ราชกิจจานุเบกษา แต่งตั้ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศนายพลตำรวจ 60 ราย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการมาด้วยความเรียบร้อยและเป็นผลดีต่อทางราชการ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

การพระราชทานยศครั้งนี้ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับข้าราชการตำรวจที่อุทิศตนเพื่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประเทศ ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

ประกาศนี้ลงนามโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ณ วันที่ 3 เมษายน 2569 โดยแบ่งยศที่พระราชทานดังนี้

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล

  1. พลตำรวจโท สมประสงค์ เย็นท้วม เป็น พลตำรวจเอก
  2. พลตำรวจโท โสภณรัชต์ สิงหจารุ เป็น พลตำรวจเอก
  3. พลตำรวจตรี เกษมสันติ อยู่สุขสมบูรณ์ เป็น พลตำรวจโท
  4. พลตำรวจตรี ธรรมนูญ ประยืนยง เป็น พลตำรวจโท
  5. พลตำรวจตรี ธรรมศักดิ์ ปิ่นทอง เป็น พลตำรวจโท
  6. พลตำรวจตรี นพดล กรึ่งไกร เป็น พลตำรวจโท
  7. พลตำรวจตรี นรินทร์ บูสะมัญ เป็น พลตำรวจโท
  8. พลตำรวจตรี ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ เป็น พลตำรวจโท
  9. พลตำรวจตรี พิทักษ์ ท้วมเกร็ด เป็น พลตำรวจโท
  10. พลตำรวจตรี พิพัฒน์ ชุ่มมณีกูล เป็น พลตำรวจโท
  11. พลตำรวจตรี วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เป็น พลตำรวจโท
  12. พลตำรวจตรี วีรพล เจริญศิริ เป็น พลตำรวจโท
  13. พลตำรวจตรี วีรวิชญ์ บัวประเสริฐยิ่ง เป็น พลตำรวจโท
  14. พลตำรวจตรี อาซาน จันทร์ศิริ เป็น พลตำรวจโท
  15. พลตำรวจตรี อุกฤษฎ์ ศรีเสือขาม เป็น พลตำรวจโท
  16. พันตำรวจเอก กิตติเชษฐ์ ศักยภาพวิชานนท์ เป็น พลตำรวจตรี
  17. พันตำรวจเอก กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล เป็น พลตำรวจตรี
  18. พันตำรวจเอก กิติพัฒน์ พงศ์พะนัส เป็น พลตำรวจตรี
  19. พันตำรวจเอก จักรภพ ท้าวฤทธิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  20. พันตำรวจเอก จิระศักดิ์ เสียมศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  21. พันตำรวจเอก ชณพล วันขวัญ เป็น พลตำรวจตรี
  22. พันตำรวจเอก ชยากร เทศะบำรุง เป็น พลตำรวจตรี
  23. พันตำรวจเอก ชัยยศ วรักษ์จุนเกียรติ เป็น พลตำรวจตรี
  24. พันตำรวจเอก เชษฐา เชยชุ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  25. พันตำรวจเอก ฐิติภัทร อินทรรักษ์ เป็น พลตำรวจตรี
  26. พันตำรวจเอก ณรงค์เวทย์ โอนสูงเนิน เป็น พลตำรวจตรี
  27. พันตำรวจเอก ดนัย รัตนประเสริฐ เป็น พลตำรวจตรี
  28. พันตำรวจเอก ดามพ์ ทองใบ เป็น พลตำรวจตรี
  29. พันตำรวจเอก ดำเนิน กันอ่อง เป็น พลตำรวจตรี
  30. พันตำรวจเอก ทวีศักดิ์ จินดาศักดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  31. พันตำรวจเอก นพ นรชาญ เป็น พลตำรวจตรี
  32. พันตำรวจเอก บุญชัย ปัญญาธรานุกูล เป็น พลตำรวจตรี
  33. พันตำรวจเอก บุญฤทธิ์ ศรีวิจิตร เป็น พลตำรวจตรี
  34. พันตำรวจเอก เผ่าภากร รามนุช เป็น พลตำรวจตรี
  35. พันตำรวจเอก พงศ์ศักดิ์ สุขอิ่ม เป็น พลตำรวจตรี
  36. พันตำรวจเอก พงษ์พันธ์ จันทรอาภา เป็น พลตำรวจตรี
  37. พันตำรวจเอก พจน์ ฟอร์ตี้ เป็น พลตำรวจตรี
  38. พันตำรวจเอก พัลลภ สุภิญโญ เป็น พลตำรวจตรี
  39. พันตำรวจเอก พีระพงษ์ เหล่าธนาวิน เป็น พลตำรวจตรี
  40. พันตำรวจเอก ไพฑูรย์ อินทรัตน์ชัยกิจ เป็น พลตำรวจตรี
  41. พันตำรวจเอก ภาณุวัฒน์ บัวชาติ เป็น พลตำรวจตรี
  42. พันตำรวจเอก ยุทธนา บุญเมือง เป็น พลตำรวจตรี
  43. พันตำรวจเอก ลือศักดิ์ ดำเนินสวัสดิ์ เป็น พลตำรวจตรี
  44. พันตำรวจเอก วรชาติ รสจันทน์ เป็น พลตำรวจตรี
  45. พันตำรวจเอก วรธัช วิชชุวาณิชย์ เป็น พลตำรวจตรี
  46. พันตำรวจเอก วิเชียร อ่อนฉ่ำ เป็น พลตำรวจตรี
  47. พันตำรวจเอก ศักดิ์สุราษฎร์ ตลับนาค เป็น พลตำรวจตรี
  48. พันตำรวจเอก สมชาย เขียวจักร์ เป็น พลตำรวจตรี
  49. พันตำรวจเอก สมชาย ศรีศรยุทธ์ เป็น พลตำรวจตรี
  50. พันตำรวจเอก สมโภช สุวรรณจรัส เป็น พลตำรวจตรี
  51. พันตำรวจเอก สมิง รอดรัตษะ เป็น พลตำรวจตรี
  52. พันตำรวจเอก สุขทัศน์ พุ่มพันธ์ม่วง เป็น พลตำรวจตรี
  53. พันตำรวจเอก สุทธิศักดิ์ วันที เป็น พลตำรวจตรี
  54. พันตำรวจเอก สุพมาส บัวลาด เป็น พลตำรวจตรี
  55. พันตำรวจเอก สุรัตน์ ส่งเสริม เป็น พลตำรวจตรี
  56. พันตำรวจเอก อนุกูล ดาวลอย เป็น พลตำรวจตรี
  57. พันตำรวจเอก อภิชัย กรอบเพชร เป็น พลตำรวจตรี
  58. พันตำรวจเอก อรรถพล พงษ์สุพรรณ เป็น พลตำรวจตรี
  59. พันตำรวจเอก อิทธิโชค เกิดผล เป็น พลตำรวจตรี
  60. พันตำรวจเอกหญิง บุศรา จงรักชอบ เป็น พลตำรวจตรีหญิง

จากรายชื่อข้างต้น พบว่ามีผู้ได้รับยศพลตำรวจเอก 2 ราย พลตำรวจโท 15 ราย พลตำรวจตรี 42 ราย และพลตำรวจตรีหญิง 1 ราย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเลื่อนยศของพันตำรวจเอกที่ทำงานหนักในหน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ

ความหมายของ โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องผลงาน แต่ยังช่วยเติมเต็มโครงสร้างผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ต้องรับมือกับอาชญากรรมซับซ้อนและภัยคุกคามทางไซเบอร์

ในมุมมองของผู้เขียน การเลื่อนยศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อข้าราชการผู้ถวายราชการอย่าง忠誠 และเป็นแรงบันดาลใจให้ตำรวจรุ่นใหม่ๆ พยายามมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านฉบับเต็มในราชกิจจานุเบกษาได้เลย

ติดตามข่าวสารราชการและการเลื่อนยศครั้งต่อไปได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจชั้นนายพล ให้แก่ข้าราชการตำรวจ จำนวน 60 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย 2 คน

วันนี้เรามีข่าวดีจากราชกิจจานุเบกษาที่น่าประทับใจมากเลยนะครับ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ถึง 2 ราย เป็นพระราชกรุณายิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาและพระปรีชาสามารถในการเชิดชูผู้มีคุณงามความดี

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย

ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 เมษายน 2567 (ไม่ใช่ 2569 นะครับ ตามเอกสารจริง) พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย แก่ข้าราชบริพารในพระองค์ทั้ง 2 ราย ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน 2567

เครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ถือเป็นเครื่องราชฯ ชั้นสูงสุดของชาติไทย โดยช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์และยอดเยี่ยม ส่วนมงกุฎไทยแสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง ผู้ที่ได้รับต่างเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิ ทุ่มเทรับใช้พระองค์อย่างสุดความสามารถ การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย ครั้งนี้ จึงเป็นการถวายพระเกียรติยศแก่ผู้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์

  • ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี
  • ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย
    • ร้อยโทหญิง วราลักษณ์ คนโต
    • ร้อยตรีหญิง ปิยากร ดวงราษี

ทั้งสองท่านนี้เป็นข้าราชบริพารในพระองค์ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด ด้วยความซื่อสัตย์และวิริยะอุตสาหะ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหาร การดูแล หรือภารกิจพิเศษต่างๆ ที่ต้องใช้ความรอบคอบและความรับผิดชอบสูง การได้รับพระราชทานเครื่องราชฯ ในครั้งนี้ ย่อมเป็นเครื่องยืนยันถึงผลงานอันน่าประทับใจ

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อเชิดชูบุคคลที่มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ช้างเผือกมี 9 ชั้น สูงสุดคือจตุรถาภรณ์ช้างเผือก ส่วนมงกุฎไทยก็เช่นกัน ชั้นตริตาภรณ์ถือเป็นชั้นกลางๆ แต่ก็เป็นเกียรติยศที่หาได้ยากมาก ต้องผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากคณะกรรมการ

ข่าว โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ ช้างเผือก มงกุฎไทย นี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมข้าราชการและข้าราชบริพารให้มีคุณธรรมจริยธรรม ในยุคที่สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย การมีแบบอย่างที่ดีเช่นนี้ย่อมเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่มุ่งมั่นในการรับใช้ชาติและพระมหากษัตริย์ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีลิงก์ต้นฉบับจากราชกิจจานุเบกษาให้ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คลิกที่นี่ เพื่อความถูกต้องและครบถ้วน

ในความเห็นส่วนตัว การพระราชทานเครื่องราชฯ ครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเกียรติแก่ผู้รับเท่านั้น แต่ยังเป็นพระราชกรุณาที่แผ่กระจายไปยังครอบครัวและสังคมรอบข้าง สร้างขวัญกำลังใจให้ทุกคนรักและศรัทธาในพระราชอิสรภาพยิ่งขึ้น เชิญชวนทุกท่านติดตามข่าวพระราชกรณียกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่ความดีงามให้โลกรู้ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชฯ อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก-มงกุฎไทย 2 ข้าราชบริพารในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง เป็นข่าวราชการที่น่าสนใจล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ โดยมีเนื้อหาสำคัญว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรทั้ง 93 นาย ปฏิบัติราชการในหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีกวาระ

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

พระบรมราชโองการนี้ทรงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่กำหนดบทบาทของราชองครักษ์ในการถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด ราชองครักษ์ในพระองค์ถือเป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการคุ้มกันพระองค์ท่านและราชวงศ์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องมีความจงรักภักดีสูงสุดและมีคุณสมบัติเหมาะสม

การโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน สะท้อนถึงพระราชวิสัยในการทรงคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อถวายราชการแผ่นดิน

รายชื่อนายทหารและนายตำรวจที่ได้รับพระราชทาน

รายชื่อแบ่งตามเหล่าทัพและกองทัพตำรวจ ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 55 นาย

  • 1. พลเอก กิตติพงศ์ ชื่นใจชน
  • 2. พลเอก เดชาธร สุขแสง
  • 3. พลเอก ไพศาล หนูสังข์
  • 4. พลเอก ร่มเกล้า ปั้นดี
  • 5. พลเอก อมฤต บุญสุยา
  • 6. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
  • 7. พลเอก อุดม แก้วมหา
  • 8. พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ
  • 9. พลโท ณุดนัย บูรณสมภพ
  • 10. พลโท ธีรพล ศรีเกษม
  • 11. พลโท พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา
  • 12. พลโท พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์
  • 13. พลโท พิจิตร บุญญสุวรรณ
  • 14. พลโท วรเดช เดชรักษา
  • 15. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ
  • 16. พลโท ศาสตรา ศรีเพ็ญ
  • 17. พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์
  • 18. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์
  • 19. พลโท อาจิณ ปัทมจิตร
  • 20. พลตรี กิตติ คงหอม
  • 21. พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล
  • 22. พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว
  • 23. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร
  • 24. พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร
  • 25. พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์
  • 26. พลตรี ธารา เจนตลอด
  • 27. พลตรี ธวัชชัย วรรณดิลก
  • 28. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร
  • 29. พลตรี นิติ ติณสูลานนท์
  • 30. พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
  • 31. พลตรี ไพบูลย์ จุลภาคี
  • 32. พลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข
  • 33. พลตรี เรืองศักดิ์ แก่นกำจร
  • 34. พลตรี ศรัณย์ รอดบุญธรรม
  • 35. พลตรี สมใจ คิดเกื้อการุญ
  • 36. พลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์
  • 37. พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์
  • 38. พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน
  • 39. พลตรี เสกสรรค์ พรหมศักดิ์
  • 40. พันเอก กฤษณ์ สุนสะธรรม
  • 41. พันเอก จรูญ จตุรงค์
  • 42. พันเอก เฉลิมพล นุตรักษ์
  • 43. พันเอก ชาตรี สงวนธรรม
  • 44. พันเอก ชินสรณ์ เรืองศุข
  • 45. พันเอก ฐิติพงษ์ อินวะษา
  • 46. พันเอก ณัฏฐภูมิ หลาวทอง
  • 47. พันเอก ธนิต อิ่มอกใจ
  • 48. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์
  • 49. พันเอก พิเชษฐ์ ชุติเดโซ
  • 50. พันเอก พิพัฒน์ ศรีทองพิมพ์
  • 51. พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์
  • 52. พันเอก มีชัย นิลศาสตร์
  • 53. พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง
  • 54. พันเอก รุ่งเพชร คนทัด
  • 55. พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 18 นาย

  • 56. พลเรือเอก ปรีดิวัฒน์ ดิลกนรนารถ
  • 57. พลเรือโท ธวัชชัย พิมพ์เมือง
  • 58. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์
  • 59. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
  • 60. พลเรือโท อนิรุธ สวัสดี
  • 61. พลเรือตรี ชนก สนทราพรพล
  • 62. พลเรือตรี ชานินท์ ศรียาภัย
  • 63. พลเรือตรี ชเนศร์ สิงหชาญ
  • 64. พลเรือตรี ชัย เกตุวัฒนกิจ
  • 65. พลเรือตรี ชัยยุทธ์ คลังเงิน
  • 66. พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล
  • 67. พลเรือตรี ศศิน สวรรคทัต
  • 68. พลเรือตรี ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์
  • 69. นาวาเอก เกียรติก้อง ปานทอง
  • 70. นาวาเอก บุญมี แก้วสง่า
  • 71. นาวาเอก ไมตรี บุตรบุรี
  • 72. นาวาเอก ไวพจน์ วีระประเสริฐศักดิ์
  • 73. นาวาเอก อมรศักดิ์ ปัทมปราณี

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารอากาศ จำนวน 7 นาย

  • 74. พลอากาศตรี เจริญ วัฒนศรีมงคล
  • 75. พลอากาศตรี นรุธ กำเนิดนักตะ
  • 76. พลอากาศตรี พฤทธิ์ ตึกสุอินทร์
  • 77. พลอากาศตรี มณเฑียร หมีโชติ
  • 78. นาวาอากาศเอก ชวภณ ยิ้มพงษ์
  • 79. นาวาอากาศเอก เนาวมรัตน์ ประพัฒน์ทอง
  • 80. นาวาอากาศเอก พรประเสริฐ ผ่านภพ

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 13 นาย

  • 1. พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • 2. พลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ
  • 3. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์
  • 4. พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ
  • 5. พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย
  • 6. พลตำรวจตรี ชัยรพ จุณณวัตต์
  • 7. พลตำรวจตรี โชคชัย งามวงศ์
  • 8. พลตำรวจตรี ชัยยะ เพ็ชรปัญญา
  • 9. พลตำรวจตรี พันธนะ นุชนารถ
  • 10. พลตำรวจตรี วัลลพ จำนงค์อาษา
  • 11. พลตำรวจตรี วิวัฒน์ คำชำนาญ
  • 12. พลตำรวจตรี ศรัญญู ชำนาญราช
  • 13. พันตำรวจเอก เดชาวัต ชาวศรีทอง

รายชื่อทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มจากราชกิจจานุเบกษาได้เลยครับ การแต่งตั้งราชองครักษ์ในพระองค์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการถวายงานและรักษาความมั่นคงให้สถาบันพระมหากษัตริย์

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของกองทัพไทยและตำรวจที่พร้อมถวายชีวิตเพื่อพระองค์ท่าน เหล่าบุคคลสำคัญเหล่านี้ล้วนมีประวัติการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างดี หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ราชองครักษ์หรือข่าวราชการเพิ่มเติม ลองคอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป เป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างความยินดีให้กับวงการสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมและอุทิศตนเพื่อศาสนาและประชาชน

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นราช 1 รูป และชั้นสามัญ 2 รูป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน การพระราชทานสมณศักดิ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องพระเดชพระคุณของพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พระสงฆ์ทุกรูปเจริญในธรรมและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

รายชื่อพระราชาคณะที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

  • 1. พระโสภณปริยัตยาภรณ์ เป็นพระราชโสภณวัชราภรณ์ สุนทรธรรมานุสิฐ มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดยางเครือ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านมีฐานานุศักดิ์สามารถตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป พระเดชานุภาพของท่านนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการศึกษาพระธรรมวินัยและการบริหารวัด
  • 2. พระครูบัณฑิตานุรักษ์ วัดโกศลรังสฤษดิ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระบัณฑิตวชิราทร ท่านเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์นักวิชาการที่อุทิศตนเผยแผ่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
  • 3. พระมหาอรรถพงษ์ สิริโสภโณ (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชโรกาส ท่านเป็นพระเปรียญธรรมชั้นสูงที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระไตรปิฎก สมกับได้รับพระราชทานสมณศักดิ์อันทรงเกียรติ

การพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ในการธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มั่นคงในประเทศไทย พระสงฆ์ทั้งสามรูปล้วนมีผลงานโดดเด่นในการเผยแผ่ธรรมะ ฟื้นฟูวัด และพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีวัดสำคัญจำนวนมาก สมณศักดิ์ชั้นราชอย่างพระราชโสภณวัชราภรณ์ ถือเป็นระดับสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในการปกครองคณะสงฆ์

นอกจากนี้ สมณศักดิ์ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนาไทย โดยพระราชาคณะชั้นสามัญสองรูปนี้ จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในวัดของตนเอง ความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้ยังช่วยยึดเหนี่ยวใจพุทธศาสนิกชนให้ศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และคณะสงฆ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามพระราชกรณียกิจอันเป็นสิริมงคลนี้

การพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนระลึกถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชวนเชิญทุกท่านติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม เพื่อร่วมอนุโมทนาในบุญ

ที่มา – ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผลจากการลงมติของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประกาศดังกล่าวระบุว่า พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

  • นายโสภณ ซารุมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง
  • นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศลงวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

รายละเอียดการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมครั้งแรกของสมัยใหม่ โดยที่ประชุมได้ลงมติเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ โสภณ ซารุมย์ ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ถือเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงรัฐสภาไทย เคยผ่านการทำงานในคณะกรรมาธิการต่างๆ และมีบทบาทในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ส่วนนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ในฐานะรองประธานคนที่หนึ่ง มีพื้นฐานจากพรรคการเมืองหลักและมีส่วนร่วมในการอภิปรายสำคัญหลายครั้ง ขณะที่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานคนที่สอง ก็เป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

ความสำคัญของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการประชุม กำหนดวาระ และรักษาความเป็นกลางในการอภิปราย รองประธานทั้งสองคนจะช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อประธานไม่อยู่ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นสัญญาณว่าสภาฯ ชุดนี้พร้อมรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารสภาฯ ครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การทำงานที่โปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และการแก้ไขปัญหาชาติ นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าทีมงานชุดนี้มีศักยภาพในการประสานสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลได้ดี

ประชาชนสามารถติดตามเอกสารฉบับเต็มได้จากราชกิจจานุเบกษา เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากนี้ การแต่งตั้งนี้ยังสะท้อนถึงกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่โปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสภาชุดใหม่ ผู้สนใจควรติดตามการประชุมสภาฯ ครั้งต่อไปเพื่อดูทิศทางนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ด้านล่าง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้มีข่าวราชการที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตให้ฟังกัน โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้กับสองบุคคลสำคัญในวงการทหารไทย นั่นคือ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ประกาศนี้เพิ่งออกมาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่เลยครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 มีนาคม 2567 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ทำให้แฟนข่าวการเมืองและทหารต่างจับตามองกันอย่างคึกคัก

ทำไมถึงเป็นกรณีพิเศษล่ะครับ? ปกติแล้ว ยศพลเรือเอก (Admiral) และพลอากาศเอก (Air Chief Marshal) เป็นยศสูงสุดในกองทัพเรือและกองทัพอากาศ แต่ครั้งนี้พระราชทานให้กับนายทหารจากกองทัพบกสองคนเลย นับเป็นการเชื่อมโยงเหล่าทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แสดงถึงความสามัคคีในกองทัพไทยที่แท้จริง

รายละเอียดผู้ถูกราชทานยศจากโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

  • พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ: ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านมีประวัติการรับใช้ชาติยาวนาน ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายแห่งในกองทัพบก เช่น ผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย
  • พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์: ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน ท่านขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในกองทัพเมื่อปีที่แล้ว ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการทหาร มีผลงานเด่นในการปฏิรูประบบทหารสูงสุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งสองท่านนี้เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่น ทำให้สมควรได้รับยศอันทรงเกียรตินี้ การพระราชทานยศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ นะครับ ถือเป็นการยกย่องผลงานและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทย

มาดูความสำคัญกันหน่อยครับ การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ แบบนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมความสามัคคีของกองทัพทั้งสามเหล่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กองทัพไทยต้องเข้มแข็งและรวมเป็นหนึ่งเดียว การยกระดับยศข้ามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคน และยังเป็นสัญญาณบวกต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ พลเอกที่เคยสวมเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพบก ตอนนี้มีสิทธิ์สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินของกองทัพเรือ หรือสีฟ้าของกองทัพอากาศในพิธีการต่างๆ มันเจ๋งมากเลยนะ แสดงถึงการหลอมรวมเหล่าทัพให้เป็นครอบครัวเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารต้นฉบับให้ดูได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา ใครสนใจศึกษาละเอียดเชิญเลยครับ

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยศ แต่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ยืนยันความสำคัญของผู้นำทหารทั้งสองท่านในการนำพากองทัพไทยสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในสถาบันกองทัพ

สุดท้ายนี้ ชวนเพื่อนๆ ติดตามข่าวสารการเมืองและทหารอัปเดตแบบเรียลไทม์ที่นี่นะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย ช่วยกันกระจายข้อมูลดีๆ ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้ปลัด กห.-ผบ.ทสส.

Scroll to top