สรวงศ์ เทียนทอง

“สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิด ตำแหน่ง รมต.รับผิดชอบ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองกับประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองกีฬาไทย ที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง นั่นคือเรื่อง “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ หลังจากที่นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาปราศรัยพาดพิงเรื่องการจัดงานซีเกมส์ ซึ่งถูกวิจารณ์หนักว่าล้มเหลวไม่เป็นมาตรฐาน นายสรวงศ์ เทียนทอง อดีตรัฐมนตรีคนเก่าได้ออกมาสะกิดแรง เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบที่แท้จริง

“สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2569 นายสรวงศ์ เทียนทอง ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสระแก้ว เขต 3 ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้แสดงความเห็นหลังจากดูคลิปปราศรัยของนายอรรถกร เขารู้สึกเป็นห่วงแนวทางการทำงานมากๆ เพราะตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่ของเล่น มันมาพร้อมกับอำนาจมหาศาลและความรับผิดชอบที่หนักอึ้ง ควรจะแสดงภาวะผู้นำด้วยการยอมรับข้อเท็จจริงและผลจากการตัดสินใจของตัวเอง แทนที่จะโยนความผิดไปให้คนอื่นแบบนั้น

ในคลิปที่แพร่กระจาย นายอรรถกร พูดถึงปัญหาการจัดงานซีเกมส์ โดยบอกว่าปัญหาเกิดจากคนอื่น แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ การยกเลิกแผนงานและปรับเปลี่ยนแบบกะทันหันเกิดจากการตัดสินใจของฝ่ายบริหารเองในช่วงเวลาที่กระชั้นชิด ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการแข่งขันอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสถานที่แข่งขัน ปัญหางบประมาณที่ล่าช้า หรือมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่คาดหวัง ทำให้ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติ นายสรวงศ์ ชี้ว่าสิ่งเหล่านี้สังคมเห็นหมดแล้ว ไม่ต้องแก้ตัว

ทำไม “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” เรื่องนี้ถึงสำคัญ

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ ยังพูดถึงคำพูดของนายอรรถกรที่บอกว่าการได้เป็นรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือ “ส้มหล่น” ลงมา เขาเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจเองจากผลงานที่เป็นรูปธรรม ว่าสอดคล้องกับคำกล่าวอ้างแค่ไหน ตลอดการทำงานของตัวเอง นายสรวงศ์ ย้ำว่าไม่เคยนำประเด็นการเมืองมาเป็นตัวตั้ง แต่ยึดผลประโยชน์ของชาติและภาพลักษณ์ประเทศเป็นหลัก เพราะสุดท้ายแล้ว ตำแหน่งหน้าที่ไม่ใช่ที่มาอธิบายตัวเอง แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานให้สังคมเห็นชัดๆ

มาดูปมปัญหาซีเกมส์กันแบบละเอียดหน่อยนะครับ การแข่งขันซีเกมส์ที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุด เจอปัญหามากมาย เช่น การยกเลิกกีฬาบางประเภทกะทันหัน สนามแข่งที่ไม่พร้อม ระบบขนส่งล้มเหลว และงบประมาณที่บานปลาย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหน้าที่ชั้นล่างเท่านั้น แต่เป็นผลจากการบริหารจัดการระดับสูงสุด นายสรวงศ์ ในฐานะคนเคยผ่านตำแหน่งนี้มา เขาเข้าใจดีว่าต้องวางแผนล่วงหน้ายาวๆ ไม่ใช่เปลี่ยนแผน phút chót แบบนี้

  • ปัญหาหลัก: ยกเลิกแผนงานกระทันหัน ส่งผลต่อนักกีฬาและผู้จัด
  • ผลกระทบ: ภาพลักษณ์ไทยเสียหายในเวทีอาเซียน
  • บทเรียน: ผู้นำต้องกล้ายอมรับและแก้ไข ไม่โยนผิด

จากประสบการณ์ของนายสรวงศ์ สมัยที่เขาดูแลกระทรวง เคยจัดการงานใหญ่ๆ อย่างประสบความสำเร็จ โดยเน้นการทำงานเป็นทีมและรับผิดชอบร่วมกัน ไม่เคยผลักความผิดให้ลูกน้อง นี่คือตัวอย่างภาวะผู้นำที่แท้จริงที่สังคมไทยต้องการ โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองกีฬาไทยกำลังเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น

ประเด็น “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ นี้ ไม่ใช่แค่การตำหนิส่วนตัว แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนในตำแหน่งสูง โดยเฉพาะรัฐมนตรี ว่าต้องคิดถึงชาติเป็นที่หนึ่ง ผลงานต้องตอบแทนประชาชน ไม่ใช่คำพูดสวยๆ

สุดท้ายนี้ ขอให้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับนายสรวงศ์มั้ยว่าตำแหน่งใหญ่ต้องรับผิดชอบใหญ่? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้ช่วยกันขับเคลื่อนการเมืองไทยให้ดีขึ้น!

ที่มา – “สรวงศ์” สอน “อรรถกร” อย่าโยนผิดให้คนอื่น ตำแหน่ง รมต. มาพร้อมอำนาจ-ความรับผิดชอบ

“จุลพันธ์” ชี้เรื่องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

“จุลพันธ์” ขออย่าเต้นตามข่าวยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 12 ธ.ค. ชี้ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ลั่น ไม่เคยเห็นใครยุบสภาหนี ขอดูช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ส่วน ปชน. ร่วมหรือไม่ ไม่ก้าวล่วง

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ ว่า อย่าเต้นตามข่าวเลย เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อสรุป เมื่อถามว่าหากจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเป็นช่วงเวลาใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ต่อให้รู้ก็บอกไม่ได้ ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมานั้นตนยังไม่เห็น ส่วนที่จะมีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการเปิดสมัยประชุมรัฐสภา เรื่องดังกล่าวคงจะมีการคุยกันในที่ประชุมเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ ต้องถามความเห็น แต่การดำเนินการอยู่ที่กรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค ย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป

ทางด้านนายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวว่ากรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ได้ประชุมกันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า เรื่องนี้ได้พูดคุยกัน เราพร้อมยื่นอภิปรายแต่กำลังดูช่วงเวลา เพราะไม่อยากเป็นแพะว่าอภิปรายแล้วทำให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการเยียวยาอุทกภัยภาคใต้ไม่สำเร็จ จึงต้องดูช่วงเวลาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด เพราะเขาขู่ฟอดๆ ว่าถ้าเรายื่นก็จะยุบสภาฯ ถ้าจะยุบก็ยุบเราไม่ได้กลัว เพราะเราทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยื่นเมื่อไหร่ เพราะเราอยากให้รัฐบาลได้แก้ไขและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ให้เต็มที่

นายสรวงศ์ เผยต่อไปว่า เป็นคนละเรื่องกับการตรวจสอบ เพราะการที่รัฐบาลบริหารบ้านเมืองแล้วมีพี่น้องประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก หากฝ่ายค้านไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนั่นคือเรื่องแปลก ในฐานะฝ่ายค้านเราไม่สามารถให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศต่อไปได้แม้แต่วันเดียว เพราะขณะนี้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้นมาแล้ว และทุกครั้งที่มีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ยังไม่เคยเห็นใครยุบสภาฯ หนี หากยืนยันที่จะทำการยุบสภาฯ นั่นคือเพราะไม่อยากให้ถูกตรวจสอบ คุณได้เป็นนายกรัฐมนตรีมีเสียงสนับสนุนถึง 311 เสียง ถ้าคิดว่าไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ควรจะไปโน้มน้าวคนที่โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีสนับสนุนต่อ ไม่ใช่ถึงเวลาแล้วก็มาขู่ว่าถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะยุบสภาฯ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีคะแนนเสียงเพียง 141 เสียง พวกตนก็ไม่สามารถที่จะล้มรัฐบาลได้หากไม่ได้รับความร่วมมือจากพรรคประชาชน

“จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป

ในคำถามว่าเมื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว มองพรรคประชาชนจะร่วมลงมติไม่ไว้วางใจด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ทราบเลย เขาจะลงมติอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นมติของพรรคประชาชน แต่ทางพรรคเพื่อไทยพร้อม และที่ได้ยินมาทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชาติก็จะร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ซึ่งการทำหน้าที่ฝ่ายค้านก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่จะมาปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปโดยจะมากลัวนั่นกลัวนี่ กลัวยุบสภาฯ มันไม่มีใครกลัวใครหรอก แต่เราต้องคำนึงถึงประเทศชาติว่าเสียหายอย่างไร

เมื่อถามต่อไปว่ามี สส.บางกลุ่มไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสรวงศ์ เผยว่า คำที่บอกว่าไม่เห็นด้วย เขาอาจจะมองว่าหากยื่นไปแล้วอาจจะถูกกล่าวหาว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือถูกกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จเป็นเพราะพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าภายในพรรคไม่มีคนเห็นแย้งและเสียงภายในพรรคไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีเสียงแตกว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ การที่มีคนมาตั้งคำถามว่าจะยื่นไม่ไว้วางใจทำไมเพราะอีก 1 เดือน ก็จะมีการยุบสภาฯ แล้ว แต่อีก 1 เดือนนั้นรัฐบาลอาจจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ดังนั้น พวกตนจึงไม่สามารถปล่อยไปได้

“พร้อมพงศ์” แนะ ปชน. ใช้เวทีซักฟอก ไม่ใช่เล่นแต่โซเชียล

ขณะที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการให้สัมภาษณ์ นายพริษฐ์ วัชนสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แสดงท่าทีการที่จะไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยอ้างถึงกลไกต่างๆ ที่สามารถใช้ตรวจสอบรัฐบาลได้ และเหมือนจะให้น้ำหนักไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2-3 มากกว่านั้น ว่า ไม่ค่อยสบายใจ ผู้นำฝ่ายค้านที่เคยตรวจสอบเข้มแข็งกลับจะไม่ทำหน้าที่ในสภาฯ โดยตรง กลัวว่าหากยื่นอภิปรายนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาฯ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญค้างเติ่งหรือไม่ ที่ผ่านมาจึงทำหน้าที่กองหนุน กองเชียร์ ฝ่ายค้ำ มากกว่าฝ่ายค้าน

การตรวจสอบรัฐมนตรี สส.ฝ่ายรัฐบาล กรณีล่าสุดเครือข่ายทุนนอกสีเทามาโยงใยบุคคลมีชื่อเสียงในเมืองไทยหลายคนรวมไปถึง นายอนุทิน ทำไมไม่ใช้โอกาสอันดีนี้ตีเหล็กเมื่อร้อน การที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ขยายข้อมูลในโลกโซเชียลกระทุ้งอย่างนี้เขาจะปลดให้อย่างนั้นหรือ กลไกที่มันปลดได้คือยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งในสภาฯ ของพรรคร่วมฝ่ายค้านโหวตคว่ำ เรื่องมันแค่นั้นเอง ไม่เข้าใจการแสดงความเห็นกับการแสดงออกของพรรคประชาชน ตรรกะทำไมย้อนแย้งกันเหลือเกิน ผู้นำฝ่ายค้านต้องซัดเต็มไมล์ใส่เต็มแม็กซ์ ไม่ใช่เต็มไปด้วยข้ออ้างเสมือนทำหน้าที่เป็นฝ่ายปกป้อง จนโลกโซเชียล แฟนคลับสีส้ม ชักจะทนไม่ไหว ติติงให้เลิกเป็นไม้ค้ำให้กับรัฐบาลอนุทินได้แล้ว เพราะไม่อย่างนั้น การเลือกตั้ง 2569 จะถูกประชาชนลงโทษคาหีบเลือกตั้งแน่นอน.

การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล และเป็นสิ่งที่ฝ่ายค้านควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่มีข้อสรุป “สรวงศ์” ย้ำดูช่วงที่เหมาะสมที่สุด

สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง

เพื่อไทยประชุมด่วน “แพทองธาร” ลาออกหัวหน้าพรรค “สรวงศ์” ยัน “อิ๊งค์” ยังเป็นเสาหลักสู้ศึกเลือกตั้ง เชื่อ สส. ใจไม่แกว่ง แจงเหตุผล ไม่ให้เรื่องคำวินิจฉัยถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมืองมาขู่ สส.

วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทยมีการเรียกประชุมด่วนคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อแจ้งถึงการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยตั้งแต่ช่วงเช้าแกนนำพรรค อาทิ นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ, น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล และ สส. ทยอยเดินทางเข้าร่วมการประชุม ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร เดินทางเข้าพรรคในเวลา 08.35 น. โดยได้ยิ้มทักทายสื่อมวลชนก่อนขึ้นไปร่วมประชุมกับกรรมการบริหารและ สส.

จากนั้นเวลา 08.55 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แถลงภายหลังการประชุมว่า ภายหลังประชุม สส.พรรคเพื่อไทย วันนี้ น.ส.แพทองธาร เชิญสมาชิกของพรรค มาประชุมเพื่อบอกความในใจและเหตุผลที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนยันทุกอย่างยังอยู่ในคอนเซ็ปต์การยกเครื่องพรรคเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทยที่ประกาศไว้ ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราก็ขยับและเตรียมพร้อมที่จะสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอนาคต สำหรับบทบาทของ น.ส.แพทองธาร ท่านยังเป็นสมาชิกและเป็นหัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย ยังทำงานคู่กับพรรคเป็นเสาหลักสำคัญในการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร บอกเหตุผลการลาออกกับ สส.อย่างไร นายสรวงศ์ ระบุว่า น.ส.แพทองธาร ถูกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่งประเด็นจริยธรรม เพื่อไม่ให้เรื่องดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาขู่ สส.พรรคเรา ผู้สมัครของเราในการดึงตัวในอนาคตและรักษาพรรคไว้ เพราะมองว่าหากสามารถทำอะไรได้ที่เป็นการรักษาพรรคไว้ก็จะทำ จึงลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค พรรคจะประชุมใหญ่วิสามัญพรรคเพื่อไทย เพื่อสรรหาหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทำให้สถานการณ์ในพรรคแกว่งหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ไม่แกว่ง ใครจะเป็นผู้นำพรรค น.ส.แพทองธาร ก็พูดว่าซัพพอร์ตตลอด พวกเราเองได้ฟังเสียงจากประชาชนมา และสมาชิกพรรคทุกอย่างต้องเดินหน้าต่อไป และหัวหน้าเองก็เสียสละที่จะลาออกจากตำแหน่ง และพร้อมยืนยันที่จะอยู่คู่กับพรรคต่อไป

ทางด้านคำถาม กังวลว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ สส. ไหลออกมากขึ้นหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า ถ้าใจอยู่ทุกคนก็อยู่ ถ้าหมดใจแล้วก็ไม่มีปัญหา พวกเราให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตนยืนยันว่ามีไหลออกก็ต้องไหลเข้า ทุกวันนี้ทุกคนและกรรมการสรรหาก็ประชุมกันทุกวัน มีการสัมภาษณ์คนใหม่ๆ อยู่ทุกวัน ตนมองว่าการเมืองขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ และความตั้งใจในการทำงานมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง มีออกก็เข้าไม่มีปัญหา.

สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของพรรค อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมายืนยันว่า น.ส.แพทองธาร ยังคงเป็น “สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง” ที่สำคัญของพรรค และจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการนำพรรคไปสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป

สรวงศ์ยัน “แพทองธาร” ยังเป็นเสาหลัก

คำยืนยันของนายสรวงศ์ ช่วยคลายความกังวลให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยได้เป็นอย่างมาก แม้ว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแล้ว แต่ด้วยความสามารถและประสบการณ์ของเธอ ยังคงเป็นที่ต้องการของพรรค

การที่ น.ส.แพทองธาร ยังคงเป็น สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พรรคมีต่อเธอ และความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไปเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน

พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ดีที่สุดเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน การมี สรวงศ์ยัน แพทองธาร เสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคและเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและการพัฒนาประเทศ การมีผู้นำที่เข้มแข็งและทีมงานที่มีความสามารถจะช่วยให้พรรคสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ที่มา – “สรวงศ์” ยัน “แพทองธาร” ยังเป็นเสาหลักเพื่อไทยสู้ศึกเลือกตั้ง เชื่อ สส. ใจไม่แกว่ง

“สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง

“สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท.

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวและดราม่าอยู่เสมอ เรื่องราวล่าสุดระหว่างเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกับอดีต ส.ก.ลาดกระบัง กำลังเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. คือหัวใจของข่าวนี้ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรคและการเมืองท้องถิ่น

“สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย

นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโต้กลับอย่างดุเดือดต่อนายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.จอห์น หลังจากที่ดร.จอห์นประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย สิ่งที่สรวงศ์ชี้ให้เห็นคือ การกระทำของดร.จอห์นนั้นเหมือนกับการเผาบ้านที่ตัวเองเคยอยู่อาศัย ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมของผู้ชายที่แท้จริง พรรคเพื่อไทยคือผู้ที่มอบโอกาสให้ดร.จอห์นก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นประธานสภากรุงเทพมหานคร หรือประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หากไม่มีพรรคสนับสนุน ดร.จอห์นคงไม่มีวันได้ตำแหน่งเหล่านี้

นอกจากนี้ สรวงศ์ยังย้อนถึงจุดเริ่มต้นของดร.จอห์นในสนามการเมือง โดยพรรคเพื่อไทยคือผู้ส่งเขาเข้าสู่ตำแหน่ง ส.ก.เขตลาดกระบัง และตลอดเวลาที่ผ่านมา ดร.จอห์นได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก ส.ส.อิ่ม ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ในพื้นที่ลาดกระบัง การที่ดร.จอห์นอ้างว่าพรรคไม่เอื้อต่อการทำงานนั้น สรวงศ์มองว่าเป็นเพียงคำพูดสวยหรูที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มันคือการสร้างข้ออ้างเพื่อกลบเกลื่อนการหนีความรับผิดชอบ

ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. พรรคเพื่อไทยคือผู้ให้โอกาส

การเมืองในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตย่านลาดกระบังและเขตลาดกระบัง มักมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของพรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. ชี้ให้เห็นว่าพรรคคือรากฐานที่ทำให้ดร.จอห์นมีวันนี้ หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่น พรรคเพื่อไทยมักเป็นผู้สนับสนุนสมาชิกให้เติบโตผ่านการเลือกตั้งและกิจกรรมต่างๆ

  • ตำแหน่งประธานสภากรุงเทพมหานคร: ดร.จอห์นได้รับมอบหมายจากพรรคเพื่อไทยโดยตรง ทำให้เขาเป็นผู้นำสำคัญในสภา
  • คณะกรรมการงบประมาณ: โอกาสนี้มาจากความไว้วางใจของพรรคเท่านั้น
  • การสนับสนุนจาก ส.ส.ท้องถิ่น: ส.ส.อิ่ม ธีรรัตน์ ให้ความช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอในการรณรงค์และกิจกรรม

การลาออกครั้งนี้ของดร.จอห์น ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า เขาจะสามารถพิสูจน์ตัวเองในเส้นทางใหม่ได้จริงหรือไม่ โดยไม่พึ่งพาพรรคเก่า สิ่งนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและการทรยศหักหลัง ในมุมมองของสรวงศ์ การเดินออกไปแบบนี้คือการตัดสินใจส่วนตัว แต่สังคมจะจับตาดูว่ามันนำไปสู่ประโยชน์ของประชาชนจริงหรือแค่เกมการเมือง

ขณะที่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและงบประมาณที่โปร่งใส ดราม่าครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนให้สมาชิกพรรคคนอื่นๆ คิดทบทวนถึงความภักดีและการรับผิดชอบต่อฐานะที่ได้รับมอบหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ในแวดวงการเมืองท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเลือกตั้ง ส.ก.ครั้งหน้า หรือการจัดการงบประมาณกรุงเทพฯ ที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ผู้สนใจควรติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

ในที่สุด “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท. คือคำเตือนที่ชัดเจนถึงทุกคนในวงการ การเมืองไม่ใช่แค่การปีนป่าย แต่คือการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณเป็นนักการเมืองท้องถิ่น ลองคิดทบทวนดูว่าคุณกำลังสร้างบ้านหรือเผามันอยู่

คุณคิดเห็นอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” ซัด “ดร.จอห์น” เผาบ้านตัวเอง ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ย้อนได้ตำแหน่งก็เพราะ พท.

เพื่อไทยไม่ส่งวิปฝ่ายค้าน เหตุผลคือ?

“สรวงศ์” เผย มติพรรคเพื่อไทย ไม่ส่งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน ยันไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่เจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ย้ำไม่ได้งอแงอะไร

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในการประชุมพรรคเพื่อไทยช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สส.ในพรรคมีการพูดคุยกัน และมีมติว่าจะไม่ตั้งใครเข้าไปเป็นวิปฝ่ายค้าน เนื่องจากเราเห็นความไม่เหมาะสมในการไปเป็นเสียงโหวตการตั้งรัฐบาล เราทำหน้าที่เต็มที่ ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร มั่นใจว่าการทำงานของพวกเราพิสูจน์ได้ว่า เราจะเป็นฝ่ายค้านอย่างเต็มตัวและทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องความแค้น เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่เห็นด้วยกับการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็เตรียมเรื่องการอภิปรายนโยบายไว้แล้ว เมื่อถามถึงกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน ขอให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยวางอัตตาลง นายสรวงศ์ กล่าวว่า นายปกรณ์วุฒิ อาจจะคุยกับบางคน แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่ แต่เป็นเรื่องของคนในรุ่นเดียวกันที่มีความคิดเห็นคล้ายกันและชัดเจนว่า ไม่อยากร่วมเป็นวิปฝ่ายค้าน แต่การทำงานในสภาฯ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเราพร้อมให้ความร่วมมือ แต่การไปร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านเราไม่สามารถทำได้ เพราะเจตนารมณ์คนละเจตนารมณ์กัน เมื่อถามว่า หากมีกฎหมายสำคัญเข้าพร้อมที่จะประสานงานกับพรรค ปชน. ใช่หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า แน่นอนที่ผ่านมาเราก็เป็นองค์ประชุมและโหวตผ่านให้ตลอด อะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์ อะไรที่ต้องตรวจสอบรัฐบาลเราทำงานเต็มที่

จุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

ประเด็นสำคัญที่ทำให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจไม่ส่งคนเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านนั้น มาจากความแตกต่างในจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ซึ่งส่งผลต่อการทำงานร่วมกันในสภา

พรรคเพื่อไทยมองว่า การเข้าร่วมวิปฝ่ายค้านอาจเป็นการขัดต่อหลักการและเจตนารมณ์ของพรรค เนื่องจากพรรคมีจุดยืนที่แตกต่างจากพรรคประชาชน (ปชน.) ในเรื่องของการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

ทำไมจุดยืนถึงสำคัญต่อการทำงานร่วมกัน?

จุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างกันนั้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการลงมติในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยเลือกที่จะไม่เข้าร่วมวิปฝ่ายค้าน จึงเป็นการแสดงออกถึงความชัดเจนในจุดยืนของพรรค และเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันกับพรรคที่มีจุดยืนแตกต่างกัน

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของหลักการและเจตนารมณ์ทางการเมือง

เขากล่าวว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองในสภาฯ เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่การทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงจุดยืนของพรรคอย่างรอบคอบ

บอกเป็นวิปไม่ได้เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน.

เมื่อถามว่า ในอนาคตหากมีการจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จะมีปัญหาในการประสานงานกับพรรคประชาชน (ปชน.) หรือไม่ นายสรวงศ์กล่าวว่า ในการประสานงานและประชุมกัน เราสามารถทำได้อยู่แล้วไม่มีปัญหา เพราะเรามีตัวแทนของพรรค พท.ที่จะไปคุยกับตัวแทนของพรรค ปชน. แต่การที่เราจะไปทำงานในวิปฝ่ายค้านนั้น เราต้องดูจุดยืนของเราด้วย จุดยืนของเราชัดเจนคือไม่สนับสนุนในการที่จะให้เขาเป็นรัฐบาล แต่เมื่อพรรค ปชน. ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ไปทำเช่นนั้น ซึ่งเราไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก แต่ยืนยันว่าเราจะทำงานในฐานะฝ่ายค้านเต็มตัว ไม่ได้งอแงอะไร

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจุดยืนทางการเมืองในการทำงานร่วมกันในสภาฯ และอาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในช่องทางโซเชียลมีเดียของเรา!

ที่มา – เพื่อไทยไม่ส่งคนร่วมวิปฝ่ายค้าน เหตุจุดยืนหนุนนายกฯคนละทางกับ ปชน. ปัดงอแง

“สรวงศ์” ลั่น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ!

“สรวงศ์” ชี้ หากอยากนั่งรัฐมนตรี “ศักดิ์ดา” ต้องลาออกจาก สส. มอง คนไม่มีใจ ไม่มีประโยชน์ที่จะรั้งไว้ ลั่น พรรคเพื่อไทยพร้อม หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวที่พรรคเพื่อไทย ถึงกรณี นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ออกมาเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.บัญชีรายชื่อ ออกจากพรรค ว่า พรรคเพื่อไทยมีคณะกรรมการจริยธรรม ที่จะต้องมีการชงเรื่องให้คณะกรรมการบริหาร ส่วนตัวมองว่าท่านใดที่ไม่มีใจอยู่กับพรรคแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะรั้งไว้ แต่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรค

ส่วนกรณีของ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่จะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี จะต้องขอมติคณะกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบว่า ใช่ ถ้าตัวท่านจะนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เพราะเป็น สส.เขต ในส่วนนี้ต้องพิจารณากันต่อไป ส่วนภาพรวมโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมานั้น ทุกคนมีประสบการณ์ ส่วนตัวเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ และเป็นกำลังใจให้

ในประเด็นที่ นายอนุทิน ประกาศว่าอาจจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง ซึ่งจะทำให้ไม่ใช่คนกลางในการมาดู ทำให้มีข้อกังวลเรื่องการถูกแทรกแซง โดยเฉพาะเรื่องคดีเขากระโดง และคดีฮั้วเลือก สว. หรือไม่ นายสรวงศ์ ระบุว่า ประชาชนจับตาอยู่ เคยให้ข้อคิดตั้งแต่อยู่ในสภาฯ แล้ว เมื่อมาถึงจุดนี้ ถ้าหากนายอนุทิน จะดำรงตำแหน่งด้วยตัวเอง น่าจะต้องระมัดระวังในการกระทำต่างๆ และประชาชนก็ให้ความสนใจอยู่ ซึ่งต้องจับตาดู

ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีหลังมีการโปรดเกล้าฯ หรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องรอดู การจะร้องหรือยื่นอะไรไม่ทำพร่ำเพื่อ ยืนยันจะทำให้ดีที่สุดแต่ก็ต้องรอคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้สรุป เมื่อถามอีกว่าจะเตรียมการเลือกตั้งเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ เผยว่า จริงๆ ก็พร้อมอยู่เสมอ นักการเมืองเป็น สส. ก็ต้องพร้อมลงพื้นที่อยู่แล้ว ต้องรอดูว่าหัวหน้าพรรคจะว่าอย่างไร แต่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ

ขณะที่คำถามถึงแนวทางในการร่วมงานกับพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้าน สามารถทำงานด้วยได้หรือไม่ นายสรวงศ์ บอกว่า จริงๆ แล้วต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นอะไรที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดทำด้วยความรอบคอบก็ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ตนมั่นใจว่าสามารถทำงานร่วมกันได้ในการตรวจสอบรัฐบาล พรรคอื่นจะว่าอย่างไรตนไม่ก้าวล่วง แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยทำเต็มที่.

“สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงล่าสุด “สรวงศ์” ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายเรื่องที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ยังคงพร้อมที่จะสู้ต่อไป รวมถึงกรณีของนายศักดิ์ดาที่ต้องลาออกจาก สส. หากต้องการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดในแต่ละประเด็นกัน

หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ: สัญญาณแห่งความมุ่งมั่น

นายสรวงศ์ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่จะสู้ต่อไป ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ ก็ตาม การที่หัวหน้าพรรคแสดงความมุ่งมั่นเช่นนี้ ย่อมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนพรรคเป็นอย่างมาก

การประกาศว่า หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ มีความหมายมากกว่าแค่คำพูด แต่เป็นการแสดงถึงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะนำพาพรรคก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ และเดินหน้าต่อไปเพื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความผันผวน

“ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวว่าจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นายสรวงศ์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า หากนายศักดิ์ดาต้องการนั่งเป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจาก สส. เนื่องจากเป็น สส.เขต ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามกฎหมายของพรรคเพื่อไทย การที่นายสรวงศ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยจะยึดมั่นในหลักการและไม่ยอมให้มีการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมาย

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้กล่าวถึงภาพรวมของโผคณะรัฐมนตรีที่ออกมา โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติไปในทางที่ดีได้ พร้อมทั้งให้กำลังใจในการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของสมาชิกพรรคเพื่อไทย

  • การตัดสินใจของนายศักดิ์ดาจะเป็นอย่างไร?
  • พรรคเพื่อไทยจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในอย่างไร?
  • ประชาชนคาดหวังอะไรจากรัฐบาลใหม่?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและรอคอยคำตอบ หวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสรวงศ์ในครั้งนี้เป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนและตรงไปตรงมา ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองและแนวทางการดำเนินงานของพรรคเพื่อไทยได้มากยิ่งขึ้น การที่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง อย่าลืมติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศเรา

ที่มา – “สรวงศ์” ลั่นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยสู้ต่อ ชี้ “ศักดิ์ดา” ต้องลาออก สส. หากอยากนั่ง รมต.

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

“สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้ายของเพื่อไทย เลือก “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกรัฐมนตรี จะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

เมื่อเวลา 11.12 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวสั้นๆ ระบุว่า “ข้อเสนอสุดท้ายเลือกนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันทีเมื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภา”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เป็นการย้ำว่าพรรคเพื่อไทย ยืนยันที่จะเสนอ นายชัยเกษม เพื่อชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ประกาศตัวเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยมีพรรคประชาชนร่วมเป็นเสียงโหวตให้ ภายใต้เงื่อนไขต้องยุบสภาใน 4 เดือน.

ล่าสุดเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ โดยมีเงื่อนไขยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบาย ข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่สูง และอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงมีความขัดแย้งสูง และการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เงื่อนไขการยุบสภาทันทีหลังแถลงนโยบายยิ่งเพิ่มความกังวลว่ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นอาจไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศ

สรวงศ์เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ

การออกมาเปิดเผยข้อเสนอดังกล่าวของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรคในการผลักดันนายชัยเกษมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมายรออยู่เบื้องหน้า

ทำไมพรรคเพื่อไทยถึงเลือก “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสุดท้าย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงยังคงยืนยันที่จะเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโอกาสในการได้รับเสียงสนับสนุนนั้นค่อนข้างน้อย มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้

  • ความจงรักภักดี: นายชัยเกษมเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน และมีความจงรักภักดีต่อพรรคอย่างมาก
  • ประสบการณ์: นายชัยเกษมมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการมาอย่างยาวนาน
  • ภาพลักษณ์: นายชัยเกษมมีภาพลักษณ์ที่เป็นกลาง และไม่เป็นที่ขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ มากนัก

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเสนอชื่อนายชัยเกษมก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยและความน่าเชื่อถือของพรรคได้

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ผลของการตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคเพื่อไทย จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในหลายด้าน หากนายชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากไม่สำเร็จ ก็อาจทำให้สถานการณ์ทางการเมืองยิ่งซับซ้อนและยืดเยื้อต่อไป

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ จับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด

การต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป และข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยที่ “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “สรวงศ์” เผย ข้อเสนอสุดท้าย เลือก “ชัยเกษม” นั่งนายกฯ ยุบสภาทันที

“ภูมิธรรม” ยัน ยังไม่ได้เตรียมยุบสภา รอพรรคจับมือ

“ภูมิธรรม” ลั่นรอพรรคประชาชน-พรรคภูมิใจไทย จับมือเมื่อไหร่ค่อยว่ากันจะยุบสภาหรือไม่ ชี้ ปชน. ยังไม่ตัดสินใจ อย่าเพิ่งคิดไปไกล ด้าน “สรวงศ์” ย้ำ ตอนนี้ยังไม่มีการทูลเกล้าใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อเวลา 17.27 น. วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีกระแสข่าวที่ประชุมสส.พรรคประชาชน(ปชน.)มีมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)เป็นนายกฯ คนที่ 32 ว่า พรรคปชน. เขาบอกแล้ว เพิ่งแจ้งมาว่า ไม่มีการนัด ไม่มีการเจอ แล้วจะไปพูดในสิ่งที่เลื่อนลอยได้อย่างไร

เมื่อถามว่า เหมือนพรรคปชน. บอกว่าเพียงแค่รอขั้นตอนการเห็นชอบของกรรมการบริหารพรรคก็จบแล้วในวันที่ 3 ก.ย. นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่แน่ เขาก็บอกว่าไม่เกี่ยว ยังไม่ได้ตัดสินใจ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรค พท.ให้สัมภาษณ์ว่า เริ่มกระบวนการยุบสภาแล้วนั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ก็บอกแล้วว่าเป็นขั้นตอนต่อไป ต้องรอความชัดเจนก่อนว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อถามว่า โดยส่วนตัวเตรียมยุบสภาหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ยังไม่ได้เตรียม ผมบอกว่ายังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเลย ยังไม่มีความชัดเจน ให้เขาประกาศจับมือกันเมื่อไหร่แล้วค่อยมาว่ากัน” เมื่อถามอีกว่า หากพรรคปชน.ประกาศจับมือกับพรรคภท.เมื่อไหร่จะยุบสภาเลยใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ยังไม่คิดอะไรเลย อย่าเพิ่งไปไกล

ต่อมา เวลา 17.55 น. นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เห็นข่าวหลายสำนักพาดหัวว่าผมให้สัมภาษณ์ว่ากระบวนการยุบสภาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ต้องขอเรียนว่าสิ่งที่หมายความถึงคือการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ขอเรียนว่า การยุบสภาเป็นพระราชอำนาจ ส่วนขั้นตอนขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการครับ ย้ำว่ายังไม่มีการทูลเกล้าใดๆทั้งสิ้นครับ”

“ภูมิธรรม” ยัน ยังไม่ได้เตรียมยุบสภา รอพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย จับมือค่อยว่ากัน

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ ประเด็นเรื่องการยุบสภากลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับพรรคประชาชน (ปชน.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่ายังไม่ได้มีการเตรียมการเรื่องยุบสภาแต่อย่างใด และต้องรอความชัดเจนในการจับมือกันระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเสียก่อน

จุดยืนของแต่ละพรรคต่อการยุบสภา

สถานการณ์ปัจจุบันมีความซับซ้อน เนื่องจากแต่ละพรรคการเมืองมีท่าทีที่แตกต่างกันออกไป พรรคประชาชนยังไม่ได้มีการตัดสินใจที่ชัดเจนว่าจะสนับสนุนใครเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคเพื่อไทย (พท.) โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมาให้ข้อมูลว่ากระบวนการยุบสภาอาจจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ความเห็นของนักวิเคราะห์การเมือง

นักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านมองว่า การยุบสภาเป็นไปได้ยากในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ และการเจรจาต่อรองทางการเมืองยังคงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป การยุบสภาก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกนำมาพิจารณาอีกครั้ง

สิ่งที่เราต้องติดตามต่อไปคือ การตัดสินใจของพรรคประชาชนว่าจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หากมีการจับมือกันเกิดขึ้น สถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และจะนำไปสู่การยุบสภาหรือไม่

การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งสำคัญคือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริง

ในขณะที่การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน การยุบสภาก็ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองจะมีผลต่ออนาคตของประเทศ ดังนั้นเราในฐานะประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

สรุป:

สถานการณ์การเมืองยังไม่แน่นอน การยุบสภายังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยัน ยังไม่ได้เตรียมยุบสภา รอพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย จับมือค่อยว่ากัน

ครม.ไม่ถกยุบสภา ยันเพื่อไทยมีแค่ “ชัยเกษม”

“สรวงศ์” ยันประชุม ครม.วันนี้ ไม่มีคุยเรื่องยุบสภา ลั่น แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยยังเป็น “ชัยเกษม นิติสิริ” ไม่มีตัวเลือกอื่น

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ในวันนี้เป็นการประชุมตามวาระปกติ เป็นการพิจารณาเพื่อทราบ รวมถึงการแต่งตั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยให้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ดำรงตำแหน่งเช่นเดิม และไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการยุบสภา

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุมพรรคเพื่อไทยจะมีการพูดคุยหารือถึงเรื่องใด นายสรวงศ์ ระบุว่า ในวันนี้ที่ประชุมพรรคเพื่อไทย จะมีการหารือถึงประเด็นทางการเมือง รวมถึงเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค โดยจะต้องฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพราะ สส.หลายคนมีข้อคิดเห็นที่ต่างกัน

เมื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรคเพื่อไทย พร้อมระบุอีกว่าอาจจะมีอัศวินม้าขาวเข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายสรวงศ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามนายชัยเกษม แต่จริงๆ แล้วไม่มีทาง ยืนยันว่าเรามีการประสานกันโดยตลอด และที่นายชัยเกษมเคยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ก็ชัดเจนว่ามีการพูดคุยกันตลอด

“หากจะมีการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เราต้องเสนอชื่อนายชัยเกษมอยู่แล้ว เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งเดียวของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยไม่มีตัวเลือกอื่นแล้ว ขอให้เราดูสถานการณ์รวมถึงรอฟังสมาชิกพรรคในวันนี้ว่าจะมีความเห็นอย่างไร”

ครม.ไม่ถกยุบสภา ยันเพื่อไทยมีแค่ “ชัยเกษม”

จากกระแสข่าวลือเรื่องการยุบสภาที่แพร่สะพัดในช่วงนี้ ล่าสุดนายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ออกมายืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ไม่มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือแต่อย่างใด ทำให้ความกังวลของหลายฝ่ายคลี่คลายลงไปได้บ้าง

นอกจากนี้ นายสรวงศ์ยังได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าพรรคยังคงสนับสนุนนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นตัวเลือกเพียงหนึ่งเดียว และไม่มีการพิจารณาบุคคลอื่นเพิ่มเติม

ความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยต่อแคนดิเดตนายกฯ “ชัยเกษม”

การยืนยันอย่างหนักแน่นของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ เป็นการตอบโต้กระแสข่าวที่นายชัยเกษมเองได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากพรรค และอาจมี “อัศวินม้าขาว” เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯ แทน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนและสมาชิกพรรคเป็นอย่างมาก

จากคำกล่าวยืนยันของนายสรวงศ์ ทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนายชัยเกษม และพร้อมที่จะเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ยังขอให้รอฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคในวันนี้ก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทย จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเพียง “ชัยเกษม” เป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชน และเป็นการแสดงความมั่นใจในตัวผู้ที่พรรคเลือกสรรแล้ว อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งสุดท้ายยังคงขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของสมาชิกพรรค ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในจุดยืนและท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์และตัดสินใจในการเลือกตั้งได้อย่างมีข้อมูลและเหตุผล

  • ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด
  • ทำความเข้าใจในนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ
  • พิจารณาคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแต่ละคน
  • ตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ดังนั้นการติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

สุดท้ายนี้ การที่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเพียงนายชัยเกษมเป็นตัวเลือก อาจเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของนายชัยเกษม แต่ก็อาจเป็นการปิดโอกาสในการพิจารณาบุคคลอื่นๆ ที่อาจมีความเหมาะสมเช่นกัน การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ครม. ไม่ถกปมยุบสภา “สรวงศ์” ยันแคนดิเดตเพื่อไทย “ชัยเกษม” ไม่มีตัวเลือกอื่น

Scroll to top