สมชัย ศรีสุทธิยากร

ดร.เรือบิน เผยบาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่น Big Data

การเลือกตั้งในประเทศไทยกำลังเผชิญประเด็นร้อนที่หลายคนจับตา นั่นคือเรื่อง บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร ซึ่ง “ดร.เรือบิน” หรือนายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ออกมาเผยว่าสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปเชื่อมโยงกับบุคคลที่มาใช้สิทธิได้ สร้างความกังวลเรื่องการนำข้อมูลไปใช้เป็น Big Data วางแผนการเมืองในอนาคต

“ดร.เรือบิน” เผยพิสูจน์แล้ว บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร

ในที่ประชุมของคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ดร.เรือบินได้อธิบายวิธีการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยใช้กล้องบันทึกภาพผู้มาใช้สิทธิในวันเลือกตั้งใหม่ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตลอดทั้งวัน จากนั้นนำภาพมาจำลองด้วย AI เพื่อคาดเดาการเลือกตั้งของแต่ละคน โดยเปรียบเทียบกับลำดับบัตรสีเขียวและสีชมพูในช่วงนับคะแนน สามารถจับคู่ได้ว่าบัตรใบไหนเป็นของผู้ใช้สิทธิคนที่เท่าไหร่

กระบวนการนี้เผยให้เห็นช่องโหว่ใหญ่ เพราะผู้ที่ตั้งใจทุจริตสามารถตรวจสอบได้ว่าการซื้อเสียงสำเร็จหรือไม่ แม้จะไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เพียงพอต่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะหากหน่วยงานที่มีอำนาจรวบรวมเป็น Big Data เพื่อวางแผนทางการเมืองระยะยาว

สมชัย ศรีสุทธิยากร เสนอเลือกตั้งจำลองถอดรหัสบาร์โค้ด

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าบัตรสีเขียวมี QR Code ที่เชื่อมกับเล่มบัตร ซึ่งแต่ละเล่มมี 20 ใบ ใช้โค้ดเดียวกัน จึงอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่บัตรสีชมพูมีบาร์โค้ดด้านล่างที่สแกนได้ด้วยมือถือ แสดงรหัส 9 หลักของแต่ละใบ ทำให้ย้อนกลับไปยังบุคคลได้ง่ายๆ เพียงแค่สังเกตหน่วยเลือกตั้ง

เพื่อพิสูจน์ชัดเจน สมชัยประกาศจัดเลือกตั้งจำลองในวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. โดยเชิญสื่อมวลชน 10 คนมาใช้สิทธิในคูหา ถ่ายรูปเก็บไว้ หลังจากนั้นให้ทีมผู้เชี่ยวชาญ 5 ทีมและทีมประชาชน 5 ทีม (นักศึกษา มัธยม ประถม ประชาชนทั่วไป) ถอดรหัสบาร์โค้ดภายใน 30 นาที โดยใช้อุปกรณ์ตัวเอง เพื่อแสดงว่าบัตรเลือกตั้งแบบนี้ไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังเชิญอัครราชทูต各国และนักวิชาการมาร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงส่งเรื่องไปยังวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง เพื่อยืนยันว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ไม่มีความลับในการออกเสียง

ความเสี่ยงของบาร์โค้ดย้อนลำดับบัตรต่อประชาธิปไตย

บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร ไม่เพียงเปิดช่องให้ทุจริต แต่ยังเสี่ยงต่อการละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กกต. อ้างว่าใช้ป้องกันบัตรปลอม แต่ดร.เรือบินมองว่าถ้านับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ จะเห็นความคลาดเคลื่อนชัดเจน การเลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่มีโค้ดนี้แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องแก้ไข

  • ช่องโหว่หลัก: บาร์โค้ดเชื่อมลำดับผู้มาโหวต
  • เครื่องมือถอดรหัส: AI + กล้องบันทึก + สแกนมือถือ
  • ผลกระทบ: Big Data สำหรับวางแผนซื้อเสียงและจัดการการเมือง
  • แนวทางแก้: เลือกตั้งจำลอง + ปฏิรูป กกต. + แก้รัฐธรรมนูญ

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิรูปองค์กรอิสระ เพื่อให้การเลือกตั้งโปร่งใสและยุติธรรมแท้จริง หากปล่อยไว้ ประชาธิปไตยไทยอาจถูกบ่อนทำลายจากเทคโนโลยีที่ควรช่วยเหลือ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องบาร์โค้ดย้อนลำดับบัตรนี้? มันจะเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้งที่โปร่งใสกันเถอะ!

ที่มา – “ดร.เรือบิน” เผยพิสูจน์แล้ว บาร์โค้ดย้อนลำดับบัตร หวั่นถูกใช้ข้อมูล Big Data วางแผนการเมือง

“สมชัย” ชี้ ลาออกราชการต้องยื่น 30 วันล่วงหน้า

ในยุคที่การทำงานในภาครัฐกำลังเป็นที่สนใจของหลายคน โดยเฉพาะข้าราชการที่อาจพิจารณาลาออกเพื่อหาโอกาสใหม่ๆ “สมชัย” ชี้ ลาออกราชการต้องยื่นล่วงหน้า 30 วัน หากหยุดไปเฉยๆ ผิดวินัยร้ายแรง นี่คือประเด็นสำคัญที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้ความรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่อาจสับสนในขั้นตอนการลาออก

“สมชัย” ชี้ ลาออกราชการต้องยื่นล่วงหน้า 30 วัน หากหยุดไปเฉยๆ ผิดวินัยร้ายแรง

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2566 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อชี้แจงกรณีของข้าราชการสาวรายหนึ่งที่ตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์ สังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เธอยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการลงวันที่ 1 ตุลาคม 2566 โดยขอให้มีผลตั้งแต่วันเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่อยากไปประกอบอาชีพอื่น คำถามคือ ทำแบบนี้ได้หรือไม่? นายสมชัยได้อธิบายอย่างละเอียดว่า การลาออกจากราชการมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อย่างเคร่งครัด

ขั้นตอนแรกในการลาออกคือต้องยื่นหนังสือล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันก่อนวันที่มีผลลาออก เพื่อให้หน่วยงานมีเวลาจัดการรับผิดชอบงานที่ค้างคา ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งสามารถยับยั้งการลาออกได้ หากเห็นว่าจำเป็นต่อประโยชน์ของทางราชการ โดยไม่เกิน 90 วัน แต่มีข้อยกเว้นสำหรับการลาออกเพื่อไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งไม่สามารถยับยั้งได้

กรณีลาออกฉุกเฉินและผลกระทบหากไม่ปฏิบัติตาม

หากมีเหตุผลจำเป็นจริงๆ การยื่นลาออกน้อยกว่า 30 วันก็สามารถทำได้ แต่ต้องแจ้งเหตุผลชัดเจนและได้รับอนุมัติ ในช่วงเวลารอการอนุมัติ ซึ่งอาจยาวนาน ผู้ยื่นลาออกยังคงต้องมาปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ห้ามหยุดงานไปโดยพลการ หากใช้สิทธิลา สามารถลากิจ ลาพักร้อน หรือลาป่วยได้ตามปกติ แต่ต้องยื่นล่วงหน้าและมีเอกสารยืนยัน หากหยุดงานโดยไม่มีเหตุผลหรือขาดราชการต่อเนื่องเกิน 15 วัน จะถือเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การไล่ออกหรือปลดออกจากราชการทันที

นายสมชัย เน้นย้ำว่า “สมชัย” ชี้ ลาออกราชการต้องยื่นล่วงหน้า 30 วัน หากหยุดไปเฉยๆ ผิดวินัยร้ายแรง เป็นหลักการพื้นฐานที่ข้าราชการทุกคนควรทราบ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายและวินัย ตัวอย่างเช่น ในกรณีของข้าราชการสาวรายนี้ หากยื่นลาออกมีผลทันทีโดยไม่รอ 30 วัน อาจถูกมองว่าเป็นการขาดราชการ และหากไม่มาทำงานต่อเนื่อง จะเสี่ยงถูกดำเนินการทางวินัยรุนแรง

นอกจากนี้ การลาออกจากราชการยังเกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น การรับเงินชดเชยหรือบำเหน็จบำนาญ ซึ่งต้องปฏิบัติตามระเบียบให้ถูกต้อง หากลาออกไม่ถูกต้อง อาจสูญเสียสิทธิเหล่านี้ไปด้วย สำหรับข้าราชการที่กำลังวางแผนลาออก แนะนำให้ปรึกษาหน่วยงานของตนเองหรือศึกษาระเบียบ ก.พ. ล่วงหน้า เพื่อให้กระบวนการราบรื่น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนงานจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องเคารพกฎระเบียบเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ ตัวนายสมชัยเองเคยมีประสบการณ์ในวงการราชการและการเมืองมาอย่างยาวนาน การชี้แจงครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ข่าวสารเกี่ยวกับข้าราชการลาออกเพื่อลงสมัครเลือกตั้งกำลังเป็นกระแส

เพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น เราสามารถสรุปขั้นตอนการลาออกจากราชการได้ดังนี้:

  • ยื่นหนังสือลาออก: ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน กำหนดวันที่มีผลชัดเจน
  • รออนุมัติ: ยังต้องมาทำงานปกติ สามารถลาต่างๆ ได้ตามสิทธิ
  • หลีกเลี่ยงการขาดงาน: หยุดเกิน 15 วัน = ผิดวินัยร้ายแรง
  • ข้อยกเว้น: ลาออกเพื่อสมัคร ส.ส. ไม่ต้องรอ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ข้าราชการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ หากคุณเป็นข้าราชการที่กำลังคิดลาออก ลองตรวจสอบขั้นตอนให้ดีก่อนดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง นายสมชัยทิ้งท้ายว่า “ใครที่มาทำงานเป็นข้าราชการสมควรรู้ด้วยตนเองครับ” ซึ่งเป็นคำเตือนที่เจ็บจี๊ดแต่จริงใจ

สุดท้ายนี้ หากคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับการลาออกจากราชการ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎระเบียบข้าราชการ สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด

ที่มา – “สมชัย” ชี้ ลาออกราชการต้องยื่นล่วงหน้า 30 วัน หากหยุดไปเฉยๆ ผิดวินัยร้ายแรง

Scroll to top