สงครามอิสราเอล

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีเลบานอน

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน เป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง หลังจากองค์กรสิทธิมนุษยชนชื่อดัง Human Rights Watch (HRW) ออกแถลงการณ์เมื่อไม่นานมานี้ ระบุว่ากองทัพอิสราเอลได้ใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวยิงจากปืนใหญ่ลงในเขตที่อยู่อาศัยของเมืองยูห์มอร์ (Yehmor) ทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสากล

“ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีเลบานอน

HRW ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ทำการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมและภาพวิดีโอจำนวน 7 ภาพ พบว่ากระสุนฟอสฟอรัสขาวถูกยิงให้ระเบิดกลางอากาศเหนือย่านที่พักอาศัย นอกจากนี้ ยังมีภาพเจ้าหน้าที่ป้องกันภัยพลเรือนเลบานอนกำลังดับไฟที่ลุกไหม้บ้านเรือนอย่างน้อย 2 หลัง และรถยนต์อีก 1 คันในบริเวณนั้น การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อพลเรือนและสิ่งแวดล้อม

อันตรายร้ายแรงจากฟอสฟอรัสขาวที่ “ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหา

ฟอสฟอรัสขาวเป็นสารเคมีที่ติดไฟทันทีเมื่อสัมผัสอากาศ แม้จะถูกใช้ในทางทหารเพื่อสร้างม่านควันหรือสัญญาณไฟ แต่การนำมาใช้โจมตีจะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาเจนีวาและโปรโตคอลที่เกี่ยวข้อง HRW ชี้ว่าการใช้ในพื้นที่หนาแน่นอย่างนี้เสี่ยงต่อพลเรือนสูง

  • ก่อให้เกิดไฟไหม้รุนแรงที่ดับยาก แม้ใช้น้ำก็ตาม
  • สร้างบาดแผลลวก度 3 ที่ลึกถึงกระดูกและเนื้อเยื่อ
  • สูดดมแล้วทำลายปอดและระบบทางเดินหายใจ
  • นำไปสู่ภาวะอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิต
  • ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม สร้างมลพิษระยะยาว

แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงในปี 2567 แต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มเฮซบอลลาห์ยังคงรุนแรง อิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดิน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 394 ราย และพลัดถิ่นกว่า 500,000 คน ตามข้อมูลทางการเลบานอน

นายรามซี เคสส์ (Ramzi Kaiss) นักวิจัยประจำเลบานอนของ HRW กล่าวว่า “การที่กองทัพอิสราเอลใช้ฟอสฟอรัสขาวเหนือพื้นที่อยู่อาศัยอย่างผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และจะส่งผลกระทบเลวร้ายต่อพลเรือน” เขาเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดใช้ทันที และให้ประเทศผู้ส่งออกอาวุธระงับการสนับสนุน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว เลบานอนยังกล่าวหาอิสราเอลฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซต (glyphosate) ข้ามชายแดน ซึ่งประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน (Joseph Aoun) ประณามว่าเป็นอาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียดต่อเนื่อง

ประเด็นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ HRW วิจารณ์อิสราเอลเรื่องการใช้อาวุธที่อาจผิดกฎหมาย ในอดีตเคยมีรายงานคล้ายกันในกาซาและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงในเวทีสหประชาชาติ การใช้ฟอสฟอรัสขาวในสงครามสมัยใหม่ถูกห้ามในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะใกล้พลเรือน เพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐาน

จากข้อมูลล่าสุด ความขัดแย้งนี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการของเฮซบอลลาห์สนับสนุนฮามาสตั้งแต่ตุลาคม 2566 ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายสูญเสียหนัก อิสราเอลอ้างว่าจำเป็นต้องป้องกันตัว แต่ HRW ยืนยันว่าต้องเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ข้อคิดเห็น: การละเมิดสิทธิมนุษยชนในสงครามไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ยอมรับไม่ได้ โลกควรเร่งหาทางอ่อนนุ่มเพื่อยุติวงจรความรุนแรงและปกป้องผู้บริสุทธิ์ คุณคิดอย่างไรกับประเด็น “ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีเลบานอน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – “ฮิวแมนไรต์วอตช์” กล่าวหาอิสราเอลใช้ “ฟอสฟอรัสขาว” โจมตีพื้นที่พลเรือนในเลบานอน

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วนหนัก รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ คริส ไรต์ ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า สหรัฐฯ ไม่มีแผนการโจมตีอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของอิหร่าน แม้ว่าอิสราเอลจะเริ่มปฏิบัติการโจมตีคลังเก็บน้ำมันหลายจุดแล้วก็ตาม คำยืนยันนี้ช่วยลดความกังวลในตลาดได้บ้าง แต่ราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

การให้สัมภาษณ์ของนายคริส ไรต์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันใกล้กรุงเตหะราน ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นการโจมตีโครงสร้างพลังงานครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น โดยไรต์ชี้ว่าผลกระทบจะเป็นเพียงระยะสั้น ไม่เกินไม่กี่สัปดาห์

สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งน้ำมันโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญที่น้ำมันดิบ 20% และ LNG 20% ของโลกต้องผ่าน ถูกปิดกั้น ทำให้การเดินเรือแทบหยุดชะงัก สหรัฐฯ กำลังประสานงานกับบริษัทเดินเรือเพื่ออพยพเรือออกจากอ่าวเปอร์เซีย และอาจใช้กองทัพเรือคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในระยะแรก

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและตลาดโลก

ตลาดพลังงานตอบสนองทันที ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งขึ้น 12% ในวันศุกร์ และรวมสัปดาห์พุ่ง 36% ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ เพิ่ม 16% และดีเซลพุ่ง 22% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2023 ตามข้อมูลจาก AAA และ GasBuddy

  • ราคาน้ำมันเบนซิน: +16% ในสัปดาห์
  • ราคาน้ำมันดีเซล: +22% สูงสุดในรอบ 1 ปีครึ่ง
  • WTI: +36% ในสัปดาห์
  • ผลกระทบการเมือง: อาจเป็นประเด็นร้อนก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

ไรต์มอง乐观ว่าอุปทานน้ำมันโลกยังเพียงพอ โดยเฉพาะจากซีกโลกตะวันตก อิหร่านผลิตน้ำมันเพียง 4% ของโลก แม้ถูกคว่ำบาตรแต่ยังส่งออกไปจีน นอกจากนี้ สหรัฐฯ พิจารณาผ่อนคลายคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย และ US International Development Finance Corporation จัดกลไกประกันความเสี่ยง 20,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยและอนาคต

สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง สถานการณ์นี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อค่าครองชีพและภาคขนส่ง ผู้ประกอบการควรเตรียมสต็อกน้ำมันและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยให้ตลาดคลายความกังวลได้บ้าง แต่ความผันผวนยังคงอยู่

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจเป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า หากช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ปกติในเร็ววัน ราคาน้ำมันน่าจะปรับตัวลงได้ ติดตามอัพเดทข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจโลกกับเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – สหรัฐฯ ย้ำไม่โจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงาน

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565 สร้างความตื่นตระหนกให้ตลาดโลก จากความกังวลสงครามในอิหร่านที่อาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญในตะวันออกกลาง

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

ในวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาการเคลื่อนไหวนี้ หลังจากเกิดความขัดแย้งรุนแรงในอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้การขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งสูงอย่างน่าตกใจ

สาเหตุหลักจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ความกังวลหลักมาจากการโจมตีครั้งแรกต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจุดชนวนสงครามที่อาจลุกลามไปยังชาติผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นักวิเคราะห์จาก CNN ชี้ว่าหากเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ส่งออกน้ำมันโลกกว่า 20% จะได้รับผลกระทบโดยตรง

การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน WTI และ Brent

ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 14.7% แตะระดับเหนือ 100 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันเบรนท์ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลก เพิ่มขึ้น 12.63% สู่ 104 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:06 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก สถิติเหล่านี้สะท้อนถึงความผันผวนสูงสุดในรอบหลายปี

  • WTI: +14.7% ทะลุ 100 ดอลลาร์
  • Brent: +12.63% ที่ 104 ดอลลาร์
  • ปัจจัยหนุน: สงครามอิหร่านและอุปทานลดลง

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ไม่เพียงราคาน้ำมันเท่านั้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็สะเทือนหนักเช่นกัน ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้า (Dow futures) ร่วงลง 851.6 จุด หรือ 2% ดัชนี S&P 500 ลด 1.73% และ Nasdaq ลด 1.65% นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าภาวะช็อกพลังงานนี้อาจจุดชนวนเงินเฟ้อรอบใหม่ ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องปรับนโยบายดอกเบี้ย

จากข้อมูลสมาคมยานยนต์อเมริกัน (AAA) ราคาน้ำมันเบนซินขายปลีกเฉลี่ยพุ่งเป็น 3.45 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 16% จากสัปดาห์ก่อน สิ่งนี้จะกระทบผู้บริโภคอเมริกันโดยตรง โดยเฉพาะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

ผลกระทบต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจโลก

สำหรับประเทศไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% ของการบริโภค ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565 จะทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงตาม คาดว่าราคาเบนซินอาจแตะ 45 บาทต่อลิตรในสัปดาห์หน้า ส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ เงินเฟ้อไทยที่กำลังร้อนแรงอาจถูกกระตุ้นให้สูงขึ้นอีก

ทั่วโลก ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน อินเดีย และยุโรป จะเผชิญต้นทุนพลังงานที่แพงขึ้น สนับสนุนให้หันไปใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และรถ EV แต่ในระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านยังไม่ทันที

แนวโน้มและคำแนะนำสำหรับนักลงทุน

นักวิเคราะห์คาดว่าราคาน้ำมันอาจยังผันผวน หากสงครามยืดเยื้อ อาจทะลุ 120 ดอลลาร์ได้ แต่หากมีการเจรจาสันติภาพ ราคาอาจย่อตัวลง สำหรับนักลงทุน แนะนำกระจายพอร์ตไปยังหุ้นพลังงานหรือทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกต่อภูมิรัฐศาสตร์ การเร่งพัฒนาพลังงานสะอาดจึงเป็นทางออกระยะยาว ติดตามข่าวสารล่าสุดและปรับแผนการเงินของคุณให้ทันสถานการณ์ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสหรือขาดทุนหนัก

CTA: สมัครรับข่าวสารเศรษฐกิจและพลังงานฟรี เพื่ออัปเดตทุกการเคลื่อนไหว!

ที่มา – ราคาน้ำมันสหรัฐฯ ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2565

อิหร่านเตือนสงครามเข้าสู่เฟสใหม่ ขู่ถล่มโครงสร้างพลังงาน

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน สร้างความกังวลให้ทั่วโลก เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านออกมาแถลงข่าวล่าสุด ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังยกระดับ และจะไม่จบลงง่ายๆ

อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN โดยยืนยันว่าสงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ได้ก้าวเข้าสู่ระยะใหม่แล้ว แม้จะมีข่าวลือว่าความขัดแย้งอาจคลี่คลาย แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธอย่างหนักแน่น “สงครามได้เข้าสู่เฟสใหม่ และการโจมตีคลังน้ำมันกับเชื้อเพลิงของเราจะถูกตอบโต้ในระดับภูมิภาคอย่างแน่นอน” เขากล่าว

อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ซึ่งรวมถึงแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วตะวันออกกลาง สิ่งนี้ก่อให้เกิดความหวาดกลัวว่าอาจเกิดวิกฤตพลังงานโลก หากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกน้ำมัน

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อิหร่านขู่ควบคุม

เจ้าหน้าที่อิหร่านย้ำว่า “เราจะไม่อ่อนข้อในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ” ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก คิดเป็น 20-30% ของการค้าขายน้ำมันทั่วโลก หากถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงทันที ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า

  • ช่องแคบฮอร์มุซขนส่งน้ำมันกว่า 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน
  • อิหร่านควบคุมฝั่งหนึ่งของช่องแคบ สามารถปิดได้ด้วยขีปนาวุธและเรือเร็ว
  • การปิดช่องแคบอาจทำให้ราคาน้ำมันทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • ผลกระทบต่อไทย: ค่าน้ำมันแพงขึ้น สินค้าอุปโภคบริโภคแพงตาม

บริบทความขัดแย้ง: จากการโจมตีของอิสราเอลสู่สงครามภูมิภาค

ความตึงเครียดปะทุขึ้นหลังอิสราเอลโจมตีคลังน้ำมันและฐานทัพอิหร่าน สหรัฐภายใต้ทรัมป์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยการสนับสนุนอิสราเอล อิหร่านมองว่านี่เป็นการรุกรานโดยตรง จึงเตรียมตอบโต้แบบกว้างขวาง โครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล อาจตกเป็นเป้าหมาย

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน นี้เป็นกลยุทธ์เพื่อกดดันให้คู่ต่อสู้ถอย และรักษาอำนาจต่อรอง รัฐบาลเตหะรานยืนยันว่าจะเป็นผู้กำหนดจุดจบของสงครามนี้เอง

สถานการณ์ล่าสุดยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านอย่างฮูติในเยเมนและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ก็พร้อมสนับสนุน หากยืดเยื้ออาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางพลังงานระยะยาว ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยควรเตรียมแผนสำรอง เช่น เพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หรือเร่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยง

CTA: ติดตามข่าวต่างประเทศและอัปเดตสถานการณ์ตะวันออกกลางได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่กระทบเศรษฐกิจไทย

ที่มา – อิหร่านเตือน สงครามกำลังเข้าสู่ “เฟสใหม่” ขู่ถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

ในเช้าวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. 2569 สื่อรัฐบาลอิหร่านได้ประกาศข่าวสำคัญที่สะเทือนวงการการเมืองตะวันออกกลาง เมื่อ อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ สืบทอดตำแหน่งจากบิดาของเขา อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ข่าวนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้โลกต้องจับตามองอนาคตของอิหร่าน

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โดยสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งประกอบด้วยนักบวชชั้นนำ 88 คน ได้ลงมติเลือกโมจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี เข้าดำรงตำแหน่งสูงสุด นับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2522 ครั้งแรกคือการเลือกอาลี คาเมเนอี สืบต่อจากอยาตอลเลาะห์ รูฮุลเลาะห์ โคเมนี เมื่อกว่า 30 ปีก่อน

กระบวนการคัดเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

สภาผู้เชี่ยวชาญมีอำนาจสูงสุดในการคัดเลือกผู้นำ โดยพิจารณาจากคุณสมบัติทางศาสนาและการเมือง โมจตาบา คาเมเนอี แม้จะเป็นนักบวชระดับกลางและไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการ แต่เขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบอบ ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลาม

ปฏิกิริยาจากชาติมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวทันที โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. เขากล่าวว่าการแต่งตั้งนี้เป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้” ล่าสุดในวันอาทิตย์ที่ 8 มี.ค. ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ ABC News ว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านจะอยู่ได้ไม่นาน หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากเขา คำพูดเหล่านี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ร้อนระอุ

นอกจากนี้ การสูญเสียผู้นำเก่าจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งใหม่ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวอิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี”

  • ด้านการเมืองภายใน: การสืบทอดอำนาจแบบครอบครัวอาจทำให้เกิดการประท้วงจากฝ่ายตรงข้าม
  • ด้านต่างประเทศ: สหรัฐฯ และอิสราเอลอาจเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจและทหาร
  • ด้านเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันโลกอาจผันผวนจากความไม่แน่นอน
  • ด้าน IRGC: กองกำลังนี้อาจมีบทบาทเด่นขึ้นในการตัดสินใจ

ประวัติศาสตร์อิหร่านแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านผู้นำมักนำมาซึ่งความท้าทาย โมจตาบา คาเมเนอี จะสามารถรักษาสมดุลระหว่างศาสนา การเมือง และการทหารได้หรือไม่ ต้องติดตามต่อไป นอกจากนี้ การที่เขาไม่ได้มีตำแหน่งทางการมาก่อน อาจทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมในสายตาชาวโลก

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การแต่งตั้งนี้อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบอบ แต่ก็เสี่ยงต่อการถูกมองว่าเป็นเผด็จการแบบราชวงศ์ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ความเห็นส่วนตัว: การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจจุดชนวนสงครามใหม่ในตะวันออกกลางได้ ผู้นำโลกควรหาทางเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – อิหร่านประกาศ แต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่

อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ

อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศโจมตีกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้นำระดับสูงของกองกำลังคุดส์ฟอร์ซจากอิหร่าน

อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 กองทัพอิสราเอล (IDF) ประกาศว่าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในกรุงเบรุตประสบความสำเร็จ โดยสามารถกำจัดผู้บัญชาการระดับสูง 5 นายจากกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ซึ่งสังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ได้ทั้งหมด ผู้บัญชาการเหล่านี้มาจากหน่วยเลบานอนคอร์ปส์และปาเลสไตน์คอร์ปส์ โดยกำลังประชุมกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในใจกลางเมือง

ตามข้อมูลจาก IDF หน่วยเลบานอนของคุดส์ฟอร์ซมีบทบาทสำคัญในการประสานงานระหว่างกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กับอิหร่าน ทำให้เป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีครั้งนี้ การโจมตีเกิดขึ้นช่วงรุ่งสาง พุ่งเป้าไปยังห้องพักในโรงแรม สร้างความเสียหายรุนแรง

ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงในเลบานอน

ทางการเลบานอนรายงานว่าจากการโจมตีครั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ราย และบาดเจ็บ 10 ราย แต่ตัวเลขสะสมจากการโจมตีของอิสราเอลตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 พุ่งสูงถึง 394 ศพแล้ว โดยนายราคาน นัสเซเรดดีน รัฐมนตรีสาธารณสุขเลบานอน เปิดเผยในแถลงข่าววันอาทิตย์ว่า ในจำนวนนี้มีเด็ก 83 ราย ผู้หญิง 42 ราย และเจ้าหน้าที่กู้ภัยเสียชีวิต 9 ราย ตัวเลขเพิ่มจากวันก่อนหน้าที่ 294 ศพ แสดงถึงความรุนแรงที่ทวีคูณ

  • ผู้เสียชีวิตสะสม: 394 ศพ
  • เด็กเสียชีวิต: 83 ราย
  • ผู้หญิงเสียชีวิต: 42 ราย
  • เจ้าหน้าที่กู้ภัย: 9 ราย

เหตุการณ์ อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอิสราเอล อิหร่าน และพันธมิตร โดยสหรัฐฯ มีส่วนสนับสนุนอิสราเอลในการตอบโต้ การโจมตีไม่เพียงกระทบผู้นำทหาร แต่ยังสร้างผลกระทบต่อพลเรือนจำนวนมาก สร้างความโกลาหลในเลบานอนที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานการโจมตีอื่นๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตี และสัญญาจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ขณะที่อิหร่านเรียกร้องให้ชาติอาหรับรวมตัวกันต่อต้านอิสราเอล

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดสุดขีด การโจมตีครั้งนี้ อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามใหญ่ หากไม่มีการเจรจาทางการทูต ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจลุกลามไปยังประเทศอื่นๆ

สำหรับพลเรือนในเลบานอน การสูญเสียครั้งนี้เป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ รัฐบาลเลบานอนเรียกร้องให้นานาชาติเข้าแทรกแสร้ง ส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยด่วน

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ สถานการณ์แบบนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในภูมิภาคยังห่างไกลจากสันติภาพ คุณคิดว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – อิสราเอลถล่มเบรุต ดับ 5 ผบ.คุดส์ ฟอร์ซ เลบานอนดับเฉียด 400 ศพ

สภาอิหร่านลั่น ชื่อคาเมเนอีคงเป็นผู้นำต่อ

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาในวงการการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากสมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญของอิหร่านออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจน ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าโมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของผู้นำสูงสุดคนก่อน อาจก้าวขึ้นมารับตำแหน่งต่อ

สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 สมาชิกสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการคัดเลือกผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ได้ออกมากล่าวอย่างเป็นทางการว่า ชื่อของ “คาเมเนอี” จะยังคงดำรงอยู่ในฐานะผู้นำของชาติต่อไป แม้ก่อนหน้านี้สภาจะประกาศว่าได้เลือกผู้นำคนใหม่แล้ว แต่ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

ในวิดีโอที่เผยแพร่โดยสื่อรัฐบาลอิหร่าน ฮอสเซนอาลี เอชเควารี สมาชิกสภาฯ กล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจว่า “ประเด็นเรื่องการกำหนดตัวผู้นำได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว นามสกุลคาเมเนอีจะดำรงอยู่ต่อไป การลงคะแนนเสียงสิ้นสุดลงแล้ว และหวังว่าทางการจะประกาศในเร็ววันนี้ ไม่ต้องกังวลอะไร” คำพูดนี้จุดประกายความคาดหวังว่าลูกชายของอยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อาจได้รับเลือก

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้สมัครที่โดดเด่น

โมจตาบา คาเมเนอี วัย 56 ปี เป็นบุตรชายคนที่สองของผู้นำสูงสุดคนก่อน เขาเป็นนักบวชระดับกลางที่ไม่ได้มีตำแหน่งทางการอย่างเป็นทางการ แต่มีบทบาทสำคัญเบื้องหลัง โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นกำลังหลักของระบอบอิสลามอิหร่าน

  • โมจตาบา มีประสบการณ์ในด้านศาสนาและการเมืองภายใน
  • เขาได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมในสภา
  • การสืบทอดในตระกูลคาเมเนอีถือเป็นการรักษาความต่อเนื่องของอำนาจ

การประกาศนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด โดยเฉพาะหลังการสูญเสียผู้นำเก่า ทำให้อิหร่านต้องเร่งหาผู้สืบทอดเพื่อรักษาเสถียรภาพ

ปฏิกิริยาจากสหรัฐฯ และประธานาธิบดีทรัมป์

ฝั่งสหรัฐฯ แสดงท่าทีแข็งกร้าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคมว่า การแต่งตั้งโมจตาบา คาเมเนอี เป็นเรื่องที่ “ไม่อาจยอมรับได้” ล่าสุดในสัมภาษณ์กับ ABC News วันที่ 8 มีนาคม ทรัมป์ย้ำว่า ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านจะอยู่ได้ไม่นาน หากไม่ได้รับการเห็นชอบจากเขา คำขู่ดังกล่าวสะท้อนนโยบายกดดันสูงสุดต่ออิหร่าน

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสงครามตัวแทนระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่สหรัฐฯ สนับสนุน การเลือกผู้นำใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องภายใน แต่กระทบภูมิทัศน์การเมืองโลก

ผลกระทบต่อการเมืองอิหร่านและภูมิภาค

หากโมจตาบา คาเมเนอีขึ้นสู่อำนาจจริง จะเป็นครั้งแรกที่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดสืบทอดแบบครอบครัว ซึ่งอาจเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ IRGC แต่ก็เสี่ยงต่อการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องประชาธิปไตยภายใน นักวิเคราะห์มองว่านี่คือกลยุทธ์รักษาอำนาจของระบอบปฏิวัติอิสลามท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก

สำหรับประชาชนอิหร่าน การเปลี่ยนแปลงนี้อาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ санкции จากสหรัฐฯ ที่รุนแรงขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดในไม่ช้า

ในมุมมองของผู้เขียน การสืบทอดอำนาจแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของระบอบอิหร่าน แต่ก็เป็นจุดอ่อนที่ชาติตะวันตกจะใช้โจมตีต่อไป หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – สภาอิหร่านลั่น ชื่อของ “คาเมเนอี” จะคงอยู่ต่อไปในฐานะผู้นำอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน

ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน คำเตือนสุดกร้าวจากอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก เมื่อเขายืนยันว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านจะครองอำนาจได้ไม่นาน ถ้าไม่มีเสียงสนับสนุนจากเขา สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้นหลังจากอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ ABC News อย่างตรงไปตรงมา โดยระบุว่า “เขาจะต้องได้รับการอนุมัติจากเรา ถ้าเขาไม่ได้รับการอนุมัติจากเรา เขาก็จะอยู่ได้ไม่นาน” คำพูดนี้สะท้อนถึงนโยบายแข็งกร้าวของทรัมป์ต่ออิหร่าน ซึ่งเขาเคยกดดันหนักในสมัยประธานาธิบดี โดยเฉพาะการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA และการสังหารนายพลกาเซม โซไลมานี

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ยังประกาศชัดเจนบนเครื่องบิน Air Force One ว่า เขาต้องการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำอิหร่านคนใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาซ้ำซาก “เราต้องการเลือกผู้นำที่จะไม่นำพาประเทศไปสู่สงคราม” เขากล่าว นอกจากนี้ ในสัมภาษณ์ CNN ทรัมป์ยังเปิดประตูให้ผู้นำทางศาสนา หากบุคคลนั้นเหมาะสม “ผมดีลกับผู้นำทางศาสนามาเยอะ และพวกเขายอดเยี่ยม”

สถานการณ์ล่าสุดในอิหร่านหลังทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน

ทางการอิหร่านยืนยันแล้วว่าได้เลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนคาเมเนอี แต่ยังไม่เปิดเผยชื่อ สร้างความกดดันมหาศาลจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่จับตาการเปลี่ยนผ่านอำนาจนี้อย่างใกล้ชิด ท่าทีของทรัมป์อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงการแทรกแซงทางการเมืองหรือทางทหาร หากผู้นำใหม่ไม่เป็นมิตร

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์แสดงจุดยืนชัดเจนต่ออิหร่าน สมัยที่เขาดำรงตำแหน่ง เคยเรียกอิหร่านว่า “ผู้ก่อการร้ายรัฐ” และบังคับใช้การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอย่างหนักหน่วง จนเศรษฐกิจอิหร่านทรุดตัว ล่าสุด คำเตือนเรื่อง ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน อาจจุดชนวนความขัดแย้งใหม่

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพูดของทรัมป์

  • ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: อิสราเอลและชาติอาหรับพันธมิตรสหรัฐฯ อาจตอบโต้หนักขึ้น
  • ตลาดน้ำมันโลก: ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • การเจรจานิวเคลียร์: โอกาสฟื้น JCPOA ลดลงอย่างมาก
  • ภายในอิหร่าน: กลุ่มอนุรักษนิยมอาจรวมตัวต่อต้านสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าคำพูดนี้เป็นกลยุทธ์ “America First” ของทรัมป์ เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมจำนน โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ เตรียมรับมือกับภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเตหะราน

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเคยโพสต์บน Truth Social ว่า “อิหร่านต้องเลือกทางที่ถูกต้อง มิฉะนั้นจะเจอผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด” ซึ่งย้ำย้ำถึงอิทธิพลของเขาต่อนโยบายต่างประเทศ แม้จะไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว

สถานการณ์นี้ยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ชาวโลกต่างจับตาว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร และผู้นำใหมาจะรอดพ้นจากคำขู่ของทรัมป์ได้หรือไม่

มุมมองของผู้เขียน: คำเตือนของทรัมป์อาจเป็นใบมีดสองคม หากนำไปสู่สันติภาพได้ยิ่งดี แต่หากจุดชนวนสงคราม ก็จะเป็นหายนะสำหรับภูมิภาค ติดตามข่าวสารต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น ผู้นำใหม่อิหร่านอยู่ได้ไม่นาน หากตัวเขาไม่สนับสนุน

ซาอุดีอาระเบีย ดับ 2 ศพเจ็บนับสิบ มิสไซล์ตกใส่ย่านที่พักอาศัย

ซาอุดีอาระเบีย ดับ 2 ศพเจ็บนับสิบ มิสไซล์ตกใส่ย่านที่พักอาศัย เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล กับอิหร่านปะทุขึ้น สร้างความตกใจให้กับประชาชนและนานาชาติ เมื่อขีปนาวุธลูกหนึ่งพุ่งตกใส่พื้นที่อยู่อาศัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บอีก 12 คน

ซาอุดีอาระเบีย ดับ 2 ศพเจ็บนับสิบ มิสไซล์ตกใส่ย่านที่พักอาศัย

เหตุการณ์ร้ายแรงนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่เมืองอัล-คาร์จ (Al-Kharj) ซึ่งห่างจากกรุงริยาดทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 107 กิโลเมตร สำนักงานป้องกันพลเรือนของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า มิสไซล์ตกใส่ที่พักของพนักงานบริษัทซ่อมบำรุงและทำความสะอาด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชาวอินเดีย 1 ราย และชาวบังกลาเทศ 1 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บทั้ง 12 ราย เป็นชาวบังกลาเทศทั้งหมด ทีมกู้ภัยรีบเข้าช่วยเหลือทันที โดยตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด

รายละเอียดเหตุการณ์มิสไซล์ตกที่อัล-คาร์จ

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ซาอุดีอาระเบียรายงานผู้เสียชีวิตในประเทศ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา แม้แถลงการณ์ทางการจะไม่ระบุผู้ยิงชัดเจน แต่สื่อของอิหร่านอย่าง IRIB รายงานว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) อ้างว่าทำการโจมตีระบบเรดาร์ในหลายจุด รวมถึงที่อัล-คาร์จ

เมืองอัล-คาร์จตั้งอยู่ใกล้ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน ซึ่งเป็นฐานทัพหลักของกองทัพอากาศซาอุดีอาระเบีย ทำให้กลายเป็นเป้าหมายซ้ำซากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความรุนแรงที่ลุกลามของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ผลกระทบต่อประชาชนและแรงงานต่างชาติ

ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติจากอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งทำงานในซาอุดีอาระเบียจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังก่อให้เกิดความหวาดกลัวในชุมชนแรงงาน โดยเฉพาะย่านที่พักอาศัยที่หนาแน่น รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้เพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น เตือนประชาชนให้หลบภัยและเสริมระบบเตือนภัยทางอากาศ

  • ผู้เสียชีวิต: 2 ราย (ชาวอินเดีย 1, ชาวบังกลาเทศ 1)
  • ผู้บาดเจ็บ: 12 ราย (ชาวบังกลาเทศทั้งหมด)
  • สถานที่: เมืองอัล-คาร์จ ใกล้ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน
  • วันที่เกิดเหตุ: 8 มีนาคม 2569

พื้นหลังสงครามและการตอบโต้

สงครามครั้งนี้เริ่มต้นจากปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพพันธมิตร ซาอุดีอาระเบียในฐานะพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ จึงตกเป็นเป้า การโจมตีครั้งนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น นานาชาติเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ

จากข้อมูลล่าสุด ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่านถูกโจมตีหลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีรายงานผู้เสียชีวิตพลเรือน สะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อชีวิตประชาชน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าอาจนำไปสู่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันพุ่งสูง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าความขัดแย้งอาจลามสู่พลเรือนมากขึ้น ทุกฝ่ายควรหาทางเจรจาเพื่อยุติความรุนแรงโดยด่วน

ที่มา – ซาอุดีอาระเบีย ดับ 2 ศพเจ็บนับสิบ มิสไซล์ตกใส่ย่านที่พักอาศัย

Scroll to top