ร่วมกันฟอกเงิน

รวบ! **จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย**

กองปราบปรามบุกรวบ **จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย** เครือข่ายใหญ่ระดับสั่งการ จัดหาบัญชีม้าและเบิกเงินสด สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลกว่า 6 พันล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน นำกำลังเข้าจับกุม น.ส.จุฑารัตน์ อายุ 36 ปี, น.ส.จันทร์จิรา หรือ ยวรดี อายุ 29 ปี และ น.ส.จิราพรรณ อายุ 32 ปี ในข้อหาสำคัญ ได้แก่ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน”

การจับกุมเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดย น.ส.จุฑารัตน์ ถูก **จับ** ได้ที่ จ.ฉะเชิงเทรา, น.ส.จันทร์จิรา ที่ จ.นนทบุรี และ น.ส.จิราพรรณ ที่ จ.ยะลา แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของเครือข่ายนี้

**จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย**

คดีนี้เริ่มต้นจากการที่กลุ่มคนร้าย Romance Scam ชาวไนจีเรียใช้วิธีการหลอกลวงสุดคลาสสิก นั่นคือ การตีสนิทเหยื่อ ซึ่งในกรณีนี้คืออดีตประธานหญิงของบริษัทผลิตเลนส์สายตาระดับโลก โดยอ้างว่าเป็นแพทย์ทหารชาวอเมริกันที่ประจำการในอัฟกานิสถาน

เมื่อเหยื่อตายใจและตกหลุมรัก คนร้ายก็จะเริ่มออกอุบายว่าได้รับมรดกจำนวนมาก ต้องการโอนเงินมาให้ แต่มีปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียม ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินให้หลายครั้ง รวมเป็นมูลค่าสูงถึง 6.2 พันล้านบาท! ก่อนที่คนร้ายจะเชิดเงินหนีไป อดีตประธานหญิงจึงถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์”

บทบาทของ 3 สาวไทยในแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย มีบทบาทสำคัญในขบวนการ **โรแมนซ์สแกม** นี้ พวกเธอทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายในการว่าจ้างและชักชวนบุคคลอื่นให้เปิดบัญชีม้า เพื่อใช้รับโอนเงินที่ได้จากการหลอกลวง นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในการถอนเงินสดออกจากบัญชี และได้รับผลประโยชน์เป็นค่าตอบแทนประมาณ 2-10% ของยอดเงินที่ถอนได้ทั้งหมด ถือว่าเป็นส่วนแบ่งที่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมหลักฐานและขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา ก่อนที่จะสามารถติดตาม **จับกุม** ตัวผู้ต้องหาทั้งหมดได้ในที่สุด

เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงเดินหน้าสืบสวนและรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ความเสียหายจากแก๊งโรแมนซ์สแกม

คดี **จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย** นี้ เป็นอีกหนึ่งอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของแก๊ง **โรแมนซ์สแกม** ที่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อได้เป็นจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง หรือแม้แต่ความรู้สึก

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีสติและไม่หลงเชื่อใครง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่รู้จักกันผ่านทางออนไลน์ หากมีใครมาแสดงความรักหรือเสนอมอบผลประโยชน์ที่มากเกินจริง ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้

ที่มา – จับ 3 สาวไทย ร่วมแก๊งโรแมนซ์สแกมไนจีเรีย สร้างความเสียหายกว่า 6 พันล้านบาท

รวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

ตำรวจ ปส. ขยายผลจับแก๊งยาเสพติด รวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัดปทุมธานี ยศ “ร.ต.ท.” และ “ส.ต.อ.” เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับ-ถอนเงิน โดนข้อหาร่วมกันฟอกเงิน คดีนี้มีความเชื่อมโยงกับการขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา ตำรวจ บก.ปส.2 และ บก.ขส. บช.ปส. ร่วมกันจับกุมนายกตกร สวนทอง และนางสาวสุพัตรา อาวุธนอก (กลุ่มพักยาเสพติด) เครือข่ายของ นายธีรยุทธ หรือ เบียร์ เผื่อนพงษ์ หลังซุกซ่อนยาบ้า 3,000,000 เม็ด ภายในรถยนต์ ยี่ห้อ ISUZU รุ่น MU-X สีขาว ทะเบียน ขจ 6798 อุดรธานี ได้ที่บ้านหลังหนึ่ง ที่ จ.นครปฐม โดยลักลอบลำเลียงยาเสพติดมาจาก อ.ปากชม จ.เลย พร้อมยึดรถยนต์ไว้ตรวจสอบ 2 คัน

ก่อนจะทำการสืบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 5 หมายจับ คือ นายธีรยุทธ หรือ เบียร์ เผื่อนพงษ์ ผู้สั่งการ ยังหลบหนี, นายวงศกร ขันมณี ผู้จัดหายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศไทย ยังหลบหนี, นายปัญญา หัตถิยา (ถูกจับกุมแล้ว), น.ส.อัญมณี โพธิ์อ่อน (ถูกจับกุมแล้ว) และ นายภัทรพงศ์ พวงศรี (ถูกจับกุมแล้ว)

จากการสืบสวนยังพบว่า กลุ่มที่ทำหน้าที่ทางด้านการเงินของเครือข่ายดังกล่าวประกอบไปด้วยผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย โดยสามารถออกหมายจับและจับกุมตัวได้แล้ว 2 ราย คือ นายกฤษดา ทรัพย์หมอน และนายสุรศักดิ์ พัฒนชนชาติคีรี นอกจากนี้ยังพบว่า มีตำรวจนอกแถวเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ ในการรับเงินยาเสพติด และถอนเงินยาเสพติดจากบัญชีนายกฤษดา

ต่อมา ชุดสืบสวนตำรวจ บก.ปส.2 ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลจนสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง 2 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฟอกเงินโดยโอน หรือรับโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อนขณะหรือหลังการกระทำความผิดมูลฐาน”

ล่าสุดวันนี้ (15 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.ปส. ได้ประสานงานกับ พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.ภ.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา คือ ร.ต.ท.วีรกานต์ บัวหลวง รอง สว.(สส.) กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี และ ส.ต.อ.ยุรนันท์ พันธุ์สุ ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี นอกจากนี้ ยังมีบุคคลที่ทำหน้าที่รับเงิน ถอนเงิน และโอนเงินค่ายาเสพติดของเครือข่ายนี้อีกหลายราย

ทั้งนี้ สามารถยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายนี้ครั้งที่ 1 มูลค่า 11,420,000 บาท, ยึดทรัพย์ครั้งที่ 2 มูลค่า 23,789,000 บาท รวมมูลค่า 35,209,000 บาท

จากนโยบายรัฐบาล NO Drugs NO Dealers  ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญโดยสั่งการตำรวจทุกพื้นที่ต้องสร้างให้ชุมชนเกิดความปลอดภัยจากยาเสพติด และย้ำว่า “ตำรวจทำดีย่อมมีรางวัล  ตำรวจทำไม่ดีต้องได้รับโทษ”

ขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

คดีขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงินนี้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเอง หากกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ความคืบหน้าคดี ขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

หลังจากที่มีการจับกุม ร.ต.ท.วีรกานต์ บัวหลวง และ ส.ต.อ.ยุรนันท์ พันธุ์สุ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังขยายผลเพื่อติดตามจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และดำเนินการยึดทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิดต่อไป การขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง

การจับกุมตำรวจที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจริงจังกับการปราบปรามยาเสพติด และพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม การที่ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการยาเสพติดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ร้ายแรงและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นอย่างมาก การขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงินในครั้งนี้ หวังว่าจะเป็นบทเรียนให้แก่ตำรวจนายอื่นๆ ที่คิดจะกระทำผิด

การปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติด สำหรับประชาชนทั่วไป ควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด เพื่อให้การปราบปรามยาเสพติดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ขยายผลรวบ 2 ตำรวจสืบจังหวัด เอี่ยวขบวนการค้ายา ทำหน้าที่รับโอนเงิน

Scroll to top