สงครามยูเครน

ยุโรปปิดดีล! ยุตินำเข้าก๊าซรัสเซียปี 2570

สหภาพยุโรปตกลงกันที่จะยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียภายในช่วงปลายปี 2570 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยุติการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียที่เป็นมายาวนานหลายทศวรรษ การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดพลังงานทั่วโลก และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการลดอิทธิพลของรัสเซียในด้านพลังงาน

เมื่อวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 ตัวแทนจากรัฐบาลสหภาพยุโรปและรัฐสภายุโรปบรรลุข้อตกลงในช่วงเช้า เกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการยุโรปยื่นเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ซึ่งเคยเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของยุโรป จนกระทั่งเกิดสงครามในยูเครนเมื่อปี 2565

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สหภาพยุโรปจะยุติการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียอย่างถาวรและจะมุ่งไปสู่การยุติการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียด้วย โดยการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะทยอยยุติภายในสิ้นปี 2569 และก๊าซที่ส่งผ่านทางท่อจะยุติภายในสิ้นเดือนกันยายน 2570

“วันนี้ เรากำลังยุติการนำเข้าเหล่านี้อย่างถาวร” เออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารของสหภาพยุโรป กล่าว “ด้วยการทำให้ทุนสงครามของปูตินร่อยหรอลง เรายืนหยัดเคียงข้างยูเครน และมุ่งเป้าไปที่การมองหาหุ้นส่วนด้านพลังงานและโอกาสใหม่ ๆ สำหรับภาคส่วนนี้”

ทั้งนี้ ณ เดือนตุลาคม สหภาพยุโรปนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียคิดเป็น 12% ของการนำเข้าทั้งหมด ลดลงจาก 45% ในช่วงก่อนที่รัสเซียจะยกทัพบุกโจมตียูเครนในปี 2565 โดยมีฮังการี, ฝรั่งเศส และเบลเยียม ที่ยังรับก๊าซจากรัสเซียอยู่

คณะกรรมาธิการยุโรปยังตั้งใจที่จะยุติสัญญาการนำเข้าน้ำมันที่เหลืออยู่จากรัสเซียภายในสิ้นปี 2570 ด้วย โดยจะมีการนำเสนอร่างกฎหมายในช่วงต้นปีหน้า

ภายใต้ข้อตกลงเมื่อวันพุธ สมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องยื่น “แผนการกระจายแหล่งพลังงานแห่งชาติ” เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้แก่คณะกรรมาธิการภายในวันที่ 1 มีนาคม 2569 และจะต้องแจ้งให้ฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรปทราบว่า พวกเขามีสัญญาจัดหาก๊าซจากรัสเซียหรือมีการห้ามในระดับประเทศหรือไม่ด้วย

ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

การตัดสินใจของสหภาพยุโรปที่จะ ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงานของทวีปยุโรปอย่างถาวร นอกจากจะเป็นการลดการพึ่งพิงพลังงานจากรัสเซียแล้ว ยังส่งผลให้ยุโรปต้องเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทนอื่นๆ และพัฒนาระบบพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

ทำไมยุโรปถึงตัดสินใจยุติการนำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย?

เหตุผลหลักมาจากการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งทำให้ยุโรปตระหนักถึงความเสี่ยงในการพึ่งพาพลังงานจากประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมือง การตัดขาดจากก๊าซรัสเซียเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนยูเครน และเป็นการตอบโต้การกระทำของรัสเซีย

  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: ยุโรปต้องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของตนเอง และลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางการเมือง
  • การสนับสนุนยูเครน: การลดการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเป็นการลดรายได้ของรัสเซีย และเป็นการสนับสนุนยูเครนทางอ้อม
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้อาจส่งผลให้ราคาพลังงานในยุโรปสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะช่วยให้ยุโรปมีความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทน

การที่ ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดพลังงานโลก หลายประเทศจะต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไป และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนในพลังงานทดแทน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยุโรปในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น ถึงแม้ว่าช่วงเปลี่ยนผ่านอาจจะมีความท้าทาย แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าในระยะยาว

ที่มา – ยุโรปปิดดีล ยุตินำเข้าก๊าซธรรมชาติรัสเซีย ภายในปลายปี 2570

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการทำสงครามกับยุโรป แต่ถ้าหากยุโรปต้องการเช่นนั้น รัสเซียก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า

ในการประชุมด้านการลงทุนที่กรุงมอสโก ปูตินได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของรัสเซียเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับยุโรป ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน และบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะขยายความขัดแย้งไปยังยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากมีความจำเป็น

ปูตินย้ำจุดยืน: ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า รัสเซียไม่ได้แสวงหาความขัดแย้งกับยุโรป และได้กล่าวเช่นนี้หลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เน้นย้ำว่า หากยุโรปเลือกที่จะทำเช่นนั้น รัสเซียก็จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด ความเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความระมัดระวังในการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ข้อเสนอของยุโรป ‘ยอมรับไม่ได้’

ปูตินวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของยุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งในยูเครน โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” สำหรับรัสเซีย เขากล่าวหาว่าชาติพันธมิตรยุโรปไม่ได้ริเริ่มข้อเสนอสันติภาพใด ๆ แต่กลับขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขสถานการณ์

ปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่สงคราม

ปูตินยังคงยืนกรานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่สงคราม แต่เป็น “ปฏิบัติการพิเศษ” ที่มีความแม่นยำสูง เขากล่าวว่า การดำเนินการของรัสเซียตั้งเป้าไปที่เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง และไม่ได้มีลักษณะเป็นสงครามเต็มรูปแบบตามความหมายสมัยใหม่ นี่เป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่ามีการสูญเสียชีวิตพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหาร

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

ท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงสูงอยู่ เนื่องจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของชาติตะวันตกต่อยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและความช่วยเหลือทางการเงิน รัสเซียมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน

ความเป็นไปได้ของสันติภาพ

แม้ว่าจะมีวาทกรรมที่แข็งกร้าว แต่ความเป็นไปได้ของการเจรจาสันติภาพยังคงมีอยู่ การเยือนมอสโกของนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาใดๆ จะขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทุกฝ่ายที่จะประนีประนอมและแก้ไขข้อกังวลที่สำคัญ

ผลกระทบต่อยูเครน

ความขัดแย้งในยูเครนได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อประเทศ ชีวิตผู้คนนับพันต้องสูญเสีย และเมืองต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ความพยายามในการสร้างสันติภาพและการฟื้นฟูจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือยูเครนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของสงคราม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยังคงผันผวนและคาดเดาไม่ได้ แม้ว่าปูตินจะยืนยันว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสู้กับยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากถูกท้าทาย ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและความมุ่งมั่นในการเจรจา

การที่ปูตินเน้นย้ำว่ารัสเซีย ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องพิจารณาผลกระทบของการกระทำของตนอย่างรอบคอบ

ที่มา – ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ย้ำจุดยืนเดิมว่า ยูเครนต้องถอนทหารออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง หากต้องการให้รัสเซียยุติการสู้รบ ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่ยอมอ่อนข้อ และพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารต่อไปหากยูเครนไม่ปฏิบัติตาม

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปูตินได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องนี้อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าการถอนทหารออกจากดินแดนที่มอสโกอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเจรจาสันติภาพ เขาได้กล่าวหาว่ายูเครนต้องการสู้รบจนถึงที่สุด แม้ว่ารัสเซียเองก็พร้อมที่จะทำเช่นเดียวกัน

ปูตินยังคงยืนกรานว่ารัสเซียมีความได้เปรียบในสนามรบ และการสู้รบจะสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่องเท่านั้น “ถ้าพวกเขาไม่ถอนกำลัง เราจะทำให้สำเร็จด้วยกำลังอาวุธ” เขากล่าว

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่ารัสเซียจะสามารถรุกคืบในยูเครนตะวันออกได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลอย่างมาก ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามชี้ให้เห็นว่า หากรัสเซียยังคงรุกคืบด้วยอัตราเดิม อาจต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการยึดครองส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์

ความต้องการของปูตินที่ต้องการให้มีการรับรองทางกฎหมายว่าดินแดนที่รัสเซียยึดครองเป็นของตนเองนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ดินแดนเหล่านี้รวมถึงแคว้นไครเมียซึ่งถูกผนวกในปี 2557 และภูมิภาคดอนบาสซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์

ยูเครนได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการยุติสงคราม โดยมองว่าเป็นการให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับการรุกราน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ยูเครนและสหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนการสันติภาพ 28 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ถึงแม้ว่าแผนดังกล่าวจะมีความเอนเอียงไปทางรัสเซียในช่วงแรก แต่ก็ได้มีการแก้ไขหลังจากเจรจาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินแดนที่ถูกยึดครองได้หรือไม่

ปูตินระบุว่า ร่างแผนฉบับใหม่ได้ถูกส่งมอบให้กับรัสเซียแล้ว และอาจเป็นพื้นฐานสำหรับข้อตกลงในอนาคต แต่ยังคงต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไครเมียและดอนบาสจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียโดยพฤตินัย แต่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ปูตินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เรากำลังหารือกับคู่เจรจาชาวอเมริกันของเรา”

นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวโจมตีผู้นำยูเครน โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีความชอบธรรม และการลงนามในข้อตกลงใดๆ กับพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม รัฐสภายูเครนได้ยืนยันความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ในยูเครนยังคงซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ข้อเรียกร้องของปูตินที่ว่า ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ขัดขวางการเจรจาสันติภาพ และอนาคตของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่ ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง บ่งบอกว่ารัสเซียยังไม่พร้อมที่จะประนีประนอม และการสู้รบอาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทางออกเดียวที่เป็นไปได้คือการเจรจาที่จริงจังและรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ที่มา – ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครอง ประเด็นนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาทางออกให้กับสงครามในยูเครน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาแสดงความยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้ยูเครนรับรองดินแดนทางตะวันออกที่ถูกรัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียนั้น ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข

การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การหาทางออกเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามีความคืบหน้า และจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อหาจุดร่วม

ถึงกระนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่แต่ละฝ่ายจะเชื่อมโยงความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัสเซียและยูเครนในเรื่องดินแดน และการรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายเซเลนสกีอาจพบกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท แต่ยังไม่มีการยืนยันกำหนดการ

ประเด็นเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นจุดที่รัสเซียและยูเครนมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก นายเซเลนสกีได้กล่าวย้ำมาโดยตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตราย

ภายหลังการเจรจาที่เจนีวา นายทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนจากรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลเครมลินระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ อย่างไรก็ตาม นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่อยู่ระหว่างการเจรจา ถูกร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลายองค์ประกอบของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่มอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ซึ่งสร้างความกังวลในยูเครนและยุโรป

แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนจะระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรปกลับแสดงท่าทีระมัดระวังมากกว่า นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีการรายงานว่า สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนเพื่อตอบโต้แผนของสหรัฐฯ โดยตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว และนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้ยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยาก เคียฟและพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใด ๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่า การยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ และปัญหาดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงซับซ้อน การเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้า แต่ปัญหาเรื่องเซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาทางออก

การที่เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของชาติ แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซียก็เป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

การเจรจาเป็นเพียงก้าวแรก การหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป

ที่มา – เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือสันติภาพ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปเจนีวา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เสนอ เพื่อหาทางออกเนื่องจากภายใต้ข้อเสนอ ยูเครนจะต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้รัสเซีย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย. 2568 เจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และยูเครน เดินทางไปรวมตัวกันที่นครเจนีวา ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างแผนการสันติภาพ ที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามในยูเครน ท่ามกลางรายงานว่า ข้อตกลงนี้จะทำให้เคียฟต้องยอมอ่อนข้อครั้งใหญ่ให้แก่ผู้รุกรานอย่างรัสเซีย

เมื่อวันศุกร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน มีเวลาถึงวันพฤหัสบดีเพื่ออนุมัติแผนสันติภาพ 28 ข้อ ซึ่งเรียกร้องให้ยูเครนยกดินแดนบางส่วนให้รัสเซีย, ยอมรับข้อจำกัดทางทหาร และละทิ้งความปรารถนาที่จะเข้าร่วม NATO

สำหรับชาวยูเครนจำนวนมาก รวมถึงทหารที่ต่อสู้ในแนวหน้า เงื่อนไขดังกล่าวเทียบเท่ากับการยอมจำนนต่อรัสเซีย หลังจากสู้รบกันมานานเกือบ 4 ปี ในเหตุความขัดแย้งที่นองเลือดที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง แม้ว่าเมื่อวันเสาร์ นายทรัมป์จะกล่าวว่า แผนการดังกล่าวไม่ใช่ข้อเสนอสุดท้ายของเขาก็ตาม

นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวนอกรอบการประชุม G20 ที่แอฟริกาใต้ว่า เป้าหมายของเจ้าหน้าที่ยุโรปที่เดินทางไปยังนครเจนีวาคือ จัดทำแผนการที่ยูเครนสามารถยอมรับได้ และสามารถนำไปใช้เจรจากับรัสเซียได้ ซึ่งเขาคาดว่าจะต้องใช้เวลา “ในตอนนี้ ผมยังไม่เชื่อมั่นว่าเราจะได้ทางออกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า”

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน X ก่อนเดินทางไปยังเจนีวาว่า วอชิงตันเป็นผู้ร่างแผนสันติภาพดังกล่าวเอง

นายรูบิโอโพสต์ข้อความดังกล่าวหลังจากนายไมค์ ราวด์ส วุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันออกมากล่าวว่า รูบิโอโทรศัพท์หาเขาและวุฒิสมาชิกคนอื่น ๆ แล้วบอกว่าแผนดังกล่าวเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ ได้รับมา และส่งต่อให้ยูเครนอีกทอดหนึ่ง

ทั้งนี้ ร่างแผนการสันติภาพของสหรัฐฯ เต็มไปด้วยข้อเรียกร้องสำคัญหลายอย่างของฝ่ายรัสเซีย ในขณะที่ให้คำมั่นสัญญาที่ไม่ชัดเจนต่อยูเครนเรื่องการรับประกันความมั่นคง

นางเออร์ซูลา วอน แดร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวย้ำในวันอาทิตย์ว่า พรมแดนของยูเครนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังทหาร กองทัพของประเทศจะต้องไม่ถูกปล่อยให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตี และสหภาพยุโรปจะต้องมีบทบาทสำคัญในข้อตกลงสันติภาพยูเครน

ส่วนนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาแสดงความยินดีกับความพยายามทางการทูตที่นครเจนีวา โดยเขาคาดหวังว่าความพยายามเหล่านี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี

สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

สถานการณ์ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ล่าสุดการประชุมที่เจนีวาเพื่อหารือแผนการสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอ เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการหาทางออกให้กับวิกฤตนี้ แต่เงื่อนไขที่ยูเครนอาจต้องยอมเสียดินแดน ทำให้เกิดคำถามและความกังวลอย่างมาก

การหารือแผนการสันติภาพ: จุดยืนของแต่ละฝ่าย

การประชุมที่เจนีวาครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ แต่จากรายงานเบื้องต้น ข้อเสนอของสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเอียงไปทางรัสเซียมากเกินไป ทำให้เกิดความไม่พอใจในฝั่งยูเครน การที่ยูเครนต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน แลกกับการยุติสงคราม เป็นสิ่งที่ชาวยูเครนจำนวนมากมองว่าเป็นการยอมจำนน

การที่สหรัฐฯ, ยุโรป และยูเครน ประชุมที่เจนีวา เพื่อหารือแผนการสันติภาพ แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นและการประนีประนอมของทุกฝ่าย

สถานการณ์นี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลลัพธ์ของการเจรจาที่เจนีวา จะมีผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของยูเครนและเสถียรภาพของยุโรป การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

การที่ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญ แต่ก็ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าการเจรจาจะนำไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงได้หรือไม่ การเจรจาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และความกังวลของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยั่งยืน

การ สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ เป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องติดตามดูว่าการเจรจาจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร

ที่มา – สหรัฐฯ-ยูเครน-ยุโรป ประชุมที่เจนีวา หารือแผนการสันติภาพ

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน เจรจายุติสงคราม

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงครามกับรัสเซีย ท่ามกลางรายงานข่าวว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ไว้แล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซียยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกจับตามอง การเดินทางมาเยือนยูเครนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในครั้งนี้ จึงเป็นที่สนใจอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่ทิศทางใด

เมื่อ 19 พ.ย. 2568 กองทัพสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) เดินทางถึงประเทศยูเครนแล้ว เพื่อหารือเกี่ยวกับความพยายามในการยุติสงครามกับรัสเซีย โดยทีมงานซึ่งนำโดยนาย แดน ดริสโคลล์ เลขาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ จะพบกับ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนในวันพฤหัสบดีนี้ การเจรจาในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ที่ตึงเครียด

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ สื่อต่างๆ เริ่มรายงานว่า สหรัฐฯ กับรัสเซีย ได้เตรียมแผนสันติภาพฉบับใหม่ทั้งหมด 28 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงที่ยูเครนจะต้องยอมผ่อนปรนครั้งใหญ่ รวมถึงสละดินแดนและอาวุธบางส่วน แต่ทั้งวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ยืนยันแผนดังกล่าวอย่างเป็นทางการ หากแผนสันติภาพดังกล่าวเป็นความจริง ยูเครนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการตัดสินใจ

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 26 ราย จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของรัสเซียในเมืองเทอร์โนปิล ทางตะวันตกของยูเครน และมีผู้บาดเจ็บอีกมากกว่า 70 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยังคงดำเนินต่อไป

พันเอกเดวิด บัตเลอร์ โฆษกกองทัพบกสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า เลขาธิการดริสโคลล์และคณะ เดินทางถึงกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนเมื่อเช้าวันพุธ (19 พ.ย.) เพื่อปฏิบัติภารกิจในนามของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ของยูเครน และจะมีการหารือเรื่องการยุติสงคราม

นายดริสโคลล์เดินทางมาพร้อมกับพลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ, พลเอกคริส โดนาฮิว ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ในยุโรป โดยนายดริสโคลล์และพลเอกจอร์จ เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงสุดของสหรัฐฯ ที่ได้เดินทางเยือนกรุงเคียฟของยูเครน นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนรายหนึ่งเปิดเผยกับสำนักข่าว ซีบีเอส ว่า การเจรจาในการเดินทางครั้งนี้จะเน้นไปที่สถานการณ์ทางทหารภาคพื้นดิน รวมถึงแผนการหยุดยิงที่เป็นไปได้ด้วย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ไม่ขอออกนามรายหนึ่งกล่าวว่า “ประธานาธิบดีเซเลนสกีและทรัมป์ได้ตกลงที่จะหยุดความขัดแย้งตามแนวปะทะที่มีอยู่แล้ว และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการรับรองความมั่นคงให้ยูเครน”

เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความผันผวนและไม่แน่นอน การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ เดินทางถึงยูเครนแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ในการหาทางออกให้กับความขัดแย้งนี้ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและข้อตกลงต่างๆ อาจต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก

ทำไมการเดินทางของเจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน จึงมีความสำคัญ

การเดินทางของ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐฯ และเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขวิกฤตการณ์ในยูเครน

  • การหารือโดยตรงระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้งสองประเทศ
  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประเมินสถานการณ์
  • การพัฒนากลยุทธ์ร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่สำคัญคือ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และการสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การเจรจาอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครน ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในยูเครน แต่ความสำเร็จของการเจรจาขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ถึงยูเครนแล้ว เพื่อเจรจาหาทางยุติสงคราม

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารในยูเครน

ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัสเซีย เกาหลีเหนือผุดอนุสรณ์สถานเกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครนเพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารที่พลีชีพ

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า เกาหลีเหนือได้เริ่มก่อสร้างอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน ซึ่งเข้าร่วมรบเคียงข้างรัสเซีย โดยพิธีวางศิลาฤกษ์จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงเปียงยางเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีผู้นำคิมจองอึน และอเล็กซานเดอร์ มาเซโกรา เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำเกาหลีเหนือ เข้าร่วมในพิธีสำคัญนี้

เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์แห่งวีรกรรมการรบ” จะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่าผู้รักชาติ และจะจัดแสดงประติมากรรม ภาพถ่าย และงานศิลปะต่างๆ เพื่อยกย่องทหารเกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครนที่เข้าร่วมรบในสงครามยูเครน

คิมจองอึนกล่าวในพิธีว่า ทหารเกาหลีเหนือได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อช่วยให้รัสเซียได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด และยกย่องว่า “เหล่าฮีโร่ของเราได้ทำลายพวกผู้รุกรานนีโอนาซีอย่างกล้าหาญ ด้วยจิตวิญญาณที่ไม่ยอมให้มีการรุกรานใดๆ เกิดขึ้น”

ผู้นำเกาหลีเหนือยังเน้นย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียได้พัฒนาไปถึงระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ และอนุสรณ์สถานแห่งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศ

ภาพจากสื่อทางการเกาหลีเหนือแสดงให้เห็นภาพที่น่าประทับใจของคิมจองอึนที่กำลังโอบกอดและปลอบขวัญทหารที่มีอารมณ์สะเทือนใจ รวมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ ในพิธีวางศิลาฤกษ์ที่จัดขึ้นในกรุงเปียงยาง

รายงานจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 600 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคนจากการสู้รบในยูเครน โดยเกาหลีเหนือได้ส่งทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์จำนวนมากไปสนับสนุนรัสเซียตั้งแต่ปี 2022 หลังมอสโกเริ่มบุกยูเครน

เมื่อปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือและรัสเซียได้ลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership Agreement) ซึ่งกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องให้ความช่วยเหลือทางทหารและรูปแบบอื่น หากฝ่ายใดถูกโจมตี

ในกรุงมอสโก มีการจัดนิทรรศการศิลปะเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยแสดงภาพทหารเกาหลีเหนือและรัสเซียร่วมต่อสู้กับชาติตะวันตกที่เป็นปฏิปักษ์

ด้านสหรัฐอเมริกาเปิดเผยว่า มีหลักฐานบ่งชี้ว่ารัสเซียได้ให้ความช่วยเหลือเกาหลีเหนือในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้านอวกาศและดาวเทียม เพื่อแลกกับการสนับสนุนทางทหารในสงครามยูเครน

นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เกาหลีเหนือได้ยอมรับอย่างเป็นทางการว่ามีการส่งทหารเข้าร่วมรบในยูเครน และยืนยันว่ามีทหารบางส่วนเสียชีวิตในการปฏิบัติภารกิจจริง

ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และ อนุสรณ์สถานรำลึก

การสร้าง เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน นี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างเกาหลีเหนือและรัสเซียอย่างชัดเจน ท่ามกลางความขัดแย้งในเวทีโลก

  • การสนับสนุนทางทหาร: เกาหลีเหนือให้การสนับสนุนทางทหารแก่รัสเซียอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกยูเครน
  • ความร่วมมือทางเทคโนโลยี: รัสเซียให้ความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่เกาหลีเหนือ โดยเฉพาะในด้านอวกาศและดาวเทียม
  • การเฉลิมฉลองความสัมพันธ์: มีการจัดนิทรรศการศิลปะในกรุงมอสโกเพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

การสร้างอนุสรณ์สถานนี้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกถึงจุดยืนของเกาหลีเหนือในเวทีโลกอีกด้วย

ที่มา – เกาหลีเหนือสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกทหารที่เสียชีวิตในสงครามยูเครน

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้

โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกจุดยืนอีกรอบหลังคุยกับเซเลนสกี โดยโพสต์ข้อความแสดงความเชื่อว่า ยูเครนอาจสามารถชิงดินแดนทั้งหมดคืนมาได้ และว่าสงครามนี้ทำให้รัสเซียดูเป็น “เสือกระดาษ”

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ยูเครนอยู่ในสถานะที่ต่อสู้และชิงพื้นที่ทั้งหมดกลับคืนจากรัสเซียได้ สวนทางจากจุดยืนของนายทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้สงครามยุติลงแม้ยูเครนจะต้องสละดินแดน

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “หลังจากได้ทราบและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซีย และหลังจากที่ได้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซีย ผมคิดว่ายูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป อยู่ในสถานะที่สามารถต่อสู้และชิงดินแดนดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมด ด้วยเวลา, ความอดทน และการสนับสนุนทางการเงินจากยุโรป โดยเฉพาะนาโต การได้พรมแดนเดิมในตอนที่สงครามนี้เริ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า? รัสเซียต่อสู้อย่างไร้จุดหมายมา 3 ปีครึ่ง ในสงครามที่หากเป็นมหาอำนาจทางทหารตัวจริงคงใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ในการเอาชนะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีกับรัสเซียเลย ที่จริง มันกำลังทำให้พวกเขาดูเหมือน ‘เสือกระดาษ’ มากกว่า”

“เมื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในมอสโก และตามเมืองน้อยใหญ่และเขตต่างๆ ทั่วรัสเซียพบว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในสงครามนี้ พบข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาซื้อน้ำมันเบนซินได้เนื่องจากมีแถวยาวเหยียดรออยู่ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสงครามของพวกเขา ที่เงินเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำสงครามกับยูเครนซึ่งมีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนอาจสามารถพาดินแดนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมได้ ใครจะรู้? บางทีอาจไปไกลกว่าเดิมก็ได้!”

“ปูตินและรัสเซียกำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรให้ทั้งสองประเทศโชคดี เราจะยังคงจัดหาอาวุธให้กับนาโต เพื่อให้นาโตนำไปใช้ตามที่พวกเขาต้องการ ขอให้ทุกคนโชคดี!”

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่ทรัมป์ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในอนาคตอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทรัมป์ครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของเขา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน การที่ทรัมป์ออกมากล่าวว่ายูเครนสามารถชิงดินแดนคืนได้นั้น สอดคล้องกับความต้องการของชาติตะวันตกและพันธมิตรนาโตที่ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังออกจากยูเครน

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้

แต่คำถามก็คือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะยั่งยืนหรือไม่ และทรัมป์จะสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจังเพียงใดหากเขากลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง การที่ทรัมป์เคยมีท่าทีที่ต้องการประนีประนอมกับรัสเซีย ทำให้หลายคนยังคงสงสัยในความมุ่งมั่นของเขาต่อยูเครน

ทำไมทรัมป์ถึงพลิกจุดยืน เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้?

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นไปได้ที่ทำให้ทรัมป์เปลี่ยนใจ หนึ่งคือข้อมูลใหม่ที่เขาได้รับเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการทหารของรัสเซีย อีกประการหนึ่งคือแรงกดดันจากพรรครีพับลิกันและพันธมิตรระหว่างประเทศที่ต้องการให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อรัสเซีย นอกจากนี้ ทรัมป์อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับตัวเองในฐานะผู้นำที่สนับสนุนความมั่นคงและความเป็นอิสระของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การที่ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ นั้นไม่ได้หมายความว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน รัสเซียยังคงมีแสนยานุภาพทางทหารที่แข็งแกร่ง และยังไม่มีท่าทีที่จะยอมถอยง่ายๆ สงครามในยูเครนจึงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับประชาคมโลก

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:

  • ท่าทีของรัฐบาลไบเดนต่อการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทรัมป์
  • การตอบสนองของรัสเซียต่อคำกล่าวอ้างของทรัมป์
  • สถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจในยูเครนและรัสเซีย
  • บทบาทของนาโตและสหภาพยุโรปในการสนับสนุนยูเครน

การที่ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป การแสวงหาทางออกทางการทูตและการรักษาสันติภาพยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

ทรัมป์แถลง UN จวกผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งแรกในรอบ 5 ปี

โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงบนเวทีสหประชาชาติครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพของประเทศต่างๆ และปฏิเสธเรื่องภาวะโลกร้อนอย่างสิ้นเชิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดยเขาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งองค์การสหประชาชาติ, นโยบายผู้อพยพ และสภาพอากาศ ขณะที่ยกย่องผลงานของตัวเองตอนเป็นผู้นำสหรัฐฯ สมัยแรก

นายทรัมป์เริ่มต้นการกล่าวสุนทรพจน์ของเขาด้วยการพูดติดตลกเรื่องเครื่องบอกบท (teleprompter) ที่เสีย โดยกล่าวว่า “ใครก็ตามที่กำลังควบคุมเครื่องนี้อยู่คงเดือดร้อนแน่” ก่อนที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวสุนทรพจน์ยาวถึง 56 นาที นานกว่าเวลาที่กำหนดไว้ 15 นาทีมาก

นายทรัมป์อธิบายว่าอะไรที่ทำให้สหรัฐฯ “เป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก” และกำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” ซึ่งความสำเร็จที่ทรัมป์ยกมากล่าวถึงได้แก่ การลงทุนในสหรัฐฯ, อัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ต่ำ, และ “ข้อตกลงการค้าครั้งประวัติศาสตร์” หลายฉบับที่มีการลงนามหลังจากเขาใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลก

จากนั้น ผู้นำสหรัฐฯ สลับไปพูดเรื่องวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับเวทีโลก โดยเขาพูดถึงสงคราม 7 แห่งที่เขาอ้างว่า ยุติลงระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของเขา ขณะที่ UN ไม่แม้แต่จะช่วยหาทางออก ในขณะที่ความขัดแย้งอื่นๆ ที่ยังดำเนินอยู่ทั่วโลก นายทรัมป์คิดว่า สงครามยูเครนจะเป็นความขัดแย้งที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด

นายทรัมป์ย้ำด้วยว่า ผู้ที่กำลังเจรจาข้อตกลงหยุดยิงในกาซา “ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” และตัวประกันจะต้องได้รับการปล่อยตัว ขณะที่กล่าวโจมตีการรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ที่ชาติยุโรปหลายแห่งประกาศก่อนหน้านี้ ว่าเป็นการให้รางวัลแก่ความโหดร้ายที่ลงมือกระทำโดยกลุ่มฮามาส

ต่อมานายทรัมป์หันไปโจมตีใน 2 ประเด็น ได้แก่เรื่อง ผู้อพยพ และเรื่องพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ประเทศที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพกำลัง “จางหายไปอย่างรวดเร็ว” เนื่องจากนโยบายของพวกเขาในสองประเด็นนี้

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวหา UN ว่ากำลังให้ทุนสนับสนุนวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ยุติ “การทดลองเปิดพรมแดนที่ล้มเหลว” ได้แล้ว และพูดเจาะจงถึงยุโรปว่า ทวีปนี้กำลังมีปัญหาอย่างมากเรื่องผู้อพยพ ก่อนจะกล่าวโจมตีความล้มเหลวของยุโรปในการตัดขาดพลังงานของรัสเซียว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย

ส่วนเรื่องพลังงานหมุนเวียน นายทรัมป์กล่าวโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่า “การหลอกลวงเรื่องพลังงานสะอาด” โดยอ้างว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม มีราคาแพงกว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

นอกจากนั้นเขายังปฏิเสธเรื่องภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และอ้างว่า การคาดการณ์ของสหประชาชาติเรื่องสภาพอากาศนั้น “ผิดพลาด”

นายทรัมป์จบสุนทรพจน์ความยาวร่วม 56 นาทีของเขาด้วยการสรุปว่า “คุณต้องมีพรมแดนที่แข็งแกร่ง และแหล่งพลังงานแบบดั้งเดิม หากคุณต้องการที่จะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์กลับมาขึ้นเวที UN อีกครั้ง หลังจากหายไปนานถึง 5 ปี การปรากฏตัวของเขาครั้งนี้สร้างความฮือฮาและเป็นที่จับตามองของทั่วโลก ท่าทีที่แข็งกร้าวและการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เขายังคงเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ

การที่ทรัมป์ออกมาวิจารณ์นโยบายผู้อพยพและปัญหาโลกร้อน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นอย่างชัดเจนระหว่างเขากับผู้นำคนอื่นๆ ในเวทีโลก การที่เขายังคงยึดมั่นในแนวคิดเดิมๆ และไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่หลายประเทศกำลังดำเนินการอยู่ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาสำคัญต่างๆ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงเรื่องพลังงานหมุนเวียนและกล่าวหาว่าเป็น “การหลอกลวง” แสดงให้เห็นถึงความกังวลของเขาเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมากในหลายประเทศ

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาแถลงเรื่องนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน?

คำถามคือ ทำไมทรัมป์ถึงเลือกที่จะเน้นย้ำประเด็นเหล่านี้ในการแถลงบนเวที UN? เป็นไปได้ว่าเขามองว่าประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศของตน และต้องการที่จะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับจุดยืนของตนต่อประชาคมโลก

อย่างไรก็ตาม การที่เขากล่าวโจมตีนโยบายผู้อพยพและภาวะโลกร้อน อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความไม่พอใจจากหลายประเทศที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน

การ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาระดับโลกในอนาคต

สถานการณ์ระหว่างประเทศยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่ผู้นำแต่ละประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกันยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาระดับโลกเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การสร้างความเข้าใจและการหาจุดร่วมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้สามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้

แน่นอนว่าการ ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน ย่อมส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้คนทั่วโลก เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่ทรัมป์กลับมาปรากฏตัวบนเวที UN อีกครั้ง ทำให้เห็นว่าเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของการเมืองระหว่างประเทศ และสิ่งที่เขาพูดและทำยังคงมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก

ติดตามข่าวสารและสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของคุณ

ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีโลกก็เป็นได้

ที่มา – ทรัมป์แถลงบนเวที UN ครั้งแรกในรอบ 5 ปี จวกนโยบายผู้อพยพ-โลกร้อน

Scroll to top