ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

เตือนใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าผู้อื่น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การใช้โปรแกรมเปลี่ยนหน้า หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Deepfake กลายเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ร้ายแรง โดยล่าสุดทาง ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ออกมาประกาศย้ำชัดเจนว่า เตือนใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าผู้อื่น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และมีความผิดตามกฎหมายอาญาอย่างชัดเจน

เตือนใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าผู้อื่น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การนำภาพใบหน้าหรือคลิปวิดีโอของผู้อื่นมาทำการดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่แค่เรื่องของการเล่นสนุกหรือการทำคอนเทนต์ทั่วไป แต่มันคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะหากการกระทำนั้นนำไปสู่การสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ผู้อื่น หรือเป็นการบิดเบือนข้อมูลเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือการกลั่นแกล้งกันทางโลกออนไลน์

อันตรายจากการใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าผู้อื่น

สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะใช้งานเทคโนโลยีประเภทนี้ ควรต้องศึกษาข้อกฎหมายและผลกระทบให้ดีเสียก่อน เพราะเหตุใดการกระทำนี้จึงเป็นเรื่องที่อันตรายและผิดกฎหมาย ดังนี้:

  • การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล: การนำภาพผู้อื่นมาตัดต่อถือเป็นการละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์: หากเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ย่อมมีโทษทั้งจำและปรับตามกฎหมาย
  • โทษทางอาญา: หากใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าไปในทางหมิ่นประมาท หรือทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา
  • ผลกระทบต่อสังคม: การทำ Deepfake สร้างความวุ่นวายและทำลายความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นการหมิ่นสถาบัน

เราทุกคนควรตระหนักว่าเทคโนโลยีมีไว้เพื่อสร้างสรรค์ ไม่ใช่นำมาใช้เพื่อสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น หรือสร้างความเสียหายให้กับตนเองจนต้องติดร่างแหไปในคดีความ หากคุณได้รับคลิปหรือภาพที่น่าสงสัยว่ามีการใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าผู้อื่น อย่าหลงเชื่อ อย่าส่งต่อ และควรรายงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าอยู่ยิ่งขึ้น

จำไว้เสมอว่า ทุกการคลิกหรือการแชร์สิ่งใดควรมีสติกำกับ หากคุณไม่แน่ใจในที่มาของภาพหรือข้อมูล การหยุดคิดก่อนแชร์คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – เตือนใช้ AI ดัดแปลงใบหน้าผู้อื่น ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญา

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลแอปถุงเงินภาษี

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยขวัญผวาไปตามๆ กัน สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องการส่งข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชันถุงเงินไปให้กรมสรรพากรเพื่อไล่เก็บภาษีย้อนหลัง วันนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาคลายความกังวลแล้วครับว่า เรื่องนี้เป็นข่าวจริงที่ถูกเข้าใจผิดไปไกล

ทำไมต้องเช็กให้ชัวร์เรื่อง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี ได้ออกมายืนยันผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง อย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นข่าวจริงที่หลายคนกำลังเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ โดยทางรัฐบาลได้ชี้แจงประเด็นสำคัญไว้ดังนี้ครับ:

  • ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงินจะไม่ถูกส่งไปให้สรรพากรเพื่อคิดภาษีย้อนหลังแบบเจาะจง
  • หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคิดจากรายได้รวมทุกช่องทางตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดผ่านโครงการฯ
  • ร้านค้ารายย่อยส่วนใหญ่ที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หลายคนอาจมีความกังวลใจเมื่อเห็นยอดขายในแอปพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่เข้าร่วมโครงการ แต่กฎหมายภาษีมองที่ภาพรวมรายได้ทั้งปี ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นประเด็นที่สร้างภาระภาษีให้เกิดขึ้นแบบปุบปับครับ การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนในโลกโซเชียลนั้นสร้างผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าอย่างมาก เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนส่งผลต่อการวางแผนการเงินหรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในโครงการของรัฐ

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นข่าวสารที่น่าสงสัย ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวปลอม อย่าเพิ่งรีบแชร์ต่อโดยเด็ดขาดครับ ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเอง

สำหรับใครที่ยังมีความสงสัย หรือพบเห็นข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ สามารถตรวจสอบและแจ้งเบาะแสได้ผ่านช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้:

  • สายด่วน 1111 ต่อ 87
  • เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
  • Line ID: @antifakenewscenter
  • โซเชียลมีเดีย: Anti-Fake News Center Thailand

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าในยุคดิจิทัลเช่นนี้ การมีสติและตรวจสอบที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อรักษาสิทธิของตัวคุณเองและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียนะครับ

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

ขนมจีน ยังเคลม: ดีอีเตือนข่าวบิดเบือนกัมพูชา

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าอาหารไทยที่กำลังเป็นไวรัลในโซเชียล “ขนมจีน ยังเคลม” จากทางกัมพูชา ที่อ้างว่าเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณล้วนๆ แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเตือนแล้วว่าเป็นข่าวบิดเบือน อย่าเพิ่งแชร์ต่อแบบไม่เช็กนะครับ กรมศิลปากรยืนยันชัดว่า “ขนมจีน” เป็นวัฒนธรรมอาหารร่วมกันของภูมิภาค ไม่ใช่ของชาติใดชาติหนึ่ง!

เรื่องนี้มาจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อมูลในวันที่ 6 พฤษภาคม 2567 พบข้อความน่าสงสัยกว่า 160,000 ข้อความ และต้อง verify กว่า 3,200 รายการ โดยขนมจีน ยังเคลม ขึ้นอันดับ 1 ในข่าวที่คนสนใจมากที่สุด แต่ผลตรวจสอบคือข่าวบิดเบือน เพราะไม่มีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่ามาจากกัมพูชาเพียงแห่งเดียว

ขนมจีน ยังเคลม: เช็ก 7 ข่าวปลอมยอดฮิตที่ AFNC พบ

นอกจากขนมจีน ยังเคลม แล้ว ยังมีข่าวอื่นๆ ที่คนแชร์กันเยอะ ลองดูอันดับกันครับ:

  1. อันดับ 1: ข่าวบิดเบือน “กัมพูชาแจ้งขนมจีนเป็นอาหารพื้นเมืองเขมรโบราณ”
  2. อันดับ 2: ข่าวจริง กระทรวงวัฒนธรรมรับมอบโบราณวัตถุอายุ 3,000 ปีจากกุดฉิม
  3. อันดับ 3: ข่าวปลอม ธ.ก.ส.กู้สินเชื่อผ่าน TikTok good.bye3514
  4. อันดับ 4: ข่าวปลอม ฟันผุจากแมงกินฟัน รักษาด้วยรมควัน
  5. อันดับ 5: ข่าวปลอม รับพับถุงกาแฟทำที่บ้านจากเพจ JobStation TH
  6. อันดับ 6: ข่าวปลอม รับทำใบขับขี่จากเพจ Learn to drive ครูทิวร์
  7. อันดับ 7: ข่าวปลอม ลักลอบซื้อทุเรียนไทยขายกัมพูชาวันละ 1 ตัน

เห็นมั้ยครับ ข่าวพวกนี้แพร่กระจายเร็วมาก โดยเฉพาะใน Line และโซเชียล ถ้าไม่เช็กอาจโดนหลอกได้ง่ายๆ

ความจริงเบื้องหลัง “ขนมจีน ยังเคลม” และนมบันจ็อก

มาดูข้อเท็จจริงกันบ้าง “ขนมจีน” ของไทยมีความเชื่อมโยงกับชาติพันธุ์มอญ และเส้นข้าวหมักแบบนี้มีในหลายประเทศอย่างกัมพูชา (นมบันจ็อก Nom Banh Chok), เวียดนาม ลาว เมียนมา เป็นวัฒนธรรมร่วม จากการแลกเปลี่ยนในอดีต ไม่ใช่มรดกเฉพาะชาติ

ส่วนกัมพูชาเคยยื่น “นมบันจ็อก” เข้า UNESCO Tentative List แต่ไม่ผ่าน เพราะมันเป็นอาหารพื้นบ้านทั่วไปในภูมิภาค ไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะกัมพูชาเพียงแห่งเดียว นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกดีอี ฝ่ายข้าราชการประจำ ย้ำชัด อย่าแชร์ข่าวบิดเบือนแบบนี้ เพราะอาจสร้างความขัดแย้งไม่จำเป็น

ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นบ่อย? เพราะในยุคดิจิทัล ข้อมูลปลอมแพร่ได้ไว โดยเฉพาะเรื่องชาตินิยมอาหารที่คนอินง่าย แต่จริงๆ อาหารไทยอย่างขนมจีนน้ำยา กินคู่ปลาเผา หรือน้ำพริก ก็อร่อยแบบไทยแท้ๆ ไม่ต้องไปเถียงกับเพื่อนบ้านหรอกครับ

ดีอีแนะนำ: เช็กก่อนแชร์ อย่าให้ข่าวบิดเบือนทำร้ายสังคม

กระทรวงดีอีห่วงใยทุกคน ขอให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะที่สร้างความเข้าใจผิดเรื่องวัฒนธรรม ถ้าแชร์ต่อโดยไม่คิด อาจเสียหายทั้งตัวเองและสังคม เช่น หลงเชื่อมิจฉาชีพ หรือแตกหักกับเพื่อนบ้าน

วิธีเช็กง่ายๆ: ดูแหล่งที่มาเป็นหน่วยงานรัฐมั้ย? มีหลักฐานชัดเจนรึเปล่า? พบข่าวสงสัย รายงานได้ที่

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวนะครับ ในโลกที่ข้อมูลล้นมือ การเป็นนักตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ดีคือทักษะสำคัญที่สุด อย่าให้ “ขนมจีน ยังเคลม” หรือข่าวบิดเบือนอื่นๆ มาทำให้เราตกเป็นเหยื่อ ลองกินขนมจีนน้ำยาไทยๆ ดีกว่า สดชื่น อร่อย แถมไม่ดราม่า! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อแต่เช็กก่อนนะครับ 😉

ที่มา – “ขนมจีน” ยังเคลม ดีอีเตือนข่าวบิดเบือน กัมพูชาอ้างสิทธิ์อาหารพื้นเมืองโบราณ

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนอย่างรวดเร็ว ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนต้องระวัง รัฐบาลไทยโดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาเตือนประชาชนให้เท่าทันข่าวปลอม โดยเฉพาะกรณีที่สื่อกัมพูชาอ้างว่าพระบรมมหาราชวังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าไปในกัมพูชา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ที่มอนิเตอร์ข้อความทั้งหมด 161,352 ข้อความ พบเรื่องต้องตรวจสอบ 1,017 ข้อความ โดยช่องทางหลักคือ Social Listening 1,016 ข้อความ และ Facebook 1 ข้อความ มี 20 เรื่องที่ต้อง verify ตรวจสอบแล้ว 9 เรื่อง แบ่งเป็นข่าวจริง 1 ข่าวปลอม 4 และข่าวบิดเบือน 2 เรื่อง

อันดับข่าวที่ประชาชนสนใจมากที่สุด

  • อันดับ 1: ข่าวปลอม พระบรมมหาราชวังถูกจัดอันดับสถานที่น่าเที่ยวในกัมพูชา กระทรวงดีอีตรวจสอบกับกรมศิลปากร ยืนยันเป็นข่าวปลอม เกิดจากการนำภาพนครวัดผสมกับภาพพระบรมมหาราชวัง สร้างความเข้าใจผิด
  • อันดับ 2: ข่าวบิดเบือน โครงการแลนด์บริดจ์ต้องให้นักลงทุนต่างชาติเช่าที่ดิน 50-99 ปี ไม่เป็นเช่นนั้นทั้งหมด
  • อันดับ 3: ข่าวจริง วิธีสังเกตผงชูรสแท้เบื้องต้น
  • อันดับ 4: ข่าวปลอม กระทรวงการคลังเปิดเว็บใหม่ยื่นภาษี
  • อันดับ 5: ข่าวบิดเบือน โรงน้ำดื่มต้องจ่ายค่าตรวจน้ำเพิ่มจาก 6,900 เป็น 50,000 บาทต่อปี
  • อันดับ 6: ข่าวปลอม คนไทย 600 คนกลับประเทศไม่ได้เพราะกัมพูชาไม่เปิดด่าน
  • อันดับ 7: ข่าวปลอม สนามบินนานาชาติหมู่เกาะพีพีเปิดบริการ 1 พ.ค.

กรณีพระบรมมหาราชวังที่ถูกบิดเบือนนี้ ใช้ภาพ collage รวมภาพนครวัดกับพระราชวังคล้ายพระบรมมหาราชวัง ทำให้ดูเหมือนเป็นสถานที่ในกัมพูชา แต่จริงๆ พระบรมมหาราชวังเป็นมรดกไทยแท้ๆ รัฐบาลย้ำว่าไม่มีแหล่งข้อมูลเชื่อถือได้ยืนยัน

ปัญหาข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง ส่งผลกระทบรุนแรง เช่น สร้างความแตกแยก สูญเสียทรัพย์สิน หรือภัยข้อมูลส่วนบุคคล ประชาชนควรตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บรัฐบาล หรือโทร 1111 ต่อ 87

เคล็ดลับเท่าทันข่าวปลอม: 1) ตรวจแหล่งข่าว 2) ดูวันที่ 3) คิดก่อนแชร์ 4) ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น AFNC สิ่งเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายข้อมูลเท็จได้

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ ข่าวปลอมมักใช้ AI สร้างภาพและข้อความ ทำให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น ประชาชนต้องฝึกทักษะดิจิทัลเพื่อปกป้องตัวเองและสังคม

สุดท้าย อย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ตื่นตัวกับข่าวปลอม หากสงสัยโทรตรวจสอบทันทีที่ 1111 ต่อ 87 ช่วยกันสร้างสังคมข้อมูลจริง!

ที่มา – ข่าวปลอมอื้อ รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงแชร์ข้อมูลไร้ความจริง

ชายแดนไทย-กัมพูชา: พบโดรนผิดปกติมากขึ้น

“ภูมิธรรม” สั่งการกองทุนสำนักนายกฯ เยียวยาผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชาด้านอื่นๆ ต่อ ย้ำรัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง พร้อมใช้เวที RBC – GBC เจรจา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมบินมากขึ้นผิดปกติ

วันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีข้อสั่งการ โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

1. รัฐบาลได้ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง และยังคงมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ ได้แก่

  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ซึ่งได้เริ่มแล้วโดยกองทัพภาคที่ 1 และกำลังจะดำเนินการโดยกองทัพภาคที่ 2
  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ได้กำหนดประชุมระหว่างวันที่ 8-10 กันยายน 2568 ที่จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
  • การดำเนินการสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) โดยทูตทหาร ASEAN แต่ละประเทศ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วานนี้ (18 สิงหาคม)

2. ขณะนี้ยังมีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงว่ามีอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนแปลกปลอมเพิ่มขึ้นมากจนผิดปกติ ขอให้ ศบ.ทก ร่วมกับกระทรวงคมนาคม และ กสทช. กำหนดมาตรการที่เหมาะสมและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

สถานการณ์ที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

3. ศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ได้ปิดลงแล้ว ประชาชนเดินทางกลับเข้าบ้านพักแล้ว ให้พื้นที่สรุปและสำรวจการให้ความช่วยเหลือต่อไป

4. การเยียวยาตามมติ ครม. ให้แก่ทหารและพลเรือนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บได้ดำเนินการแล้ว รวมถึงบ้านเรือนที่เสียหายก็ได้รับการช่วยเหลือซ่อมแซมตามลำดับ สำหรับการดูแลด้านจิตใจ กระทรวงสาธารณสุขต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ส่วนการเยียวยานอกเหนือจากนั้นได้สั่งการให้คณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำเนินการต่อไป

5. เรื่องสงครามข่าวสาร ซึ่งมีการสร้างข่าวเท็จ และสร้างสถานการณ์ ตลอดจนมีข่าวปลอม หรือ Fake news ถึงแม้ประเทศไทยจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารและแสดงความเห็น แต่ขณะนี้เราต้องการความสามัคคีภายในประเทศ จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ด้านการสื่อสารมวลชนทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมมือกับ ศบ.ทก. ตรวจสอบขจัด Fake news ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ และไม่เป็นผู้ขยายผลเสียเอง โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือตรวจสอบผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center: AFNC)

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ข้อสั่งการเรื่องการติดตามการดำเนินการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ ดังนี้ จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ว่า กระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ได้ผ่อนปรนให้ประชาชนผู้ได้รับทะเบียนบ้านชั่วคราว ซึ่งออกให้กับที่อยู่อาศัยที่ปลูกสร้างขึ้นในที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดิน สามารถขอใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาได้ในอัตราค่าบริการที่เหมาะสมนั้น โดยได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดขั้นตอนในการพิสูจน์สิทธิ เพื่อแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว ตลอดจนกระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย สภาพัฒน์ฯ ได้มีความเห็นสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่า การดำเนินการดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ ล่วงเลยจนมาถึงปัจจุบัน ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก และไม่สามารถเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ จึงขอสั่งการดังนี้

1. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เร่งรัดการดำเนินการตามมติ ครม. วันที่ 9 มกราคม 2567 ตลอดจนนำความเห็นประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่เสนอต่อ สคทช. เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เพื่อดำเนินการต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

2. ให้สำนักงานคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามและรวบรวมปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่ทำให้เกิดความล่าช้า ตลอดจนกรอบระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมครม. ในครั้งต่อไป

ทำไมการเฝ้าระวังชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ

สถานการณ์ ชายแดนไทย-กัมพูชา มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายความมั่นคงเกี่ยวกับโดรนแปลกปลอมที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้

ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การรักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในบริเวณนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวม

หากคุณมีข้อมูลหรือเบาะแสเกี่ยวกับกิจกรรมที่ผิดปกติบริเวณชายแดน โปรดแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบทันที ความร่วมมือจากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – เผยข้อสั่งการชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายมั่นคงรายงานมีโดรนแปลกปลอมมากขึ้นผิดปกติ

Scroll to top