ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์

7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินทัน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามก็ดูเหมือนจะขยับตัวตามมาได้รวดเร็วขึ้นทุกขณะ ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกมาเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อหลอกลวงประชาชน

สถานการณ์ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

จากการรายงานสถิติระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569 พบว่ามีคดีถูกแจ้งเข้ามาผ่านระบบ Thaipoliceonline สูงถึง 5,092 คดี แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยอดความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 160 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการที่ยังคงครองแชมป์การฉ้อโกงมากที่สุดถึง 81.4% ของคดีทั้งหมดที่ได้รับแจ้ง

เจาะลึก 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC และกลุ่มเสี่ยง

นอกจากสถิติทั่วไปแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด ผ่านช่องทางการซื้อขายออนไลน์และการแอบอ้างบุคคลอื่น พื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนนทบุรี ยังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่พบการแจ้งความสูงที่สุด โดยรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือการหลอกล่อให้ย้ายช่องทางการพูดคุยไปยังไลน์หรือโทรเลขเพื่อสร้างความเชื่อใจและตัดขาดจากการตรวจสอบของแพลตฟอร์มหลัก

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อ:

  • อย่าหลงเชื่อคำชวนให้ย้ายคุยนอกแอปพลิเคชันหลัก
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชีธนาคารผู้รับโอนทุกครั้ง
  • ระวังข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง
  • หากพบความผิดปกติ ควรเก็บรวบรวมหลักฐานและติดต่อสายด่วน AOC 1441 ทันที

ทางด้านศูนย์ ACSC ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือนักลงทุนหรือผู้เสียหายที่โอนเงินพลาดไปแล้วได้ถึง 5 เคสสำคัญ ช่วยระงับเงินของเหยื่อได้ทันท่วงเวลากว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหากแจ้งเหตุได้เร็ว โอกาสในการดึงเงินคืนก็ยังมีอยู่มาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำธุรกรรมออนไลน์ ขอให้มีสติและรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพอยู่เสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบเร่งเข้าครอบงำ เพราะเมื่อเงินถูกโอนออกไปแล้ว การติดตามคืนอาจไม่ง่ายดายนัก หมั่นตรวจสอบข่าวสารจากทางราชการเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับกระเป๋าสตางค์ของท่านเอง หากตกเป็นเหยื่อ โปรดอย่าอายที่จะแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th ทันที

ที่มา – 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนมาฝากกันครับ เมื่อศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป” ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่ามาตรการจัดการกับแก๊งมิจฉาชีพเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการทลายเครือข่ายรับซื้อบัญชีม้าและการจับกุมขบวนการคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

จากข้อมูลของ สตช. ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าจำนวนคดีที่แจ้งผ่านระบบ Thaipoliceonline มีแนวโน้มลดลงอย่างน่าสนใจ มูลค่าความเสียหายรวมก็ลดลงจากหลักหลายร้อยล้านบาทเหลือไม่ถึง 130 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งนี่คือผลลัพธ์จากการเร่งตรวจสอบและช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะลดลง แต่เหล่ามิจฉาชีพก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะการหลอกเหยื่อให้พูดคุยในช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

จับตาเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพ: ทำไมต้องระวังคำชวน “ย้ายคุยนอกแอป”

ปัญหาใหญ่ที่สุดในเวลานี้คือพฤติกรรมที่ ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป” โดยมักจะใช้ข้ออ้างสารพัด เช่น สะดวกกว่า ติดต่อรวดเร็ว หรืออ้างว่าเป็นทางลับสำหรับลูกค้าวีไอพี ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วมีจุดประสงค์แอบแฝง ดังนี้:

  • การดึงเข้ากลุ่มหน้าม้า: เมื่อย้ายไปคุยใน Line หรือ Telegram มิจฉาชีพจะจับเหยื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่มีแต่หน้าม้าคอยสร้างภาพว่าซื้อขายจริง
  • การปิดหลักฐาน: หากซื้อขายในช่องทางที่เป็นทางการของแอป Marketplace เมื่อมีปัญหาเรายังสามารถร้องเรียนได้ แต่ถ้าคุยกันนอกแอป มิจฉาชีพจะบล็อกหนีทันที ทำให้ติดตามตัวได้ยากมาก
  • การสร้างความน่าเชื่อถือปลอม: มิจฉาชีพจะส่งสลิปโอนเงินปลอมหรือรีวิวปลอมรัวๆ เพื่อกดดันให้เหยื่อรีบโอนเงิน

หากคุณสงสัยว่ากำลังตกเป็นเหยื่อ ขอแนะนำให้ตั้งสติและปฏิเสธคำชวนทุกรูปแบบที่ให้ย้ายไปคุยในแพลตฟอร์มอื่น ไม่ว่าเขาจะเสนอโปรโมชั่นลดราคาเท่าไหร่ หรืออ้างว่าจะได้กำไรมหาศาลขนาดไหน ขอให้ยึดมั่นในการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มหลักที่มีความปลอดภัยและตรวจสอบได้เท่านั้นครับ

ในฐานะผู้ใช้งานออนไลน์ เราทุกคนควรช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากเราไม่โอนเงินให้บัญชีแปลกปลอมและไม่หลงเชื่อคำลวงให้ย้ายช่องทางสื่อสาร มิจฉาชีพก็ไม่มีทางทำกำไรได้ การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลด้วยตนเองคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด อย่าลืมว่ากฎเหล็กคือ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน จะปลอดภัยที่สุดครับ

หากคุณพบเบาะแสหรือตกเป็นเหยื่อ สามารถแจ้งความได้ทันทีผ่านเว็บไซต์ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ หรือโทรปรึกษา AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ที่มา – ตำรวจเผยสถิติคดีออนไลน์ลดต่อเนื่อง พร้อมเตือนภัยมิจฉาชีพ “ย้ายคุยนอกแอป”

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วนหลอกสแกนใบหน้าแจกซิม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่กันเลยครับ สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลใบหน้าของเรามีค่ามากกว่าที่คิด!

สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้บุกตรวจค้น 8 จุดในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์ พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพปลอมตัวเป็นตัวแทนค่ายมือถือ หลอกนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี” โดยให้สแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียน แต่จริงๆ แล้วเอาไปสร้าง “ซิมผี” กว่า 2,000 เบอร์ ส่งต่อให้แก๊งสแกมเมอร์โกงเงินประชาชน

ผลจากการจับกุม จับผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 3 ราย ยึดของกลางเพียบ ทั้งซิมการ์ด 2,160 ซิม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เอกสารตัวแทนจำหน่าย และโฆษณาขายซิม เหตุการณ์นี้ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ออกโรงทันที สั่งให้ค่ายมือถือทั้งหมดชี้แจงข้อเท็จจริง และทบทวนมาตรการคุ้มครองข้อมูลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

ปฏิบัติการ SAFE ดอย BOY เกิดอะไรขึ้นบ้าง

  • เป้าหมายการตรวจค้น: 8 จุดใน 4 จังหวัดหลัก
  • ผู้ต้องหาที่จับกุม: 3 รายตามหมายจับ
  • ของกลางสำคัญ: ซิม 2,160 ซิม, มือถือ 2 เครื่อง, เอกสารตัวแทนและโฆษณา
  • พฤติกรรม: หลอกสแกนใบหน้าเด็กนักเรียนเพื่อลงทะเบียนซิมผี

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เน้นย้ำว่า ค่ายมือถือในฐานะ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ต้องกำกับดูแลพนักงาน ตัวแทน และบุคลากรให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุต้องทบทวนทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย

หน้าที่ค่ายมือถือตามกฎหมาย PDPA

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ค่ายมือถือมีหน้าที่หลักดังนี้

  • จัดมาตรการกำกับดูแลตัวแทนและพนักงาน
  • รักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
  • แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลหากเกิดขึ้น
  • ทบทวนและปรับปรุงนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนโรงเรียนเองก็ต้องระวัง! ควรตรวจสอบบุคคลภายนอกที่มาทำกิจกรรมเก็บข้อมูลนักเรียน โดยเฉพาะข้อมูล biometric อย่างการสแกนใบหน้าที่เป็น “ข้อมูลอ่อนไหว” มีผลกระทบสูงต่อเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ต้องระมัดระวังการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยเป็นพิเศษ

เคสนี้แสดงให้เห็นชัดว่าการหลอกลวงแบบนี้ร้ายแรงแค่ไหน ซิมผีเหล่านี้ถูกใช้โทรหลอกโกง สร้างความเสียหายให้สังคมมหาศาล ข้อมูลใบหน้าถูกขโมยไปอาจนำไปใช้ปลอมตัวตน หลอกยืมเงิน หรือแม้แต่ deepfake ในอนาคต ผู้ปกครองควรเตือนลูกๆ อย่ารับกิจกรรมแจกของฟรีจากคนแปลกหน้าที่ขอสแกนใบหน้าหรือข้อมูลส่วนตัวโดยง่าย

สคส. ยืนยันว่าจะกำกับดูแลค่ายมือถือให้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนเต็มที่ หากคุณสงสัยว่าถูกละเมิดข้อมูล ติดต่อได้ที่โทร. 0 2111 8800 หรือ Facebook: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-สคส.

ในมุมมองของผม PDPA ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่เป็นเกราะป้องกันในยุคที่ข้อมูลคือสมบัติล้ำค่า ทุกคนต้องตื่นตัว รู้สิทธิตัวเอง และรายงานเหตุผิดปกติทันที เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่ออีกต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ครับ!

ที่มา – สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม

บิ๊กก้องยัน! เพิ่มโทษหนัก “อั้งยี่-ซ่องโจร” บัญชีม้า

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เผยว่า ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมติเห็นพ้องให้เพิ่มข้อหาหนักแก่กลุ่มบัญชีม้าของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ได้แก่ “อั้งยี่-ซ่องโจร” ซึ่งอาจทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษจำคุกกว่า 100 ปี

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้เปิดเผยถึงบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี “อั้งยี่” “ซ่องโจร” “ร่วมกันหรือสนับสนุนฉ้อโกงประชาชนฯ” และ “ฟอกเงิน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนคุมม้าและม้ากดเงินสดที่ตระเวนถอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เนื่องจากมาตรการที่เข้มงวดและความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์ ทำให้การตรวจสอบ ติดตาม และอายัดบัญชีม้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ สถานการณ์ชายแดนในปัจจุบันยังทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถนำบัญชีม้าข้ามแดนไปสแกนหน้าเพื่อทำธุรกรรมได้ ทำให้กลุ่มธุระจัดหาบัญชีม้า (คอกม้า) เปลี่ยนไปใช้วิธีการตระเวนถอนเงินสดที่หน้าเคาน์เตอร์ธนาคารและตู้ ATM โดยมีคนคุมซึ่งบางครั้งเป็นชาวจีน คอยควบคุมม้ากดเงินจำนวนมากให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาถอนเงินสดและส่งมอบให้กับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อตัดตอนการติดตามเงินของผู้เสียหาย

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ทำการสืบสวน สกัดกั้น และจับกุมผู้กระทำความผิดได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งในการจับกุมหลายครั้ง พบว่าทั้งผู้คุมม้าและเจ้าของบัญชีม้ามักอ้างว่าตนไม่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่เกี่ยวข้องใดๆ และไม่ทราบว่าเงินที่ได้มานั้นมาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย

ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน

จากการหารือและประชุมร่วมกัน ที่ประชุมมีความเห็นว่า การกระทำของคนคุมม้าและม้ากดเงินสดที่ตระเวนถอนเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นการสมคบกันและรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อกระทำความผิด ซึ่งเป็นความผิดในข้อหาหนัก ได้แก่

  • ความผิดฐาน “อั้งยี่” (ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท
  • ถ้าเป็น “หัวหน้าอั้งยี่ ผู้จัดการ หรือผู้มีตำแหน่งในอั้งยี่” ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
  • ความผิดฐาน “ซ่องโจร” (ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตามฐานความผิดข้างต้น ถือว่าเป็นความผิดตั้งแต่มีการสมคบวางแผนกันแล้ว แม้ว่าบัญชีนั้นจะยังไม่ได้มีเงินจากผู้เสียหายโอนเข้ามาก็ตาม อีกทั้งความผิดฐาน “อั้งยี่” และ “ซ่องโจร” นี้ยังเป็นความผิดที่แยกกันกับความผิดหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นการกระทำซึ่งต่างกรรมต่างวาระกัน นอกจากจะโดนลงโทษตามกฎหมายนี้แล้ว ยังต้องรับโทษในฐานความผิดอื่นรวมด้วยอีก ทั้งความผิดฐาน “ร่วมกันหรือสนับสนุนฉ้อโกงประชาชนฯ” และความผิดฐานเกี่ยวกับการ “ฟอกเงิน” ซึ่งจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นหรือถูกหลอกมาไม่ได้ และหากมีการรับเงินจากผู้เสียหายหลายราย ศาลยังพิพากษาแบ่งแยกเป็นรายกรรม ตามจำนวนครั้งของธุรกรรมและตามจำนวนผู้เสียหาย ทำให้เมื่อบวกโทษกันแล้ว อาจถูกพิพากษาให้ติดคุกหนักมากกว่า 100 ปีก็เป็นได้

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดข้างต้น:

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2614/2568 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่, ซ่องโจร เป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่มีการสมคบวางแผนกัน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8591/2563 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานอั้งยี่, ซ่องโจร เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ กับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง, ร่วมกันฟอกเงิน สามารถฟ้องรวมกันได้
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2564 วินิจฉัยว่า กระทำต่อผู้เสียหายต่างรายในต่างพื้นที่กัน เป็นการหลอกลวงแบบไม่เจาะจง ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 วินิจฉัยว่า การหลอกลวงให้โอนเงินแต่ละครั้ง ภายใต้กลอุบายที่ต่างกัน ถือเป็นความผิดแยกกรรม
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1172/2566 วินิจฉัยว่า ความผิดฐานฟอกเงิน เป็นความผิดแยกต่างหากจากความผิดมูลฐาน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2566 วินิจฉัยว่า การถอนเงินจากบัญชี ถือว่าเป็นการแปรสภาพทรัพย์สิน เป็นความผิดฐานฟอกเงิน
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567 วินิจฉัยว่า การรับจ้างเปิดบัญชีถือเป็นการสนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน แม้จำเลยจะอ้างว่าถูกหลอก แต่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดได้
  • คำพิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา คดีหมายเลขดำที่ อ.319/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1230/2568 ได้มีคำพิพากษาลงโทษกลุ่มธุระจัดหาฯ และบัญชีม้า ซึ่งเป็นจำเลยในคดีแบ่งแยกเป็นรายกรรม จำคุกสูงสุด 119 ปี พร้อมสั่งคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหาย จำนวน 39 ราย

“อั้งยี่-ซ่องโจร” โทษหนักบัญชีม้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทำความเข้าใจข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร”

จากข่าวนี้ เราได้เห็นแล้วว่าการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นบัญชีม้า หรือผู้จัดหาบัญชีม้า ถือเป็นความผิดร้ายแรง และมีโทษหนักมาก ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ ที่อาจเข้าข่ายสนับสนุนการกระทำผิดของแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ระมัดระวัง อย่าให้ใครใช้บัญชีของคุณ! การถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้า อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ที่คุณคาดไม่ถึง เพราะนอกจากจะต้องเสียเงินแล้ว ยังอาจต้องติดคุกอีกด้วย

สุดท้ายนี้ หากใครกำลังถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว อย่าลังเลที่จะแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพราะข้อหา “อั้งยี่-ซ่องโจร” จะทำให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษอย่างสาสม

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตาม ขอให้คิดทบทวนให้ดี เพราะโทษทางกฎหมายนั้นหนักหนาสาหัสจริงๆ รู้แบบนี้แล้ว อย่าหาทำเลยนะครับ!

ที่มา – บิ๊กก้อง ยันเพิ่มข้อหาหนัก “อั้งยี่-ซ่องโจร” บัญชีม้าแก๊งคอลฯ ชี้อาจติดคุกกว่า 100 ปี

Scroll to top