ราชกิจจานุเบกษา 2568

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง พิทยศิริ” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขยับ “ทิพานัน ศิริชนะ – พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง” ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ หลัง “นพดล-สุชาติ-ธนกร” ลาออก

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 3 ฉบับในลักษณะเดียวกัน เรื่องการเลื่อนผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยประกาศ ณ วันที่ 9 กันยายน 2568 และลงนามโดย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร

1. กรณี นายนพดล ปัทมะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 15 ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ดังนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ นายรุ่งเรือง พิทยศิริ ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 41 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

2. กรณี นายสุชาติ ชมกลิ่น ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงประกาศให้ นางสาวทิพานัน ศิริชนะ ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 18 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

3. กรณี นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 10 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงประกาศให้ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 เลื่อนขึ้นมาเป็น สส.บัญชีรายชื่อแทน

(อ่านฉบับเต็ม)

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

การเปลี่ยนแปลงในสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการลาออกของ สส. บัญชีรายชื่อจากทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่งผลให้ต้องมีการเลื่อนลำดับผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน

การลาออกของ สส. ดังกล่าวมีผลกระทบต่อองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร และอาจส่งผลต่อการดำเนินงานของรัฐสภาในอนาคต การเลื่อนลำดับ สส. บัญชีรายชื่อ เป็นกระบวนการปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมีตำแหน่งว่างลง แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าใครจะเข้ามาทำหน้าที่แทน และจะมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันนโยบายต่างๆ

ทำความเข้าใจการเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อ

การเลื่อน สส.บัญชีรายชื่อ เป็นไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อมี สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นใด ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นในลำดับถัดไป จะได้รับการเลื่อนขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน เพื่อให้จำนวน สส. ในสภายังคงครบตามที่กฎหมายกำหนด

กระบวนการนี้มีความสำคัญต่อการรักษาความต่อเนื่องของการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหลักประกันว่าประชาชนจะยังคงมีผู้แทนทำหน้าที่ในรัฐสภาอย่างครบถ้วน แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

สำหรับกรณี ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ นั้น แสดงให้เห็นถึงการดำเนินงานตามกระบวนการดังกล่าวอย่างเป็นทางการและโปร่งใส โดยมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง

การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองไทยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในภาพรวม การได้ ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ เข้ามาทำหน้าที่ จะมีส่วนช่วยผลักดันนโยบายของพรรคตนเองอย่างไร และจะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตาดูต่อไป

ที่มา – ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน “รุ่งเรือง-ทิพานัน-พล.ต.อ.อัศวิน” เป็น สส.บัญชีรายชื่อ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สราวุธ ทรงศิวิไล” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นกรรมการการเลือกตั้งแล้วตั้งบัดนี้ ประกาศ ณ 30 สิงหาคม 2568

วันที่ 2 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายปัญญา อุดชาชน เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามประกาศลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 นั้น ต่อมา นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการเผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายปกรณ์ มหรรณพ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามประกาศลงวันที่ 12 สิงหาคม 2561 นั้น ต่อมา นายปกรณ์ มหรรณพ ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลสำคัญสองท่านในตำแหน่งสำคัญของประเทศ ได้แก่ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การแต่งตั้งทั้งสองท่านนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รายละเอียดการแต่งตั้ง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

ในการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น สืบเนื่องมาจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่างลง เนื่องจากนายปัญญา อุดชาชน ครบวาระการดำรงตำแหน่ง วุฒิสภาจึงได้ให้ความเห็นชอบนายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าว การแต่งตั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 200 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

ในส่วนของการแต่งตั้งนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น สืบเนื่องมาจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งว่างลง เนื่องจากนายปกรณ์ มหรรณพ มีอายุครบ 70 ปี วุฒิสภาจึงได้ให้ความเห็นชอบนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าว การแต่งตั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 222 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต. มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การแต่งตั้งบุคคลทั้งสองท่านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการพิจารณาและตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศ ในขณะที่กรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต. จึงเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมายและส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย

การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรมของไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สราวุธ” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ “ณรงค์” เป็น กกต.

โปรดเกล้าฯ สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศ ณ วันที่ 29 สิงหาคม พุทธศักราช 2568

โปรดเกล้าฯ สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 เรื่องการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากครบวาระ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง

ตามประกาศดังกล่าว วุฒิสภาได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 200 (5) กำหนด เพื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 200 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 8 และมาตรา 12 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

การแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความต่อเนื่องในการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ

ความสำคัญของการมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งในการตีความรัฐธรรมนูญ พิจารณาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายต่างๆ ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ การมีตุลาการที่ทรงคุณวุฒิและมีความเป็นกลางจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความเป็นธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังมีบทบาทในการแก้ไขข้อขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐสภา และประชาชนโดยรวม

การที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและคุณสมบัติของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในระบบการเมืองการปกครองของไทย

การพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว

  • ตรวจสอบประวัติและความรู้ความสามารถของผู้ได้รับการเสนอชื่อ
  • พิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและให้ข้อมูล

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการคัดเลือกมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและการเมืองการปกครองของไทย และเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “สราวุธ ทรงศิวิไล” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

โปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สร้างความปลื้มปีติและเป็นเกียรติอย่างสูงแก่ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ และวงศ์ตระกูล

โปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งราชบัณฑิต โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ให้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สาขาวิชาสรีรวิทยา สำนักวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เป็นต้นมา

ประกาศดังกล่าว ลงวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ซึ่งท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาสรีรวิทยา การได้รับการแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต แสดงให้เห็นถึงความรู้ความสามารถและความทุ่มเทในการทำงานของท่าน ที่เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การแต่งตั้งราชบัณฑิต ได้จากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยตรง [คลิกที่นี่เพื่ออ่านประกาศ]

การแต่งตั้งราชบัณฑิตถือเป็นพิธีสำคัญที่แสดงถึงการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะทำหน้าที่ในการให้ความรู้ คำปรึกษา และเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ การที่ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง

ราชบัณฑิตมีหน้าที่สำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่องค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่ง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

ขอแสดงความยินดีกับ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ในโอกาสที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตในครั้งนี้ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติต่อไป

การที่ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่าง ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะสร้างคุณูปการให้กับวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพและสังคมไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ศาสตราจารย์นรัตถพล เจริญพันธุ์ เป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นจำนวน 9 ราย ให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป ข่าวดังกล่าวสร้างความสนใจและความยินดีในแวดวงกฎหมายและการบริหารราชการเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้ ความว่า คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองได้พิจารณาคัดเลือกตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นที่มีความเหมาะสมที่จะเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดจำนวน 9 ราย ในการประชุมครั้งที่ 333-3/2568 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568

รายชื่อดังกล่าวได้ถูกนำเสนอต่อท่านนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำรายชื่อเสนอวุฒิสภาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2568 และวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดจำนวน 9 ราย ในคราวประชุมครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้

รายชื่อตุลาการที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งมีดังนี้:

  • นายนาร์วิสูตร วังนะเถียรกุล อธิบดีศาลปกครองกลาง ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นางสาวสิรภัทร โชควิเศษชัยสิทธิ์ อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายเชี่ยวชาญ สุขช่วย อธิบดีศาลปกครองสุพรรณบุรี ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายประศักดิ์ ศิริพานิช อธิบดีศาลปกครองพิษณุโลก ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นางสาวอมรา สัจจาสัย อธิบดีศาลปกครองเพชรบุรี ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายจำกัด ชุมพลวงศ์ อธิบดีศาลปกครองระยอง ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายสินิทธิ์ สินิทธานนท์ อธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นายไพรัช โตสวัสดิ์ อธิบดีศาลปกครองขอนแก่น ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด
  • นางมาเรียม วิมลธร อธิบดีศาลปกครองชั้นต้นประจำศาลปกครองสูงสุด ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

ความสำคัญของการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุดครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของศาลปกครอง เนื่องจากจะช่วยให้การพิจารณาคดีปกครองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น ตุลาการทั้ง 9 ท่านล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์ในการพิจารณาคดีปกครองมาอย่างยาวนาน การได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเสริมทัพในศาลปกครองสูงสุด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนในการใช้สิทธิทางศาลปกครอง

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นทั้ง 9 รายดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดตามที่เสนอ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุดทั้ง 9 ท่านนี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับวงการกฎหมายและประชาชนผู้ใช้สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ เพราะการมีตุลาการที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ จะช่วยให้การตัดสินคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 9 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีผล 1 ต.ค. นี้

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 6 ราย

พระราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง จำนวน 6 ราย โดยนายขจรเกียรติ ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมที่ดิน นายเชษฐา ขึ้นเป็นอธิบดีปภ. และนายภาสกร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าฯ ระยอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 22 สิงหาคม เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย พ้นจากตำแหน่งเดิม และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 6 ราย ดังนี้

  1. นายพรพจน์ เพ็ญพาส พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
  2. นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน
  3. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
  4. นายสันติ รังษิรุจิ พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง
  5. นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานปลัดกระทรวง
  6. นายภาสกร บุญญลักษม์ พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ภูมิธรรม เวชยชัย

รองนายกรัฐมนตรี

รายละเอียดเกี่ยวกับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย ในครั้งนี้ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญในหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินในส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อทิศทางการดำเนินงานและนโยบายของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดิน การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาจังหวัดต่างๆ

สำหรับนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ มีประสบการณ์ในการบริหารราชการในระดับจังหวัดมาอย่างยาวนาน การเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน จึงเป็นความท้าทายในการนำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของนายเชษฐา โมสิกรัตน์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยคนใหม่ การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นอกจากนี้ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย ยังรวมถึงการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในหลายจังหวัด ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในระดับพื้นที่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัด การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาจังหวัดให้มีความเจริญก้าวหน้า

การติดตามผลการดำเนินงานของข้าราชการที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ในครั้งนี้ จะเป็นสิ่งสำคัญในการประเมินผลของการเปลี่ยนแปลง และวัดผลสำเร็จของการบริหารราชการแผ่นดินในภาพรวมต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ระดับสูง 6 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2567 แก่ผู้ทรงคุณวุฒิในทางศิลปวิทยาจำนวน 6 ท่าน ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2567 โดยมีรายละเอียดว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเหรียญอันทรงเกียรติแด่ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ รวมทั้งสิ้น 6 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านล้วนเป็นผู้ที่สร้างคุณูปการต่อวงการศิลปวิทยาของประเทศ

รายนามผู้ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา

รายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ประจำปี 2567 มีดังนี้:

  • สาขาวิทยาศาสตร์: นายสุชาติ อุปถัมภ์
  • สาขาวิศวกรรมศาสตร์: นายเฉลิมชนม์ สถิระพจน์
  • สาขาแพทยศาสตร์: นางสาวอรินทยา พรหมินธิกุล
  • สาขามนุษยศาสตร์ (โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์): นางสาวรัศมี ชูทรงเดช
  • สาขาแพทยศาสตร์ (เภสัชศาสตร์): นายวันชัย ดีเอกนามกูล
  • สาขาแพทยศาสตร์ (ทันตแพทยศาสตร์): ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช

แต่ละท่านที่ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ล้วนเป็นบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาของตน และได้สร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมากมาย การได้รับพระราชทานเหรียญในครั้งนี้จึงเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติและความสามารถของท่านเหล่านั้นอย่างสมควร

พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา เป็นเครื่องหมายแห่งความสามารถและความทุ่มเทในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญนี้จึงถือเป็นบุคคลตัวอย่างที่ควรค่าแก่การยกย่องและเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่น

ประกาศดังกล่าวได้ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน สามารถอ่านประกาศฉบับเต็มได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเหรียญและผลงานของแต่ละท่าน สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

การพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยาในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ และเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคลากรที่มีความสามารถได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ให้แก่ 6 ผู้ทรงคุณวุฒิ

แรงงานกัมพูชา ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย อนุญาตให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไทย ซึ่งไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้เนื่องจากการคุมเข้มจุดผ่านแดนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถอยู่ทำงานต่อในประเทศไทยได้อีก 6 เดือน โดยมีเหตุผลด้านมนุษยธรรม

ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การยกเว้นข้อห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทย ตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 โดยอ้างอิงเหตุผลทางด้านมนุษยธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

เนื่องจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้ยกระดับมาตรการควบคุมการผ่านแดนในทุกจุด ทำให้แรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในลักษณะไป-กลับ หรือตามฤดูกาล บริเวณชายแดน ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้หลังจากสิ้นสุดวาระการจ้างงาน ดังนั้น เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จึงอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาเหล่านี้ สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานต่อไปได้

ใครบ้างที่เข้าข่ายได้รับสิทธิ์ให้อยู่ทำงานต่อ?

ตามประกาศ ข้อ 1 ระบุว่า คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่ถือบัตรผ่านแดนตามมาตรา 13 (2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ทั้งที่บัตรยังไม่หมดอายุหรือหมดอายุแล้ว ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในราชอาณาจักรตามมาตรา 64 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และการอนุญาตให้พำนักในเขตพื้นที่ชายแดนที่ได้รับอนุญาตสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2568 แต่ไม่สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเพื่อเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้ จะได้รับสิทธิ์นี้

ข้อ 2 กำหนดให้แรงงานกัมพูชาตามข้อ 1 สามารถอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเพื่อการทำงานต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือจนกว่ามาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ แล้วแต่กรณีใดจะเกิดขึ้นก่อน ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม แรงงานที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ต่อ จะต้องรายงานตัวต่อเจ้าพนักงานตรวจคนเข้าเมืองครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นต้องรายงานตัวทุก 30 วัน โดยสามารถรายงานตัวล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วัน

ข้อ 3 ระบุว่า มาตรา 12 (10) และมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ 1/2558 เรื่อง การไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักร ลงวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จะไม่ถูกนำมาใช้บังคับกับแรงงานกัมพูชาที่อยู่ภายใต้ประกาศนี้

ข้อ 4 เมื่อสิ้นสุดการอนุญาตให้อยู่ต่อ แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้อีก 7 วัน เพื่อเตรียมการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

ข้อ 5 ระบุเงื่อนไขที่การอนุญาตให้อยู่ต่อเป็นกรณีพิเศษจะสิ้นสุดลงก่อนกำหนด หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้:

  • แรงงานต้องโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก (ยกเว้นความผิดเล็กน้อย)
  • มาตรการควบคุมการผ่านแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับสู่ภาวะปกติ
  • แรงงานไม่ปฏิบัติตามประกาศ
  • แรงงานเดินทางออกนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต
  • การอนุญาตให้ทำงานสิ้นสุดลงตามประกาศกระทรวงแรงงาน

ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ลงนามโดย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

โดยสรุป ประกาศนี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือแรงงานกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากการคุมเข้มชายแดน ให้สามารถทำงานและอยู่ในประเทศไทยต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยมีเงื่อนไขและข้อกำหนดที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด หากคุณเป็นหนึ่งในแรงงานที่เข้าข่าย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด เพื่อให้สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ที่มา – ประกาศให้แรงงานกัมพูชาอยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน จากเหตุคุมเข้มชายแดน

โปรดเกล้าฯ พระราชินี เสด็จฯ 12 สิงหาฯ

“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” 12 สิงหาคม

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ หมายกำหนดการ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พุทธศักราช 2568 (ฉบับเปลี่ยนแปลง) มีเนื้อหาว่า

ตามหมายกำหนดการสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 18/2568 ลงวันที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เรื่อง พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พุทธศักราช 2568 ดังรายละเอียดแจ้งอยู่แล้ว นั้น

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในงานพระราชพิธีดังกล่าว ส่วนวันและเวลาให้คงเดิม

สำนักพระราชวัง
วันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2568

(อ่านหมายกำหนดการฉบับเดิม)

โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 สิงหาคมที่จะถึงนี้ พสกนิกรชาวไทยต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์เหนือสิ่งอื่นใด

ความสำคัญของพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ถือเป็นวันสำคัญของชาติไทย เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ทรงเป็นแบบอย่างของสตรีไทยในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมไทย และทรงส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงพระราชหฤทัยที่ทรงห่วงใยพสกนิกร และทรงให้ความสำคัญกับวันสำคัญของชาติไทย การเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเป็นสิริมงคลแก่ปวงชนชาวไทย และเป็นขวัญกำลังใจในการที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไป

ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยร่วมกันเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหามงคล โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ โดยการประดับธงชาติไทยตามอาคารบ้านเรือน จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ และร่วมกันทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การที่ โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ ในครั้งนี้ เป็นภาพที่งดงามและแสดงให้เห็นถึงความรัก ความสามัคคี ของคนในชาติที่ร่วมกันเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “พระราชินี” เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาฯ

Scroll to top