รีดเงิน

แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อมีหนุ่มแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เขาออกมาแฉว่าตนตกเป็นเหยื่อและถูกเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ นี่คือเรื่องราวของ แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ ซึ่งกลายเป็นอุทาหรณ์ที่น่าสนใจมากในช่วงเวลานี้ครับ

แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่นายรัฐ เจียล แรงงานชาวกัมพูชาได้เลิกงานโอทีและไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนเล็กน้อยก่อนขับรถกลับบ้าน แต่เขากลับถูกเจ้าหน้าที่สายตรวจเรียกตรวจค้นและพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกำหนดเล็กน้อย กระบวนการหลังจากนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่เขารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เมื่อเขาอ้างว่าตนถูกกักตัวไว้ที่ป้อมและโดนกดดันให้จ่ายเงินเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี

สรุปเหตุการณ์ แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

จากคำบอกเล่าของผู้เสียหาย มีจุดที่น่าสังเกตหลายประการเกี่ยวกับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ในวันเกิดเหตุ:

  • มีการเรียกค่าเสียหายสูงถึง 8,000 บาท แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดีเมาแล้วขับ
  • เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธว่าไม่มีเงินเพียงพอ ก็มีการข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีอย่างรุนแรง
  • มีการเจรจาต่อรองจนจบลงที่จำนวน 4,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเกือบทั้งหมดในบัญชีของแรงงานรายนี้
  • หลังจ่ายเงินเสร็จสิ้น มีการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกันไม่ให้มีการเก็บหลักฐาน

เรื่องราวของ แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำและช่องว่างทางกฎหมายที่แรงงานต่างด้าวอาจต้องเผชิญ เมื่อต้องทำธุรกรรมหรือเจรจากับเจ้าหน้าที่รัฐ แม้ในเบื้องต้นทาง สภ.เมืองสมุทรปราการจะออกมาแจ้งว่ายังติดภารกิจประชุมและไม่สะดวกให้ข้อมูล แต่สังคมยังคงเฝ้ารอคำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่ดื่มแล้วขับ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร การเคารพกฎจราจรและไม่ประมาทคือทางออกที่ดีที่สุด เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น การเรียกร้องความยุติธรรมอาจเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนอย่างที่เห็น หากดื่มแล้ว การเรียกรถสาธารณะยังไงก็คุ้มกว่าการต้องเสียเงินก้อนโตหรือถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – แรงงานกัมพูชา อ้างโดนตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการ รีดเงิน 8 พัน แลกไม่ดำเนินคดีเมาขับ

ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” จริงหรือ?

ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” รีดเงินจริงไหม?

เรื่องราวใหญ่โตเกิดขึ้นเมื่อ “บิ๊กเต่า” นำทีมตำรวจเข้า ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” ในข้อหารีดเงินจำนวน 6.5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างโกดัง แม้จะถูกจับพร้อมของกลาง แต่เจ้าตัวยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พ.ต.อ.วนัสชัย ยิ่งยงสมสวัสดิ์ ผกก.2 บก.ปปป และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ได้ร่วมกันวางแผนเข้าจับกุม ส.อ.จักรพันธ์ อายุ 45 ปี หัวหน้าฝ่ายแบบแผนและก่อสร้าง อบต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ตามหมายจับศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ในข้อหาต่างๆ เช่น เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

นอกจากนี้ ยังมี นายสายันต์ หรือ น้อย อายุ 63 ปี ถูกจับกุมตามหมายจับเดียวกัน ในข้อหาสนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าพนักงาน

การจับกุม ส.อ.จักรพันธ์ เกิดขึ้นที่ห้องทำงานของเขาใน อบต.หัวหว้า ในขณะที่ นายสายันต์ ถูกจับกุมที่ร้านกาแฟภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พร้อมของกลางเป็นเงินสดประมาณ 2 ล้านบาท

คดีนี้เริ่มต้นจากเรื่องร้องเรียนของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างใน อ.ศรีมหาโพธิ ที่ถูก ส.อ.จักรพันธ์ เรียกรับเงินสินบนจำนวน 5 แสนบาท เพื่อแลกกับการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโกดังขนาด 4,000 ตารางเมตร โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ต้องนำไปให้นายก อบต.หัวหว้า ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการลงนามใบอนุญาต นายสายันต์ ซึ่งอ้างว่าเป็นเลขานายก อบต. เป็นผู้ทำหน้าที่ประสานงานและรับเงินจากผู้ประกอบการ

ต่อมา นายสายันต์ ได้ติดต่อผู้เสียหายอีกครั้ง กดดันให้ว่าจ้างตนเองเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและถมดินในราคา 6.5 ล้านบาท โดยเสนอว่าจะอำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาต แต่หากไม่ทำตาม จะมีปัญหาต่างๆ ตามมา ส.อ.จักรพันธ์ ยังได้โทรศัพท์มาโน้มน้าวและข่มขู่ให้ผู้เสียหายยอมทำตามข้อเรียกร้องของนายสายันต์

อะไรคือแรงจูงใจในการ ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า”?

ผู้เสียหายเห็นว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงร้องเรียนต่อตำรวจ บก.ปปป. ซึ่งนำไปสู่การขออำนาจศาลออกหมายจับ และวางแผนจับกุม นายสายันต์ ขณะรับมอบเงินจากผู้เสียหาย พร้อมของกลางกว่า 2.5 ล้านบาท ก่อนที่จะขยายผลจับกุม ส.อ.จักรพันธ์ ได้ที่ห้องทำงานของเขา

ในการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ และกำลังดำเนินการขยายผลเพื่อค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่บ้านพักและห้องทำงาน

ความสำคัญของคดี “เลขานายก อบต.หัวหว้า”

  • คดีนี้แสดงให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตในระดับท้องถิ่น
  • การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการร้องเรียนของผู้ประกอบการที่ได้รับความเดือดร้อน
  • กระบวนการยุติธรรมต้องดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

มีการแถลงข่าวชี้แจงรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และการให้ความสำคัญกับการร้องเรียนของประชาชน เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมยิ่งขึ้น คดี ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ควรค่าแก่การพิจารณาและปรับปรุงแก้ไขระบบราชการต่อไป

การที่ผู้ประกอบการกล้าออกมาเปิดเผยเรื่องราวการทุจริตนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความตื่นตัวและพร้อมที่จะต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ การสนับสนุนและปกป้องผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเป็นธรรม

ที่มา – ซ้อนแผนจับ “เลขานายก อบต.หัวหว้า” รีดเงิน 6.5 ล้าน แลกออกใบอนุญาตก่อสร้างโกดัง

เด้งแล้ว ตำรวจจราจรเชียงใหม่ แบมือรับเงิน

เด้งแล้ว “ตำรวจจราจรเชียงใหม่” ยืนหันหลังแบมือ มีพฤติกรรมคล้ายเรียกรับเงิน

เหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาในโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา คือคลิปวิดีโอที่แสดงภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในจังหวัดเชียงใหม่กำลังยืนหันหลังและแบมือรับสิ่งของที่ดูคล้ายธนบัตรจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ คลิปนี้ถูกแชร์อย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยผู้ใช้โซเชียลต่างเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและลงโทษทันที

เด้งแล้ว “ตำรวจจราจรเชียงใหม่” ยืนหันหลังแบมือ มีพฤติกรรมคล้ายเรียกรับเงิน

จากกรณีที่เกิดขึ้นในย่านเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรได้ตั้งด่านลอยเพื่อตรวจสอบผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนกฎจราจร โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ขับรถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อกหรือฝ่าฝืนป้ายสัญญาณจราจร คลิปดังกล่าวบันทึกภาพตำรวจพูดคุยกับผู้ขับขี่ จากนั้นผู้ขับขี่ควักเงินธนบัตรสีแดงยื่นให้ โดยตำรวจหันหลังและไขว้มือรับ ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋ากางเกงและหันกลับมาพูดคุยอย่างสนิทสนม พฤติกรรมนี้ถูกมองว่าคล้ายการเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากคลิปแพร่กระจาย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ได้สั่งการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.ต. ยุทธนา แก่นจันทร์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงนามคำสั่งเลขที่ 322/2568 ให้รองสารวัตรสายงานจราจรไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ โดยขาดจากตำแหน่งเดิม จนกว่าจะมีคำสั่งใหม่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปด้วยความโปร่งใส

ผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว

พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ในคลิปนี้ไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนและนักท่องเที่ยวต่อตำรวจจราจรเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนอาจลังเลที่จะเช่ารถจักรยานยนต์มาขับขี่ หากกลัวการถูกเรียกรับเงินแบบนี้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากแสดงความเห็นเชิงลบ เช่น “น่าอายแทนตำรวจไทย” หรือ “ต้องลงโทษหนัก” บางคนเรียกร้องให้มีกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย

  • คลิปแชร์ว่อนตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2568
  • เหตุเกิดที่ถนนลอยเคราะห์ตัดถนนช้างคลาน
  • ยังไม่มีผู้เสียหายร้องเรียนอย่างเป็นทางการ
  • ตำรวจยืนยันจะลงโทษหากพบผิดจริง

พ.ต.อ. เจน โสภา ผู้กำกับการกลุ่มงานจราจร เปิดเผยว่ารับทราบเรื่องตั้งแต่วันแรก และไม่อยากให้สังคมตัดสินก่อนรอผลสอบสวนอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม คำสั่งเด้งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่ทุกคนในการรักษาความซื่อสัตย์ หากตำรวจทำหน้าที่อย่างโปร่งใส จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในสายตานักท่องเที่ยวได้มาก หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกัน สามารถแชร์ในคอมเมนต์เพื่อให้ทุกคนตระหนักและป้องกันได้

ที่มา – เด้งแล้ว “ตำรวจจราจรเชียงใหม่” ยืนหันหลังแบมือ มีพฤติกรรมคล้ายเรียกรับเงิน

ที่แท้เป็นพระ! แจงเหตุเรียกเงิน แลกข้อมูลเสพเมถุนสุนัข

จากกรณีอื้อฉาวที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ เมื่อพระรูปหนึ่งถูกกล่าวหาว่าเรียกเงินจากเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง เพื่อแลกกับข้อมูลลับของพระลูกวัดที่มีพฤติกรรมเสพเมถุนกับสุนัข ล่าสุด พระรูปดังกล่าวได้ออกมาเปิดเผยเหตุผลและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะกรรโชกทรัพย์ แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในลำปางเข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังถูกบุคคลปริศนาติดต่อมาทางแชต โดยอ้างว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับพระลูกวัดภายในวัดที่มีพฤติกรรมเสพเมถุนกับสุนัข และเสนอที่จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว แลกกับการจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเจ้าอาวาสมองว่าเป็นการข่มขู่และกรรโชกทรัพย์ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี

ต่อมา พระเอ (นามสมมติ) พระรูปที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เรียกเงิน ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อว่า ตนเองเคยเป็นสายให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจมาก่อน และระหว่างที่บวชได้ 4-5 เดือน ได้รับทราบข้อมูลว่ามีพระสงฆ์บางรูปเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตนจึงพยายามสืบหาข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และได้ติดต่อกับพระรูปหนึ่งที่ต้องสงสัย

พระเอ อ้างว่า ในระหว่างการพูดคุย พระรูปดังกล่าวได้ยอมรับว่าตนเองมีรสนิยมทางเพศที่ผิดปกติ และมักจะมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขเมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ อีกทั้งยังส่งคลิปวิดีโอที่แสดงพฤติกรรมดังกล่าวมาให้ดูอีกด้วย เมื่อทราบเรื่อง พระเอรู้สึกตกใจและรับไม่ได้กับพฤติกรรมเสื่อมเสียดังกล่าว จึงพยายามแจ้งเรื่องไปยังวัด แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

ด้วยความไม่พอใจ พระเอบอกว่า เขาจึงได้ติดต่อเจ้าอาวาสโดยตรง และเรียกเงินจำนวน 5,000 บาท เพื่อแลกกับข้อมูลทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาตนเองพยายามให้ข้อมูลแล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจ อย่างไรก็ตาม พระเอ ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้มีเจตนาที่จะกรรโชกทรัพย์ เพียงแต่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง และต้องการให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ

ที่แท้เป็นพระ! แจงเหตุเรียกเงิน แลกข้อมูลเสพเมถุนสุนัข

ด้านสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง ได้เข้ามาสอบสวนเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยนายสุเมธ วังขะออม เจ้าหน้าที่กลุ่มอำนวยการสำนักพุทธศาสนาจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้งสองฝ่าย ทั้งในส่วนของคลิปวิดีโอ แชต และพยานหลักฐานอื่นๆ หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางวินัยสงฆ์ต่อไป

ทำไมพระถึงเรียกเงินเพื่อแลกข้อมูลเสพเมถุนสุนัข

การออกมาเปิดเผยข้อมูลของพระเอ ทำให้สังคมเกิดคำถามว่า ทำไมถึงต้องมีการเรียกเงินเพื่อแลกกับข้อมูลดังกล่าว และการกระทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่? ในมุมมองของพระเอ การเรียกเงินอาจเป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการเรียกร้องความสนใจ และต้องการให้เรื่องนี้ถูกนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสม และอาจเข้าข่ายความผิดทางกฎหมายได้

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบและป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การที่พระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน กลับมีพฤติกรรมที่เสื่อมเสียเช่นนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนา

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดรอบคอบ และดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อเป็นการปกป้องพระพุทธศาสนา และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อไป

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการอบรมสั่งสอนศีลธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน และส่งเสริมให้ทุกคนมีจิตสำนึกที่ดีงาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ที่แท้เป็นพระ แจงเหตุผล เรียกเงินเจ้าอาวาส แลกข้อมูลพระลูกวัด เสพเมถุนสุนัข

รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว

เจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปางได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ หลังจากมีบุคคลแชทมาเรียกเงินเพื่อแลกกับข้อมูลที่อ้างว่าเป็นพระลูกวัดแชทสยิวและมีพฤติกรรมทางเพศกับสุนัข ขณะที่พระลูกวัดที่ถูกกล่าวหาพร้อมให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการส่งแชทลับและคลิปลับเพื่อให้ตรวจสอบพฤติกรรมของพระลูกวัดรูปหนึ่งในอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง โดยในคลิปปรากฏภาพชายวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขเพศเมียสีดำ นอกจากนี้ยังมีข้อความแชทและภาพที่แสดงถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนภาพอวัยวะเพศ รวมถึงการพูดคุยเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศที่เกี่ยวข้องกับสุนัข ซึ่งมีทั้งคลิปและภาพนิ่ง อีกทั้งยังมีการแคปภาพหน้าจอที่แสดงว่าได้มีการแจ้งเรื่องไปยังเพจของวัดแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จึงนำเรื่องมาแจ้งสื่อมวลชน

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังวัดดังกล่าวและนำแชทและคลิปให้เจ้าอาวาสดู หลังจากตรวจสอบหลักฐานแล้ว เจ้าอาวาสได้เรียกพระลูกวัดวัย 28 ปีที่ถูกกล่าวหามาสอบถามต่อหน้าผู้สื่อข่าว พระรูปดังกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าภาพและคลิปวิดีโอ รวมถึงแชทต่างๆ ไม่ใช่ของตนเอง สถานที่ในคลิปไม่ใช่ภายในวัด และสุนัขในคลิปก็ไม่ใช่สุนัขที่วัดเลี้ยงไว้ พร้อมทั้งยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของทางสงฆ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ต่อมาเจ้าอาวาสได้ใช้เพจของวัดตอบกลับไปยังผู้ที่เคยแชทมาให้ตรวจสอบพระลูกวัดดังกล่าว หลังจากนั้นไม่นาน อีกฝ่ายได้ตอบกลับมาและเรียกเงินจำนวน 5,000 บาทเพื่อแลกกับข้อมูล โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องจ่ายเงินเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เจ้าอาวาสจึงได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.เกาะคา เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับบุคคลที่กรรโชกทรัพย์ และจะทำการสอบสวนพระลูกวัดที่อาจเกี่ยวข้องร่วมกับเจ้าหน้าที่ต่อไป

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. มีรายงานว่ามีคลิปหลุดที่อ้างว่าเป็นคลิปที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวออกมาเพิ่มเติม โดยคลิปแรกแสดงภาพการมีเพศสัมพันธ์กับสุนัขเพศเมียสีขาว โดยมีผ้าเหลืองปูอยู่บนพื้น ส่วนอีกคลิปเป็นภาพชายสวมเสื้อกล้ามที่เห็นท่อนล่างกำลังมีเพศสัมพันธ์กับสุนัข และคลิปที่สามเป็นภาพชายเปลือยกายกำลังร่วมเพศกับสุนัข ซึ่งสามารถเห็นใบหน้าได้บางส่วน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเกาะคาและชุดสืบสวน สภ.เกาะคา ได้ลงพื้นที่ไปยังวัดดังกล่าวเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากเจ้าอาวาส พร้อมทั้งขอตรวจปัสสาวะของพระลูกวัดที่ถูกกล่าวหา เจ้าอาวาสให้ความร่วมมือ แต่เนื่องจากพระลูกวัดรูปดังกล่าวติดกิจนิมนต์และจะเดินทางกลับมาถึงวัดในช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่จึงแจ้งว่าจะกลับมาขอตรวจปัสสาวะอีกครั้ง

ด้านเจ้าอาวาสวัด ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นพระวินยาธิการหรือตำรวจพระ เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เรียกพระรูปดังกล่าวมาสอบถาม รวมถึงดำเนินการสอบอธิกรณ์ตามขั้นตอน เบื้องต้นพระได้ให้การปฏิเสธและไม่รู้เห็นกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งผลการสอบอธิกรณ์เบื้องต้นเชื่อได้ว่าไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และพระรูปดังกล่าวก็ยินดีที่จะเข้าสู่การตรวจสอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีการรีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิวนั้น จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ส่วนจะเป็นพระแบล็กเมล์พระหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว

ประเด็นสำคัญ: รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางที่ผิด และการกรรโชกทรัพย์ที่สร้างความเสียหายต่อศาสนาและสังคม การรีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว เป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ การให้ความรู้และปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่พระสงฆ์และประชาชนทั่วไปเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อส่งเสริมการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ

การรีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว ถือเป็นภัยร้ายต่อวงการสงฆ์ ควรมีมาตรการป้องกันและปราบปรามอย่างเข้มงวด

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะปรากฏออกมา และความยุติธรรมจะถูกนำมาซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิวนี้ กระตุ้นเตือนให้เราพิจารณาถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – รีดเงินเจ้าอาวาสแลกข้อมูล อ้างพระลูกวัดแชตสยิว-เสพเมถุนสุนัข

Scroll to top