ลาออก

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อผู้อำนวยการคนเก่งของพิพิธภัณฑ์ชื่อดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลกตัดสินใจวางมือ หลังจากเกิดเหตุการณ์โจรกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้ทรัพย์สินล้ำค่าหายไปแบบไม่เหลือซาก

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

นางลอเรนซ์ เดส์ การ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือไม่กี่เดือนหลังจากเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์เชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส ซึ่งสร้างข้อครหาเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งนี้อย่างหนัก

เหตุการณ์โจรกรรมเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 19 ตุลาคม 2568 กลุ่มโจรฉลาดแกมโกงใช้รถบรรทุกติดลิฟต์กลไกที่ขโมยมาปีนขึ้นระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนบุกทะลวงเข้าไปในหอศิลป์อะพอลโล (Galerie d’Apollon) และฉกเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านยูโร หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาทไปอย่างลอยนวล

เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่หายไปและความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทรัพย์สินที่ถูกขโมยรวมถึงสร้อยคอเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียนมอบให้พระมเหสี รวมทั้งเครื่องประดับอีก 8 ชิ้นล้ำค่า ปัจจุบันผู้ต้องสงสัยหลัก 4 รายถูกจับกุมแล้ว แต่ของกลางยังคงหายตัวไป ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าอาจไม่สามารถคืนกลับมาได้ นอกจากนี้ระหว่างหลบหนี โจรยังทำมงกุฎประดับเพชรสมัยศตวรรษที่ 19 ของจักรพรรดินีอูเชนีตกจนเสียหาย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพิ่งเปิดเผยภาพความเสียหายของมงกุฎเป็นครั้งแรก โดยระบุว่ายังอยู่ในสภาพ “เกือบสมบูรณ์” และสามารถบูรณะได้ทั้งหมด แต่ก็ยังสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

จุดอ่อนระบบรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ซึ่งเก็บรักษาผลงานศิลปะ priceless อย่างภาพโมนาลิซาของเลโอนาร์โด ดา วินชี มีผู้เข้าชมกว่า 8.7 ล้านคนต่อปี แต่ระบบกล้องวงจรปิดกลับล้าสมัย นางเดส์ การ์เคยยอมรับหลังเหตุการณ์ว่า กล้องเพียงตัวเดียวที่เฝ้าจุดบุกรุกหันไปทางอื่น และเธอเคยเรียกร้องงบเพิ่มกล้องสองเท่าตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังไม่เกิดขึ้น

การลงทุนด้านความปลอดภัยล่าช้าเพราะข้อจำกัดงบประมาณของสถาบันขนาดใหญ่ ทางการฝรั่งเศสจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนรัฐสภา คาดสรุปผลเดือนพฤษภาคมนี้ รายงานเบื้องต้นชี้ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” เป็นสาเหตุหลัก

  • รถบรรทุกติดลิฟต์ขโมยมาใช้บุก
  • กล้อง CCTV ล้าสมัยและจุดบอด
  • เครื่องราช 8 ชิ้นหาย มูลค่า 3.2 พันล้านบาท
  • มงกุฎจักรพรรดินีเสียหายแต่ซ่อมได้

เหตุการณ์ ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์ นี้ไม่เพียงสะเทือนวงการศิลปะ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ในสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำ การสูญเสียครั้งนี้อาจนำไปสู่การปฏิรูประบบใหม่ทั้งหมด

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงที่พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกต้องเรียนรู้ ควรลงทุนด้าน AI และเซ็นเซอร์ขั้นสูงเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกขโมยไปอีก คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ เพื่อติดตามข่าวสารที่น่าสนใจแบบนี้ต่อไป!

ที่มา – ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเงินโลก เมื่อแคทธริน รูมม์เลอร์ (Kathryn Ruemmler) หัวหน้าทีมกฎหมายของยักษ์ใหญ่ธนาคารเพื่อการลงทุนยักษ์ใหญ่รายนี้ ยื่นจดหมายลาออกท่ามกลางดราม่าความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์และล่วงละเมิดทางเพศเด็กชื่อดัง

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน: เกิดอะไรขึ้น

เหตุการณ์นี้จุดชนวนจากเอกสารที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปล่อยออกมาเพิ่มเติมจากคดีของเอปสตีน ซึ่งเผยอีเมลส่วนตัวที่แสดงความสนิทสนมเกินปกติระหว่างรูมม์เลอร์กับเอปสตีน แม้เขาจะถูกตัดสินผิดในคดีล่อลวงเยาวชนค้าประเวณีตั้งแต่ปี 2008 แล้วก็ตาม รูมม์เลอร์เรียกเอปสตีนว่า “sweetie” หรือ “ที่รัก” และ “uncle Jeffrey” ในอีเมล ทำให้เกิดคำถามถึงจริยธรรมและภาพลักษณ์ของธนาคาร

เดวิด โซโลมอน CEO ของ Goldman Sachs ประกาศรับจดหมายลาออกเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ โดยชื่นชมผลงานของเธอ แต่เคารพการตัดสินใจนี้ การลาออกมีผลสิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้ แม้ก่อนหน้านี้ธนาคารจะสนับสนุนเธออย่างต่อเนื่องหลังเอกสารชุดแรกถูกเผยแพร่

ประวัติแคทธริน รูมม์เลอร์ ผู้เป็นประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน

รูมม์เลอร์มีประวัติการทำงานอันโดดเด่น เคยเป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ช่วง 2009-2011 สมัยโอบามา และที่ปรึกษากฎหมายทำเนียบขาวจนปี 2014 จากนั้นย้ายไป Latham & Watkins สำนักงานกฎหมายยักษ์ใหญ่ ก่อนเข้าร่วม Goldman Sachs ในปี 2020 ในฐานะหัวหน้าที่ปรึกษากฎหมาย

รายละเอียดอีเมลและความสัมพันธ์ที่เผยออกมา

  • ปี 2015: รูมม์เลอร์ส่งอีเมลอวยพรวันเกิดเอปสตีน “ขอให้มีความสุขกับรักแท้เพียงหนึ่งเดียว” เอปสตีนตอบข้อความส่อทางเพศในวันเดียวกัน
  • หลังเอปสตีนพ้นโทษปี 2009: ทั้งคู่ยังติดต่อกันต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนคำปรึกษาการงานและเรื่องคดี
  • กรกฎาคม 2019: รูมม์เลอร์เป็นหนึ่งใน 3 คนที่เอปสตีนโทรหาจากเรือนจำหลังถูกจับคดีค้าประเวณีเด็ก (ตาม Wall Street Journal)

เอกสารเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์หนัก ถึงแม้ Goldman Sachs จะยืนยันว่ารูมม์เลอร์ให้คำปรึกษากฎหมายดีเยี่ยม แต่แรงกดดันจากสาธารณะและนักลงทุนทำให้ต้องลาออกในที่สุด

ผลกระทบต่อ Goldman Sachs และวงการการเงิน

กรณี ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ลาออก เอปสตีน สะท้อนเครือข่ายอิทธิพลของเอปสตีนที่เชื่อมโยงมหาเศรษฐีและนักการเมืองทั่วโลก คดีของเขายังคงเป็นประเด็นร้อน โดยเฉพาะหลังเสียชีวิตในคุกปี 2019 Goldman Sachs อาจเผชิญความเสี่ยงด้านชื่อเสียงและการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี Ghislaine Maxwell คู่หูของเอปสตีนที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีคล้ายกัน ทำให้คดีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการค้ามนุษย์และการล่วงละเมิดอำนาจ

บทเรียนจากกรณีนี้

เหตุการณ์นี้เตือนใจผู้บริหารระดับสูงว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตอาจกลายเป็นระเบิดเวลาได้ โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลถูกเปิดเผยง่ายผ่านเอกสารตุลาการ Goldman Sachs ต้องเร่งเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากลูกค้า

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? มันจะส่งผลต่อหุ้น Goldman Sachs หรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวการเงินโลก คดีดัง และอัพเดทเศรษฐกิจได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ยื่นจดหมายลาออกหลังถูกพบมีสัมพันธ์ใกล้ชิด “เอปสตีน”

ชรบ.ชายแดน โวย! เบี้ยเลี้ยงเหลือ 300 บาท

เรื่องราวร้องเรียนจาก ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ชายแดน จ.บุรีรัมย์ กำลังเป็นที่สนใจ เมื่อพวกเขาออกมาอ้างว่าถูกผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะได้ ทำให้เงินที่ได้รับจริงเหลือน้อยนิดแค่ 300 บาท! เรื่องนี้ร้อนถึงศูนย์ดำรงธรรม จนต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ชรบ. หมู่บ้านแห่งหนึ่งใน อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งทำหน้าที่ลาดตระเวนและดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด พวกเขานำหลักฐานเป็นสลิปการเบิกถอนเงิน และคลิปวิดีโอมายืนยันว่า เงินเบี้ยเลี้ยงที่รัฐบาลอนุมัติให้คนละ 3,600 บาท ถูกผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บไป โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ทำให้ ชรบ. แต่ละคนได้รับเงินจริงเพียง 300 บาทเท่านั้น

กลุ่ม ชรบ. เหล่านี้อ้างว่า ผู้ใหญ่บ้านเรียกเก็บเงินจาก ชรบ. ทั้งหมด 18 นาย โดยให้เหตุผลว่าจะนำเงินไปจ่ายค่าตัดชุด และค่าฝึกอบรม ทำให้พวกเขาไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเสียสละเวลาส่วนตัว ทำงานเพื่อหมู่บ้านโดยไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ มีเพียงชุดและอาหารให้เมื่อปฏิบัติภารกิจเท่านั้น

เมื่อรัฐบาลอนุมัติเงินเบี้ยเลี้ยงให้ ชรบ. คนละ 3,600 บาท เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในช่วงสถานการณ์ชายแดนไม่สงบ พวกเขากลับถูกเรียกเก็บเงินดังกล่าว ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หลายคนจึงตัดสินใจลาออกและคืนปืนแล้วถึง 8 นาย

เหตุผลที่ต้องลาออกจาก ชรบ.ชายแดน

ตัวแทน ชรบ. ที่ตัดสินใจลาออก เล่าว่า พวกเขาเป็น ชรบ. มานานกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา ภาครัฐจะสนับสนุนชุดให้ฟรี และการฝึกอบรมก็ไม่เคยเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เวลาปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ก็จะมีข้าวกล่องให้ เพราะรู้ดีว่า ชรบ. ไม่มีเงินเดือนหรือค่าตอบแทน แต่เมื่อได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรก กลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด ทำให้รู้สึกเสียใจและผิดหวัง

“ตอนอพยพก็ต้องอยู่เฝ้าหมู่บ้าน เข้าเวรลาดตระเวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจ แต่พอได้รับเบี้ยเลี้ยงครั้งแรกกลับถูกเรียกเก็บเกือบหมด เหลือคืนให้คนละ 300 บาท ก็เสียความรู้สึก จึงตัดสินใจลาออก” ตัวแทน ชรบ. กล่าว

ทีมข่าวได้พยายามติดต่อผู้ใหญ่บ้านที่ถูกกล่าวหา แต่ไม่สามารถติดต่อได้โดยตรง เนื่องจากติดประชุม อย่างไรก็ตาม ผู้ใหญ่บ้านแจ้งว่ายังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูลในขณะนี้

ขณะที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ แจ้งว่า ได้ส่งเรื่องให้ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สะท้อนถึงปัญหาการบริหารจัดการภายในชุมชน และความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างโปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่ ชรบ.ชายแดน ต้องเผชิญกับปัญหา ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท สะท้อนถึงความเดือดร้อนที่พวกเขาต้องเผชิญ

เราหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนต่อไป การออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมของ ชรบ.ชายแดน ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

ที่มา – ชรบ.ชายแดน อ้างผู้ใหญ่บ้านหักค่าเบี้ยเลี้ยง เหลือแค่ 300 บาท ทยอยลาออกแล้ว 8 นาย

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

“อนุทิน” ไม่ตั้งใครแทน หลัง “วรภัค” ลาออก บ่นเสียดาย แต่ต้องขอบคุณที่แสดงสปิริต ยืนยันไม่ได้กดดันให้ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 22 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ประกาศลาออกจากตำแหน่งรมช.คลัง ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ตนได้รับจดหมายชี้แจงจากนายวรภัคมา 3 แผ่น พร้อมกับชูเอกสารดังกล่าวให้สื่อมวลชนเห็น ก่อนกล่าวว่า เดี๋ยวจะอ่านในรถ เนื่องจากวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งให้นายวรภัค ทำรายงานเข้ามา แต่เมื่อสักครู่ทราบว่านายวรภัค ได้แถลงข่าวและแจ้งว่าจะลาออก ก็เสียดาย เดี๋ยวก็คงจะโทรหา แต่ต้องขอบคุณนายวรภัค ที่แสดงสปิริต และที่คุยกันวันที่ 21 ต.ค. นายวรภัค ก็ไม่ได้มีการปรารภอะไร เมื่อถามว่ายืนยันไม่ได้กดดันให้ นายวรภัค ลาออกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่มีใครกดดัน นายวรภัค คงคิดถึงภาพรวม ตนรู้จักท่านมาหลายปีเป็นเพื่อนกันพอเห็นสไตล์การทำงาน เมื่อถามว่าจะกระทบภาพลักษณ์รัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม เพราะตอนนี้จะถือว่าท่านมีความผิดก็ไม่ได้ พอมีการกล่าวหาเช่นนี้มา ท่านก็แสดงสปิริต

ไม่ยึดเป็นบรรทัดฐานดูเป็นกรณีไป

เมื่อถามว่าหลังจากนี้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่มเติมมาแทนที่ นายวรภัค หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ตั้งใคร เวลาเรามีจำกัด 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ เชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้ เราก็ช่วยกันบริหาร เมื่อถามว่ากรณีของนายวรภัคจะเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีคนอื่นที่มีข้อครหาแบบนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเรื่อง เมื่อถามอีกว่ากังวลหรือไม่ว่าจะมีรัฐมนตรีคนอื่นถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์อีกหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่กังวล อย่างที่บอกตอนแต่งตั้งรัฐมนตรีเราตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วถ้าใครมีประวัติที่ถูกดำเนินคดี เราก็ไม่ตั้ง เมื่อถามว่ากังวลจะมีการร้องเรียนตามหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่ได้กังวลอะไร เมื่อถามย้ำว่าก่อนแต่งตั้งนายวรภัค เป็นรัฐมนตรี ได้มีเสียงทักท้วงหรือไม่ และกังวลจะมีการร้องย้อนหลังหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ไม่มีใครทักท้วง และไม่กังวลอะไร

“วรภัค”ส่งไลน์ไม่เกี่ยวสแกมเมอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวรภัคได้ส่งข้อความและเหตุผลในการลาออกไปยังกลุ่มไลน์ของคณะรัฐมนตรี ที่มีนายอนุทินอยู่ในกลุ่ม ถึงเหตุผลในการตัดสินใจด้วย โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ และรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

จากกรณีที่นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาพลักษณ์ของรัฐบาล และการดำเนินงานหลังจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ โดยแสดงความเสียดายต่อการลาออกของนายวรภัค แต่ก็เข้าใจและขอบคุณที่แสดงสปิริต

อนุทินมองการลาออกของวรภัคเป็นภาพลักษณ์ที่ดี

นายอนุทินได้กล่าวว่า การลาออกของนายวรภัคถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีมีความรับผิดชอบและคิดถึงภาพรวมของประเทศเป็นสำคัญ แม้ว่าจะไม่ได้มีการกดดันให้ลาออก แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงสปิริตและความเสียสละ

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ โดยยืนยันว่าจะไม่มีการแต่งตั้งใครมาแทนที่ เนื่องจากมีเวลาจำกัด และเชื่อว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง สามารถบริหารงานได้

สำหรับประเด็นเรื่องการถูกเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างแล้วก่อนที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรี และหากใครมีประวัติที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อรัฐบาล และการดำเนินงานในอนาคต อย่างไรก็ตาม นายอนุทินได้ย้ำว่า ไม่ได้กังวลกับเรื่องนี้ และจะเดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน

การที่ อนุทินเสียดาย วรภัค ลาออก มองเป็นภาพลักษณ์ที่ดี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมือง และความสำคัญของการรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร การตัดสินใจของนายวรภัค และการตอบสนองของนายอนุทิน จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้บริหารในอนาคต

ในส่วนของการดำเนินงานหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการบริหารงาน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การลาออกของนายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง และการแสดงความเห็นของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ได้จุดประกายให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และการถกเถียงในสังคม การพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และการเรียนรู้จากบทเรียนครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเมืองไทยต่อไปในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” บ่นเสียดาย “วรภัค” ลาออก มองถือเป็นภาพลักษณ์ที่ดี รัฐมนตรีมีสปิริตคิดถึงองค์รวม

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ในวงการราชการไทย ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่สร้างความสนใจให้กับสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมาก เมื่อ ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองและการบริหารงานราชการ ซึ่งผู้กองแคท หรือ ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก ได้กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามองจากบทบาทของเธอในสังกัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยยอมรับอย่างชัดเจนว่าราชินีหญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักกันในนามผู้กองแคท ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดสำนักเลขานุการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการเรียบร้อยแล้ว การยอมรับนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ผู้กองแคทเป็นใคร? เธอเป็นข้าราชการหญิงที่เคยมีบทบาทสำคัญในการทำงานด้านการปกครองและเลขานุการกรม ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลและการจัดการปัญหาสังคมต่างๆ การลาออกของเธอจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่กระทรวงมหาดไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์การเมืองที่รุนแรง

รายละเอียดการยื่นลาออกและสถานะปัจจุบัน

เมื่อสื่อสอบถามถึงความคืบหน้าว่าอธิบดีกรมการปกครองได้ลงนามอนุมัติการลาออกหรือยัง ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบเพียงว่า “ยังไม่ทราบ” เพราะยังไม่ได้พูดคุยกันโดยตรง สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากระบวนการภายในยังคงดำเนินต่อไป และอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะก่อนที่จะมีประกาศอย่างเป็นทางการ

การลาออกครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีตของผู้กองแคท ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองหรือประเด็นส่วนตัวที่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะ ซึ่งทำให้เกิดแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานหลักในการบริหารปกครองท้องถิ่น จึงต้องจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบเพื่อรักษาภาพลักษณ์

  • สาเหตุที่เป็นไปได้: แรงกดดันทางการเมือง
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการทำงานของกรมการปกครอง
  • กระบวนการ: รอการอนุมัติจากอธิบดี

จากประสบการณ์ในอดีต การลาออกจากราชการของข้าราชการระดับกลางมักเกิดขึ้นเมื่อมีปัญหาความขัดแย้งภายในหรือภายนอก เช่นเดียวกับกรณีของผู้กองแคท ที่อาจกำลังหาทางออกเพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่าการลาออกนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการทำงานของสำนักเลขานุการหรือไม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การยอมรับจากปลัดมหาดไทยครั้งนี้เป็นสัญญาณว่ากระทรวงกำลังพยายามจัดการปัญหาอย่างโปร่งใส เพื่อไม่ให้เรื่องลุกลามไปสู่ประเด็นใหญ่กว่า เช่น การทุจริตหรือการแทรกแซงทางการเมือง ประชาชนต่างรอคอยข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ กรณี ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรมการทำงานในราชการไทย ที่มักเน้นการรักษาความสมดุลระหว่างหน้าที่และชีวิตส่วนตัว หากคุณเป็นข้าราชการหรือสนใจข่าวการเมือง แนะนำให้ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีบทเรียนสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ในการตัดสินใจอาชีพราชการ

สุดท้ายนี้ การลาออกครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบวก หากนำไปสู่การปรับปรุงระบบราชการให้โปร่งใสยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ปลัดมหาดไทยยอมรับ “ผู้กองแคท” ยื่นลาออกแล้ว

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ผอ.พรรคประชาธิปัตย์-กรรมการบริหาร-โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยัน “เฉลิมชัย” ลาออกเพราะปัญหาสุขภาพ ปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์” ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน พร้อมจัดทัพลุยเลือกตั้งใหญ่

วันที่ 13 กันยายน 2568 นางสาวเจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรค และนายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด กรรมการบริหารพรรค แถลงข่าวกรณีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

นางสาวเจนจิรา กล่าวว่านายเฉลิมชัย ยื่นใบลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยมอบให้นายประมวล พงศ์ถาวราเดช ประธาน สส.และรองหัวหน้าพรรคดำเนินการปฏิบัติหน้าที่รักษาการหัวหน้าพรรคแทนตามข้อบังคับพรรค โดยให้เหตุผลในการลาออกว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ เกรงว่าจะไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยพรรคจะดำเนินการตามระเบียบต่อไปว่าจะต้องมีการจัดประชุมใหญ่เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาภายใน 60 วัน

นางสาวเจนจิรา ยืนยันว่าไม่ได้มีความขัดแย้งภายในระหว่างหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรค เนื่องจากเป็นพี่น้องกันอยู่แล้ว เร็ว ๆ นี้ก็มีการไปรับประทานข้าวด้วยกัน ตนเองอยู่ในเหตุการณ์ก็เห็นว่าเป็นปกติอยู่ ไม่น่าจะใช่สาเหตุในการลาออกจากหัวหน้าพรรค ส่วนการนัดประชุมเพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ยังไม่มีการนัด เพราะเป็นเหตุกะทันหัน ไม่มีใครทราบว่านายเฉลิมชัยได้ไปยื่นใบลาออกแล้ว

เมื่อถามว่า การลาออกของนายเฉลิมชัย ไม่ได้พูดคุยกับใครใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นจังหวะที่มีการตั้งรัฐบาล เป็นวิกฤตทางการเมืองของประเทศหลังจากที่เกิดเรื่อง เป็นช่วงที่พวกเราเหมือนเบา ๆ ลง เนื่องจากเรื่องจบหมดแล้วก็ไม่ได้พูดคุยกัน ตนเองและพรรคก็มาดูเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนตกลงกันไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งภายใน 4 เดือน เราจึงมีการเตรียมการเลือกตั้งจนกระทั่งเมื่อวานนี้ทราบข่าวจากเอกสาร จึงยังไม่ได้มีการพูดคุยกันกับนายเฉลิมชัย

ส่วนกรณีที่หัวเรือใหญ่ออกจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ภายในพรรคหรือไม่ และจะเตรียมการเลือกตั้งทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นายธนิตพล ยืนยันว่า ทัน เราเลือกตั้งหัวหน้าพรรคกันมาหลายคนแล้ว จึงเป็นเรื่องปกติ พรรคเตรียมความพร้อมไว้พอสมควร การลาออกของนายเฉลิมชัยเป็นเรื่องปกติ เมื่อถามว่าเสียใจหรือไม่ก็นิดหนึ่ง หมดกำลังใจหรือไม่ ไม่มี เพราะถือว่าทุกคนยึดพรรคเป็นหลัก คนที่จะมาบริหารงานต่อก็จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าเป็นการลาออกเพื่อล้างไพ่หรือไม่ นางสาวเจนจิรา กล่าวว่าจากการที่ได้ถามท่าน ท่านเล่าให้ฟังตามตรงว่าท่านมีปัญหาด้านสุขภาพจริง ๆ เกรงว่าพอใกล้เลือกตั้งจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มความสามารถ จึงตัดสินใจลาออกก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ตามกระแสโซเชียลมีเดียบอกว่าหักล้างไพ่เลือดเก่าอาจจะกลับมาและเรียกศรัทธาได้นั้น ไม่ว่าเลือดเก่าเลือดใหม่ พรรคประชาธิปัตย์มีความสามารถเป็นเรื่องดีที่คนเก่า ๆ เข้ามาช่วยฟื้นฟูนำทัพ หรือดำเนินการก้าวหน้าไปข้างหน้า เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว

ทั้งนี้กรณีคนที่ลาออกไปแล้วจะมาชิงหัวหน้าพรรค สามารถเข้ามาได้เลยหรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่า หากจะกลับเข้ามาต้องทำตามกระบวนการ ต้องสมัครสมาชิกพรรค เมื่อเป็นสมาชิกพรรคก็มีสิทธิ์ทุกอย่าง ส่วนจะติดเงื่อนไขในการเป็นสมาชิก 5 ปี ตามข้อบังคับพรรคหรือไม่ ตอนนี้เหลือ 2 ปีแล้ว ตามข้อบังคับพรรค กำหนดเงื่อนไขไว้ 2 ข้อ ได้แก่ 1. ผู้สมัครกรรมการบริหารพรรคต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 2. ต้องเป็นสมาชิกไม่น้อยกว่า 2 ปีติดต่อกัน โดยเงื่อนไขนี้ สามารถลงมติยกเว้นได้เหมือนกับกรณีของนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ และนางสาววทันยา บุนนาค อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีการกำหนดวันเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ในเร็ววันนี้

ขณะนี้มีคนมองไปถึงชื่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายกรณ์ จาติกวณิช ถือเป็นตัวเลือกที่ดีใช่หรือไม่ นายธนิตพล กล่าวว่าเป็นหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ เพราะเรารอให้มีการประชุมใหญ่ซึ่งจะต้องมีการจัดใน 60 วัน หลังจากนั้นหากมีใครเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคก็ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เป็นเรื่องของที่ประชุมตอบแทนไม่ได้

นายธนิตพล ยอมรับว่ากังวล สส.ไหลออกใกล้เลือกตั้ง ซึ่งเป็นทุกสมัย ทุกพรรคมี สส.ไหลออกช่วงใกล้เลือกตั้ง ส่วนกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ยึดอุดมการณ์จะไม่มีวันตาย และขอให้นายชวน หลีกภัย กลับมานั้น นายเทพไทไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคแล้ว การวิเคราะห์ของนายเทพไทเป็นการวิเคราะห์ของคนนอก

“แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อยากให้กำลังใจสมาชิกทุกคน รวมถึงผู้ที่จะเข้ามาในอนาคต จะร่วมกันยึดในอุดมการณ์เดิม และเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไป โดยไม่ต้องกังวล”

ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน

ความเคลื่อนไหวล่าสุด: ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน จริงหรือไม่?

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นที่จับตามอง หลังจากที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างกะทันหัน ท่ามกลางกระแสข่าวลือต่างๆ นานา ผู้นำพรรคหลายคนได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่าการลาออกเป็นเหตุผลด้านสุขภาพ และปฏิเสธความขัดแย้งภายในพรรค แต่สิ่งที่หลายคนให้ความสนใจคือความเป็นไปได้ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี อาจจะกลับคืนสู่พรรคอีกครั้ง เรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากทางพรรค ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การลาออกของนายเฉลิมชัยและการที่ประชาธิปัตย์อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ส่งผลกระทบต่อพรรคอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของกำลังใจของสมาชิกพรรค หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังคงยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไป และจะมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ภายใน 60 วัน

การกลับมาของนายอภิสิทธิ์ หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ และอาจจะนำมาซึ่งความหวังใหม่ๆ ให้กับพรรค แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคีภายในพรรค หรือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

ที่มา – ประชาธิปัตย์ อุบตอบ “อภิสิทธิ์” อาจหวนคืน ยัน “เฉลิมชัย” ลาออกปัดขัดแย้ง “เดชอิศม์”

Scroll to top