สนามบินสุวรรณภูมิ

คนไทยชุดแรกจากอิหร่านกลับถึงประเทศไทยแล้ว

วันนี้เรามีข่าวดีสำหรับคนไทยทุกคน เมื่อคนไทยชุดแรกจากอิหร่านกลับถึงประเทศไทยแล้ว จำนวน 29 คน ได้เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอย่างปลอดภัย หลังจากสถานการณ์ในอิหร่านตึงเครียดจากความขัดแย้งที่รุนแรง รัฐบาลไทยโดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น และยังแสดงความห่วงใยต่อพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ในตะวันออกกลาง

คนไทยชุดแรกจากอิหร่านกลับถึงประเทศไทยแล้ว

การเดินทางกลับครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ ชุดแรกนี้ต้องเดินทางด้วยรถยนต์นานกว่า 10 ชั่วโมงจากกรุงเตหะรานไปยังชายแดนตุรกี ก่อนจะพักผ่อนและขึ้นเครื่องบินจากสนามบินอิสตันบูล ทุกขั้นตอนได้รับการประสานงานจากสถานทูไทยในอิหร่านและตุรกีอย่างใกล้ชิด นายสีหศักดิ์ ย้ำว่านี่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาลที่ต้องการให้คนไทยทั้งหมดอพยพกลับบ้านเพื่อความปลอดภัย แม้บางคนจะอยากอยู่ต่อเพราะเหตุผลส่วนตัว เช่น นักศึกษาหรือการงาน

ตัวแทนคนไทยเล่าประสบการณ์การอพยพ

นางสงกรานต์ ฟาโรคิห์ และนางศิริมา ดาแหม่ง ตัวแทนจากกลุ่มที่กลับมา บอกว่าการเดินทางราบรื่นใช้เวลา 2 วัน แม้จะมีโจมตีทางอากาศ แต่ชีวิตประจำวันยังปกติ คนไทยในอิหร่านช่วยเหลือกันเอง สถานทูทก็ดูแลเต็มที่ ผู้ที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่อยู่เป็นครอบครัวในชั้นใต้ดินหรือชนบท รอบนอกกรุงเตหะราน จึงปลอดภัยจากโจมตีทางอากาศ

ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพแม่บ้านและสปา นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ต้องอพยพ ครั้งแรกคือสงคราม 12 วัน ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล การเดินทางครั้งก่อนใช้เวลานานกว่า ต้องนั่งรถ 14-24 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ดีขึ้นเพราะมีเที่ยวบินช่วย

สถานการณ์คนไทยที่เหลือและแผนอพยพต่อไป

ชุดที่ 2 จำนวน 23 คน จะมาถึงพรุ่งนี้ ส่วนอีกกลุ่มนักศึกษาทางใต้ 75 คน จะเดินทางทางบกวันที่ 10 มี.ค. ผ่านเส้นทางเดิม นายสีหศักดิ์ พยายามโน้มน้าวให้ทุกคนกลับ ก่อนสถานการณ์แย่ลง รัฐบาลไทยยังอพยพคนจากดูไบได้ 100 กว่าคน โดยสำรองที่นั่งเที่ยวบินพาณิชย์

พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงเพิ่มเติมมีหลายแห่ง รัฐมนตรียอมรับว่ายังห่วงใยมาก:

  • บาห์เรน: สถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งใกล้เคียง
  • คูเวต: มีความเสี่ยงจากความไม่สงบในภูมิภาค
  • กาตาร์: ต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด
  • เลบานอน: พื้นที่เสี่ยงสูงจากปัญหาภายใน

นอกจากนี้ ยังมีการประสานจากริยาร์ด ซาอุดีอาระเบีย เพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ขึ้นเครื่องบิน

ความสำคัญของการอพยพคนไทยจากพื้นที่เสี่ยง

เหตุการณ์คนไทยชุดแรกจากอิหร่านกลับถึงประเทศไทยแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องพลเรือนในต่างแดน สถานการณ์ในตะวันออกกลางเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความปลอดภัยต้องมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือความไม่สงบ รัฐบาลได้วางแผนอพยพอย่างรอบคอบ ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและสายการบิน

สำหรับคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ควรติดตามประกาศจากกระทรวงการต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ และเตรียมตัวให้พร้อม หากจำเป็นต้องอพยพ อย่ารอช้าเพราะความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด

ในมุมมองของผม การตัดสินใจอพยพครั้งนี้ถูกต้อง 100% เพราะชีวิตคนไทยมีค่ามากกว่าทุกสิ่ง แนะนำให้ญาติพี่น้องที่กังวล ติดต่อ hotline กระทรวงการต่างประเทศทันทีที่ 02-203-5000 หรือตรวจสอบเว็บไซต์กรมการกงสุล เพื่อข้อมูลล่าสุด

ติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์อิหร่านและการอพยพคนไทยได้ที่นี่ เพื่อความปลอดภัยของทุกคน!

ที่มา – คนไทยชุดแรกจากอิหร่านกลับถึงประเทศไทยแล้ว ด้านรมว.ต่างประเทศยังห่วงพื้นที่เสี่ยง

9 สายการบิน สุวรรณภูมิ ยกเลิก 32 ไฟล์ท อิสราเอล-อิหร่าน

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและอิหร่านส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบินในภูมิภาค ล่าสุด 9 สายการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว 32 ไฟล์ท ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากต้องปรับแผนการเดินทางด่วน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเต็มรูปแบบเพื่อไม่ให้เกิดผู้โดยสารตกค้าง หากคุณมีเที่ยวบินที่เกี่ยวข้อง อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลล่าสุดนะครับ

9 สายการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว 32 ไฟล์ท เหตุอิสราเอล-อิหร่าน

เมื่อคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สนามบินสุวรรณภูมิต้องเผชิญกับการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากจากสถานการณ์อิสราเอล-อิหร่าน โดยมีสายการบินถึง 8 แห่งที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ EL AL Israel Airlines, Air Arabia, Emirates, Qatar Airways, Etihad Airways, Gulf Air, Arkia Israel Inland Airlines และ Kuwait Airways รวมยกเลิก 16 เที่ยวบิน แบ่งเป็นขาออก 14 เที่ยวบิน และขาเข้า 2 เที่ยวบิน

เข้าสู่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 06.48 น. สายการบิน World2Fly ได้แจ้งยกเลิกเพิ่มอีก 1 เที่ยวบิน ทำให้ยอดรวมพุ่งเป็น 9 สายการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว 32 ไฟล์ท โดยแบ่งเป็นขาออก 16 เที่ยวบิน และขาเข้า 16 เที่ยวบิน สาเหตุหลักมาจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ทำให้เส้นทางบินไม่ปลอดภัย สายการบินต่างๆ ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือหยุดบินชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและลูกเรือ

รายชื่อ 9 สายการบินที่ยกเลิกเที่ยวบินที่สุวรรณภูมิ

  • EL AL Israel Airlines
  • Air Arabia
  • Emirates
  • Qatar Airways
  • Etihad Airways
  • Gulf Air
  • Arkia Israel Inland Airlines
  • Kuwait Airways
  • World2Fly

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสายการบินที่บินผ่านน่านฟ้าตะวันออกกลาง สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นฮับสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้รับผลกระทบโดยตรง ผู้โดยสารที่วางแผนเดินทางไปยังจุดหมายอย่างดูไบ โดฮา อาบู ดาบี อะคูบา หรือเทลอาวิว ควรเตรียมตัวรับมือกับความล่าช้าหรือการเปลี่ยนแปลง

มาตรการดูแลผู้โดยสารจาก ทสภ. และสายการบิน

ทสภ. ได้ระดมเจ้าหน้าที่ดูแลผู้โดยสารอย่างใกล้ชิด โดยจัดจุดให้ข้อมูล อำนวยความสะดวก แจกน้ำดื่ม และเพิ่มพื้นที่พักคอยชั่วคราวบริเวณชั้น 2 อาคารผู้โดยสารขาเข้า ประตู 1 และประตู 10 นอกจากนี้ยังประสานงานกับสายการบินเพื่อบริหารจัดการให้ดีที่สุด สายการบินเองก็จัดที่พักให้ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ทำให้ไม่มีผู้โดยสารขาออกตกค้างที่สนามบินแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ ทสภ. ยังเตรียมพื้นที่รองรับเพิ่มเติมและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์อิสราเอล-อิหร่านคลี่คลาย คาดว่าเที่ยวบินจะกลับมา normal เร็วๆ นี้ แต่ผู้โดยสารควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้

คำแนะนำสำหรับผู้โดยสารที่เดินทางไปตะวันออกกลาง

เพื่อป้องกันปัญหา เราแนะนำให้:

  • ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินผ่านเว็บไซต์หรือแอปของสายการบิน
  • ติดต่อเคาน์เตอร์สายการบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ
  • โทรสอบถาม AOT Contact Center 1722 ตลอด 24 ชม.
  • เตรียมแผนสำรอง เช่น เปลี่ยนเที่ยวบินหรือเลื่อนวันเดินทาง
  • ซื้อประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการยกเลิกเที่ยวบิน

สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่าการเดินทางทางอากาศอาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โลกได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเส้นทางตะวันออกกลางที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ หากคุณกำลังวางแผนทริป อย่าลืมเช็คข่าวประจำวัน

CTA: หากคุณมีเที่ยวบินจากสุวรรณภูมิในช่วงนี้ กรุณาตรวจสอบสถานะกับสายการบินของคุณทันที เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย และเดินทางปลอดภัยครับ!

ที่มา – 9 สายการบิน สนามบินสุวรรณภูมิ ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว 32 ไฟล์ท เหตุอิสราเอล-อิหร่าน

“สุวรรณภูมิ” ขอโทษ ปมดราม่า พนักงานจุด X-ray พูดจาไม่เหมาะสม

เหตุการณ์ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้โดยสารรายหนึ่งออกมาโพสต์ประสบการณ์ไม่ดีที่“สุวรรณภูมิ” ขอโทษ ปมดราม่า พนักงานจุด X-ray พูดจาไม่เหมาะสม ทำให้สนามบินสุวรรณภูมิต้องออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการทันที เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการบริการลูกค้าที่ดี โดยเฉพาะในจุดที่ sensitive อย่างจุดตรวจความปลอดภัย

“สุวรรณภูมิ” ขอโทษ ปมดราม่า พนักงานจุด X-ray พูดจาไม่เหมาะสม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากโพสต์บนเฟซบุ๊กของผู้ใช้รายหนึ่ง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้โดยสารคนนี้เล่าว่าพนักงานที่จุดตรวจ X-ray กระเป๋า มีท่าทีดุๆ พูดจาไม่สุภาพ ทำให้รู้สึกไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับบริการในต่างประเทศที่เป็นมิตรกว่า โพสต์ดังกล่าวถูกแชร์และมีคอมเมนต์ถล่มทลาย เช่น “ในที่สุดก็มีคนกล้าพูด” “หน้าตึงเป็นสไตล์ของที่นี่เลย 80%” หรือ “เรื่องความปลอดภัยต้องเข้มงวด แต่พูดจาเหวี่ยงไม่โอเคนะ” ความเห็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก และหลายคนเคยเจอแบบเดียวกัน

หลังจากดราม่าพุ่ง สนามบินสุวรรณภูมิหรือ ทสภ. ได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กเพจ Suvarnabhumi Airport อย่างรวดเร็ว โดยยอมรับปัญหาและขออภัยผู้โดยสารทุกท่าน ทสภ. ชี้ว่าพวกเขารับฟังทุกเสียงสะท้อน และจะนำไปปรับปรุงการให้บริการให้สุภาพ อ่อนน้อมมากขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารที่ชัดเจน

มาตรการแก้ไขทันทีหลัง “สุวรรณภูมิ” ขอโทษ ปมดราม่า พนักงานจุด X-ray พูดจาไม่เหมาะสม

ไม่ใช่แค่พูดขอโทษเฉยๆ แต่ทสภ. สั่งการให้บริษัทรักษาความปลอดภัยที่รับผิดชอบจุด X-ray จัดการทันที โดยให้พูดคุยกับพนักงานทุกคนก่อนเริ่มงาน เน้นย้ำเรื่องความสุภาพ เรียบร้อย และให้ข้อมูลถูกต้อง นอกจากนี้ ยังมีแผนฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาบุคลากร หากพบผิดซ้ำ จะดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงทบทวนมาตรการกำกับดูแล ทำให้ดูเป็นการแก้ปัญหาจริงจัง

ทำไมบริการที่ดีถึงสำคัญในสนามบิน

สนามบินสุวรรณภูมิเป็นประตูสู่ประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวและผู้โดยสารนับล้านใช้บริการต่อปี การเจอพนักงานพูดจาไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจุด X-ray ที่ทุกคนต้องผ่าน อาจทำให้ภาพลักษณ์ประเทศเสียหายได้ แม้จะเข้าใจว่าความปลอดภัยต้องมาก่อน แต่การสื่อสารที่ดีสามารถทำให้กระบวนการเข้มงวดดูเป็นมิตรได้ เช่น ยิ้มแย้ม อธิบายเหตุผลชัดเจน เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับทุกสนามบินในไทย

จากประสบการณ์ส่วนตัว หลายคนคงเคยเจอเรื่องคล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะที่สุวรรณภูมิหรือสนามบินอื่น การบริการที่ดีไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ แต่ส่งผลต่อความประทับใจโดยรวม ผู้โดยสารควรให้ feedback ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยปรับปรุง นอกจากนี้ สนามบินควรลงทุนในอบรมพนักงานมากขึ้น โดยเฉพาะทักษะ soft skills อย่างการควบคุมอารมณ์และการสื่อสาร

  • รับฟังเสียงผู้โดยสารอย่างจริงจัง
  • ฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง
  • กำหนดมาตรการลงโทษหากผิดซ้ำ
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยลดความผิดพลาด เช่น ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ

สุดท้าย เรื่อง“สุวรรณภูมิ” ขอโทษ ปมดราม่า พนักงานจุด X-ray พูดจาไม่เหมาะสมนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการรับมือวิกฤต หากสนามบินทำตามสัญญาได้ การบริการจะดีขึ้นแน่นอน คุณเคยเจอปัญหาคล้ายๆ กันไหม? ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันผลักดันให้บริการดีขึ้นนะครับ

การตอบสนองที่รวดเร็วแบบนี้ ทำให้เรามั่นใจมากขึ้นในการเดินทางครั้งหน้า สนามบินสุวรรณภูมิกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจน

ที่มา – “สุวรรณภูมิ” ขอโทษ ปมดราม่า พนักงานจุด X-ray พูดจาไม่เหมาะสม

AOT โชว์ฟอร์มแกร่ง กำไร 4.6 พันล้านงวด 3 เดือนแรก

AOT โชว์ฟอร์มแกร่ง ประกาศผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก กำไร 4.6 พันล้าน บาท! ข่าวดีที่ทำให้นักลงทุนใจชื่น จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกที่ชัดเจน ส่งผลให้ยอดผู้โดยสารพุ่งทะลุ 34 ล้านคนในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2569 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กำลังรุกหนักเพื่อปรับโครงสร้างรายได้ให้ยั่งยืนมากขึ้น โดยเตรียมปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) กลางปี 2569

AOT โชว์ฟอร์มแกร่ง ประกาศผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก กำไร 4.6 พันล้าน

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ AOT เปิดเผยตัวเลขเด็ดประจำงวด 3 เดือนแรก (ต.ค.-ธ.ค. 2568) ว่า รายได้จากกิจการการบินทะลุ 8,863.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.67% จากปีก่อน ขณะที่รายได้รวมทั้งสิ้น 17,332.42 ล้านบาท และที่สำคัญคือ กำไรสุทธิ 4,652.62 ล้านบาท ถือเป็นผลงานที่แข็งแกร่งท่ามกลางการฟื้นตัวของภาคการบิน

AOT ผลประกอบการ

ปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินพุ่งสูง

ตัวเลขสำคัญที่หนุนผลประกอบการมาจากปริมาณการจราจรทางอากาศที่ 6 สนามบินหลักของ AOT ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย ภูเก็ต และหาดใหญ่ มีเที่ยวบินรวม 208,281 เที่ยว เพิ่มขึ้น 1.82% โดยแบ่งเป็นระหว่างประเทศ 116,594 เที่ยว และในประเทศ 91,687 เที่ยว

ผู้โดยสารรวม 34.47 ล้านคน เพิ่ม 2.50% แบ่งเป็นต่างประเทศ 20.92 ล้านคน และในประเทศ 13.55 ล้านคน ส่งผลให้การใช้โครงสร้างพื้นฐาน (Utilization Rate) สูงขึ้น บางสนามบินเข้าใกล้ขีดจำกัดแล้ว AOT จึงเร่งขยายศักยภาพ คาดเสร็จปี 2577 รองรับผู้โดยสารได้ 214.5 ล้านคนต่อปี

  • เที่ยวบินรวม: 208,281 เที่ยว (+1.82%)
  • ผู้โดยสารถูก: 34.47 ล้านคน (+2.50%)
  • ผู้โดยสารต่างประเทศ: 20.92 ล้านคน
  • ผู้โดยสารในประเทศ: 13.55 ล้านคน
สนามบิน AOT

รุกปรับโครงสร้างรายได้ให้ยั่งยืน

AOT ไม่หยุดแค่นี้ กำลังผลักดันรายได้จากกิจการการบินด้วยโครงการจูงใจสายการบิน เพิ่มเส้นทางใหม่และความถี่บิน พร้อมปรับอัตราจPSC คาดเริ่มกลางปี 2569 จะเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินกว่า 10,000 ล้านบาท

ด้านรายได้ที่ไม่ใช่การบิน (Non-Aeronautical) พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น สถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่สุวรรณภูมิ (ลงทุน 40 ล้านบาท) และประมูลพื้นที่ 17 ไร่ที่หาดใหญ่ (75 ล้านบาท) รวมถึงโรงแรมและ Mixed-use เพื่อลดความเสี่ยงจากธุรกิจการบินเพียงอย่างเดียว สร้างประสบการณ์ผู้โดยสารที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ แนวโน้มอีก 9 เดือนข้างหน้าดูสดใส การท่องเที่ยวฟื้นตัว สายการบินเพิ่มเที่ยวบิน AOT จะบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามแผน เพื่อเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค สนับสนุนเศรษฐกิจไทย

สำหรับนักลงทุน ผลประกอบการนี้สะท้อนศักยภาพ AOT ในยุค Post-COVID ที่แข็งแกร่ง หากคุณกำลังมองหาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว AOT ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยแผนยั่งยืนและการเติบโตระยะยาว

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสาร AOT ต่อไป และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน คุณคิดอย่างไรกับ AOT โชว์ฟอร์มแกร่ง ประกาศผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก กำไร 4.6 พันล้าน นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ!

ที่มา – AOT โชว์ฟอร์มแกร่ง ประกาศผลประกอบการงวด 3 เดือนแรก กำไร 4.6 พันล้าน

SKY Group Cash Cow: รันเวย์ไทย

ส่องอาณาจักรหมื่นล้าน จากไอทีหน้าใหม่สู่ยักษ์ใหญ่ผู้คุมระบบสนามบินทั่วไทย

วันก่อนมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารและทำความรู้จักกับ วรพจน์ อำนวยผล หรือ “บอย สกาย” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ผู้กว้างขวางในแวดวงธุรกิจและการเมือง พร้อมด้วยบรรดาผู้บริหารระดับสูง ทำให้ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกว่า บมจ.สกาย ไอซีที (SKY) ที่เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปลายปี 2553 จากการให้บริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์ความปลอดภัยด้วยทุนจดทะเบียนไม่มากนักนั้น มาถึงวันนี้ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงไม่กี่ปี SKY ได้สยายปีกกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คว้างานประมูลในสนามบินทั่วประเทศไปแล้วถึง 13 แห่ง โดยเฉพาะการวางระบบเทคโนโลยีในสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงงานติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ AI แก่ศูนย์ราชการและเอกชนรายใหญ่รวมกว่า 400 แห่ง จนกระทั่ง สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่าวันนี้ได้ยกระดับเป็น “SKY Group” เต็มตัวแล้ว

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการสร้างธุรกิจที่เรียกว่า Cash Cow หรือธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างมหาศาลและสม่ำเสมอ โดย SKY Group ได้ร่วมทุนกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT เพื่อให้บริการภาคพื้นดินครบวงจรตลอดระยะเวลา 25 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระบบ Smart AI การเช็กอิน ระบบคัดกรองผู้โดยสาร ไปจนถึงระบบลำเลียงกระเป๋า นอกจากนี้ยังร่วมมือกับการบินไทยในส่วนของงานบริการทำความสะอาดห้องโดยสาร การบำรุงรักษาเครื่องบิน และการบริหารจัดการคลังสินค้าทางอากาศทั้งหมด

เป้าหมายใหญ่ในปี 2569 ของ SKY Group คือการปรับโฉมสนามบินสุวรรณภูมิในทุกตารางนิ้วให้ก้าวขึ้นไปสู้กับสนามบินอันดับ 1 อย่างชางฮีของสิงคโปร์ และเช็คแลปก๊อกของฮ่องกงให้ได้ ด้วยบริการที่เหนือมาตรฐานและการขนส่งสินค้าที่รวดเร็ว ซึ่งคุณบอย สกาย ตั้งเป้าว่าการขยายอาณาจักรครั้งนี้จะทำให้รายได้ในปี 2568 พุ่งทะยานสู่ 12,000 ล้านบาท พร้อมดูแลพนักงานทั่วประเทศกว่า 24,000 คน

ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขรายได้ แต่ยังรวมถึงธรรมาภิบาลในการบริหาร จนได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันความโปร่งใสและผลตอบแทนที่ต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น นานๆ ทีเราจะเห็นบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยไม่หลอกลวงนักลงทุนรายย่อยจนได้รับเรตติ้งสูงสุดเช่นนี้ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

บริษัท SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย จากบริษัทไอทีเล็กๆ สู่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่กุมบังเหียนระบบสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศ การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ ทำให้หลายคนสนใจว่าอะไรคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของพวกเขา

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

  • การร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่: การร่วมมือกับ AOT และการบินไทย ทำให้ SKY Group สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุนในเทคโนโลยี: การนำเทคโนโลยี Smart AI มาใช้ในสนามบิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร
  • ธรรมาภิบาลในการบริหาร: การได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและสังคม

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การเติบโตของ SKY Group เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ก็สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้

การที่ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เทียบเท่ากับสนามบินชั้นนำระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศไทย หากพวกเขาสามารถทำได้จริง ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมาก

จับตาดูการเติบโตของ SKY Group อย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขาอาจเป็นผู้เล่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการบินไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “SKY Group” Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

สมช.เคาะ! รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เข้ม 3 มาตรการ

สมช. เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ เปิดช่องให้การท่า ขอกองทัพ ใช้ “แอนตี้โดรน” ขู่มียาแรง หากกระทบความมั่นคง ถึงขั้นโทษประหาร

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กรณีพบโดรนเข้ามาในพื้นที่จุดสำคัญต่างๆ ทั้งสนามบิน และจังหวัดชายแดน ซึ่งที่ประชุมมีมติสำคัญ 2 ส่วน คือ มาตรการระยะเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ

ภายหลังจากการพิสูจน์พบโดรนจำนวนหนึ่งเข้ามาในพื้นที่ สำนักงานการบินพลเรือนได้ออกประกาศกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุม ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดน และสนามบินสำคัญทั่วประเทศ

สมช. เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ

สำหรับมาตรการเร่งด่วนที่ประกาศใช้เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย:

  1. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยาน สำนักงานการบินพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สนับสนุนการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการจัดการกับโดรนเป้าหมายที่เข้ามาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกัน สืบสวนสอบสวน และแอนตี้โดรนต่างๆ เพื่อประสานงานอย่างใกล้ชิดและให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  2. ให้กระทรวงกลาโหม ผ่อนคลายมาตรการอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งท่าอากาศยานและหน่วยอื่นๆ สามารถจัดหาแอนตี้โดรนได้ เนื่องจากเป็นยุทธภัณฑ์จึงต้องขออนุญาตกองทัพ เพื่อเตรียมการให้มีไว้ป้องกันพื้นที่
  3. ให้เข้มงวดในการนำเข้า และตรวจสอบการลักลอบนำเข้าโดรน ในพื้นที่ชั้นใน และพื้นที่อื่นๆ อย่างเข้มงวด
  4. ประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่า การบินโดรนเข้ามาในพื้นที่เสี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ความมั่นคงมีโทษร้ายแรง โดยเฉพาะสนามบิน มีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต จึงอยากสื่อสารให้ทุกฝ่ายเข้าใจ และหากใช้โดรน และพบว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย

มาตรการระยะยาวเพื่อรับมือโดรนป่วน

สำหรับมาตรการระยะยาวที่วางไว้เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ มีดังนี้:

  1. ก่อนหน้านี้ สมช.เคยมีมติให้กองทัพอากาศ เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การทำงานเอกภาพ โดยจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้นมา คือ ศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไม่มีคนขับแห่งชาติ
  2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัยในอนาคต รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมในการใช้เครื่องมือ ซึ่งเป็นทักษะขั้นสูง
  3. เห็นชอบทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการเพิ่มโทษกรณีที่ใช้โดรนที่กระทบต่อความมั่นคง

การออกมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความเอาใจใส่ในความปลอดภัยของประเทศชาติ มาตรการเหล่านี้อาจจะดูเข้มงวด แต่ก็จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การตระหนักถึงโทษของการใช้โดรนในพื้นที่หวงห้าม และการให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย จะช่วยให้เราทุกคนสามารถรักษาความปลอดภัยของประเทศชาติได้

ที่มา – “สมช.” เคาะ 3 มาตรการ รับมือโดรนป่วนสุวรรณภูมิ ขู่ใช้ยาแรงขั้นประหารชีวิต หากกระทบความมั่นคง

บิ๊กเล็ก เผย! รับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

“บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เกี่ยวกับการรับมือกลุ่มโดรนไม่ทราบฝ่ายที่บินใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ พร้อมสั่งการให้กองทัพอากาศเข้าตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญในการประชุม สมช. ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีการตรวจพบโดรนบินในพื้นที่ส่วนหลังตอนใน ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ สืบเนื่องจากรายงานการพบเห็นวัตถุส่องแสงไฟลักษณะคล้ายโดรนจำนวนมากบินเป็นกลุ่มบริเวณใกล้เคียง

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่าได้มอบหมายให้กองทัพอากาศดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคมแล้ว โดยย้ำว่าเป็นคนละประเด็นกับการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

ในส่วนของการเจรจาที่จะมีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนฯ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ในวันเดียวกัน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าเป็นเรื่องของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่จะดำเนินการพูดคุย ซึ่งต้องรอฟังผลการหารือจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้ง

บิ๊กเล็ก เผย! รับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

ประเด็นเรื่องโดรนที่บินใกล้สนามบินสุวรรณภูมินั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในการบิน และความมั่นคงของประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้กองทัพอากาศตรวจสอบอย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

ความสำคัญของการรับมือโดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

การรับมือกับสถานการณ์โดรนบินใกล้สนามบินสุวรรณภูมิมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ความปลอดภัยในการบิน: โดรนที่บินในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินอาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินที่กำลังขึ้นหรือลงจอด การชนกันอาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงและการสูญเสียชีวิต
  • ความมั่นคง: โดรนสามารถใช้ในการสอดแนมหรือก่อวินาศกรรม หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
  • ภาพลักษณ์: เหตุการณ์โดรนบินใกล้สนามบินอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสนามบินและประเทศโดยรวม

ดังนั้น การมีมาตรการรับมือที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันภัยคุกคามจากโดรนและรักษาความปลอดภัยของสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป

การที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากำลังมีการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและปรับปรุงมาตรการอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสนามบินสุวรรณภูมิจะยังคงเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและมั่นคงสำหรับทุกคน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” เผยประชุม สมช. รับมือโดรนบินใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ สั่งกองทัพอากาศตรวจสอบ

AOT ปลื้ม! 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

AOT เผยผลการดำเนินงาน 9 เดือน ปีงบประมาณ 2568 การบินโตต่อเนื่อง ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่สนามบินระดับโลก

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า จากผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 ที่ AOT บริหารจัดการสนามบิน 6 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ท่าอากาศยานดอนเมือง, ท่าอากาศยานเชียงใหม่, ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง เชียงราย, ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานหาดใหญ่ พบว่ามีจำนวนเที่ยวบินรวมทั้งสิ้น 602,195 เที่ยวบิน

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า พบว่ามีการเพิ่มขึ้นถึง 9.79% โดยแบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศจำนวน 341,523 เที่ยวบิน และเที่ยวบินภายในประเทศจำนวน 260,672 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีผู้โดยสารมาใช้บริการรวม 97.24 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 7.87% แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ 59.48 ล้านคน และผู้โดยสารภายในประเทศ 37.76 ล้านคน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานโดยรวมเติบโตอย่างต่อเนื่อง

AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต กำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน

จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีรายได้จากกิจการการบินจำนวน 25,645.27 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 2,376.90 ล้านบาท คิดเป็น 10.22% ในขณะที่รายได้รวมของ AOT อยู่ที่ 52,324.21 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 14,262.37 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้านได้อย่างน่าประทับใจ

ล่าสุด ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 อันดับแรกของท่าอากาศยานที่มีการเชื่อมต่อทางอากาศดีที่สุด (Airport Connectivity Ranking) ประจำปี 2567 โดยสภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักเดินทางที่มีต่อท่าอากาศยานของ AOT ในด้านความปลอดภัย การให้บริการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

AOT เดินหน้าพัฒนาโครงการรองรับการเติบโต

เพื่อรองรับการขยายตัวของเครือข่ายเส้นทางการบิน AOT ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการและมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น โครงการกระตุ้นตลาดด้านการบิน (Incentive Scheme) ที่มอบให้แก่สายการบินที่เปิดให้บริการเส้นทางการบินใหม่มายังท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT หรือเส้นทางการบินใหม่ของสายการบิน ซึ่งได้มีการขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมออกไปอีก 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 โดยให้ส่วนลดด้านการบิน 50% ตลอดระยะเวลาโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Marketing Fund ที่สนับสนุนงบส่งเสริมการตลาดในอัตรา 300 บาทต่อผู้โดยสารหนึ่งคน ซึ่งจะช่วยจูงใจสายการบินให้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมายังสนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงราย อันเป็นการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค รวมถึงกิจกรรม “FAM Trip” ที่นำผู้แทนสายการบินและบริษัทนำเที่ยวจากต่างประเทศมาสัมผัสและเยี่ยมชมการท่องเที่ยวในพื้นที่จริง ซึ่งเป็นการแนะนำศักยภาพของท่าอากาศยานและสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาและเชียงราย เพื่อวางรากฐานสำหรับการขยายเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ในอนาคต ด้วยเหตุนี้ AOT จึงได้เร่งดำเนินโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่ง ให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 240 ล้านคนต่อปีภายในปี 2575

ขณะเดียวกัน AOT ก็มีแผนที่จะหารายได้จากแหล่งอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical Revenue) ตัวอย่างเช่น การเปิดโอกาสให้นักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาพัฒนาพื้นที่ที่มีศักยภาพรอบสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อประกอบธุรกิจ เช่น โรงแรม โครงการ MRO โครงการ Private Jet Terminal โครงการ Logistics Hub Training Center ศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า โชว์รูมรถยนต์ สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และโครงการ Attraction in Terminal เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดเก็บค่าบริการระบบไฟฟ้า 400 Hz และระบบปรับอากาศ PC-AIR ที่อาคาร SAT-1 สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของสายการบินที่เข้ามาใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านแหล่งรายได้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

บริการเหล่านี้ยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดมลพิษทางอากาศและเสียงรบกวนจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขณะที่เครื่องบินเข้าจอด ณ หลุมจอดอากาศยาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ AOT ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนอันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวขององค์กรไปจนถึงการเตรียมพร้อมให้กับสนามบินสุวรรณภูมิในการเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาคต่อไป การเติบโตของ AOT ที่มีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออุตสาหกรรมการบินของไทย

การที่ AOT มีผลประกอบการที่เติบโตและมีกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทย และความสามารถในการบริหารจัดการของ AOT ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาสนามบินและการบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนให้เข้ามาในประเทศไทยมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ที่มา – AOT ปลื้ม 9 เดือนการบินโต ทำกำไรทะลัก 1.4 หมื่นล้าน พร้อมยกระดับสู่สนามบินระดับโลก

Scroll to top