สมาชิกวุฒิสภา

นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้

นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง เมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลจากกลุ่มไอลอว์ (iLaw) เกี่ยวกับรายชื่อนักการเมืองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. ซึ่งงานนี้ทำเอา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับหัวเราะร่าเมื่อทราบข่าวว่าชื่อตนเองปรากฏเป็นอันดับแรกในเอกสารดังกล่าว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อนายอนุทินให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยกล่าวถึงกรณี นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้ ว่าตนยังไม่เห็นรายละเอียดของเอกสารดังกล่าว แต่เมื่อถูกถามย้ำถึงการที่มีชื่อคนในพรรคภูมิใจไทยเข้าไปพัวพันกว่า 9 คน นายกฯ ก็ได้โต้ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ว่าเรื่องนี้ต้องว่ากันไปตามกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย

มาดูกันว่าประเด็นเรื่อง นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

สำหรับท่าทีของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถือว่าเป็นการแสดงออกที่ชัดเจนว่าเจ้าตัวไม่ได้มีความกังวลต่อกระแสข่าวโจมตี โดยมีการตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล ดังนี้:

  • การตั้งคำถามถึงที่มาของเอกสารว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด
  • การย้ำเตือนว่าทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การตัดสินผ่านโซเชียล
  • ยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องคดีฮั้วเลือก สว. เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อธรรมาภิบาลและการเลือกตั้งในประเทศไทย ความโปร่งใสจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นเป็นอันดับหนึ่ง การที่ไอลอว์ออกมาเปิดเผยชื่อถือเป็นการเคลื่อนไหวที่สร้างแรงกระเพื่อมได้ไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาก็มีสิทธิ์เต็มที่ในการชี้แจงและดำเนินคดีตามสิทธิ์ของตนเอง เพื่อปกป้องชื่อเสียงภายใต้กรอบของกฎหมาย

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า โลกการเมืองในยุคปัจจุบันข้อมูลข่าวสารไหลเวียนรวดเร็วมาก การเสพข่าวสารจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรติดตามผลสรุปจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากที่สุด

ที่มา – นายกฯ ขำกลิ้ง ไอลอว์เปิดชื่อ 9 นักการ ภท. เอี่ยวคดีฮั้ว สว. ลั่นเชื่อถือไม่ได้

เผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด

เผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด

เป็นข่าวที่สร้างความตกใจให้กับวงการเมืองสหรัฐฯ อย่างมาก เมื่อมีการเผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยแพทย์นิติเวชประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ออกมายืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของสมาชิกวุฒิสภาผู้ทรงอิทธิพลท่านนี้ว่ามาจากภาวะทางการแพทย์ที่รุนแรง

รายละเอียดการจากไปของนักการเมืองชื่อดัง

นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของพรรครีพับลิกัน เมื่อคนใกล้ชิดและพันธมิตรสำคัญท่านนี้ต้องจากไปในวัย 71 ปี ด้วยภาวะของโรคหัวใจและหลอดเลือด การเผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากภาวะนี้เป็นอันตรายถึงชีวิตหากเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ว่าเขาจะเพิ่งเดินทางกลับจากการปฏิบัติภารกิจที่ยูเครนมาหมาดๆ

ก่อนหน้าที่เราจะทราบข่าวการเสียชีวิตของท่านสมาชิกวุฒิสภาผู้นี้ เขาเพิ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างประเทศอย่างแข็งกร้าว โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอิหร่าน ซึ่งสะท้อนถึงจุดยืนที่หนักแน่นของเขาตลอดระยะเวลาในการทำงานในวุฒิสภาตั้งแต่ปี 2545

ประวัติและผลงานที่น่าจดจำ

  • ได้รับเลือกเข้าสู่วุฒิสภาในปี 2545 จากรัฐเซาท์แคโรไลนา
  • มีบทบาทสำคัญในด้านนโยบายต่างประเทศและการแทรกแซงทางทหาร
  • อดีตผู้เคยวิพากษ์วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ จนกลายมาเป็นพันธมิตรคนสำคัญ

หลายคนรู้จักเขาจากการเปลี่ยนจุดยืนทางการเมืองที่น่าสนใจ จากคนที่เคยคัดค้านทรัมป์อย่างรุนแรง กลายเป็นผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นในช่วงปีหลังๆ การเผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด ในครั้งนี้ถือเป็นการปิดฉากการทำงานบนเวทีการเมืองระดับโลกที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น

ไม่ว่าคุณจะมีมุมมองทางการเมืองต่อเขาอย่างไร ต้องยอมรับว่าลินด์เซย์ เกรแฮม คือนักการเมืองที่มีอิทธิพลต่อทิศทางของสหรัฐฯ อย่างปฏิเสธไม่ได้ การจากไปของเขาถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราเห็นว่า สุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และเหตุการณ์ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนเสมอ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและผู้ที่เคารพรักเขาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ที่มา – เผย ลินด์เซย์ เกรแฮม สว.คนดัง เสียชีวิตเพราะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ นายภัทรพงษ์ ศุภักษร หรือที่รู้จักกันในนาม “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 3 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกมองว่าอาจมีความไม่โปร่งใส

สาเหตุหลักที่ทำให้ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากกรรมการ กกต. ทั้ง 3 ท่านนี้ ได้รับการคัดเลือกมาจากมติของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งในปัจจุบัน สว. กลุ่มดังกล่าวเองก็กำลังตกเป็นเป้าหมายในกระบวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกตั้งเสียเอง ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ ว่าจะเป็นการตรวจสอบที่ปราศจากอคติได้อย่างไร

เปิดเบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลในคดี สว.

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นกลางแล้ว ทนายอั๋นยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับกระแสข่าวการ “ตัดตอน” สำนวนคดี โดยระบุว่ามีความพยายามลดจำนวน สว. ที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่มีการสรุปสำนวนผู้กระทำผิด 229 คน แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะเหลือเพียงจำนวนน้อยเพื่อลดผลกระทบทางการเมือง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทนายอั๋นยืนยันว่าจะไม่ยอมเด็ดขาด

  • การขู่แฉคลิปเด็ด: ทนายอั๋นเตรียมเผยแพร่คลิปซีรีส์วงจรปิดวันเลือกตั้ง สว. เพื่อแฉพฤติการณ์ “ดึงเชง” ส่งโพยรายชื่อใหม่
  • เส้นทางการเงิน: ข้อมูลจาก DSI ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเงินจากระดับรองประธานวุฒิสภา
  • ความกดดันภายใน: มี สว. บางส่วนติดต่อเข้ามาหาทนายอั๋นเพราะไม่พอใจที่ถูก “ทิ้ง” หรือถูกตัดชื่อออกเพื่อสังเวยคดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อตาสับปะรดของประชาชน

การที่ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือเลือกปฏิบัติ ผลกระทบที่ตามมาคือความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครอง ทนายอั๋นยังย้ำชัดว่า ตนเองในฐานะนักต่อสู้ที่เป็นอิสระ พร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ดินเขากระโดง เพื่อทวงคืนความถูกต้องกลับมาให้สังคม

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีท่าทีอย่างไร และหลักฐานเด็ดที่ทนายอั๋นถืออยู่ในมือ จะสามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของใครต่อใครได้บ้าง นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของกฎหมายบ้านเมืองที่ต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม

ที่มา – “ทนายอั๋น” บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีการตั้งคำถามถึงกระบวนการที่ส่อเค้าไม่โปร่งใส จนเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ล่าสุด คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย โดยเรียกร้องให้ กกต. แสดงความรับผิดชอบและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเข้ามาสอบสวนคดีฮั้ว สว. นั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นจากประชาชน แต่ตราบใดที่คนในองค์กรอิสระยังมีสายสัมพันธ์ทับซ้อนกับผู้ถูกตรวจสอบ ย่อมเป็นเรื่องยากที่สาธารณชนจะไว้วางใจ ประเด็นสำคัญที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เน้นย้ำคือ หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างอิสระและปราศจากอิทธิพลของฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้องกัน

ข้อเสนอแนะเพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่น

นอกจากเรื่องการถอนตัวของกรรมการแล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ยังได้เสนอทางออกเพื่อไม่ให้กระบวนการยุติธรรมยืดเยื้อ ดังนี้:

  • กรรมการทั้ง 4 ท่านที่ผ่านความเห็นชอบจาก สว. ชุดปัจจุบัน ควรถอนตัวจากการพิจารณาคดีทันที
  • เร่งระยะเวลาการพิจารณาคดีจาก 6 เดือน ให้เหลือเพียง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์ความตั้งใจจริง

การที่ หญิงหน่อย จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา นั้น ถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ต้องการกระตุกสังคมให้หันมาตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระ หาก กกต. ต้องการกู้ศรัทธากลับคืนมา การยึดหลักความโปร่งใสและตรวจสอบได้คือกุญแจดอกสำคัญที่สุด เพราะคดีนี้ไม่ใช่แค่การตัดสินสิทธิของบุคคล แต่เป็นการพิสูจน์มาตรฐานของระบอบประชาธิปไตยไทยทั้งระบบ

ในมุมมองของผู้เขียน เราเห็นว่าการแสดงสปิริตของคณะกรรมการถือเป็นสิ่งสำคัญในสภาวะที่บ้านเมืองมีความเปราะบางทางการเมือง การที่สังคมเรียกร้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถอนตัวนั้น ไม่ได้หมายถึงการด้อยค่าใคร แต่เป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง มากกว่าสายสัมพันธ์ส่วนตัว หาก กกต. ตัดไฟแต่ต้นลมได้ เชื่อว่าภาพลักษณ์ขององค์กรจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้ 4 กกต. ที่สว. แต่งตั้งถอนตัวคดีฮั้ว สว. ลบข้อกังขา

ที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุดมีการรายงานว่าทางที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติสำคัญในการแต่งตั้งบุคลากรระดับสูง โดยที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด อย่างเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สำคัญในการรักษาความยุติธรรมทางปกครองของประเทศต่อไป

ที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

การดำเนินการคัดเลือกในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 15 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 9 พ.ศ. 2560 ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักการตรวจสอบประวัติอย่างเข้มข้น

รายชื่อผู้ได้รับการอนุมัติให้เป็น ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

สำหรับบุคคลทั้ง 9 ท่านที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกและได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ได้แก่:

  • นายภาณุมาศ เลี่ยมสกุล
  • นายตระหง่าน เกียรติศิริโรจน์
  • นายวุฒิชัย แสงสำราญ
  • นายยรรยง ธัญทะพิพงศ์
  • นายสมสกุล ณ บางช้าง
  • นายตรีทศ นิโครธางกูร
  • นายประยูร ปรีดา
  • นายพัฒนา คูศรีพิทักษ์
  • นายหัสฎี ศรีวิเชียร

ทุกท่านได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนที่ท่วมท้นจากที่ประชุม แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเข้าปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตุลาการศาลปกครองสูงสุดที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบกฎหมายไทย โดยแต่ละท่านมีประสบการณ์และผลงานที่โดดเด่นซึ่งผ่านการรับรองจากคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติมาแล้วเป็นอย่างดี

นอกเหนือจากการลงมติแต่งตั้งแล้ว ทางที่ประชุมยังได้มีการลงมติในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการไม่เปิดเผยบันทึกการประชุมจำนวน 5 ครั้ง รวมถึงรายงานลับของคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ เพื่อความเป็นส่วนตัวและความเรียบร้อยตามระเบียบวุฒิสภา

การแต่งตั้งตุลาการศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมทางปกครองให้มีความคล่องตัวและทรงประสิทธิภาพมากขึ้น นับเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่รอคอยการแต่งตั้งข้าราชการตุลาการเพื่อเข้าไปดูแลความเรียบร้อยของคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐและเอกชน หากท่านใดต้องการติดตามความคืบหน้าเพิ่มเติมในประเด็นนี้ สามารถคอยอัปเดตข้อมูลข่าวสารจากรัฐสภาอย่างต่อเนื่องครับ

ที่มา – ที่ประชุม สว. เห็นชอบ 9 บุคคล ดำรงตำแหน่ง “ตุลาการศาลปกครองสูงสุด”

“สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายสนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัคร สว. ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นการตั้งข้อสงสัยเรื่องการใช้โพยในการเลือกตั้ง สว. โดยนายสนธิญาได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝั่งตรงข้ามที่ออกมาอธิบายความจริงในมุมมองของตน หลังจากที่มีกระแสข่าวจากทางฝั่งพรรคประชาชนโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องการพบโพยขณะเลือกตั้ง

“สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้

หลายคนอาจจะกำลังสับสนว่าตกลงแล้วโพยที่กล่าวถึงนั้นมีผลจริงหรือไม่ นายสนธิญาได้ยืนยันหนักแน่นว่า จากประสบการณ์จริงที่ลงสนามด้วยตัวเอง “สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้ อย่างแน่นอน เพราะในขั้นตอนปฏิบัติจริงของ กกต. มีมาตรการคัดกรองที่เข้มงวดมาก

ทำไมโพยถึงไม่มีผล? ไขข้อสงสัยจากนักร้องเรียนการเมือง

นายสนธิญาได้ไขข้อข้องใจผ่านมุมมองของคนในพื้นที่ว่า:

  • ผู้สมัครทุกคนได้รับหนังสือแนะนำตัวที่มีข้อมูลครบถ้วนอยู่แล้ว การจดบันทึกรายชื่อเป็นเรื่องปกติที่ช่วยเรื่องความจำ
  • กกต. มีมาตรการให้เก็บเอกสารต่างๆ ไว้ด้านนอกห้องเลือกตั้งก่อนเข้าสู่วงจรการลงคะแนน
  • ระบบการจับสลากไขว้กลุ่มเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การล็อคผลหรือบล็อกคะแนนทำได้ยากมากถึงเป็นไปไม่ได้เลย

นายสนธิญายังเสริมอีกว่า แม้จะมีคนพยายามจะทำโพย แต่เมื่อขั้นตอนการจับสลากไขว้กลุ่มเริ่มขึ้น ทุกอย่างจะถูกสุ่มใหม่หมด ทำให้รายชื่อที่จดมานั้นกลายเป็นเพียงกระดาษไร้ค่าที่ช่วยใครไม่ได้ นอกจากนี้ ในห้องเลือกตั้งยังมีกล้อง CCTV คอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทุกการกระทำอยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่และกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด

สรุปประเด็นสำคัญเรื่องการเลือกตั้ง สว.

จากคำบอกเล่าของคุณสนธิญาที่กล่าวว่า “สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้ เราจะเห็นได้ว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “กระดาษโพย” แต่อยู่ที่ตัวระบบการเลือกตั้งที่มีกลไกการสุ่มและถ่วงดุลในตัวมันเอง อย่างไรก็ตาม ความโปร่งใสยังคงเป็นสิ่งที่สังคมเฝ้าจับตา และเป็นความหวังของประชาชนที่ต้องการให้การเลือกตั้ง สว. ในครั้งต่อๆ ไปมีความชัดเจนและเป็นธรรมที่สุด เพื่อที่ได้ตัวแทนที่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่สำคัญให้กับประเทศชาติครับ

ที่มา – “สนธิญา” โต้ “พริษฐ์” ยันโพย สว. ไร้ความหมาย ระบบจับสลากไขว้บล็อกคะแนนไม่ได้

กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งกันอยู่ใช่ไหมครับ กับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่อง กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน หลังจากที่มีการเผยแพร่รายละเอียดเกี่ยวกับไทม์ไลน์การทำงานออกมาให้เราได้ทราบกัน

กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น จัดเต็มทุกจันทร์

ล่าสุดทาง กกต. ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสอบสวนสำนวนคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยกำหนดให้มีการประชุมพิจารณาลงลึกในทุกๆ วันจันทร์ เพื่อให้สำนวนคดีมีความรัดกุมที่สุด ซึ่งการที่ กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น ในครั้งนี้ถือเป็นการประกาศกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะสะสางให้เสร็จสิ้นภายใน 12 สัปดาห์นับจากเดือนมิถุนายนจนถึงสิงหาคม 2569 ครับ

ทำไมคดีเลือกตั้ง สว. ถึงมีความซับซ้อน?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการพิจารณาถึงต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ทาง กกต. ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจและสมเหตุสมผลไว้ดังนี้ครับ:

  • ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก: มีการร้องเรียนและตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหลายพื้นที่
  • ความซับซ้อนทางกฎหมาย: พยานหลักฐานมีหลากหลายรูปแบบและต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงในลักษณะเครือข่าย
  • ความเป็นธรรม: ต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงเพื่อความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม

ความตั้งใจของ กกต. คือการยึดถือหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งหวังให้ผลการตัดสินออกมาถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้มากที่สุด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณภาพ

ในฐานะประชาชน สิ่งที่เราทำได้คือการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินไปครับ การที่หน่วยงานออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการเลือกตั้งไทยกำลังถูกดูแลอย่างจริงจัง ขอให้ทุกคนอดใจรอฟังผลสรุปที่จะออกมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ครับ

ที่มา – กกต.ร่อนเอกสารชี้แจงพิจารณาคดีเลือกตั้ง สว.อย่างเข้มข้น วางกรอบให้แล้วเสร็จภายใน 12 สัปดาห์

ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทย กลุ่มตัวแทนจากศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) นำโดยนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ได้บุกยื่นหนังสือถึง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปสิทธิประโยชน์ของนักการเมือง โดยมุ่งเน้นการลดภาระงบประมาณแผ่นดินและคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนผู้เสียภาษี

ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่อาคารรัฐสภา โดยมีมวลชนเข้าร่วมกว่า 20 คน พวกเขาเดินทางมาอย่างเป็นระเบียบเพื่อยื่นข้อเสนอสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อระบบสิทธิประโยชน์ที่ฟุ่มเฟือยของ ส.ส. และ ส.ว. มานาน

ประเด็นเรียกร้องหลัก 3 ข้อ

  • ยกเลิกเงินบำนาญสมาชิกและอดีตสมาชิกรัฐสภา: นายอานนท์อธิบายว่าตำแหน่งนักการเมืองไม่ใช่ข้าราชการประจำที่ทำงานต่อเนื่องตลอดชีวิต การให้บำนาญจึงเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่งบประมาณแผ่นดินตึงตัว
  • ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง: เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้เท่าเทียม ไม่ให้นักการเมืองใช้เป็นเกราะกำบังในคดีต่างๆ เช่น ม.112 หรือคดีฟอกเงิน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในระบบยุติธรรม
  • ลดโควตาผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ: จาก 8 คนเหลือเพียง 3 คน เพื่อประหยัดงบประมาณแล้วนำไปเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุหรือค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่า

ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบมากขึ้น ในขณะที่งบประมาณประเทศถูกใช้ไปกับสิทธิประโยชน์นักการเมืองจำนวนมหาศาล การย้ายเงินเหล่านี้ไปสู่สวัสดิการพื้นฐานจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากรับหนังสือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้แสดงจุดยืนชัดเจน โดยระบุว่าเห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องเงินบำนาญที่ประชาชนไม่ควรต้องเลี้ยงดูนักการเมืองตลอดชีวิตหลังพ้นตำแหน่งแล้ว “นักการเมืองคือผู้ขันอาสามาดูแลทุกข์สุขประชาชน ไม่ใช่มาหาผลประโยชน์” เขากล่าว พร้อมยืนยันว่าจะนำเรื่องเข้าสภาเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ความสำคัญของการปฏิรูปสิทธิประโยชน์นักการเมือง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงพลังของประชาชนในการกำกับดูแลการเมือง ปัจจุบัน สิทธิประโยชน์อย่างบำนาญ ส.ส.-ส.ว. สร้างภาระงบประมาณปีละหลายพันล้านบาท หากยกเลิกได้ จะช่วยประหยัดเงินมหาศาลเพื่อนำไปพัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการผู้ด้อยโอกาส นอกจากนี้ การลดเอกสิทธิ์จะช่วยให้คดีนักการเมืองเดินหน้าได้เร็วขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปฏิรูปดังกล่าวจะเป็นมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น ลดภาพลักษณ์นักการเมืองฟุ่มเฟือย และเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน หากประสบความสำเร็จ จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคจากฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งอาจต่อต้าน แต่ด้วยกระแสประชาชนที่แรงกล้า มีโอกาสสูงที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้

สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนไหว ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่ตัวเอง คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – ภาคประชาชนบุกสภาฯ ร้อง “หมอวรงค์” ล้างบางสิทธิประโยชน์นักการเมือง

Scroll to top