง 13.9% โดยการส่งออกในเดือนกันยายนภายหลังจากการเจรจาภาษีทรัมป์แล้ว การส่งออกยังขยายได้ถึง 19% สูงสุดในรอบ 42 เดือน แต่การส่งออกในเดือนตุลาคมกลับขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน แต่การนำเข้ากลับไม่ลด ทำให้การขาดดุลการค้าพุ่งสูงถึง 3.4 พันล้านเหรียญ ดังนั้นจึงอยากให้เร่งฟื้นการส่งออกให้อยู่ในระดับเดิม ตามที่ รมว. พาณิชย์ประกาศไว้เอง โดยการส่งออกทั้งปี 2568 นี้ น่าจะต้องขยายได้ 11-12% เป็นอย่างต่ำ จากการส่งออกสะสมใน 9 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงกว่า 3.4 พันล้านเหรียญ และ การส่งออกในปีหน้าน่าจะต้องขยายตัวได้มากเช่นกัน ทั้งนี้หากเศรษฐกิจไทยจะฟื้นและประเทศไทยจะสามารถแข่งขันได้ การส่งออกของไทยจะต้องขยายตัวมากๆติดต่อกันหลายๆปี

ทั้งนี้ อยากให้เร่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) มีการตอบรับยืนยันการกลับมาเจรจาการค้ากับประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากที่ USTR ได้แจ้งหยุดการเจรจาผ่านกระทรวงต่างประเทศของไทย อย่าไปเหมาเอาเองว่าเขาเริ่มเจรจาแล้ว ถ้ายังไม่มีการยืนยันกลับมาอย่างเป็นทางการ เพราะหากสหรัฐขึ้นภาษี Tariff กับไทย เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนักเพราะไทยพึ่งส่งออกไปสหรัฐถึงประมาณปีละ 2 ล้านล้านบาท หรือ เกือบ 1 ใน 5 ของการส่งออกของไทยทั้งหมด การจะหาตลาดใหม่ทดแทนสหรัฐจะทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย

นอกจากนี้ อยากขอให้ระวังการประชาสัมพันธ์ของ รมว. พาณิชย์ ในเรื่องการค้ากับสหรัฐ การสร้างภาพคล้าย รมว. พาณิชย์ไทยสามารถบีบสหรัฐ หรือ สหรัฐต้องง้อไทย อาจจะสร้างความไม่พอใจให้สหรัฐเพิ่มมากขึ้น และ อาจตัดสินใจขึ้นภาษี Tariff กับไทย ซึ่งเชื่อว่า รมว. พาณิชย์ คงไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาแบบนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้และไม่ชี้แจงแก้ไข น่าจะสร้างปัญหาในการเจรจาได้ จึงอยากให้เร่งแก้ไขในเรื่องนี้โดยด่วน

การที่สหรัฐนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทยเป็นจำนวนมาก น่าจะประมาณครึ่งหนึ่งของการส่งออกข้าวหอมมะลิทั้งหมดของไทย เพราะข้าวหอมมะลิมีคุณภาพพิเศษเฉพาะ ทำให้ราคาข้าวหอมมะลิของไทยราคาไม่ตก ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ตันละ 15,000-16,500 บาท มาโดยตลอดหลายปีนี้ แต่ที่น่ากังวลคือราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ยังคงมีราคาที่ต่ำมากอยู่ตันละ 6,100-6,800 บาทเท่านั้น ทำอย่างไรจะทำให้กลับมาอยู่ที่เดิมที่ตันละ 8,800-9,000 บาทได้ นี่ไม่นับข้าวเปลือกนาปีในปี 67 ราคาสูงถึง ตันละ 10,000 – 12,000 บาทเลย อย่างไรก็ตามแม้จะขายข้าวส่งออกได้มากก็อาจจะไม่สามารถยกระดับราคาได้มากนัก ทั้งนี้เพราะ ตอนต้นปีและกลางปี 68 ตนได้จัดงาน Thai Rice Convention สามารถขายข้าวได้ 6.6 แสนตัน และ ตนได้ส่งทีมไปประเทศแอฟริกานำโดยผู้ช่วย รมต. สามารถส่งออกไปขายประเทศแอฟริกาได้อีก 4.4 แสนตัน แต่ราคาข้าวก็ยังไม่ขึ้นนัก

ทั้งนี้ในภาวะหลังวิกฤตน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงพาณิชย์ต้องเข้าไปดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค อย่าให้ขาดและอย่าให้แพง จะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนที่ลำบากอยู่แล้วได้ ตามนโยบายเดิมที่ให้ไว้คือ ห้ามขาด ห้ามแพง ซึ่งยังไม่ทันไรค่าตั๋วเครื่องบินระหว่าง กรุงเทพ-หาดใหญ่ ราคาก็พุ่งสูงแล้ว อีกทั้งค่าทำความสะอาด การเก็บกวาดบ้านเรือนและร้านค้าในบริเวณที่เป็นโคลน รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ อย่าได้ขึ้นราคาเกินจริง

อย่างไรก็ตาม ตนขอชื่นชม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ครม. เศรษฐกิจที่ได้ปลดล็อก อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่มีมูลค่าสูงเช่น Data centers, AI, พลังงานสะอาด, เซมิคอนดักเตอร์, อิเล็กทรอนิกส์, EV ฯลฯ เพื่อให้การลงทุนในธุรกิจเหล่านี้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น โดยมีมาตรการ Thailand FastPass ซึ่งมีขึ้นเพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว เพราะประเทศไทยจะต้องอาศัยอุตสาหกรรมและธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไป และในปัจจุบันมีนักลงทุนต่างประเทศรอจะเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่นี้ในไทยเป็นจำนวนมากถึงหลายแสนล้านบาท และในอนาคตน่าจะถึงหลายล้านล้านบาท

ทั้งนี้หากประเทศไทยจะพัฒนาต่อได้อย่างมั่นคง การส่งออกจะต้องขยายเพิ่มขึ้นมากๆ และ การลงทุนจากต่างประเทศจะต้องเข้ามามากๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยต้องแข่งขันกับประเทศอื่นในการดึงดูดเข้ามาลงทุนในไทย เพื่อสร้างรายได้ และทำให้คนไทยตามโลกได้ทัน.

“พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

สถานการณ์ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมถึงต้องห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด

เหตุผลที่ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด นั้นมาจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุทกภัย ทั้งในแง่ของชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การค้า และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลง

การแก้ไขปัญหา “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคต

นอกจากนี้ “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด ยังเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ที่มา – “พิชัย” ห่วงน้ำท่วมใต้ซ้ำเติมเศรษฐกิจทรุด จี้เร่งฟื้นส่งออกหลังขยายตัวต่ำสุดในรอบ 13 เดือน

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง! ทะลุ 13,500 บาท/ตัน

รัฐบาลเผยข่าวดี! ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตันแล้ว และกระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าผลักดันให้แตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้หารือถึงสถานการณ์ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งไปอยู่ที่ 13,500 บาทต่อตัน จากนโยบายของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และการขับเคลื่อนมาตรการชะลอการขายข้าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งช่วยลดปริมาณข้าวในตลาด ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งสูงขึ้นไปแตะ 15,000 บาทต่อตัน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่เกษตรกรไทยทุกคน สถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นข่าวดีสำหรับชาวนา เนื่องจากราคาข้าวมีการขยับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ในจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประกาศรับซื้อข้าวหอมมะลิในราคา 13.80 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 13,800 บาทต่อตันแล้ว

ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่ง

รัฐบาลเน้นย้ำว่า สถานการณ์ราคาข้าวขาขึ้นในขณะนี้เป็นสัญญาณที่ดี และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาข้าวยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีโอกาสที่ราคาข้าวจะขยับขึ้นไปแตะระดับ 15,000 บาทต่อตันได้ในอนาคตอันใกล้นี้

มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติม

เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพข้าว รวมถึงแนวทางการสนับสนุนเครื่องบรรจุและผลิตพันธุ์ข้าวสำหรับโรงสีข้าวขนาดเล็ก นำร่อง 200 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว นำร่อง 1 ล้านไร่ เพื่อให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวโพดและพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โครงการเหล่านี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกและยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นอีกด้วย

จากสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น มีความหวังว่าเกษตรกรไทยจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – ข้าวเปลือกหอมมะลิราคาพุ่งตันละ 13,500 บาท ก.เกษตรฯ หวังแตะตันละ 15,000 บาท

ครม.อนุมัติ ช่วยเกษตรกรนาปี/นาปรัง 2568 ไร่ละ 1,000

ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ทั้งนาปีการผลิต 2568/69 และนาปรังปี 2568 โดยช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. มีมติเห็นชอบและอนุมัติมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69 และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 61,697.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 51,232.50 ล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 10,464.56 ล้านบาท ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ

โครงการสำคัญที่ได้รับการอนุมัติ ได้แก่:

  • โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 45,398.81 ล้านบาท
  • โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69: วงเงินงบประมาณรวม 15,656.25 ล้านบาท
  • โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2568/69: วงเงินรวม 642 ล้านบาท

ชดเชยราคาข้าวนาปรังด้วย

นายอนุกูลยังกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกนาปรังด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. อนุมัติยกเว้นการไม่ถือปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ในกรณีให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี่ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร เฉพาะสินค้าข้าว
  2. เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปีปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีวงเงิน 7,286.77 ล้านบาท และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจาก ธ.ก.ส.

เกษตรกรนาปี-นาปรัง ได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1 พันบาท

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 และโครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้:

โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 มีกลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท

โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 มีกลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

มาตรการช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมให้เกษตรกรมีกำลังใจในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป

ที่มา – ครม. ไฟเขียวช่วยเกษตรกร นาปี 2568/69และนาปรังปี 2568 ไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่

Scroll to top