วิปฝ่ายค้าน

เพื่อไทยไม่ส่งวิปฝ่ายค้าน เหตุผลคือ?

“สรวงศ์” เผย มติพรรคเพื่อไทย ไม่ส่งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน ยันไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่เจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ย้ำไม่ได้งอแงอะไร

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมพรรคเพื่อไทยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.ในพรรคมีการพูดคุยกัน และมีมติว่าจะไม่ตั้งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน เนื่องจากเราเห็นความไม่เหมาะสมในการไปเป็นเสียงโหวตการตั้งรัฐบาล เราทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร มั่นใจว่าการทำงานของพวกเราพิสูจน์ได้ว่า เราจะเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มตัวและทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องความแค้น เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็เตรียมเรื่องการอภิปรายนโยบายไว้แล้ว เมื่อถามถึงกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยวางอัตตาลง นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายปกรณ์วุฒิ อาจจะคุยกับบางคน แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนในรุ่นเดียวกันที่มีความคิดเห็นคล้ายกันและชัดเจนว่า ไม่อยากร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน แต่การทำงานในสภาฯ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การไปร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านเราไม่สามารถทำได้ เพราะเจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เมื่อถามว่า หากมีกฎหมายสำคัญเข้าพร้อมที่จะประสานงานกับพรรค ปชน. ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า แน่นอนที่ผ่านมาเราก็เป็นองค์ประชุมและโหวตผ่านให้ตลอด อะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ อะไรที่ต้องตรวจสอบรัฐบาลเราทำงานเต็มที่

จุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

ประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจไม่ส่งคนเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านนั้น มาจากความแตกต่างในจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ซึ่งส่งผลต่อการทำงานร่วมกันในสภา

พรรคเพื่อไทยมองว่า การเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านอาจเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของพรรค เนื่องจากพรรคมีจุดยืนที่แตกต่างจากพรรคประชาชน (ปชน.) ในเรื่องของการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ทำไมจุดยืนถึงสำคัญต่อการทำงานร่วมกัน?

จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงมติในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นการแสดงออกถึงความชัดเจนในจุดยืนของพรรค และเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันกับพรรคที่มีจุดยืนแตกต่างกัน

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของหลักการและเจตนารมณ์ทางการเมือง

เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองในสภาฯ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่การทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงจุดยืนของพรรคอย่างรอบคอบ

บอกเป็นวิปไม่ได้เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

เมื่อถามว่า ในอนาคตหากมีการจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีปัญหาในการประสานงานกับพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า ในการประสานงานและประชุมกัน เราสามารถทำได้อยู่แล้วไม่มีปัญหา เพราะเรามีตัวแทนของพรรค พท.ที่จะไปคุยกับตัวแทนของพรรค ปชน. แต่การที่เราจะไปทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เราต้องดูจุดยืนของเราด้วย จุดยืนของเราชัดเจนคือไม่สนับสนุนในการที่จะให้เขาเป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรค ปชน. ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ไปทำเช่นนั้น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ยืนยันว่าเราจะทำงานในฐานะฝ่ายค้านเต็มตัว ไม่ได้งอแงอะไร

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจุดยืนทางการเมืองในการทำงานร่วมกันในสภาฯ และอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา!

ที่มา – เพื่อไทยไม่ส่งคนร่วมวิปฝ่ายค้าน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ปัดงอแง

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกฯ คนที่ 32

พรรคประชาชน เตรียมแจ้งผลการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ในเช้าวันพรุ่งนี้ที่รัฐสภาฯ คาดการณ์ว่าจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคประชาชน ปรากฏว่ายังไม่มีมติเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ให้กับแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย และได้ปฏิเสธกระแสข่าวการจับมือกับพรรคภูมิใจไทย โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน และนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ในวันนี้เป็นเพียงการให้ความเห็นเท่านั้น ยังไม่มีการลงมติใดๆ และการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับการประชุมของคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชนในวันพรุ่งนี้ (3 กันยายน) ซึ่งจะมีการลงมติในเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี

ล่าสุดเมื่อเวลา 19.29 น. ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แจ้งว่า ในวันพุธที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ณ อาคารรัฐสภา จะมีการแถลงข่าวผลการประชุมและมติของคณะกรรมการบริหารพรรคเกี่ยวกับการโหวตนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ทิศทางการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน ซึ่งมีจำนวน สส. มากถึง 143 เสียง จะมีมติสนับสนุนพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะรายงานให้ทราบต่อไป

“พรรคประชาชน” เตรียมแถลง โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทางการเมืองของประเทศ เนื่องจากพรรคมีจำนวน สส. มากที่สุดในสภาฯ ดังนั้น มติของพรรคจึงมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ การที่พรรคยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนพรรคใด ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

การแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักวิเคราะห์การเมือง รวมถึงประชาชนทั่วไป ต่างก็ต้องการทราบว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไร และจะตัดสินใจสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใด

ปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

  • ข้อตกลงทางการเมือง: อาจมีการเจรจาและตกลงเงื่อนไขระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคภูมิใจไทย เพื่อแลกกับการสนับสนุนในการโหวตนายกรัฐมนตรี
  • นโยบายของพรรค: พรรคประชาชนอาจพิจารณานโยบายของแต่ละพรรค และเลือกสนับสนุนพรรคที่มีนโยบายสอดคล้องกับอุดมการณ์และเป้าหมายของพรรค
  • ความเห็นของสมาชิกพรรค: การตัดสินใจของพรรคอาจขึ้นอยู่กับความเห็นของสมาชิกพรรค รวมถึง สส. และกรรมการบริหารพรรค

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมาก ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ก็ย่อมนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ต่อไป

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองต่อไปอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ที่มา – “พรรคประชาชน” จ่อแถลงมติ กก.บห. โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เช้าพรุ่งนี้ที่สภาฯ

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร มองว่าการประสานงานผิดพลาด หลัง นายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 สั่งปิดการประชุมสภาฯ ก่อนพิจารณาญัตติด่วน MOU 2543-2544 ย้ำไม่ใช่เกมการเมือง และเชื่อมั่นในความเป็นกลางของนายไชยา

วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง ปมปิดสภาฯ มองประสานงานพลาด

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายไชยา พรหมา รองประธานสภาฯ สั่งปิดการประชุม ก่อนการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องบันทึกข้อตกลงร่วมไทย-กัมพูชา หรือ MOU 2543 และ 2544 ว่า ได้สอบถามเลขาธิการสภาฯ แล้ว ทราบว่าเป็นการประสานงานที่เข้าใจผิดพลาด

นายวันมูหะมัดนอร์ อธิบายว่า เมื่อวานนี้ (21 สิงหาคม 2568) มีการประสานงานระหว่างฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และหน้าบัลลังก์ประธาน ซึ่งผู้ทำหน้าที่ประธานการประชุมอาจเข้าใจผิดว่าหมดวาระแล้ว จึงสั่งปิดการประชุมสภาฯ โดยไม่ได้แจ้งให้ประธานทราบล่วงหน้า

ประธานสภาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเลื่อนญัตติด่วนดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาก็ไม่มีปัญหาอะไร และถือเป็นบทเรียนให้วิปทั้งสองฝ่ายต้องมีการประสานงานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำ วันนอร์เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายไชยาออกไปรับหนังสือจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้าสภาฯ ด้วยตนเอง นายวันมูหะมัดนอร์ ตอบว่า การรับหนังสือเป็นส่วนหนึ่ง ส่วนวาระการประชุมสภาฯ ก็เป็นไปตามระเบียบวาระการประชุม ซึ่งขณะนั้นไม่มีรายงานการศึกษาของ กมธ. แล้ว

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า “หากในช่วงนั้นมีการเสนอญัตติในเรื่องชายแดน หรือ MOU 2543-2544 ก็คงจะพิจารณา แต่จากที่ทราบคือการประสานงานไม่มีความชัดเจน ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงก็ต้องมีการประชุมลับ ฉะนั้นขอให้วิปทั้งสองฝ่ายประสานงานให้ชัดเจน สัปดาห์หน้าวันที่ 28 สิงหาคม ก็สามารถเสนอเข้ามาได้ แต่ถ้าไม่ประสานงานกันตนก็เสียดาย มองแล้วว่าเป็นญัตติที่มีประโยชน์”

ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รองประธานสภาฯ มาจากพรรคเพื่อไทย อาจถูกมองว่าเป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นเกมการเมือง เพราะนายไชยาเป็นคนมีเหตุมีผล มีความเห็นอิสระ และเคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ อาจจะเข้าใจผิดจริง ๆ เพราะเมื่อทำหน้าที่ตรงนั้น ไม่มีเรื่องแล้วก็เห็นสมควรให้ปิด ไม่ได้รับคำสั่งให้ปิดประชุมสภาฯ หากจะผิดพลาดอย่างไรก็เป็นความเข้าใจผิด ตนเองในฐานะประธานสภาฯ ก็ต้องขออภัย อย่างไรก็ตาม ในการประชุมครั้งหน้าต้องแก้ไขในเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น

ประธานสภาฯ ย้ำว่า เชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของนายไชยา ว่าทำหน้าที่เป็นกลาง และขออภัยหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานที่ชัดเจนและรัดกุมระหว่างฝ่ายต่างๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ การสื่อสารที่ผิดพลาดอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลกระทบต่อการพิจารณาเรื่องสำคัญต่างๆ ได้

ที่มา – เชื่อ “ไชยา” เป็นกลาง “วันนอร์” ป้องปมสั่งปิดประชุมสภาฯ มองประสานงานผิดพลาด

Scroll to top