สงครามอิสราเอล

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ ที่ไบเดนทำไม่ได้

ดีลประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกาซาเกิดขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงปล่อยตัวประกันทั้งหมด ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่รัฐบาลโจ ไบเดน พยายามเกือบสองปีแต่ล้มเหลว นักวิเคราะห์ชี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของทรัมป์กับผู้นำอิสราเอลและประเทศอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากยุโรปและอาหรับที่ต้องการยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อทีมเจรจาของกลุ่มฮามาส ในประเทศกาตาร์ ดูเหมือนจะเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยิ่งผลักดันโอกาสแห่งสันติภาพให้ห่างไกลออกไป การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของพันธมิตรสหรัฐฯ และเสี่ยงที่จะขยายสงครามไปทั่วภูมิภาค จนดูเหมือนว่าการเจรจาทางการทูตได้พังทลายลงแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ข้อตกลงการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในที่สุด ความสำเร็จนี้เป็นเป้าหมายที่ทั้งตัวเขาและอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันมาเกือบสองปี

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และรายละเอียดเกี่ยวกับการปลดอาวุธของฮามาส การบริหารกาซา และการถอนทหารอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ยังคงต้องเจรจาต่อ แต่หากข้อตกลงนี้เป็นผลสำเร็จ นี่อาจกลายเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สำคัญที่สุดของทรัมป์ในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานของไบเดนไม่สามารถบรรลุได้ สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์ และความสัมพันธ์ที่สำคัญกับอิสราเอลและโลกอาหรับ ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งนี้

ความสัมพันธ์แนบแน่นที่ไบเดนไม่เคยมี

ความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมาตลอด ทรัมป์เคยย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม และยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผยในการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

การสนับสนุนอย่างเปิดเผยเหล่านี้ อาจทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ในการกดดันอิสราเอลอย่างลับๆ โดยมีรายงานว่า ผู้เจรจาของทรัมป์ได้กดดันเนทันยาฮูอย่างหนัก จนต้องยอมรับการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันบางส่วน และการที่ทรัมป์ได้ออกโรงกดดันนายกรัฐมนตรีอิสราเอลถึงขั้นที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ทรัมป์มีเหนือผู้นำอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของไบเดนกับรัฐบาลเนทันยาฮูมีความตึงเครียดมากกว่า ไบเดนต้องระมัดระวังทุกก้าวเดิน เนื่องจากความแตกแยกทางการเมืองภายในพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับสงครามกาซา ในขณะที่ทรัมป์ได้รับแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากฐานเสียงพรรครีพับลิกัน ทำให้เขามีอิสระในการดำเนินงานทางการทูตมากกว่า

สายสัมพันธ์ทางธุรกิจช่วยหนุนการสนับสนุนจากชาติอาหรับ

หลังจากการโจมตีของอิสราเอลในโดฮา ซึ่งทำให้พลเมืองกาตาร์เสียชีวิต ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดต่อเนทันยาฮูว่า สงครามต้องยุติลง การโจมตีบนแผ่นดินกาตาร์ถือเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้ทรัมป์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดยืนของชาติอาหรับในการยุติสงคราม

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทรัมป์กับรัฐกลุ่มประเทศอ่าว ซึ่งมีทั้งการดำเนินธุรกิจกับกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลอดจนการเยือนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเอมิเรตส์ ในปีนี้ ได้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดของเขา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่ทรัมป์ไม่แวะเยือนอิสราเอลแต่ไปเยือนเมืองหลวงของประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้เขาได้รับฟังเสียงเรียกร้องซ้ำๆ ให้ยุติสงคราม

ภายในหนึ่งเดือนหลังการโจมตีในโดฮา นายกฯ เนทันยาฮูได้โทรศัพท์ขอโทษกาตาร์ด้วยตนเอง และในวันเดียวกันนั้น ผู้นำอิสราเอลได้ลงนามในแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติมุสลิมสำคัญในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากความสัมพันธ์ของทรัมป์กับเนทันยาฮูเปิดโอกาสให้เขากดดันอิสราเอลได้ ประวัติความสัมพันธ์กับผู้นำมุสลิมก็ช่วยให้ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา และอาจช่วยให้พวกเขาโน้มน้าวให้ฮามาสยอมรับข้อตกลงได้

อิทธิพลของยุโรปกดดันอิสราเอล

การประณามอิสราเอลจากทั่วโลกต่อการปฏิบัติการในกาซา ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายถึงขีดสุด ทำให้รัฐบาลเนทันยาฮูโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติมากขึ้น

เมื่ออิสราเอลเข้าควบคุมเส้นทางเสบียงอาหาร และประกาศแผนโจมตีเมืองกาซาซิตี ประเทศสำคัญในยุโรป นำโดยประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจที่จะไม่ยึดมั่นในจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไขของวอชิงตันอีกต่อไป นำไปสู่ความแตกแยกครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป

ในที่สุด ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างพันธมิตรยุโรป-อาหรับ กับกลุ่มชาตินิยมและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล และทรัมป์ได้เลือกพันธมิตรในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ข้อตกลงสันติภาพของฝรั่งเศส-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ มีการอ้างถึงการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ในอนาคต ทำให้ทรัมป์บีบเนทันยาฮูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ยุติสงคราม

แม้ว่าสไตล์การทูตที่ฉีกแนวของทรัมป์มักจะสร้างความตกตะลึง แต่สุดท้ายก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นที่ยอมรับได้ในที่สุด ซึ่งในสถานการณ์นี้ การดำเนินงานที่ดูไม่เป็นไปตามแบบแผนของเขา ได้พิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสามารถปลดล็อกทางตันที่ยืดเยื้อมานานได้สำเร็จ

ข้อตกลงนี้ทำให้อิสราเอลตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์กว่า 1,000 คน และถอนทหารบางส่วนออกจากกาซา ส่วนฮามาสจะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ที่ถูกจับไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และทำให้การสิ้นสุดของสงครามในกาซาซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 67,000 คน เป็นไปได้ในที่สุด.

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ดีลกาซา” ที่ทรัมป์สร้างขึ้นนี้ ยังคงเป็นที่น่าจับตามองว่า จะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ และจะเป็นบทเรียนให้กับผู้นำคนอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างไร

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ ความสำเร็จที่ไบเดนทำไม่ได้

ทำไมทรัมป์ถึงสร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์สามารถสร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ มาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นกับผู้นำอิสราเอลและชาติอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้ยุติสงคราม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความแตกต่างของวิธีการดำเนินงานระหว่างทรัมป์และไบเดน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สไตล์การทูตที่แตกต่างกัน อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้

การเจรจาที่นำไปสู่ “ดีลกาซา” นี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อน จำเป็นต้องมีความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ที่มา – ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติแผนการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันตามข้อตกลงที่อิสราเอลลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นทันทีหรือไม่ ข่าวนี้เป็นความคืบหน้าสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 9 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนการครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ซึ่งพวกเขาลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว

“รัฐบาลเพิ่งอนุมัติกรอบการดำเนินงานสำหรับการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตแล้ว” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากรัฐบาลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการอนุมัติ แต่สื่อของอิสราเอลระบุว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอลจะเริ่มถอนกำลังไปยังแนวรบจุดที่ยังคงควบคุมพื้นที่ของฉนวนกาซาเอาไว้ประมาณ 53% จากแผนที่ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่ถือเป็นการถอนกำลังเฟสที่ 1 ของอิสราเอล จากทั้งหมด 3 เฟส

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนานาชาติจำนวน 200 นาย ซึ่งรวมถึงทหารจากสหรัฐฯ, อียิปต์, กาตาร์, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นผู้กำกับดูแล, สังเกตการณ์ และ ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดหรือการรุกล้ำการหยุดยิงในฉนวนกาซา

หลังจากนั้น การนับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจะเริ่มขึ้น ซึ่งในระหว่างนั้นกลุ่มฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด 20 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ การส่งคืนร่างของตัวประกันผู้เสียชีวิต 28 รายจะเกิดขึ้นตามมา แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม

นอกจากนั้น ตามแผนของนายทรัมป์ อิสราเอลจะส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตชาวกาซา 15 รายต่อการส่งคืนร่างของตัวประกันชาวอิสราเอล 1 คน

รถบรรทุกหลายร้อยคันที่บรรทุกความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็จะเริ่มเข้าสู่ฉนวนกาซาด้วย เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์นับล้านคนที่กำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก

แผนของนายทรัมป์ระบุว่า รถบรรทุกส่งความช่วยเหลือจะเข้าสู่กาซาวันละ 600 คัน แต่แหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์บอกกับ บีบีซี ว่า ในช่วงแรกจะมีรถบรรทุกเข้าไปขั้นต่ำ 400 คัน ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากแผนการสันติภาพระยะแรกนี้ประสบความสำเร็จ อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งเรื่องรายละเอียดของแผนการระยะที่เหลือ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกัน และอาจทำให้ยากที่จะบรรลุข้อตกลง

การที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่มากมายในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

การอนุมัติแผนในครั้งนี้มีความหมายต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซาและต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสอย่างมาก สิ่งที่ต้องจับตามองคือการดำเนินการตามแผนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองฝ่าย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว อย่างละเอียด เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงดังนี้

  • เงื่อนไขการปล่อยตัวประกัน: จำนวนและเงื่อนไขในการปล่อยตัวประกันแต่ละครั้ง
  • การถอนกำลังของอิสราเอล: ขอบเขตและระยะเวลาในการถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: ปริมาณและความถี่ในการส่งความช่วยเหลือไปยังชาวปาเลสไตน์
  • บทบาทของนานาชาติ: การมีส่วนร่วมของกองกำลังนานาชาติในการกำกับดูแลการหยุดยิง

ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการทำให้แผนหยุดยิงประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพในระยะยาว

การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราประเมินผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้ได้อย่างถูกต้อง หากสถานการณ์มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี สันติภาพที่ยั่งยืนก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แม้ว่า ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว จะเป็นข่าวดี แต่การดำเนินการตามแผนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ที่มา – ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์

ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังสร้างความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเส้นตายอย่างเป็นทางการให้กับกลุ่มฮามาส โดยให้ยอมรับแผนข้อเสนอสันติภาพ 20 ข้อสำหรับฉนวนกาซา ภายในเวลา 18.00 น. ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งตรงกับ 05.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาประเทศไทย หากไม่ตอบรับภายในกำหนด สหรัฐฯ จะใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อกลุ่มฮามาส เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทุของสงครามครั้งใหญ่

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยเรียกกลุ่มฮามาสว่าเป็น “ภัยร้ายแรงและโหดเหี้ยม” และเตือนว่าหากไม่ยอมรับข้อตกลง สงครามครั้งใหญ่จะตามมา พร้อมย้ำยืนยันว่าจะนำสันติภาพมาสู่ตะวันออกกลาง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในกาซา ที่เผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรมอย่างหนักหน่วง

สาระสำคัญของแผนสันติภาพกาซา

ก่อนหน้านี้ แผน 20 ข้อของทรัมป์ถูกนำเสนอต่อผู้นำอาหรับและมุสลิมในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ก่อน ระหว่างที่ทรัมป์ต้อนรับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ทำเนียบขาว สาระสำคัญของแผนนี้มุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูกาซาให้เป็นพื้นที่ปราศจากการก่อการร้าย (terror-free zone) โดยเรียกร้องให้ฮามาสถอนตัวจากการปกครองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

แลกกับสิ่งนี้ สหรัฐฯ และพันธมิตรจะอนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา ซึ่งกำลังเผชิญกับความอดอยากและวิกฤตด้านอาหารอย่างรุนแรง นอกจากนี้ แผนยังกำหนดให้ฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลและศพผู้เสียชีวิต ขณะที่อิสราเอลจะตอบแทนด้วยการปล่อยตัวผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์จำนวน 1,170 คนที่ถูกกักขังตั้งแต่เริ่มสงคราม และผู้ต้องโทษตลอดชีวิตอีก 250 คน

แผนข้อตกลงยังเสนอให้จัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) โดยมีทรัมป์เป็นประธาน และรวมผู้นำนานาชาติคนอื่นๆ เช่น นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เพื่อกำกับดูแลการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แผนนี้ไม่ได้ระบุเส้นทางชัดเจนไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นอิสระ แต่กลับเอื้อประโยชน์ต่อนโยบายของอิสราเอลมากกว่า ซึ่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญในหมู่นักวิเคราะห์และฝ่ายที่สนับสนุนปาเลสไตน์

ผลกระทบและความเห็นจากนานาชาติ

การที่ทรัมป์ขีดเส้นตายให้กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซาภายในวันอาทิตย์นี้ สร้างความกดดันมหาศาลต่อกลุ่มฮามาสและพันธมิตรในภูมิภาค เช่น อิหร่านและตุรกี ซึ่งอาจมองว่านโยบายนี้เป็นการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ที่ลำเอียงไปทางอิสราเอล ในขณะเดียวกัน ผู้นำอาหรับบางประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์ ได้แสดงความยินดีกับแนวทางนี้ เพราะหวังว่าจะนำไปสู่เสถียรภาพในภูมิภาค

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การประกาศเส้นตายนี้อาจเป็นกลยุทธ์เจรจาของทรัมป์ที่ชาญฉลาด เพื่อบีบให้ทุกฝ่ายยอมรับข้อตกลง โดยเฉพาะในช่วงที่กาซากำลังเผชิญกับการโจมตีทางทหารจากอิสราเอลที่เข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตาม หากฮามาสปฏิเสธ แผนนี้อาจนำไปสู่การขยายความขัดแย้ง ทำให้เกิดผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาน้ำมันที่ผันผวน

นอกจากนี้ แผนสันติภาพยังรวมถึงการลงทุนมหาศาลในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของกาซา เช่น การสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน และระบบน้ำประปา โดยมีงบประมาณจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้

  • ข้อดีของแผน: สร้างโอกาสหยุดยิงและความช่วยเหลือทันที
  • ข้อเสีย: ขาดการรับประกันสิทธิปาเลสไตน์ในระยะยาว
  • ผลกระทบ: อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

ในฐานะนักวิเคราะห์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัมป์กำลังใช้บทบาทผู้นำสหรัฐฯ เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ของตัวเอง ซึ่งคล้ายกับข้อตกลงอับราฮัมที่ผ่านมา หากสำเร็จ จะเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากล้มเหลว อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับแผนสันติภาพนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในกาซา

ที่มา – ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ในสถานการณ์ตึงเครียดของตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนด้วย ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่โลกกำลังจับตามอง ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาสันติภาพ

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ทรัมป์ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวขณะออกจากทำเนียบขาว โดยระบุว่าทีมเจรจาจะให้เวลากลุ่มฮามาสเพียง 3-4 วันในการพิจารณาและตอบรับข้อเสนอสันติภาพสำหรับฉนวนกาซา แผนนี้ได้รับการเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อวันก่อนหน้า ทรัมป์ย้ำชัดว่าหากฮามาสปฏิเสธ จะนำไปสู่ “จุดจบที่น่าเศร้ามาก” สำหรับกลุ่มนี้

“เราจะให้เวลาประมาณ 3 หรือ 4 วัน เราจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ประเทศอาหรับทุกประเทศลงนามแล้ว ประเทศมุสลิมทุกประเทศลงนามแล้ว อิสราเอลก็ลงนามแล้ว” ทรัมป์กล่าว นี่คือสัญญาณว่าความเห็นพ้องต้องกันจากนานาชาติกำลังรอคำตอบจากฮามาสเท่านั้น

รายละเอียดของแผนสันติภาพกาซา

แผนสันติภาพนี้ประกอบด้วย 20 ข้อหลัก โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีในฉนวนกาซา ตามด้วยการปล่อยตัวประกันทั้งหมดจากฝั่งฮามาสภายใน 72 ชั่วโมงหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ อิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากกาซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จุดที่อาจเป็นอุปสรรคใหญ่คือการเรียกร้องให้ฮามาสปลดอาวุธทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้เคยปฏิเสธมาแล้ว เว้นแต่จะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยอย่างแท้จริง

  • หยุดยิงทันทีเพื่อยุติความรุนแรง
  • ปล่อยตัวประกัน 100% ภายใน 72 ชั่วโมง
  • ถอนทหารอิสราเอลแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • ปลดอาวุธฮามาส โดยมีเงื่อนไขเรื่องรัฐปาเลสไตน์
  • การสนับสนุนจากนานาชาติในการฟื้นฟูกาซา

อย่างไรก็ตาม วิดีโอภาษาฮีบรูของเนทันยาฮูที่เผยแพร่หลังการแถลงข่าว ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้น เพราะเขายืนยันว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงประจำการในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาซา นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ฮามาสลังเลในการตอบรับ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยกาตาร์ ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจา ระบุว่าฮามาสกำลังศึกษาข้อเสนออย่างละเอียด และอาจต้องใช้เวลาหลายวันในการตัดสินใจ การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นความหวังล่าสุดในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน โดยทรัมป์เชื่อว่าการสิ้นสุดสงครามใกล้เข้ามาแล้วมากกว่าที่เคย

ผลกระทบหากฮามาสปฏิเสธ

หากฮามาสไม่ตอบรับ ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา อาจนำไปสู่การดำเนินการทางทหารที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ สถานการณ์ในกาซาปัจจุบันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของประชาชนนับล้าน การหยุดยิงจะช่วยให้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ทันที และเปิดทางให้การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย

นอกจากนี้ แผนนี้ยังได้รับการหนุนหลังจากประเทศอาหรับและมุสลิมจำนวนมาก ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การเมืองตะวันออกกลาง ทรัมป์หวังว่าความกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฮามาสยอมรับ เพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบที่น่าเศร้า

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจาครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จสูง หากฮามาสมองเห็นประโยชน์ระยะยาว แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่างๆ ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ผู้ติดตามข่าวสารต่างประเทศควรจับตาการตอบรับจากฮามาสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สุดท้ายนี้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ข่าวต่างประเทศไทยรัฐ เพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ในสถานการณ์ตึงเครียดที่ฉนวนกาซาเผชิญมานาน ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่โลกทั้งใบจับตามอง เมื่อไม่กี่วันก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้หารือกันอย่างเข้มข้น และประกาศเห็นชอบกับแผนสันติภาพฉบับใหม่นี้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติสงครามและนำความสงบสุขกลับสู่ภูมิภาค

แผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่นี้ ประกอบด้วย 20 ข้อหลักที่ครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดยิงทันที การปล่อยตัวประกัน และการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต สำหรับทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากฮามาสยอมรับข้อเสนอนี้

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ: รายละเอียดหลักของข้อเสนอ

ทรัมป์ประกาศในแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ว่า เขาเข้าใกล้ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในกาซาแล้ว หลังจากพบปะกับเนทันยาฮู แผนนี้เริ่มต้นด้วยการหยุดปฏิบัติการทางทหารในทันที และแช่แข็งเส้นแนวหน้าการปะทะไว้ ณ จุดเดิม เพื่อป้องกันการปะทะเพิ่มเติม

ภายใต้ข้อตกลง กลุ่มฮามาสต้องวางอาวุธทั้งหมด โดยเฉพาะอาวุธสำหรับโจมตีที่จะถูกทำลายทิ้ง นอกจากนี้ ฮามาสต้องปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอีก 20 คน และคืนร่างประกันที่เสียชีวิต 28 รายให้อิสราเอลภายใน 72 ชั่วโมง เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการนี้ อิสราเอลจะตอบแทนด้วยการปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดได้อย่างมาก

การบริหารและพัฒนากาซาในอนาคต

ข้อตกลงยังกำหนดให้ เมื่อทุกฝ่ายเห็นชอบ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะไหลเข้าสู่กาซาเต็มรูปแบบทันที สำหรับการบริหารในระยะยาว สหรัฐฯ เสนอคณะกรรมการปาเลสไตน์ที่เป็นนักวิชาการและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มาบริหารชั่วคราว ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) โดยมีทรัมป์เป็นประธาน นายโทนี แบลร์ อดีตนายกฯ สหราชอาณาจักร และผู้นำคนอื่นๆ จะเข้าร่วมด้วย ฮามาสจะไม่มีบทบาทใดๆ ในการบริหาร ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม

  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการสร้างกาซาขึ้นใหม่ ด้วยการลงทุนจากนานาชาติ
  • การถอนกำลัง: อิสราเอลจะทยอยถอนกองกำลังออกจากกาซาเป็นขั้นตอน
  • ไม่ยึดครองหรือผนวก: อิสราเอลยืนยันไม่ครอบครองดินแดนปาเลสไตน์
  • เปิดทางสู่รัฐปาเลสไตน์: แผนนี้ปูทางสู่การจัดตั้งรัฐเอกราชในที่สุด

เนทันยาฮูเตือนฮามาสอย่างชัดเจนว่า หากปฏิเสธแผนนี้ อิสราเอลจะดำเนินการกำจัดกลุ่มให้สิ้นซาก ทรัมป์ยืนยันสนับสนุนอิสราเอลเต็มที่ แหล่งข่าวปาเลสไตน์ระบุว่า ฮามาสเพิ่งได้รับข้อเสนอผ่านตัวกลางจากกาตาร์และอียิปต์ แต่ยังไม่มีท่าทีชัดเจน นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังโทรศัพท์หานายกฯ กาตาร์เพื่อขอโทษกรณีโจมตีทางอากาศที่โดฮาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งช่วยคลายความตึงเครียดระหว่างฝ่าย

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่อาจนำไปสู่สันติภาพแท้จริงหรือไม่? แผนนี้ดูครอบคลุมและสมดุล แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฮามาสที่อาจมองว่าเป็นการกดดันมากเกินไป

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ แผนนี้มีโอกาสสูงหากมีการเจรจาเพิ่มเติม เพราะรวมทั้งด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองไว้ครบถ้วน ผู้ที่สนใจสถานการณ์ตะวันออกกลางควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพื่อเข้าใจว่ามันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลก

คุณคิดอย่างไรกับแผนสันติภาพนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน

ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด ล่าสุด กลุ่มฮามาสออกมาเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลหยุดปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว เพื่อให้พวกเขาสามารถค้นหาตัวประกันที่หายสัญญาณไปได้

ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ กลุ่มฮามาสได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 โดยระบุว่าพวกเขาขาดการติดต่อกับตัวประกันชาวอิสราเอล 2 คน และกำลังดำเนินการค้นหาอยู่ ดังนั้นจึงขอให้อิสราเอลหยุดโจมตีทางอากาศและถอนกำลังจากบางพื้นที่ในเมืองกาซาซิตี้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้ชีวิตของตัวประกันตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น

กองกำลังเอซเซดีน อัล-คาซซาม ซึ่งเป็นแขนขวาทางทหารของฮามาส ระบุในแถลงการณ์ว่า “ชีวิตของนักโทษ 2 คนกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง” และเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลถอนกำลังไปทางตอนใต้ของถนนหมายเลข 8 ทันที รวมถึงหยุดปฏิบัติการทางอากาศเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ดำเนินการช่วยเหลือตัวประกันได้

สาเหตุที่ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี

ฮามาสอ้างว่าการขาดการติดต่อกับตัวประกันทั้งสองเกิดจากการโจมตีทางทหารของอิสราเอลในย่านทางตอนใต้ของเมืองกาซาซิตี้ ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการยกระดับโจมตีทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความสับสนและอันตรายต่อตัวประกันที่ถูกกักไว้ นอกจากนี้ ฮามาสเคยประกาศเรื่องการขาดการติดต่อกับตัวประกันรายอื่นมาก่อนหน้านี้ เช่น ชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอลที่ต่อมาถูกปล่อยตัวในไม่กี่วันหลังจากนั้น

สงครามในฉนวนกาซานี้เริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสต่ออิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวอิสราเอล 1,219 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และมีผู้ถูกลักพาตัวไป 251 คน ปัจจุบันยังมีตัวประกัน 47 คนที่เหลืออยู่ในเงื้อมมือของฮามาส ขณะที่การตอบโต้ของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในกาซาอย่างน้อย 66,005 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน สถานการณ์นี้ได้รับการประณามจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง

ปฏิกิริยาจากฝั่งอิสราเอลและสถานการณ์โดยรวม

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้กล่าวในที่ประชุมสหประชาชาติว่า เขาจะ “ทำงานให้เสร็จสิ้น” ในการกำจัดกลุ่มฮามาส แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั่วโลกหลังจากที่อิสราเอลยกระดับการโจมตีในกาซาซิตี้ การเรียกร้องของฮามาสครั้งนี้จึงยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตน

นอกจากนี้ การขาดการติดต่อกับตัวประกันยังจุดประกายให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ที่ถูกกักตัว และบทบาทของปฏิบัติการทางทหารในการทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่า การหยุดยิงชั่วคราวอาจเป็นทางออกที่ช่วยลดความสูญเสียทางชีวิตได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม

ผลกระทบต่อประชาชนในกาซา

ประชาชนในฉนวนกาซาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างหนักจากสงครามที่ยืดเยื้อนี้ การโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินไม่เพียงแต่คุกคามตัวประกันเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตพลเรือนนับหมื่นคน องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการปกป้องพลเรือนและตัวประกัน

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเรียกร้องให้หยุดโจมตีของฮามาสอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อซื้อเวลาและต่อรอง แต่ก็สะท้อนถึงความกังวลที่แท้จริงต่อชีวิตตัวประกัน ขณะที่อิสราเอลมุ่งมั่นในการกำจัดภัยคุกคามจากฮามาส สงครามครั้งนี้ยังไม่มีทีท่าจะยุติลงในเร็ววัน

เพื่อติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่อัปเดตจะช่วยให้เราเข้าใจบริบทได้ดีขึ้น หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองแบ่งปันความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่โลกกำลังจับตามอง โดยเฉพาะในที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ได้ออกมาพูดอย่างชัดเจนถึงจุดยืนของประเทศ โดยยืนยันว่ารัสเซียไม่มีความตั้งใจที่จะโจมตีสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แต่อย่างใด

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

นายลาฟรอฟ เน้นย้ำว่า รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ โดยเตือนว่าหากมีการแสดงความก้าวร้าวจากฝั่งตะวันตก รัสเซียจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด การข่มขู่จากชาติตะวันตกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โดรนรุกล้ำน่านฟ้าในหลายประเทศ ได้ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุโดรนบินรุกล้ำน่านฟ้าและสนามบินในชาติสมาชิกนาโตหลายแห่ง ล่าสุดที่เดนมาร์ก ซึ่งทางการเดนมาร์กเชื่อว่าเป็นฝีมือของมืออาชีพ แต่ไม่มีหลักฐานชี้ว่ารัสเซียเกี่ยวข้อง นายลาฟรอฟ ใช้โอกาสนี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขู่อาณาจักรจากตะวันตกที่กำลังกลายเป็นเรื่องปกติ

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ในมุมมองต่อตะวันออกกลาง

นอกจากประเด็นนาโตแล้ว รัสเซียยังหันไปโจมตีอิสราเอลอย่างหนัก โดยนายลาฟรอฟกล่าวว่า แม้รัสเซียจะประณามการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 แต่การสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาและแผนผนวกดินแดนเวสต์แบงก์นั้น ไม่มีเหตุผลอันสมควร อิสราเอลอ้างว่าปฏิบัติการในกาซาเพื่อกำจัดฮามาส แต่รัสเซียมองว่าเป็นความก้าวร้าวที่ขยายวงไปยังประเทศอื่นในตะวันออกกลาง เช่น การโจมตีทางอากาศต่อกาตาร์

รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ โดยชี้ว่าอิสราเอลใช้ภารกิจกำจัดฮามาสเป็นข้ออ้างในการขยายอิทธิพลทางทหาร สถานการณ์ในปาเลสไตน์ยิ่งเลวร้ายลง ด้วยการสูญเสียชีวิตจำนวนมากและการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดคำถามถึงสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมระหว่างประเทศ

ในส่วนของอิหร่าน นายลาฟรอฟกล่าวหากชาติมหาอำนาจตะวันตกว่าบ่อนทำลายทางการทูต หลังความพยายามของรัสเซียและจีนในการชะลอมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติถูกปฏิเสธ มาตรการนี้จะเริ่มบังคับใช้ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน เวลา 00.00 น. ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อความพยายามสร้างสันติภาพในภูมิภาค

สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นายลาฟรอฟมองว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันแสดงเจตจำนงในการแก้ไขวิกฤตยูเครนอย่างเป็นจริง โดยไม่ยึดติดอุดมการณ์มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ไม่กี่วันก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนจุดยืน โดยกล่าวว่ายูเครนสามารถชิงคืนดินแดนจากรัสเซียได้ทั้งหมด และเรียกรัสเซียว่าเป็นเสือกระดาษ สิ่งนี้ยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในวาทกรรมทางการเมือง

สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยรัสเซียพยายามรักษาจุดยืนที่สมดุล ท่ามกลางแรงกดดันจากหลายด้าน การประชุม UNGA ครั้งนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการแสดงจุดยืน รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายต่างประเทศของหลายชาติ

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรปยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ หากชาติต่างๆ ไม่หันมาเจรจาอย่างจริงใจ สันติภาพอาจยิ่งห่างไกล คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของรัสเซีย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารโลกเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – รัสเซียลั่น ไม่คิดโจมตีชาติ EU-นาโต จวกอิสราเอลเข่นฆ่าปาเลสไตน์

ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน ประท้วงกาซา

ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน! คณะผู้แทนหลายชาติเดินออกจากห้องประชุม ประท้วงสงครามกาซา

ในเวทีการทูตระดับโลกอย่างสหประชาชาติ (UN) เหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาเกิดขึ้นเมื่อ ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน โดยคณะผู้แทนจากหลายประเทศพร้อมใจกันเดินออกจากห้องประชุม เพื่อประท้วงต่อต้านสงครามในฉนวนกาซา สถานการณ์นี้สะท้อนถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลอิสราเอล ท่ามกลางข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ต้องเผชิญกับการต่อต้านที่ชัดเจนจากนานาชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และนโยบายต่างประเทศของอิสราเอลในอนาคต

ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน: รายละเอียดเหตุการณ์

วันที่ 26 กันยายน 2567 (ตามปฏิทินไทย) ซึ่งตรงกับปี 2024 ในปฏิทินสากล นายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก่อนที่ผู้นำอิสราเอลจะเริ่มพูด ผู้แทนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มชาติอาหรับและชาติที่สนับสนุนปาเลสไตน์ ได้ลุกขึ้นเดินออกจากห้องประชุมอย่างเป็นเอกภาพ การกระทำนี้ไม่ใช่แค่การเมินเฉย แต่เป็นการประท้วงโดยตรงต่อนโยบายของอิสราเอลในสงครามกาซาที่ดำเนินมานานหลายเดือน สงครามที่เริ่มต้นจากเหตุการณ์โจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 และนำไปสู่การตอบโต้ทางทหารที่หนักหน่วงจากอิสราเอล

ในสุนทรพจน์ของเขา เนทันยาฮูยืนยันจุดยืนของอิสราเอลว่าจะดำเนินการกำจัดขบวนการฮามาสให้สิ้นซาก โดยไม่สนใจข้อกล่าวหาจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและศาลระหว่างประเทศที่กล่าวหาว่าการกระทำของกองทัพอิสราเอลอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เช่น การโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในกาซา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและผู้ลี้ภัยจำนวนมาก

ปฏิกิริยาจากผู้นำปาเลสไตน์และนานาชาติ

ในทางตรงกันข้าม นายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วยตัวเองได้ เนื่องจากสหรัฐอเมริกาปฏิเสธที่จะออกวีซ่าให้เขา จึงต้องส่งคำปราศรัยผ่านวิดีโอแทน อับบาสเรียกร้องให้ประชาคมโลกเร่งรัดการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์เอกราช โดยชี้ว่าสงครามกาซาเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อสันติภาพในตะวันออกกลาง การขาดหายไปของอับบาสในที่ประชุมทำให้เวที UN ดูไม่สมดุล และยิ่งเน้นย้ำถึงความไม่เท่าเทียมในการเจรจาสันติภาพ

นอกจากนี้ สุนทรพจน์ของเนทันยาฮูยังถูกถ่ายทอดผ่านลำโพงไปยังชายแดนกาซา เพื่อสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มฮามาส สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของ “การทูตสาธารณะ” แต่ผู้วิจารณ์มองว่าเป็นการยั่วยุที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่เนทันยาฮูมีกำหนดการเข้าพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันจันทร์ถัดไป ทรัมป์ได้ย้ำว่าจะไม่ยอมให้อิสราเอลผนวกดินแดนเวสต์แบงก์ หลังจากเพิ่งเปิดแผนสันติภาพร่วมกับผู้นำอาหรับเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ เริ่มปรับจุดยืน

ผลกระทบต่อสถานการณ์สงครามกาซา

  • แรงกดดันทาง外交: การเดินออกของผู้แทนหลายชาติแสดงให้เห็นว่าอิสราเอลกำลังสูญเสียการสนับสนุนจากนานาชาติ โดยเฉพาะในยุโรปและโลกมุสลิม
  • ข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม: ศาลอาญากรรมระหว่างประเทศ (ICC) กำลังสอบสวนทั้งอิสราเอลและฮามาส ซึ่งอาจนำไปสู่หมายจับผู้นำทั้งสองฝ่าย
  • ทางออกสันติภาพ: ผู้เชี่ยวชาญเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและการเจรจาที่รวมทุกฝ่าย เพื่อป้องกันวิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายลง

เหตุการณ์ ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน นี้ไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนในเวที UN แต่ยังสะท้อนถึงความแตกแยกในสังคมระหว่างประเทศ สงครามกาซาที่เริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาส ได้นำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล โดยเฉพาะฝั่งปาเลสไตน์ที่เผชิญกับการปิดล้อมและการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง จนเกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรม เช่น ขาดแคลนอาหาร ยา และที่อยู่อาศัย

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การประท้วงครั้งนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับเสียงเรียกร้องหยุดยิง โดยองค์กรอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของอิสราเอล ในขณะที่อิสราเอลโต้แย้งว่ากำลังป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามของฮามาส สถานการณ์นี้ทำให้การเจรจาสันติภาพที่ยืดเยื้อดูห่างไกลยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในบริบทกว้างขึ้น สงครามกาซายังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อิสราเอลเองก็เผชิญกับการประท้วงภายในประเทศจากประชาชนที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวตัวประกันที่ถูกฮามาสจับตัวไป และยุติสงครามที่ยืดเยื้อ

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน เป็นเครื่องเตือนใจว่าการทูตต้องอาศัยความเห็นอกเห็นใจและการยอมรับซึ่งกันและกัน คุณคิดว่าประชาคมโลกควรทำอย่างไรเพื่อยุติสงครามกาซานี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อร่วมกันหาทางออกสู่สันติภาพ

ที่มา – ผู้นำอิสราเอลขึ้นเวที UN ถูกเมิน! คณะผู้แทนหลายชาติเดินออกจากห้องประชุม ประท้วงสงครามกาซา

ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจน โดยยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับผู้นำชาติต่างๆ รวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อผลักดันแผนสันติภาพแบบสองรัฐให้สำเร็จลุล่วง ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเจรจาอีกครั้ง

ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 นายมาห์มูด อับบาส ออกแถลงการณ์ผ่านวิดีโอที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อดำเนินตามแผนสันติภาพที่ฝรั่งเศสเสนอไว้ก่อนหน้านี้ แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน โดยเรียกร้องให้มีการปลดปล่อยตัวประกัน 48 คนที่ยังคงถูกกักตัวโดยกลุ่มฮามาส พร้อมกับยุติปฏิบัติการทางทหารของกองทัพอิสราเอลในฉนวนกาซาทันที

หลังจากนั้น จะมีการจัดตั้งคณะบริหารช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) ของนายอับบาส จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปกครองฉนวนกาซา แต่จะไม่รวมกลุ่มฮามาสเข้าไปด้วย ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยเต็มรูปแบบ อิสระ และปราศจากอาวุธ นี่คือหัวใจสำคัญของแผนสันติภาพแบบสองรัฐที่หลายฝ่ายใฝ่ฝันมานาน

แผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ: ความหวังหรือความท้าทาย?

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังคงเผชิญอุปสรรคใหญ่ โดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลไม่ให้การสนับสนุน รัฐบาลอิสราเอลเคยปฏิเสธบทบาทของ PA ในการกำหนดอนาคตของฉนวนกาซาหลังสงครามสิ้นสุด นายอับบาสยังได้ยืนกรานปฏิเสธอิทธิพลของฮามาสในการปกครองอนาคต และเรียกร้องให้กลุ่มนี้ยอมวางอาวุธเพื่อเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ที่ยังไม่ยอมรับสถานะรัฐปาเลสไตน์ให้รีบดำเนินการโดยด่วน และขอให้สหประชาชาติอัพเกรดสถานะของปาเลสไตน์เป็นสมาชิกเต็มรูปแบบ แทนที่จะเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์อย่างปัจจุบัน การประกาศนี้ไม่เพียงแต่แสดงถึงความมุ่งมั่นของปาเลสไตน์ แต่ยังเป็นการท้าทายให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

นายอับบาสยังได้ประณามปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาอย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่ามันก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 และ 21 เขายังแสดงจุดยืนต่อต้านการกระทำของฮามาสในการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวอิสราเอลกว่า 1,200 คน และตัวประกัน 251 คน

เหตุการณ์ดังกล่าวจุดชนวนสงครามที่ยืดเยื้อเกือบสองปี ทำให้มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 65,502 คน โดยเกือบครึ่งเป็นผู้หญิงและเด็ก สถานการณ์นี้น่าเศร้าใจและเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการหาทางออกสันติภาพ ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ จึงกลายเป็นข้อความที่สร้างความหวังท่ามกลางความมืดมิด

แม้ว่านายอับบาสวัย 89 ปี จะไม่สามารถเดินทางไปนิวยอร์กด้วยตัวเอง เนื่องจากวีซ่าถูกยกเลิกโดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อเดือนสิงหาคม พร้อมกับเจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์อีก 80 คน แต่ข้อความของเขายังคงดังก้อง เขาได้กล่าวถึงแผนปฏิรูประดับชาติ โดยจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาภายในหนึ่งปีหลังสงครามสิ้นสุด เพื่อสร้างรัฐปาเลสไตน์ที่เป็นประชาธิปไตย ทันสมัย ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ นิติธรรม พหุนิยม การถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้หญิงและเยาวชน

ย้อนกลับไปในอดีต ปาเลสไตน์จัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อปี 2549 ซึ่งกลุ่มฮามาสได้รับชัยชนะ และในปีถัดมาได้ขับไล่กลุ่มฟาตาห์ของนายอับบาสออกจากฉนวนกาซา ทำให้ฮามาสครองอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งภายในนี้เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อสันติภาพ แต่การประกาศของอับบาสในครั้งนี้แสดงถึงความพยายามในการรวมพลังเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลางเต็มไปด้วยความซับซ้อน แต่คำมั่นสัญญาจากปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง หากนานาชาติ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยอมเข้ามามีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ ผู้คนในภูมิภาคจะได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างสงบสุขมากขึ้น ลองติดตามพัฒนาการข่าวนี้ต่อไป เพราะมันอาจกำหนดทิศทางของประวัติศาสตร์ในอนาคต

ที่มา – ปธน.ปาเลสไตน์ลั่น พร้อมทำงานกับทรัมป์ เพื่อแผนสันติภาพแบบ 2 รัฐ

Scroll to top