ลูกช้างป่า

น้องข้าวต้มถึงบึงฉวาก! ภารกิจสำเร็จ

ภารกิจเคลื่อนย้ายสำเร็จ! “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เดินทางถึงมือสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่บึงฉวากแล้ว เตรียมเข้ารับการตรวจสุขภาพและเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม

จากกรณีข่าวเศร้าของ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากแม่ของมันในพื้นที่ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี โดยน้องข้าวต้มได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง ทีมสัตวแพทย์ได้พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้เคลื่อนย้ายน้องไปรับการดูแลรักษาต่อที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมผู้เชี่ยวชาญ (อ่านข่าว : ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก)

นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการของลูกช้างป่าพลัดหลงที่ถูกนำมาพักฟื้นว่า น้องมีอาการดีขึ้นเเละเริ่มร่าเริงขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ขาหลังของน้องยังคงอ่อนเเรงและไม่สามารถยืนด้วยตัวเองได้ ซึ่งเป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

“ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพของลูกช้าง เมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ (22 ก.ย. 68) เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ได้ดำเนินการส่งมอบลูกช้างให้กับทีมสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ณ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวาก จ.สุพรรณบุรี ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เพื่อให้ลูกช้างได้รับการรักษาฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องเเละเหมาะสมที่สุด” นายอรรคนิตย์กล่าว

ต่อมาในเวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ได้นำลูกช้างป่าเดินทางถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงฉวากเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว โดยสัตวเเพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจสุขภาพอย่างละเอียด จากนั้นจะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบต่อไป ทั้งนี้ กรมอุทยานฯ มุ่งมั่นที่จะติดตามความคืบหน้าและดูแลน้องข้าวต้มอย่างใกล้ชิดจนกว่าน้องจะกลับมาเเข็งแรงสมบูรณ์

ภารกิจสำเร็จ “น้องข้าวต้ม” ถึงบึงฉวากแล้ว

การเดินทางของน้องข้าวต้มในครั้งนี้ ถือเป็นความหวังใหม่ในการที่จะช่วยชีวิตลูกช้างป่าที่พลัดหลงจากเเม่เเละได้รับบาดเจ็บ ให้กลับมามีสุขภาพเเข็งเเรงเเละสามารถใช้ชีวิตอยู่ในผืนป่าได้อย่างปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สัตวแพทย์ เเละประชาชนทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเเละการช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกที่ต้องการความช่วยเหลือ

การดูแล”น้องข้าวต้ม”หลังจากนี้

หลังจากที่ “น้องข้าวต้ม” เดินทางถึงบึงฉวากเเล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการประเมินสุขภาพโดยรวมของน้องอย่างละเอียด เพื่อให้ทีมเเพทย์สามารถวางแผนการรักษาเเละฟื้นฟูได้อย่างเหมาะสมเเละมีประสิทธิภาพ การดูเเลในช่วงเเรกนี้จะเน้นไปที่การบรรเทาอาการเจ็บปวด การป้องกันการติดเชื้อ การให้สารอาหารที่เพียงพอ เเละการสร้างความคุ้นเคยกับสภาพเเวดล้อมใหม่ นอกจากนี้ ทีมเเพทย์จะทำการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความเเข็งเเรงของขาหลังที่ได้รับบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง จนกว่าน้องจะสามารถกลับมายืนเเละเดินได้อย่างปกติอีกครั้ง

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการสร้างสภาพเเวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับ “น้องข้าวต้ม” เพื่อให้น้องรู้สึกปลอดภัยเเละไม่เครียด การจัดพื้นที่พักฟื้นที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ เเละมีลักษณะทางธรรมชาติที่ใกล้เคียงกับถิ่นที่อยู่เดิมของน้อง จะช่วยให้น้องปรับตัวเข้ากับสภาพเเวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การให้ความรัก ความเอาใจใส่ เเละการปฏิสัมพันธ์กับน้องอย่างอ่อนโยน จะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างน้องเเละผู้ดูเเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของน้อง

ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เเค่การช่วยเหลือลูกช้างป่าที่พลัดหลง เเต่เป็นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าเเละผืนป่า ซึ่งเป็นบ้านของสัตว์เหล่านั้น เราทุกคนมีส่วนร่วมในการ ดูเเลรักษาธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อม เพื่อให้สัตว์ป่าทุกชนิดสามารถอยู่ร่วมกับเราได้อย่างยั่งยืนตลอดไป รวมถึงช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบเห็นสัตว์ป่าได้รับบาดเจ็บ หรือพลัดหลง โปรดเเจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วเเละมีประสิทธิภาพ

มาร่วมส่งกำลังใจให้น้องข้าวต้มหายไวๆ และกลับมาแข็งแรงนะคะ!

ที่มา – ภารกิจสำเร็จ “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงเดินทางถึงบึงฉวากแล้ว

ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ไปบึงฉวาก ดูแลลูกช้างป่า

“น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลงจากแม่ที่ทองผาภูมิ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง ล่าสุดได้ถูกย้ายไปรักษาตัวต่อที่ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรีแล้ว

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 นายอรรคนิตย์ กลางประพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบช้างป่าตกลูกในพื้นที่ทำกิน เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบและเฝ้าติดตามสถานการณ์ร่วมกับเครือข่ายผลักดันช้างป่า

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (21 กันยายน 2568) เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังพบว่าลูกช้างได้รับบาดเจ็บบริเวณขาหลัง และมีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดเจน โดยไม่พบแม่ช้างอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานงานกับสัตวแพทย์เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือเบื้องต้นในทันที

ต่อมาในเวลา 23.30 น. ทีมสัตวแพทย์จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) ได้เดินทางมาถึงเพื่อประเมินอาการของลูกช้างอย่างละเอียด ขณะนี้ลูกช้างได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากเจ้าหน้าที่ เครือข่ายผลักดันช้าง และชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอาการของน้องเริ่มดีขึ้นแล้วในช่วงเช้าวันนี้ (22 กันยายน 2568)

นายประถม แหนกลาง ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมช้างป่าจากมูลนิธิพิทักษ์คชสาร ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ลูกช้างตัวนี้เกิดจากแม่ช้างที่ชื่อว่าแม่สุขสันต์ (อายุประมาณ 20 ปีเศษ) โดยได้คลอดออกมาเมื่อเวลา 14.30 น. ของวันที่ 21 กันยายน 2568 สาเหตุที่ลูกช้างถูกแม่ทิ้งนั้น คาดว่าเกิดจากความไม่แข็งแรงของลูกช้างหลังคลอด ทำให้แม่ต้องทิ้งลูกไว้และตามโขลงช้างป่าอื่นๆ ออกจากพื้นที่ โดยมีทิศทางมุ่งหน้าเข้าไปยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับบ้านห้วยเสือ

โขลงช้างป่าดังกล่าวมีจำนวนมากกว่า 30 ตัว เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ ก่อนที่จะอพยพข้ามแม่น้ำแควน้อยเข้ามาหากินในพื้นที่ตำบลชะแล เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา

ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันนี้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์ ได้นำตัว “น้องข้าวต้ม” ช้างป่าพลัดหลงจากทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีอาการซึมๆ และอิดโรย แต่เริ่มดีขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็บที่ขายังไม่หายดีและยังแสดงอาการเจ็บอยู่ ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการเคลื่อนย้าย น้องข้าวต้ม ไปรักษาต่อที่ศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวาก จังหวัดสุพรรณบุรี

ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก

ด้านนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน หัวหน้าฝ่ายจัดการสุขภาพสัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า กรมอุทยานฯ กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยบึงฉวากได้จัดเตรียมคอกและโรงเรือนที่อบอุ่นสำหรับการดูแลรักษา น้องข้าวต้ม ที่กำลังเดินทางมาถึงในช่วงค่ำของวันนี้ ซึ่งสร้างความปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมต้องบึงฉวาก? การดูแล “น้องข้าวต้ม” ที่เหมาะสม

การตัดสินใจย้าย “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง ไปยังศูนย์พัฒนาการจัดการสัตว์ป่าบึงฉวากนั้น เป็นการพิจารณาถึงความพร้อมของสถานที่และทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลสัตว์ป่าโดยเฉพาะ โดยบึงฉวากมีประสบการณ์ในการดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือพลัดหลงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่พร้อมให้การดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง

  • ความพร้อมด้านสถานที่: บึงฉวากมีคอกและโรงเรือนที่เหมาะสมสำหรับการดูแลลูกช้าง มีพื้นที่ให้ลูกช้างได้เคลื่อนไหวและออกกำลังกายได้อย่างอิสระ
  • ทีมงานผู้เชี่ยวชาญ: ทีมสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่ของบึงฉวากมีความรู้และความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของช้างเป็นอย่างดี สามารถให้การดูแลที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของลูกช้าง
  • สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม: บึงฉวากมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้ลูกช้างรู้สึกผ่อนคลายและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น

นอกเหนือจากการดูแลด้านร่างกายแล้ว การดูแลด้านจิตใจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เจ้าหน้าที่ของบึงฉวากจะให้ความรักและความเอาใจใส่แก่ น้องข้าวต้ม อย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกช้างรู้สึกปลอดภัยและได้รับการเยียวยาจากความบอบช้ำทางจิตใจ

การดูแล “น้องข้าวต้ม” ครั้งนี้ ถือเป็นภารกิจที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ทั้งกรมอุทยานฯ ทีมสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่บึงฉวาก และประชาชน เราเชื่อมั่นว่า น้องข้าวต้ม จะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดและสามารถกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างแข็งแรงในอนาคต

การช่วยเหลือ น้องข้าวต้ม ไม่ได้เป็นเพียงแค่การช่วยชีวิตสัตว์ป่าตัวหนึ่ง แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพ การดูแลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บหรือพลัดหลงนั้น เป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ป่า และส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ที่มา – ส่งตัว “น้องข้าวต้ม” ลูกช้างป่าพลัดหลง บาดเจ็บขาหลัง ย้ายไปดูแลต่อที่บึงฉวาก

Scroll to top