วุฒิสภา

โปรดเกล้าฯ สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประกาศ ณ วันที่ 29 สิงหาคม พุทธศักราช 2568

โปรดเกล้าฯ สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 เรื่องการแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นับตั้งแต่วันที่ประกาศเป็นต้นไป การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากครบวาระ ทำให้ตำแหน่งดังกล่าวว่างลง

ตามประกาศดังกล่าว วุฒิสภาได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 200 (5) กำหนด เพื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 200 ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 8 และมาตรา 12 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ

การแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความต่อเนื่องในการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและกฎหมายของประเทศ

ความสำคัญของการมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่สำคัญยิ่งในการตีความรัฐธรรมนูญ พิจารณาตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และให้ความเห็นชอบต่อกฎหมายต่างๆ ที่อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ การมีตุลาการที่ทรงคุณวุฒิและมีความเป็นกลางจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความเป็นธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังมีบทบาทในการแก้ไขข้อขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐสภา และประชาชนโดยรวม

การที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและคุณสมบัติของท่านที่จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญในระบบการเมืองการปกครองของไทย

การพิจารณาคัดเลือกและแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมีความรู้ความสามารถ ความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นกลางทางการเมือง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งดังกล่าว

  • ตรวจสอบประวัติและความรู้ความสามารถของผู้ได้รับการเสนอชื่อ
  • พิจารณาคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่กฎหมายกำหนด
  • เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและให้ข้อมูล

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กระบวนการคัดเลือกมีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นข่าวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมและการเมืองการปกครองของไทย และเป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะติดตามและตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มั่นใจได้ว่าท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นธรรม

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “สราวุธ ทรงศิวิไล” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

“หมอเปรม” นำ สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภาทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44 ยันไม่ร่วมสังฆกรรม พ้อ สว.ข้างน้อยยื่นร้องถอดถอน สว. ประธานวุฒิฯ ดึงเช็งรั้งเรื่อง 3 วัน

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มอิสระ นำโดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ พร้อม น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล ร่วมแถลงถึงกรณีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อพิจารณาญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543-2544 ของวุฒิสภา เพื่อแก้ไขปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธาน กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า การบรรจุญัตติดังกล่าวเปรียบเสมือนการลักหลับเพื่อน สว.ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ได้มีญัตติดังกล่าวบรรจุอยู่ในระเบียบวาระการประชุมที่ทราบว่าจะมีการเสนอในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ แต่กลับเพิ่งมีการบรรจุญัตตินี้เข้ามาเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ซึ่งกลุ่ม สว.อิสระพิจารณาแล้วเห็นว่า มีข้อสังเกต คือสัปดาห์ที่ผ่านมาสภาผู้แทนราษฎรได้มีการเสนอญัตตินี้โดยนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอญัตติเข้าสู่ที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมสภา แต่มีการสั่งปิดการประชุมสภาไปก่อนเข้าสู่วาระการประชุมญัตตินี้ เมื่อพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้จึงมีการมาเสนอในวุฒิสภาแบบฉุกเฉิน เร่งด่วน ที่ตนเรียกว่าลักหลับ ที่รับลูกจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า เหมือนที่ผ่านมาวุฒิสภาเคยตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาในสมัยที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลได้ถอนเรื่องดังกล่าวออกจากญัตติการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรออกไปแล้ว แต่วุฒิสภาก็ยังเดินหน้าตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องดังกล่าวจนแล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณา แต่รัฐบาลถอนเรื่องไปแล้ว ถามว่าแล้วรัฐบาลจะพิจารณาไปเพื่ออะไร เป็นต้น เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณของวุฒิสภา ตนมองว่าเป็นการทำงานที่ใช้วุฒิสภาไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ซึ่งพอมาเป็นฝ่ายค้านก็คาดว่าจะมีเรื่องร้องเข้ามาในวุฒิสภาอย่างนี้เรื่อยๆ โดยอ้างว่าเพื่อศึกษาเรื่องต่างๆ แต่หวังให้มีผลกระทบไปถึงรัฐบาล

“การที่จะเสนอญัตติลักหลับในวันพรุ่งนี้ (26 สิงหาคม 2568) ก็เสมือนเป็นการเตะฟรีคิกรัฐบาลที่ไม่มีเหตุอันควร เพราะ MOU 43 และ 44 มีเหตุผลทางวิชาการที่รัฐบาลจะเป็นคนเพิกถอนหรือไม่อย่างไร ก็มีส่วนการศึกษาที่มีผลกระทบเกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การเสนอญัตติเข้าที่ประชุมวุฒิสภาปุ๊บและรับลูกปั๊บ ขณะที่เทียบกับกรณีที่มีการยื่นเรื่องให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับดึงเรื่องไว้ถึง 3 วัน มีกลวิธีใต้ดินที่ผมเรียกว่าเป็นวิชามาร จนมีสมาชิกไปถอนรายชื่อ ทำให้ญัตติตกไปเพราะสมาชิกไม่ครบตามจำนวนคือ 20 คน หรือเทียบกับกรณี สว.เสียงข้างมาก ยื่นถอดถอนนายกฯ ยื่นเช้าประธานวุฒิสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญบ่าย แต่ทีเรื่องของ สว.อิสระ กลับได้รับการปฏิบัติคนละแบบ”

เมื่อถามว่าในวันที่ 26 สิงหาคม หากมีการยื่นญัตติดังกล่าวเข้าพิจารณาในที่ประชุมวุฒิสภา สว.อิสระ จะร่วมอยู่พิจารณาด้วยหรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ระบุ ชัดเจนว่าเรื่องนี้ทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อเกมการเมืองกันแน่ เพราะจากประสบการณ์ที่ตนเคยเป็น สส. และ สว. เคยยื่นญัตติเพื่อตั้ง กมธ.วิสามัญประเด็นต่างๆ ดังนั้นตนจะไม่ร่วมการพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะร่วมสังฆกรรมในกรณีดังกล่าว

ทางด้าน นายเศรณี กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยที่เราเริ่มต้นทำหน้าที่ สว. เมื่อปีที่แล้ว เกิดอุทกภัยน้ำท่วม ต่อมาก็ได้เกิดน้ำแล้งในหลายพื้นที่ ตนและ นพ.เปรมศักดิ์ ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้วุฒิสภาตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาดังกล่าวซ้ำซาก แต่ก็ไม่ได้การตอบสนองจาก สว.เสียงข้างมาก และ สว.เสียงส่วนใหญ่ก็คัดค้านว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ ทั้งที่เป็นต้นปีงบประมาณ จึงเป็นเพียงแค่การกล่าวอ้าง ชี้ให้เห็นว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวกโดยไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง.

สว.อิสระ ฉะวุฒิสภา ยกเลิก MOU 43-44

สว.อิสระ มองการยกเลิก MOU 43-44 เป็นอย่างไร

จากกรณีที่ สว.อิสระ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไร การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงสถานการณ์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

การที่ สว.อิสระออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของวุฒิสภาในเรื่องการพิจารณาญัตติยกเลิก MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในวุฒิสภา ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การที่ สว. ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของวุฒิสภาได้

การยกเลิก MOU 43-44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การพิจารณาเรื่องนี้จึงต้องใช้ความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และผลกระทบต่อประชาชน

ประเด็นเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในสังคม และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราเข้าใจถึงประเด็นนี้อย่างรอบด้าน และสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล

ที่มา – สว.อิสระ แถลงฉะวุฒิสภา ทำงานรับลูกพรรคการเมือง ลักหลับชงญัตติยกเลิก MOU 43-44

สว.จ่อตั้ง กมธ. ศึกษายกเลิก MOU 43-44

สมาชิกวุฒิสภาเตรียมเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-กัมพูชา โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ สว. หลายท่านแสดงความกังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบเชิงพื้นที่ ทั้งทางบกและทางทะเล และเอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้เสนอญัตติดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความแตกต่างในการยึดถือแผนที่มาตราส่วนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการปะทะกันระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ สว. หลายท่านเห็นพ้องกันว่ารัฐบาลไทยควรยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 อย่างไรก็ตาม ในปี 2543 รัฐบาลในขณะนั้นได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU 2543) ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก ซึ่งกำหนดให้ใช้แผนที่ดังกล่าวในการปักปันเขตแดน

หากรัฐบาลมีความจริงใจที่จะไม่ยอมรับแผนที่ 1:200,000 การยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง แม้ว่ากัมพูชาจะเคารพ MOU 2543 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการใช้แผนที่ดังกล่าว แต่กลับละเมิดข้อตกลงอื่น ๆ การคงข้อตกลงที่ฝ่ายหนึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามจึงไม่มีประโยชน์ใด ๆ

ยกเลิก MOU 43-44: ไทยเสียเปรียบทั้งบก-ทะเล จริงหรือ?

ญัตติดังกล่าวยังระบุถึงข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การจัดทำ MOU 2544 เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการปักปันเขตแดนในพื้นที่ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สว. หลายท่านมองว่า MOU 2544 ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ทางทะเลอย่างมาก

ก่อนที่จะมีการลงนามใน MOU 2544 ประเทศไทยมีเส้นเขตไหล่ทวีปเพียงเส้นเดียว ตามประกาศพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2516 แต่หลังจากการลงนามใน MOU 2544 เส้นเขตไหล่ทวีปกลับถูกแบ่งออกเป็นสองเส้น ทำให้เกิดพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนขนาดใหญ่ถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร ไม่ว่าผลการแบ่งเขตแดนจะเป็นเช่นไร ประเทศไทยก็จะต้องสูญเสียทั้งเขตแดนและผลประโยชน์ที่ควรจะได้ไป

ความซับซ้อนของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544

MOU 2544 เอื้อประโยชน์ให้กับกัมพูชามากกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ทั้งสองส่วนของข้อตกลง รัฐบาลจึงควรพิจารณายกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เช่นกัน อย่างไรก็ตาม การยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน จึงสมควรที่วุฒิสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับอย่างรอบคอบ

การพิจารณาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) เพื่อศึกษาในรายละเอียดจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน

การแก้ไขปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การพิจารณาถึงผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติในระยะยาวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – สว. จ่อชงญัตติตั้ง กมธ.ศึกษายกเลิก MOU 43-44 ชี้ ทำไทยเสียเปรียบทางบก-ทะเล

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

Scroll to top