สหรัฐอเมริกา

ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

ทำเนียบขาวสหรัฐเพิ่งประกาศชื่อทางการของ ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ อย่างเป็นทางการแล้ว! โครงการสุดอลังการนี้ที่เคยถูกสื่อล้อว่า “Arc de Trump” ตอนนี้มีชื่อใหม่ว่า “United States Triumphal Arch” เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาในปี 2026 นับเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ยักษ์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันในสมัยที่สอง เรียกได้ว่าสะท้อนความทะเยอทะยานแบบอเมริกันสุดๆ

ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์

แคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 เมษายน ว่า ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ จะเป็นอนุสรณ์สถานระดับโลก โดยทรัมป์และกระทรวงมหาดไทยจะเสนอแผนก่อสร้างอย่างเป็นทางการ โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจชาติ แต่ก็ไม่วายถูกวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้าม

ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ United States Triumphal Arch

โครงสร้างของ ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ มีความสูงถึง 76.2 เมตร พร้อมรูปปั้นเทพีเสรีภาพสีทองขนาดยักษ์ด้านบน ทำให้ความสูงรวมแซงหน้าซุ้มประตูชัยในปารีส (Arc de Triomphe ที่สูง 50 เมตร) ไปแบบไม่เห็นฝุ่น หากสร้างเสร็จ จะกลายเป็นซุ้มประตูที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทิ้งห่าง Monument to the Revolution ในเม็กซิโกและ Arch of Triumph ในลิเบีย

ขนาดและดีไซน์สุดอลังการของซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์

นอกจากขนาดที่มหึมา ซุ้มประตูนี้ยังเน้นสีทองหรูหรา สไตล์ที่ทรัมป์ชื่นชอบ ซึ่งอาจบดบังวิวอนุสรณ์สถานลินคอล์นได้เลยทีเดียว แผนการนี้เริ่มรั่วไหลตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว เมื่อนักข่าวเห็นโมเดลขนาดย่อบนโต๊ะในห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ของทรัมป์

โปรเจกต์สถาปัตยกรรมอื่นๆ ในยุคทรัมป์

ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์สถาปัตยกรรมของทรัมป์เท่านั้น ลองดูโปรเจกต์อื่นๆ ที่เขาผลักดัน:

  • ห้องบอลรูมขนาดยักษ์ในทำเนียบขาว สำหรับจัดงานเลี้ยงสุดหรู
  • ปรับปรุงศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center for the Performing Arts) ให้ทันสมัย
  • โครงการอนุสรณ์สถานอื่นๆ ที่เน้นความยิ่งใหญ่แบบคลาสสิก

ทรัมป์เคยบอกว่าตัวเองเป็น “สถาปนิกโดยกำเนิด” และโปรเจกต์เหล่านี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์นั้น

ดราม่าและงบประมาณของซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์

ฝ่ายต่อต้านมองว่า ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์ คือสัญลักษณ์ความทะเยอทะยานส่วนตัวมากเกินไป โดยเฉพาะขนาดที่ใหญ่จนอาจบังอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์อื่นๆ ส่วนงบประมาณเริ่มต้น 2 ล้านดอลลาร์ จากกองทุนเพื่อมนุษยธรรมแห่งชาติ (National Endowment for the Humanities) และอาจพุ่งถึง 13 ล้านดอลลาร์เมื่อรวมเงินบริจาคจากเอกชน เงินภาษีประชาชนบางส่วนจะถูกใช้ด้วย

อย่างไรก็ตาม โฆษกเลวิตต์ย้ำว่า โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง สะท้อนความยิ่งใหญ่ของอเมริกาที่ก่อตั้งเมื่อ 250 ปีก่อนในปี 1776

โครงการนี้ไม่เพียงฉลองประวัติศาสตร์ แต่ยังจุดประกายความรักชาติในยุคที่สหรัฐกำลังเผชิญความท้าทายมากมาย คุณคิดว่าซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์จะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของวอชิงตันดีไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์หากชอบข่าวนี้!

ที่มา – ได้ชื่อทางการแล้ว “ซุ้มประตูยักษ์ยุคทรัมป์” ฉลอง 250 ปีเอกราชสหรัฐ

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้

ในช่วงที่ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกายังคงตึงเครียด **จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้** กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ปากีสถานเสนอตัวเป็นตัวกลางสำคัญในการส่งสารระหว่างสองมหาอำนาจ เพื่อผลักดันให้มีการเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่การเจรจาครั้งก่อนในปากีสถานล้มเหลวไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้

การประชุมครั้งนี้จะจัดขึ้นที่กรุงเตหะรานในวันพฤหัสบดี โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านและผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน พลเอกอาซิม มูเนียร์ เข้าร่วม เพื่อหารือความคืบหน้าในการสื่อสารทางการทูตระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน สำนักข่าว Tasnim News Agency รายงานว่า พลเอกมูเนียร์เดินทางถึงอิหร่านตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา และได้เข้าพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี โดยคณะผู้แทนปากีสถานนำสารสำคัญจากสหรัฐมาด้วย

จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้: สารจากสหรัฐมีนัยสำคัญอย่างไร

หลังการพบปะ รัฐมนตรีอารักชีแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับผู้นำทหารปากีสถาน พร้อมยืนยันถึงความมุ่งมั่นของอิหร่านในการส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐมนตรีอารักชีจะเข้าร่วมการหารืออย่างเป็นทางการวันนี้หรือไม่ ปากีสถานซึ่งมีพรมแดนติดกับอิหร่านและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐ กำลังเล่นบทบาทตัวกลางที่สำคัญในการเชื่อมโยงทั้งสองฝ่าย

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น ลองย้อนดูประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐ ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ ตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในอิหร่านปี 1979 สหรัฐเคยสนับสนุนชาห์มาก่อน แต่หลังจากนั้นความสัมพันธ์ก็ตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์

บทบาทของปากีสถานในการเป็นตัวกลางสหรัฐ-อิหร่าน

ปากีสถานไม่ใช่ผู้เล่นใหม่ในเวทีนี้ ประเทศนี้มีประเพณีการทูตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกกลาง ล่าสุด ปากีสถานเสนอเป็นช่องทางสื่อสารหลังจากที่ช่องทางตรงระหว่างอิหร่านและสหรัฐถูกปิดกั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยถอนตัวออกไปในปี 2018

  • ประเด็นหลักในการเจรจา: โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย
  • ผู้เข้าร่วมสำคัญ: พลเอกอาซิม มูเนียร์ และเจ้าหน้าที่อิหร่าน
  • สถานที่: กรุงเตหะราน
  • เป้าหมาย: ผลักดันเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐ-อิหร่าน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงผันผวนจากความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส และการโจมตีของฮูธีในทะเลแดง ซึ่งอิหร่านถูกกล่าวหาว่ามีส่วน สิ่งเหล่านี้ทำให้ **จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้** มีความสำคัญยิ่ง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากการหารือประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่การลดความตึงเครียด ลดราคาน้ำมันโลก และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้อิหร่าน แต่หากล้มเหลว ก็อาจยืดเยื้อความขัดแย้งต่อไป ผู้เชี่ยวชาญมองว่าปากีสถานมีโอกาสเป็นตัวกลางที่เป็นกลาง เนื่องจากไม่ใช่พันธมิตรใกล้ชิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบเต็มตัว

นอกจากนี้ อิหร่านยังเผชิญแรงกดดันจากโครงการนิวเคลียร์ที่ IAEA ตรวจสอบพบการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัด สหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีไบเดนพยายามฟื้นข้อตกลง แต่ติดขัดเรื่องการรับประกัน

สรุปแล้ว **จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้** ถือเป็นก้าวสำคัญทางการทูตที่อาจเปลี่ยนทิศทางภูมิภาค การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายยังคงเปิดประตูสู่การเจรจา แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือสัญญาณบวกที่ควรได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่ไม่มีผู้ชนะ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – จับตาอิหร่าน-ปากีสถานหารือวันนี้ หลังเป็นตัวกลางสื่อสารสหรัฐ ดันเปิดโต๊ะเจรจารอบใหม่

เตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางยังวิกฤติในอิหร่าน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักขึ้นอีกครั้ง ล่าสุด เตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางยังวิกฤติ จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ที่ออกประกาศเตือนคนไทยทุกคนให้ระวังตัว โดยเฉพาะเสี่ยงเกิดการโจมตีระลอกใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมในอิหร่าน หากคุณมีคนรู้จักหรือตัวคุณเองที่กำลังอยู่ในพื้นที่นั้น ต้องรีบติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำทันที

เตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางยังวิกฤติ

วันที่ 15 เมษายน 2569 กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทย ได้แชร์ข้อความจากสถานทูตไทยที่กรุงเตหะรานผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุชัดเจนว่าแม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ไม่ใช่สันติภาพถาวร เตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางยังวิกฤติ และมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการโจมตีรุนแรงยิ่งขึ้นในอิหร่าน สถานการณ์นี้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่ยังคุกรุ่น โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์โดรนและขีปนาวุธที่ยิงใส่กันไปมา ทำให้ภูมิภาคนี้เปราะบางมาก

เสี่ยงเกิดโจมตีระลอกใหม่แรงกว่าเดิมในอิหร่าน

เจ้าหน้าที่สถานทูตย้ำว่าการหยุดยิงเป็นเพียง tạm thờiเท่านั้น และอาจมีคลื่นใหม่ของการโจมตีที่รุนแรงกว่าเดิม โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่งและใกล้ทะเลน้ำมัน สถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่น สงคราม代理ในซีเรียหรือเยเมนที่ลุกลามมาถึงอิหร่าน ทำให้พลเรือนเดือดร้อนหนัก หากไม่เตรียมตัว อาจติดอยู่ในวงล้อมได้ง่ายๆ

พื้นที่เสี่ยงภัยสูงสุดที่ต้องหลีกเลี่ยง

พื้นที่ที่ถูกระบุว่าเสี่ยงภัยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดฮอร์มุซกัน, บูเชร์, คูเซสถาน และเมืองบันดาร์อับบาส ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ สถานทูตสั่งให้เร่งอพยพคนงานไทย 3 คนออกจากบันดาร์อับบาสในวันที่ 17 เมษายน 2569 แล้ว หากคุณอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ ต้องออกมาทันทีเพื่อความปลอดภัย

ข้อปฏิบัติสำคัญสำหรับคนไทยในอิหร่าน

สำหรับคนไทยที่ยังอยู่ในอิหร่าน สถานทูตมีคำแนะนำชัดเจน ดังนี้

  • ห้ามเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงเด็ดขาด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
  • อย่าประมาท ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด จากช่องทางทางการของสถานทูตและสื่อไทย
  • เตรียมพร้อมอพยพตลอดเวลา จัดกระเป๋าเสบียงน้ำ อาหาร ยา และเอกสารสำคัญ
  • ลงทะเบียนข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ผ่านระบบของกระทรวงการต่างประเทศไทย เพื่อให้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ส่วนคนไทยในประเทศไทย ควรรอไปก่อน ระงับการเดินทางไปอิหร่านทุกกรณี จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย อย่าคิดว่าปลอดภัยเพราะอยู่ห่างไกล เพราะตะวันออกกลางมีผลกระทบเศรษฐกิจน้ำมันทั่วโลก

บริบทสถานการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อไทย

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับไทย เพราะเรามีคนงานและนักธุรกิจจำนวนมากในอิหร่าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมก่อสร้างและน้ำมัน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากวิกฤตินี้อาจทำให้ค่าครองชีพในไทยแพงขึ้น สถานการณ์แบบนี้เตือนใจให้เราต้องมีแผนสำรอง เช่น การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน หรือสนับสนุนพลังงานทดแทน ในอดีตไทยเคยประสบปัญหาคล้ายๆ กันตอนสงครามอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ต้องอพยพคนไทยนับพัน ดังนั้นครั้งนี้ต้องเรียนรู้จากอดีต

วิธีเตรียมตัวอพยพอย่างมีประสิทธิภาพ

หากจำเป็นต้องอพยพ ให้เตรียมพาสปอร์ตถ่ายสำเนาไว้หลายชุด, เงินสดสกุลริยาลอิหร่านและดอลลาร์, แผนที่ออฟไลน์, และเบอร์ติดต่อครอบครัว นอกจากนี้ สถานทูตแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่รอรับการช่วยเหลือจากทางการแทน การติดตั้งแอปแจ้งเตือนภัยพิบัติอย่าง Alert จากกรมอุตุฯ หรือ ThaiEmbassy ก็ช่วยได้มาก

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ตะวันออกกลางยังวิกฤติแบบนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเดินทางต่างประเทศต้องเช็คข่าวดีๆ เสมอ อย่ารอให้สายเกินแก้ แนะนำให้ทุกคนลงทะเบียนกับสถานทูตทันที หากมีคำถามเพิ่มเติม สามารถโทร Hotline สถานทูตไทยที่กรุงเตหะรานได้ตลอด 24 ชั่วโมง: (+98) 912 159 8699 หรือ (+98) 912 500 7933 ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและคนที่คุณรัก

ที่มา – เตือนสถานการณ์ตะวันออกกลางยังวิกฤติ เสี่ยงเกิดโจมตีระลอกใหม่แรงกว่าเดิมในอิหร่าน

“ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ไร้กล้า-ผิดหวังอเมริกา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีดราม่าระดับโลกมาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี อย่างจัง เรียกนายกฯ อิตาลีว่าคนไร้ความกล้าหาญ แถมยังบอกว่าทำให้อเมริกาผิดหวังสุดๆ เรื่องนี้กำลังเป็นข่าวใหญ่โตในวงการการเมืองยุโรปและสหรัฐฯ เลยล่ะครับ มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี ฉะยับผู้นำอิตาลี

ทุกอย่างเริ่มจากสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับหนังสือพิมพ์ Corriere della Sera ของอิตาลีครับ ทรัมป์ไม่เกรงใจเลย โจมตีตรงๆ ว่าจอร์เจีย เมโลนี “ไร้ความกล้าหาญ” และทำให้ทีมอเมริกาต้องผิดหวัง เพราะเมโลนีเริ่มห่างเหินจากทรัมป์หลังสหรัฐฯ เปิดสงครามกับอิหร่านเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แถมเธอยังวิจารณ์ทรัมป์แรงๆ เรื่องที่เขาใช้คำรุนแรงด่าถึงสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 ด้วยนะครับ เมโลนีบอกว่ามัน “รับไม่ได้” เลย

สาเหตุหลักที่ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี

ทรัมป์ตอบโต้แบบเดือดๆ เลยครับ “ผมช็อกในตัวเธอ ผมเคยคิดว่าเธอมีกล้า แต่ผมคิดผิด” เขาประณามอิตาลีที่ไม่ส่งกำลังทหารมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิดล้อม ทั้งที่อิตาลีเป็นประเทศที่จ่ายค่าพลังงานแพงที่สุดในโลก แต่กลับไม่สู้เพื่อปกป้องเส้นทางพลังงาน รอแต่ให้อเมริกาช่วยอย่างเดียว ฟังแล้วก็เซ็งแทนทรัมป์จริงๆ

  • เมโลนีตีตัวออกห่างหลังสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
  • วิจารณ์ทรัมป์เรื่องสมเด็จพระสันตะปาปา
  • ปฏิเสธส่งทหารช่วยฮอร์มุซ
  • ไม่อนุญาตฐานทัพซิซิลีให้สหรัฐฯ ใช้
  • ระงับข้อตกลงทหารกับอิสราเอล

ทางทำเนียบขาวและสำนักนายกฯ อิตาลีเงียบกริบ ไม่ให้ความเห็น แต่ฝั่งอิตาลีมีคนออกปกป้องเมโลนีเพียบครับ เช่น อันโตนิโอ ทายานี รัฐมนตรีต่างประเทศ บอกว่า “เอกภาพตะวันตกต้องสร้างบนความภักดี ความเคารพ และจริงใจ” สนับสนุนจุดยืนปกป้องพระสันตะปาปาเต็มที่

สถานการณ์ยิ่งแย่สำหรับเมโลนีเพราะเดือนที่ผ่านมาเธอเจอวิกฤตเพียบ แพ้ประชามติปฏิรูปยุติธรรม พันธมิตรอย่างวิกเตอร์ ออร์บัน แพ้เลือกตั้งฮังการี แถมสงครามอ่าวเปอร์เซียทำให้ราคาพลังงานพุ่ง อิตาลีเจ็บหนัก เศรษฐกิจสะดุดเลยครับ

การเปลี่ยนท่าทีของทรัมป์ ทำไมถึงจวกจอร์เจีย เมโลนี?

น่าสนใจคือก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยชมเมโลนีว่าเป็น “ผู้นำยิ่งใหญ่” เธอเป็นผู้นำยุโรปคนเดียวที่ไปพิธีสาบานของเขาในปี 2025 แต่ตอนนี้เปลี่ยน 180 องศา เพราะเมโลนีพยายามรักษาระยะห่างจากความขัดแย้ง ล่าสุดสั่งระงับข้อตกลงทหารกับอิสราเอลวันอังคารที่แล้วด้วย

เรื่องนี้สะท้อนความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิตาลีที่เคยแน่นแฟ้นกำลังสั่นคลอนครับ พันธมิตร NATO ใกล้ชิดที่สุดในยุโรป กลายเป็นจุดแตกหักจากประเด็นพลังงาน สงคราม และศาสนา ถ้าอิตาลีไม่ช่วย สหรัฐฯ คงรู้สึกโดดเดี่ยวในตะวันออกกลางมากขึ้น

มาดูผลกระทบกันหน่อยนะครับ สำหรับอิตาลี ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากสงคราม ส่งผลให้ GDP ชะลอตัว ค่าไฟ ค่าน้ำมันแพง ประชาชนเดือดร้อน เมโลนีต้องบริหารทั้งภายในและภายนอกยากขึ้น ส่วนทรัมป์ กำลังเสริมภาพลักษณ์ “อเมริกาฟรสต์” ไม่ยอมให้ใครหักหลัง

จากมุมมองผมนะครับ ทรัมป์ จวก จอร์เจีย เมโลนี ครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าการเมืองโลกกำลังแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น พันธมิตรเก่าอาจไม่ใช่เพื่อนแท้เสมอไป โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์พลังงานและความมั่นคง คุณคิดว่าอิตาลีควรช่วยสหรัฐฯ ไหม? หรือเมโลนีตัดสินใจถูกแล้ว? คอมเมนต์บอกผมหน่อยสิครับ! และอย่าลืมแชร์โพสต์นี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ ต่อไป!

ที่มา – “ทรัมป์” จวก “จอร์เจีย เมโลนี” ฉะยับผู้อิตาลีไร้ความกล้าหาญ-ทำอเมริกาผิดหวัง

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหายเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกให้ชาวเนวาดาอย่างมาก แรงสั่นสะเทือนรุนแรงจนบ้านเรือนสั่นไหวราวกับจะหลุดจากฐานราก และร้านค้าต่างๆ สินค้าหล่นกระจายเกลื่อนพื้น

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ (USGS) ยืนยันว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้มีความแรง 5.7 แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองซิลเวอร์สปริงส์ทางตะวันออกประมาณ 20.7 กิโลเมตร ลึกเพียง 5 กิโลเมตร ทำให้คลื่นสั่นสะเทือนแพร่กระจายได้กว้างขวาง ผู้คนในพื้นที่อย่างคาร์สันซิตี้ แฟลลอน และชุมชนใกล้เคียง รู้สึกถึงแรงสั่นในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก

ความเสียหายจากแผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7

ภาพวิดีโอที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภายในร้านขายของชำที่เมืองแฟลลอน กระจกแตกกระจาย สินค้าอาหารกระป๋องและชั้นวางล้มระเนระนาด ในซิลเวอร์สปริงส์ ร้านค้าอื่นๆ ก็พบสินค้าหล่นเกลื่อนพื้นเช่นกัน ชาวบ้านรายงานว่าบ้านสั่นเด้งขึ้นลงอย่างน่ากลัว ไทรา ฟูลเลอร์ ชาวท้องถิ่นเล่าว่า “บ้านฉันรู้สึกเหมือนจะหลุดจากฐานรากไปเลย” USGS ประเมินความเสียหายระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบต่อเนื่อง

เนวาดาเป็นรัฐที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหวสูง เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้รอยเลื่อนทางธรณีวิทยาหลายแห่ง เช่น Walker Lane Fault ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในอดีต แผ่นดินไหวครั้งนี้แม้ขนาดไม่ใหญ่โต แต่เพราะความลึกตื้น จึงส่งผลกระทบชัดเจน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจมีแรงสั่นหลังคลื่น (aftershocks) ตามมา

วิธีรับมือแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยงอย่างเนวาดา

  • หลบภัยทันที: อยู่ใต้โต๊ะแข็งแรง หรือยืนชิดกำแพง หลีกเลี่ยงหน้าต่างและชั้นวาง
  • หลังสั่นหยุด: อพยพออกนอกอาคาร ตรวจสอบความเสียหาย และฟังประกาศจากเจ้าหน้าที่
  • เตรียมชุดฉุกเฉิน: น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย และวิทยุติดต่อ
  • ติดตั้งแอปเตือนภัย: USGS มีแอป MyShake ส่งแจ้งเตือนล่วงหน้า

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหายนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมภัยพิบัติ โดยเฉพาะในเขตแผ่นดินไหวบ่อยครั้งอย่างสหรัฐฯ ชาวเนวาดาและพื้นที่ใกล้เคียงต่างโพสต์คลิปวิดีโอแบ่งปันประสบการณ์ สร้างกระแสในโซเชียลมีเดียทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานแรงสั่นรับรู้ได้ไกลถึงแคลิฟอร์เนียบางส่วน แสดงถึงพลังของแผ่นดินไหวขนาดกลางที่ไม่ควรมองข้าม ผู้เชี่ยวชาญจาก USGS วิเคราะห์ว่าอาจเชื่อมโยงกับกิจกรรมรอยเลื่อนในภูมิภาค ซึ่งเนวาดามีประวัติแผ่นดินไหวหลายครั้ง เช่น ปี 1954 ที่เกิดขนาด 7.1 ใกล้เคียงกัน

สำหรับคนไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศ เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงแผ่นดินไหวในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดบ่อยครั้ง การเรียนรู้จากกรณีเช่นนี้ช่วยเพิ่มความรู้ในการรับมือภัยได้

ติดตามข่าวอัปเดตแผ่นดินไหวทั่วโลก และแบ่งปันเคล็ดลับเตรียมพร้อมภัยพิบัติในคอมเมนต์ด้านล่าง สมัครรับแจ้งเตือนข่าวร้อนจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐต่อเวลายกเว้นคว่ำบาตรซื้อน้ำมันรัสเซีย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนจากต่างประเทศที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน คุณรู้ไหมว่าทำไมฟิลิปปินส์ถึงต้องทำแบบนี้ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ราคาน้ำมันผันผวนหนักมาก โดยเฉพาะหลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ทำให้สหรัฐฯ คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียเต็มรูปแบบ

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์กำลังร้องขอให้สหรัฐอเมริกาขยายเวลามาตรการยกเว้น (waiver) เพื่อให้สามารถนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียได้ต่อไป เจ้าหน้าที่เผยว่ากำลังรอคำตอบ และมั่นใจว่าจะได้ขยายเวลาเพิ่ม เพราะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กระจายแหล่งพลังงาน ไม่ใช่การพึ่งพาแค่ที่เดียว ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด กำลังเผชิญปัญหาราคาพลังงานแพงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ โฮเซ มานูเอล โรมัลเดซ ได้เจรจากับวอชิงตันเพื่อขอ waiver นี้ โดยเน้นว่าฟิลิปปินส์ไม่ได้สนับสนุนการบุกรุกของรัสเซีย แต่จำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานราคาถูกเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงพลังงานของฟิลิปปินส์

นอกจากรัสเซียแล้ว ฟิลิปปินส์ยังมองหาแหล่งนำเข้าอื่นๆ เพื่อลดความเสี่ยง โดยมีแผนดังนี้

  • โคลอมเบีย: ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอเมริกาใต้ ราคาแข่งขันได้
  • อาร์เจนตินา: เพิ่มกำลังการส่งออกน้ำมันดิบ
  • แคนาดา: แหล่งน้ำมันทรายคุณภาพสูง มั่นคง
  • สหรัฐอเมริกา: แม้ราคาสูงแต่เชื่อถือได้

การกระจายแบบนี้ช่วยให้ฟิลิปปินส์ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเดียว เช่นตะวันออกกลางที่เคยผูกขาด ทำให้เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง ก็ไม่กระทบหนักเกินไป

มาตรการภาษีพลังงานล่าสุด

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ สั่งระงับภาษีสรรพสามิตชั่วคราวสำหรับน้ำมันก๊าดและ LPG หลังได้อำนาจพิเศษจากรัฐสภา เพื่อช่วยลดภาระประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มทำอาหารและน้ำมันก๊าดสำหรับเรือประมง แต่ทีมเศรษฐกิจคัดค้านการลดภาษีดีเซลและเบนซิน เพราะเชื่อว่าไม่ช่วยลดราคาหน้าปั๊มมากนัก เนื่องจากปัจจัยตลาดโลกกดดันหนัก

รัฐมนตรีคลัง เฟรเดอริก โก ระบุว่า คณะกรรมการประสานงบประมาณเห็นว่าควรใช้มาตรการเฉพาะจุด เช่น สนับสนุนผู้มีรายได้น้อย แทนการลดภาษีกว้างๆ ที่อาจทำรายได้รัฐหายไปมหาศาล

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าฟิลิปปินส์กำลังปรับตัวอย่างรวดเร็วกับวิกฤตพลังงานโลก โดย ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร เป็นก้าวสำคัญในการรักษาความมั่นคง能源 ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง แม้ GDP ปีนี้คาดว่าจะโต 6% แต่ราคาน้ำมันคือตัวแปรสำคัญ

นอกจากนี้ ฟิลิปปินส์ยังเร่งพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในอนาคต แต่ตอนนี้ยังต้องอาศัยนำเข้าเป็นหลัก การเจรจากับสหรัฐฯ จึงสำคัญมาก หากได้ waiver ต่อ ราคาพลังงานในฟิลิปปินส์น่าจะนิ่งลง

จากมุมมองของผม การตัดสินใจของฟิลิปปินส์นี่ฉลาดมากเลยนะครับ เพราะในโลกที่ geopolitics ส่งผลต่อพลังงานแบบนี้ การกระจายแหล่งนำเข้าและเจรจาทวิภาคีคือกุญแจสำคัญ ช่วยปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจได้จริง ถ้าคุณเป็นผู้นำ คุณจะทำยังไง? คอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ! และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเรา เพื่ออัพเดทสถานการณ์โลกแบบเรียลไทม์

ที่มา – ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนของโลกในขณะนี้ สหรัฐอเมริกาและอิหร่านกำลังเร่งเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะหมดอายุในสัปดาห์หน้า

จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

แหล่งข่าวทางการทูตและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า ทั้งสองฝ่ายเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาแบบเผชิญหน้ารอบใหม่ในสัปดาห์นี้ โดยปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพที่กรุงอิสลามาบัดอีกครั้ง หรืออาจเลือกนครเจนีวาในสวิตเซอร์แลนด์ คาดการณ์ว่าการหารือจะเริ่มเร็วสุดวันที่ 16 เมษายนนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า “อิหร่านเป็นฝ่ายติดต่อมาเพราะต้องการข้อตกลง”

บทสรุปจากการเจรจารอบแรก

การเจรจารอบแรกจัดขึ้นที่โรงแรมเซเรนา ในกรุงอิสลามาบัดช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี นับจากปฏิวัติอิสลามปี 1979 ผู้แทนสำคัญคือ นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลีบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน

บรรยากาศเริ่มต้นตึงเครียด แต่ค่อยๆ ผ่อนคลาย สามารถตกลงกันได้ถึง 80% ก่อนสะดุดที่ประเด็นใหญ่ที่ต้องรอคำสั่งจากผู้นำระดับสูงสุด ทำให้ยังไม่มีผลลัพธ์ชัดเจน

ประเด็นหลักที่เป็นอุปสรรค

ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่โครงการนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ยืนกรานไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านปิดกั้นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก อิหร่านเองก็ยังสงสัยเจตนาของสหรัฐฯ ขณะที่สหรัฐฯ มองว่าอิหร่านไม่เข้าใจจุดยืนที่แท้จริง

  • โครงการนิวเคลียร์: สหรัฐฯ ต้องการการตรวจสอบเข้มงวด
  • ช่องแคบฮอร์มุซ: ต้องเปิดเพื่อเสถียรภาพพลังงานโลก
  • การรับประกัน: อิหร่านเรียกร้องความมั่นใจจากสหรัฐฯ
  • หยุดยิงชั่วคราว: ขยายก่อนบรรลุดีลถาวร

ทั้งสองฝ่ายยังเปิดช่องเจรจาต่อ ทำเนียบขาวยืนยันจุดยืนไม่เปลี่ยน แต่การสื่อสารยังดำเนินไปเพื่อข้อตกลงยั่งยืน

ผลกระทบหากสำเร็จหรือล้มเหลว

หากจับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม สำเร็จ จะช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เปิดทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวน ลดโอกาสขยายสงคราม แต่หากล้มเหลว อาจนำไปสู่การปะทะหนักขึ้น ส่งผลต่อภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์นี้สะท้อนความพยายามทางการทูตในยุคทรัมป์ ที่เน้นดีลแบบตรงไปตรงมา ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีโอกาส 60-70% ที่จะคืบหน้า หากทั้งสองฝ่ายยืดหยุ่นมากขึ้น

ติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมหน้าเวทีโลกได้ในชั่วพริบตา คุณคิดว่าดีลนี้จะสำเร็จไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – จับตาสหรัฐฯ-อิหร่าน จ่อหารือรอบที่ 2 หวังปิดดีลยุติสงคราม

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์ สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก โดยกลุ่มพันธมิตรยืนยันว่าจะแทรกแซงก็ต่อเมื่อสงครามสิ้นสุดลงเท่านั้น ข่าวนี้ไม่เพียงเพิ่มความตึงเครียดใน NATO แต่ยังกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกอีกด้วย

พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 กลุ่มพันธมิตร NATO ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมแผนการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสนอ โดยระบุว่าจะให้ความช่วยเหลือหลังจากสถานการณ์การสู้รบคลี่คลายแล้วเท่านั้น การตัดสินใจนี้คาดว่าจะทำให้ทรัมป์ไม่พอใจอย่างมาก และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่ขนส่งน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของโลก หากถูกปิดกั้น จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ทรัมป์ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ จะร่วมกับชาติพันธมิตรเพื่อสกัดกั้นเรือที่เข้าออกท่าเรืออิหร่าน หลังการเจรจาล้มเหลวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

背景ของความขัดแย้งและแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ความขัดแย้งยืดเยื้อมานาน 6 สัปดาห์นับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยอิหร่านปิดกั้นช่องแคบเกือบทั้งหมด ยกเว้นเรือของตน และมีแผนควบคุมถาวรพร้อมเรียกเก็บค่าผ่านทาง ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “การปิดล้อมจะเริ่มต้นเร็วๆ นี้ และชาติอื่นๆ จะร่วมด้วย” แผนนี้กำหนดเริ่ม 14:00 GMT (21:00 น. ไทย) ของวันจันทร์ โดยมุ่งเป้าเฉพาะเรืออิหร่าน

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยงทางทหาร: อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง
  • การตอบโต้จากอิหร่าน: ขู่ว่าจะโจมตีเรือสินค้าทุกชาติ

อย่างไรก็ตาม พันธมิตร NATO อย่างอังกฤษและฝรั่งเศสปฏิเสธอย่างหนักแน่น นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษบอก BBC ว่า “เราจะไม่ถูกดึงเข้าสู่สงครามนี้ แม้มีแรงกดดันมหาศาล” ขณะที่เลขาธิการ NATO มาร์ก รุตเต้ แจ้งสมาชิกยุโรปว่าทรัมป์ต้องการความช่วยเหลือรูปธรรม แต่หลายชาต้ายินดีช่วยหลังสงครามสิ้นสุดและมีข้อตกลงกับอิหร่าน

ท่าทีของผู้นำยุโรปต่อแผนปิดล้อม

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส โพสต์บน X ว่าจะเป็นเจ้าภาพประชุมพหุภาคีกับอังกฤษและชาติอื่นๆ เพื่อฟื้นฟูเส้นทางเดินเรือ โดยเน้นการป้องกันและแยกจากคู่ขัดแย้ง “เราจะส่งกำลังทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย” มาครงกล่าว

การปฏิเสธนี้เป็นชนวนขัดแย้งเพิ่ม ทรัมป์เคยขู่ออกจาก NATO และถอนทหารสหรัฐฯ จากยุโรป หลังหลายชาตาปฏิเสธให้ใช้เขตน่านฟ้าโจมตีอิหร่าน สถานการณ์นี้สะท้อนรอยร้าวในพันธมิตรที่ทรัมป์วิจารณ์มานานว่า “ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายพอ”

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น:

  • อังกฤษกำลังริเริ่มเปิดเส้นทางเดินเรือ
  • ฝรั่งเศสเตรียมภารกิจพหุภาคี
  • เยอรมนีและชาติอื่นๆ รอข้อตกลงสันติภาพ

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การตัดสินใจของ NATO เป็นการรักษาความเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ แต่ก็เสี่ยงให้สหรัฐฯ เดินหน้าเดี่ยว ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในโลกตะวันตก ทรัมป์มุ่งเน้น ‘อเมริกาตัวเหนือก่อน’ ขณะที่ยุโรปให้ความสำคัญกับสันติภาพและเศรษฐกิจ หากไม่มีการประนีประนอม ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบหนักต่อไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด

CTA: ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์ geopolitical ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – พันธมิตร NATO ปฏิเสธเข้าร่วมแผนปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซของทรัมป์

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ เมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีอิหร่านหนุนหลัง ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอนอย่างเป็นทางการ ชี้ว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องที่"เปล่าประโยชน์" ท่ามกลางการโจมตีทางทหารของอิสราเอลที่ยังไม่หยุดยั้ง สิ่งนี้สร้างความกังวลให้กับชุมชนนานาชาติว่าจะกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างไร

ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 นาอิม กัสเซ็ม ผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ได้ประกาศปฏิเสธการเจรจาระหว่างเจ้าหน้าที่เลบานอนและอิสราเอลที่จะจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันรุ่งขึ้น เขาย้ำว่า "เราขอปฏิเสธการเจรจากับอิสราเอล มันเป็นเรื่องสูญเปล่า และต้องได้รับความเห็นชอบจากชาวเลบานอนทั้งหมดก่อน" การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากอิสราเอลยังคงโจมตีเขตแดนเลบานอนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ทางใต้ที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์มีอิทธิพลสูง

กัสเซ็มชี้แจงเพิ่มเติมว่าการเจรจานี้มีเจตนาแฝงเพื่อบังคับให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของเลบานอน "อิสราเอลแสดงออกชัดเจนถึงเป้าหมายนี้ เราจึงเรียกร้องให้ยกเลิกทันที" เขากล่าว นอกจากนี้ กลุ่มยังยืนยันว่าจะตอบโต้การโจมตีทุกครั้ง และไม่มีใครมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนประชาชนเลบานอน

เหตุผลหลักที่ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอนนั้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการละเมิดหยุดยิงที่เปราะบาง ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนกำลังถูกทดสอบจากเหตุการณ์โจมตีล่าสุด นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโจเซฟ อาอูน ของเลบานอน ยังได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การเจรจาเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลเลบานอนเท่านั้น โดยสื่อถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างชัดเจน สร้างความขัดแย้งภายในประเทศ

พื้นหลังความขัดแย้งอิสราเอล-เลบานอน

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอน โดยเฉพาะกับฮิซบอลเลาะห์ มีรากเหง้าตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อกลุ่มก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านการยึดครองของอิสราเอลในเลบานอนใต้ ปัจจุบัน อิสราเอลยังคงครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางใต้ของเลบานอน และเพิ่มการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนเลบานอนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นมา สถานการณ์นี้เชื่อมโยงกับสงครามกว้างใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งฮิซบอลเลาะห์เป็นพันธมิตรสำคัญ

ผลกระทบและตัวเลขผู้เสียหาย

ทางการเลบานอนรายงานว่า นับตั้งแต่อิสราเอลยกระดับการโจมตี มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 ราย และบาดเจ็บกว่า 6,500 ราย สิ่งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางมนุษย์ แต่ยังกระทบเศรษฐกิจเลบานอนที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว

  • ผู้เสียชีวิต: มากกว่า 2,000 ราย
  • ผู้บาดเจ็บ: กว่า 6,500 ราย
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบ: ทางใต้เลบานอนและลึกเข้าไปในประเทศ
  • การยึดครอง: อิสราเอลยังยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ทางใต้

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความรุนแรงที่ยังดำเนินต่อไป ทำให้การเจรจาในวอชิงตันถูกตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้

มุมมองอนาคตและความเสี่ยง

หากการเจรจายังคงดำเนินต่อไปโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากฮิซบอลเลาะห์ อาจนำไปสู่การแตกหักภายในเลบานอน และการตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้นจากกลุ่มติดอาวุธ นักวิเคราะห์เห็นว่าสถานการณ์นี้อาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่ออิหร่านยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอนนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการทูตต้องคำนึงถึงกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่นมากขึ้น มิเช่นนั้นข้อตกลงใดๆ ก็อาจล้มเหลวได้ การหยุดยิงที่ยั่งยืนต้องมาจากการยอมรับซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัพเดทต่างประเทศเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ ติดตาม ข่าวต่างประเทศ เพิ่มเติมได้เลย!

ที่มา – ฮิซบอลเลาะห์จี้ ยกเลิกเจรจาอิสราเอล-เลบานอน ชี้เป็นเรื่อง “เปล่าประโยชน์”

Scroll to top