สหรัฐอเมริกา

IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นข่าวสำคัญที่สะเทือนวงการพลังงานโลก เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2569 สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) มีมติเอกฉันท์จากชาติสมาชิก 32 ประเทศ ให้ปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวนมหาศาลถึง 400 ล้านบาร์เรล เพื่อรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้อุปทานน้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งทะยาน นายฟาติห์ บิโรล ผู้อำนวยการบริหาร IEA กล่าวในการถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์องค์กรว่า “ประเทศสมาชิก IEA จะนำน้ำมันจำนวน 400 ล้านบาร์เรลออกสู่ตลาด เพื่อชดเชยอุปทานที่ขาดหายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย”

นายบิโรลยังเน้นย้ำว่า “ความท้าทายในตลาดน้ำมันที่เรากำลังเผชิญอยู่นั้นมีขนาดใหญ่หลวงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้นผมจึงยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศสมาชิก IEA ได้ตอบสนองด้วยการดำเนินมาตรการฉุกเฉินร่วมกันในระดับที่ยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์เช่นนี้” การระบายน้ำมันครั้งนี้จะดำเนินการภายในกรอบเวลาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศสมาชิก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ประวัติการระบายน้ำมันสำรองของ IEA

นี่ถือเป็นครั้งที่ 6 ที่ IEA อนุมัติการระบายน้ำมันสำรองอย่างเป็นระบบ โดยครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในปี 2534 (สงครามอ่าวครั้งแรก), 2548 (พายุเฮอริเคนคาทรีนา), 2554 (ฤดูใบไม้ผลิอาหรับ), และ 2 ครั้งในปี 2565 (วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน) แต่ครั้งนี้ใหญ่ที่สุดด้วยปริมาณ 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับการผลิตน้ำมันรายวันของโลกหลายเดือน

  • ปี 2534: ระบาย 55 ล้านบาร์เรล จากสงครามอ่าวเปอร์เซีย
  • ปี 2548: 60 ล้านบาร์เรล จากพายุเฮอริเคน
  • ปี 2554: 60 ล้านบาร์เรล จากความไม่สงบ在中东
  • ปี 2565: สองครั้ง รวมกว่า 180 ล้านบาร์เรล จากวิกฤตยูเครน

การตัดสินใจ IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นี้ จะช่วยบรรเทาความกดดันด้านราคาน้ำมันที่อาจทะลุ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในขณะนี้ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ผลกระทบต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจโลก

สำหรับประเทศไทย ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปรับขึ้นต่อเนื่องอาจชะลอตัวลง หากน้ำมันสำรองไหลเข้าตลาดอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังช่วยลดแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและต้นทุนการขนส่ง ซึ่งกระทบผู้บริโภคโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าราคาน้ำมันโลกอาจลดลง 10-20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำมันนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว IEA ยังเรียกร้องให้ชาติสมาชิกเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนและลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระยะยาว เพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอย

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพของชาติสมาชิกในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่เราควรติดตามผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ลองติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – IEA อนุมัติ ระบายน้ำมันสำรองฉุกเฉินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เป็นข่าวร้อนที่สร้างความกังวลให้กับวงการเดินเรือและเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ล่าสุดกองทัพอิหร่านออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นฝีมือของพวกเขาเอง โดยอ้างว่าเรือสินค้าลำนี้ไม่ยอมฟังคำเตือนและพยายามลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

จากรายงานของสำนักข่าวฟาร์ส สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้โจมตีเรือสินค้าสองลำในช่องแคบฮอร์มุซ โดยเรือไทย “มยุรี นารี” เป็นหนึ่งในนั้น เรือลำนี้ติดธงชาติไทย กำลังขนส่งสินค้าผ่านเส้นทางสำคัญนี้ แต่ถูกกล่าวหาว่าละเลยคำเตือนจากกองทัพเรืออิหร่าน ทำให้ถูกยิงถล่มในที่สุด

นอกจากเรือไทยแล้ว ยังมีเรือ “เอ็กซ์เพรส โรม” ติดธงไลบีเรียที่ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธในช่วงเช้าวันเดียวกัน เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน และอิหร่านตอบโต้อย่างดุเดือด

สาเหตุที่อิหร่านอ้างในการโจมตีเรือไทย “มยุรี นารี”

IRGC ชี้แจงว่า เรือ “มยุรี นารี” พยายามลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและละเลยคำเตือนซ้ำๆ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ดังนั้นอิหร่านจึงประกาศชัดว่าจะไม่ยอมให้เรือที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล หรือพันธมิตรศัตรูผ่านได้แม้แต่ลิตรเดียว

  • ละเลยคำเตือนจาก IRGC
  • พยายามลักลอบผ่านช่องแคบผิดกฎหมาย
  • เป็นเป้าหมายชอบธรรมตามนโยบายอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ โฆษกศูนย์บัญชาการทหาร “คาตัม อัล-อันบิยา” ของอิหร่านยังขู่ว่าจะโจมตีซ้ำๆ จนกว่าศัตรูจะได้รับบทลงโทษที่สาสม สถานการณ์นี้ทำให้เกิดการโจมตีเรืออย่างน้อย 13 ครั้งในอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบฮอร์มุซ และอ่าวโอมาน นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

ผลกระทบต่อไทยและการค้าทางทะเลโลก

สำหรับไทย เรือ “มยุรี นารี” เป็นเรือสินค้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกติ แต่เหตุการณ์นี้สร้างความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม รัฐบาลไทยกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายขนส่งสินค้าที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อเรือไทยในภูมิภาค

ตามข้อมูลจาก UKMTO (หน่วยปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร) มีเหตุโจมตี 3 ครั้งในวันเดียวกันนี้ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการเดินเรือทั่วโลกต้องปรับแผนเส้นทางหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นประตูสู่ตลาดน้ำมันโลก หากปิดกั้นจริง ค่าพลังงานจะพุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน

สถานการณ์ล่าสุดและคำแนะนำ

ปัจจุบัน ความขัดแย้งยังคงรุนแรง อิหร่านยืนยันจุดยืนแข็งกร้าว ขณะที่ชาติตะวันตกเตรียมรับมือ นักวิเคราะห์คาดว่าอาจนำไปสู่สงครามการค้าทางทะเลที่ยืดเยื้อ

สำหรับเจ้าของเรือไทยและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ควรติดตามประกาศจากกระทรวงคมนาคมและกรมเจ้าท่า หลีกเลี่ยงเส้นทางเสี่ยง และเตรียมประกันภัยเพิ่มเติม

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยควรเร่งกระจายเสี่ยงเส้นทางการค้าเพื่อลดผลกระทบในอนาคต

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและอัปเดตสถานการณ์ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านยอมรับ โจมตีเรือไทย “มยุรี นารี” ฐานลักลอบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองโลกเลยนะครับ เมื่อรัฐบาลสเปนตัดสินใจถอนเอกอัครราชทูตออกจากอิสราเอลอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงจุดยืนต่อต้านสงครามที่กำลังรุนแรงทั้งในฉนวนกาซาและกับอิหร่าน

สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาของสเปนเลยครับ สถานเอกอัครราชทูตสเปนประจำกรุงเทลอาวีฟ จะลดระดับการทำงานลงเหลือแค่ภายใต้การดูแลของอุปทูตเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างสเปนกับอิสราเอลย่ำแย่ลงมากๆ

ทำไมสเปนถึงทำแบบนี้? เพราะสเปนเป็นหนึ่งในประเทศสหภาพยุโรปที่วิจารณ์อิสราเอลอย่างหนักหน่วงต่อการทำสงครามในกาซา และล่าสุดคือสงครามใหม่กับอิหร่านที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สเปนมองว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ถูกต้อง

คำสั่งถอนทูตอย่างเป็นทางการ

ในราชกิจจานุเบกษาระบุชัดเจนว่า “ตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหภาพยุโรปและความร่วมมือ และหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 10 มี.ค. 2569 ข้าพเจ้าจึงสั่งยุติตำแหน่งของ น.ส.อานา มาเรีย ซาโลมอน เปเรซ ในฐานะเอกอัครราชทูตสเปนประจำอิสราเอล” เป็นการตัดสินใจที่เด็ดขาดมาก

นายเปโดร ซานเชซ นายกฯ สเปน ซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนเด่นในยุโรป ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ประณามการโจมตีอิหร่านโดยบอกว่า “หาเหตุผลไม่ได้” และย้ำว่า “รัฐบาลสเปนไม่เอาสงคราม” นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนของนโยบายต่างประเทศที่เน้นสันติภาพ

ประวัติศาสตร์การต่อต้านอิสราเอลของสเปน

ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่สเปนออกมาแรงแบบนี้ เดือนตุลาคมปีก่อน รัฐสภาสเปนผ่านกฎหมายห้ามส่งออกอาวุธไปอิสราเอลถาวร รวมถึงเทคโนโลยีทหารและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อตอบโต้ที่ถูกมองว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา สเปนเป็นผู้นำในกลุ่มยุโรปที่กล้าพูดกล้าแสดงออก

  • วิจารณ์สงครามกาซาอย่างต่อเนื่อง
  • ห้ามขายอาวุธให้อิสราเอล
  • ถอนเอกอัครราชทูตเพื่อประท้วง
  • สนับสนุนสันติภาพในตะวันออกกลาง

การตัดสินใจ สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในยุโรป ที่ประเทศอื่นๆ อาจตามรอย โดยเฉพาะกลุ่มที่เห็นใจปาเลสไตน์มากขึ้น สงครามในตะวันออกกลางกำลังลุกลาม ผลกระทบจะเป็นยังไงต่อเศรษฐกิจโลกและความมั่นคง?

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวของสเปนนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศเล็กๆ ก็มีน้ำหนักได้ ถ้าจุดยืนชัดเจน มันอาจกระตุ้นให้ EU ทบทวนนโยบายต่ออิสราเอลใหม่ สงครามไม่เคยแก้ปัญหาได้จริงๆ นะครับ สันติภาพต่างหากที่เป็นคำตอบ

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต!

ที่มา – สเปนถอนเอกอัครราชทูตประจำอิสราเอล ตอบโต้สงครามกาซา-อิหร่าน

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ วันนี้เรามีอัพเดทสุดร้อนแรงจากตะวันออกกลางกันเลย อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูว่าท่านได้รับบาดเจ็บจากสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำ ข่าวนี้ทำให้หลายคนตื่นเต้นและกังวลไปตามๆ กัน แต่ล่าสุดมีคนในยืนยันแล้วว่าไม่เป็นไร!

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

ที่มาของข่าวดีนี้มาจากนายยูเซฟ เปเซชเคียน บุตรชายของประธานาธิบดีอิหร่านและที่ปรึกษารัฐบาล ท่านโพสต์ข้อความผ่านแอปเทเลแกรมส่วนตัว โดยบอกว่า ได้ยินข่าวลือว่าคุณโมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บ เลยรีบสอบถามเพื่อนๆ ที่มีเส้นใน แล้วได้รับคำตอบว่า “ขอบคุณพระเจ้า ท่านยังปลอดภัยดี” เป็นการสยบข่าวลือได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน ทำให้ชาวอิหร่านและคนติดตามสถานการณ์โล่งใจไปตามๆ กัน

ที่มาของกระแสข่าวลือเรื่องบาดเจ็บ

ความสับสนนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อรัฐบาลอิหร่านขนานนามนายโมจตาบา คาเมเนอี ว่าเป็น “จันบาซ” หรือ “นักรบผู้บาดเจ็บ” จากสงครามเดือนรอมฎอน ซึ่งอิหร่านใช้เรียกความขัดแย้งรอบนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดชัดเจน ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อิหร่าน 3 ราย ว่าผู้นำวัย 56 ปีบาดเจ็บที่ขา และกำลังพักในที่ปลอดภัยสุดๆ พร้อมจำกัดการสื่อสาร ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว

ประวัติและบทบาทของโมจตาบา คาเมเนอี

นายโมจตาบา คาเมเนอี คือบุตรชายคนตรงของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้จุดชนวนสงครามใหญ่ทั่วตะวันออกกลางเลยทีเดียว หลังจากนั้น สภาผู้เชี่ยวชาญประกาศแต่งตั้งท่านเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม แต่จนถึงตอนนี้ ท่านยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะหรือแถลงอะไรเลย ทำให้หลายคนสงสัย

สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดมาก สงครามเดือนรอมฎอนทำให้ภูมิภาคปั่นป่วน นักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบา ท่ามกลางสงคราม สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลกำลังภายใน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าเดิม ชัดเจนจากที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ถูกกดดันหนักหลังขอโทษประเทศอ่าวอาหรับ

  • เหตุการณ์สำคัญล่าสุด:
  • 28 ก.พ.: อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากโจมตีอากาศ
  • 8 มี.ค.: แต่งตั้งโมจตาบาเป็นผู้นำสูงสุด
  • บุตรชายประธานาธิบดีโพสต์ยืนยันความปลอดภัย
  • IRGC เพิ่มบทบาทในการตัดสินใจยุทธศาสตร์

อเล็กซ์ วาทันกา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกกลางในวอชิงตัน ดี.ซี. วิเคราะห์ว่า “โมจตาบาเป็นหนี้บุญคุณ IRGC ในการขึ้นสู่อำนาจ ดังนั้นอำนาจของท่านอาจไม่เบ็ดเสร็จเหมือนบิดา” แปลว่าตอนนี้อิหร่านอาจถูกนำโดยผู้นำทหารมากขึ้น

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราเห็นว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ การเมืองผสมทหารชัดเจนขึ้น หาก อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี จริง ก็เป็นสัญญาณดีที่สงครามอาจคลี่คลายได้บ้าง แต่ก็ยังต้องจับตาดูต่อไป

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าการเปลี่ยนผู้นำท่ามกลางสงครามแบบนี้เสี่ยงมาก แต่ถ้าโมจตาบาสามารถรวมชาติได้ อิหร่านอาจแข็งแกร่งขึ้น คุณล่ะคิดเห็นยังไง? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ หรือติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวตะวันออกกลางเพิ่มเติม!

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี เป็นข่าวที่ทำให้โล่งใจ แต่สงครามยังไม่จบ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

ที่มา – อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างมาก กองทัพสหรัฐประกาศปฏิบัติการนี้หลังจากหน่วยข่าวกรองตรวจพบความเคลื่อนไหวอันตรายของอิหร่านในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งขนส่งน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐยืนยันว่าจะปกป้องอย่างเด็ดขาด

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

กองบัญชาการกลางสหรัฐ หรือ CENTCOM ได้เผยแพร่วิดีโอการโจมตีผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงภาพการทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านอย่างน้อย 16 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังพบว่าอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดเพื่อขัดขวางการเดินเรือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

เหตุผลเบื้องหลังปฏิบัติการสหรัฐถล่มเรือรบอิหร่าน

หน่วยข่าวกรองสหรัฐรายงานว่าอิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นคอขวดพลังงานสำคัญ น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่ต้องผ่านจุดนี้ไปยังเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้เกิดการคุกคามดังกล่าว และเรียกร้องให้อิหร่านนำทุ่นระเบิดออกทันที

รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ยืนยันผ่าน X ว่าปฏิบัติการนี้เป็นคำสั่งโดยตรงจากทรัมป์ โดยกองทัพสหรัฐลงมืออย่างแม่นยำ ทำลายเป้าหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สหรัฐเน้นย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกใช้เป็นตัวประกันต่อความมั่นคงพลังงานโลก

ผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่าน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด นับตั้งแต่ความขัดแย้งลุกลาม ทหารสหรัฐกว่า 140 นายบาดเจ็บจากเหตุรบในภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันดิบ หากเกิดการปิดกั้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพทั่วโลก

  • การโจมตีแม่นยำ: ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำลายเรือ 16 ลำ
  • คำเตือนจากทรัมป์: ไม่ยอมให้อิหร่านคุกคามเส้นทางสำคัญ
  • ผลต่อตลาด: นักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
  • ประวัติศาสตร์ช่องแคบ: เคยถูกขู่อีกหลายครั้งในอดีต

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการนี้ช่วยรักษาความมั่นคง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ สหรัฐแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะปกป้องเสรีภาพการเดินเรือ ในขณะที่อิหร่านอาจตอบโต้เพื่อรักษาหน้า

นอกจากนี้ เหตุการณ์สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำยังสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันในประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐทำถูกแล้วที่ลงมือก่อน แต่ต้องหาทางเจรจาเพื่อลดความเสี่ยงสงครามใหญ่ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวอัปเดต และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองสถานการณ์นี้อย่างไร จะกระทบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน?

ที่มา – สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว หลังจากคลังน้ำมันถูกโจมตี สร้างมลพิษรุนแรงที่คุกคามสุขภาพประชาชนและแหล่งน้ำในช่วงวิกฤตขาดแคลน

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนถึงอันตรายจาก “ฝนพิษสีดำ” หรือน้ำฝนที่ปนเปื้อนมลพิษหนัก หลังคลังน้ำมันในอิหร่านถูกโจมตีทางอากาศ ทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลาม ส่งผลให้ควันดำหนาทึบลอยขึ้นฟ้าและปนเปื้อนชั้นบรรยากาศ เมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค. 2569 นายคริสเตียน ลินด์ไมเออร์ โฆษก WHO ระบุว่า สถานการณ์นี้อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงสุขภาพรุนแรง โดยเฉพาะฝนที่ตกลงมาผสมสารพิษ

สาเหตุของฝนพิษสีดำในอิหร่าน

คลังเก็บเชื้อเพลิงหลายแห่ง โดยเฉพาะคลังน้ำมันชาห์ราน (Shahran) ในกรุงเตหะราน ถูกโจมตีจนไฟลุกท่วม กลุ่มควันดำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทำให้อากาศเต็มไปด้วยสารมลพิษ เมื่อฝนตก น้ำจะดูดซับสารเหล่านี้ลงสู่พื้นดิน นอกจากนี้ ยังเสี่ยงกลายเป็น “ฝนกรด” จากปฏิกิริยากับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ปอด และแหล่งน้ำ

  • คลังน้ำมันชาห์รานในเตหะรานถูกโจมตีหนักสุด
  • ควันดำปนเปื้อนชั้นบรรยากาศทั่วพื้นที่
  • ทางการสั่ง lockdown ชั่วคราว ห้ามประชาชนออกจากบ้าน
  • คลังน้ำมันในบาห์เรนและ UAE ก็ได้รับผลกระทบ

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่อิหร่านกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ชาวอิหร่านที่รอฝนเพื่อบรรเทาความแห้งแล้ง กลับต้องเผชิญฝนพิษที่อาจปนเปื้อนแหล่งน้ำดื่ม สภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่านเตือนว่าน้ำฝนนี้มีความเป็นกรดสูง อาจทำให้ผิวหนังไหม้และ損傷ปอดรุนแรง ขณะที่นายโวลเคอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชน UN ก็แสดงความกังวลต่อผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ฝนกรดเกิดจากมลพิษอุตสาหกรรมและไฟไหม้ สามารถทำลายพืชผล ดิน และน้ำ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ มะเร็ง และปัญหาสุขภาพเรื้อรังในระยะยาว ลินด์ไมเออร์เรียกสถานการณ์นี้ว่า “อันตรายมาก” และอาจลุกลามทั่วภูมิภาค

มาตรการป้องกันที่แนะนำ

เพื่อรับมือ WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน ประชาชนควร:

  • งดออกจากบ้านขณะฝนตกและหลังฝนหยุด
  • หลีกเลี่ยงน้ำฝนทุกชนิด อย่าเก็บไว้ใช้
  • สวมเสื้อผ้าปกปิดผิวหนังและหน้ากากอนามัย
  • ตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มจากหน่วยงานท้องถิ่น
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากพบอาการผิดปกติ เช่น ระคายเคืองผิวหรือหายใจลำบาก

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจทั่วโลกถึงความเสี่ยงจากสงครามและมลพิษอุตสาหกรรม ในขณะที่อิหร่านกำลังขาดน้ำรุนแรง ฝนพิษยิ่งซ้ำเติมวิกฤต สิ่งสำคัญคือการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างความมั่นคงน้ำอย่างเร่งด่วน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่านนี้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อมในตะวันออกกลาง ลองคิดดูสิ ถ้าฝนที่ควรเป็นพระพรกลับกลายเป็นภัยพิบัติ มันชวนให้เราต้องตระหนักถึงการดูแลโลกใบนี้ให้ดีกว่านี้

ติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา และอย่าลืมแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักแก่ผู้อื่น!

ที่มา – WHO เตือนภัย “ฝนพิษสีดำ” ในอิหร่าน หวั่นส่งผลกระทบระยะยาว

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการข่าวต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดูเหมือนจะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงนี้

ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 หรือ 10 มี.ค. 2569 น.ส. แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการต่ออิหร่าน โดยยืนยันชัดเจนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ “ไม่ตัดทางเลือกใดๆ ทิ้ง” ในการรับมือกับอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีทางอากาศ การใช้อาวุธขั้นสูง หรือแม้กระทั่งการส่งทหารราบบุกอิหร่านโดยตรง ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะขึ้นอยู่กับตัวประธานาธิบดีเอง

คำแถลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือและความกังวลจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง โดยลีวิตต์เน้นย้ำว่าทรัมป์ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาดและพร้อมทุกสถานการณ์ “ท่านประธานาธิบดีดำเนินการโดยไม่ปิดประตูทางเลือกใดๆ” เธอกล่าว พร้อมปฏิเสธที่จะยืนยันหรือปฏิเสธข้อมูลที่สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสพูดถึง

ความเห็นจากสมาชิกเดโมแครตและการตอบโต้จากทำเนียบขาว

ก่อนหน้านี้ สมาชิกวุฒิสภาพรรคเดโมแครตอย่างริชาร์ด บลูเมนทาล ได้ให้สัมภาษณ์ในช่วงเช้าวันเดียวกันว่า สถานการณ์ดูเหมือนกำลังมุ่งหน้าไปสู่ “การส่งทหารอเมริกันลงพื้นที่ในอิหร่าน” เพื่อบรรลุเป้าหมายทางทหารที่วางไว้ คำพูดเหล่านี้ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์ แต่โฆษกทำเนียบขาวได้พาดพิงถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าทรัมป์จะเป็นผู้ตัดสินใจเอง

นอกจากนี้ ลีวิตต์ยังชี้แจงถึงจุดยืนของทรัมป์ที่ต้องการให้อิหร่าน “ยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข” เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาใดๆ ในอนาคต แต่คำว่า “ยอมจำนน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการประกาศอย่างเป็นทางการจากผู้นำอิหร่านเท่านั้น หากแต่หมายถึงการที่อิหร่านสูญเสียความสามารถในการคุกคามสหรัฐฯ และพันธมิตร

ความหมายของการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขตามมุมมองทรัมป์

ตามคำอธิบายของลีวิตต์ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นผู้กำหนดเองว่าอิหร่านอยู่ในสภาวะยอมจำนนเมื่อใด โดยเงื่อนไขหลักคืออิหร่านไม่สามารถสร้างภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือได้อีกต่อไป เช่น การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ คลังขีปนาวุธที่แข็งแกร่ง หรือการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาค

  • ทางเลือกทางทหารที่ทรัมป์ไม่ตัดทิ้ง: โจมตีทางอากาศด้วยขีปนาวุธนำวิถี
  • การใช้กองเรือบรรทุกเครื่องบินในอ่าวเปอร์เซีย
  • ส่งทหารราบบุกอิหร่าน หากจำเป็นเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบ
  • การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงนโยบาย “America First” ของทรัมป์ที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านตั้งแต่สมัยแรก โดยเฉพาะหลังจากที่อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรอย่างอิสราเอล นักวิเคราะห์เห็นว่าการไม่ตัดทางเลือกใดๆ อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้ หากอิหร่านไม่ยอมถอย

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในตะวันออกกลาง หากทรัมป์ตัดสินใจส่งทหารราบจริง ผลกระทบจะลุกลามไปทั่วโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง คุณคิดว่าทรัมป์จะบุกอิหร่านจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

ที่มา – ทำเนียบขาวเผย ทรัมป์ไม่ตัดทางเลือกใดทิ้ง รวมถึงส่งทหารราบบุกอิหร่าน

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ต่อสู้กับโดรนอิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาค

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ได้ประกาศข่าวสำคัญเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยระบุว่ารัฐบาลยูเครนกำลังส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรนไปยังประเทศในตะวันออกกลาง 3 แห่ง เพื่อช่วยเหลือในการป้องกันการโจมตีจากโดรนที่ผลิตโดยอิหร่าน สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีตอบโต้จากอิหร่านต่อพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา

ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

เซเลนสกี ย้ำชัดว่าทีมผู้เชี่ยวชาญ 3 ทีมจะเดินทางไปยัง กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในสัปดาห์นี้ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ยูเครนวางแผนขยายความช่วยเหลือไปยังประเทศอื่นๆ ที่เผชิญภัยคุกคามจากโดรนโจมตีแบบพลีชีพ ประสบการณ์ของยูเครนที่สั่งสมมาจากการรบกับรัสเซีย ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในการสกัดกั้นโดรนรุ่น “ชาเฮด” (Shahed) ซึ่งอิหร่านเป็นผู้ผลิตหลัก

ประสบการณ์ยูเครนในการรับมือโดรนชาเฮด

ตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครน ยูเครนได้เผชิญกับการโจมตีจากโดรนชาเฮดนับพันลำ ทำให้กองทัพยูเครนพัฒนาระบบป้องกันที่ครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับ การติดตาม และการยิงสกัด ผู้เชี่ยวชาญยูเครนไม่เพียงใช้ฮาร์ดแวร์อย่างระบบเรดาร์และขีปนาวุธ แต่ยังพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์เส้นทางโดรนที่แม่นยำ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้อัตราความสำเร็จในการสกัดกั้นสูงถึง 80-90% ในบางปฏิบัติการ

  • การใช้โดรนตรวจจับและรบกวนสัญญาณ
  • ระบบป้องกันอากาศยานแบบผสมผสาน
  • การฝึกอบรมบุคลากรให้ตอบสนองรวดเร็ว
  • การแบ่งปันข้อมูลเรียลไทม์กับพันธมิตร

เซเลนสกี กล่าวว่า "ผู้เชี่ยวชาญชาวอเมริกันทุกคนเข้าใจดีว่าประสบการณ์ของยูเครนสามารถช่วยขับไล่การโจมตีจำนวนมากจากโดรน Shahed ได้" เขายังชี้ว่าประเทศอื่นๆ ที่ซื้อโดรนสกัดกั้นมา หากขาดบุคลากรและซอฟต์แวร์จากยูเครน ก็จะไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ตะวันออกกลางและความต้องการจากยูเครน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายประเทศในตะวันออกกลางร้องขอความช่วยเหลือจากยูเครน หลังจากอิหร่านใช้โดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตร การส่งผู้เชี่ยวชาญนี้ไม่เพียงช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค นอกจากนี้ มันแสดงให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของยูเครนในเวทีโลก จากผู้ถูกโจมตี สู่ผู้ให้ความช่วยเหลือด้านกลาโหม

ยูเครนได้พิสูจน์แล้วว่าประสบการณ์ในสนามรบจริงมีค่ามากกว่าการฝึกจำลอง การแบ่งปันความรู้ครั้งนี้จะช่วยลดการสูญเสียและเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามทางอากาศ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจนำไปสู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีป้องกันที่กว้างขึ้นระหว่างยูเครนกับชาติอาหรับ ซึ่งจะช่วยยูเครนในสงครามยูเครน-รัสเซียด้วย หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – ยูเครนเผย ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการรับมือโดรน ไปยัง 3 ประเทศตะวันออกกลาง

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด เป็นข่าวร้ายที่สะเทือนใจทั่วโลก เมื่อความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านลุกลามมานานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตพุ่งสูงเกือบ 2,000 ราย โดยเฉพาะในอิหร่านและเลบานอนที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

ตามรายงานจากสำนักข่าว CNN เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2569 ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ความสูญเสียครั้งนี้ไม่เพียงกระทบพลเรือนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงทหารและเด็กๆ อีกด้วย สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังลุกลามไปยังหลายประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความสูญเสีย

อิหร่าน: ยอดผู้เสียชีวิตสูงสุดกว่า 1,200 ราย

ในอิหร่าน สำนักข่าวนักสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งมีสำนักงานในสหรัฐฯ รายงานว่าพบพลเรือนเสียชีวิตถึง 1,245 ราย รวมเด็ก 194 ราย และบุคลากรทหารอีก 189 นาย การโจมตีที่รุนแรงทำให้ครอบครัวจำนวนมากสูญเสียคนที่รัก เมืองต่างๆ ถูกทำลาย บ้านเรือนพังพินาศ ผู้คนต้องอพยพหนีตาย สถานการณ์นี้สร้างบาดแผลลึกในสังคมอิหร่าน

เลบานอน: การโจมตีรุนแรง ดับ 486 ศพ

ที่เลบานอน กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 486 ราย จากการโจมตีของอิสราเอลที่ทวีความรุนแรงขึ้น กองทัพอิสราเอลยอมรับว่าทหาร 2 นายเสียชีวิตทางตอนใต้ของเลบานอน เลบานอนซึ่งเคยผ่านสงครามมามากมาย กำลังเผชิญวิกฤตมนุษยธรรมครั้งใหม่ โรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้บาดเจ็บ และประชาชนขาดแคลนอาหาร ยา และน้ำดื่ม

นอกจากนี้ ในอิรัก กองกำลังระดมประชาชน (PMF) ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เสียชีวิต 18 ราย รัฐบาลเคอร์ดิสถานยืนยันนักรบชาวเคิร์ดอิหร่าน 3 ราย และเจ้าหน้าที่ KRG 1 รายเสียชีวิต

ที่อิสราเอล หน่วย MDA รายงานผู้เสียชีวิต 12 รายจากการโจมตีของอิหร่าน โดย 9 รายจากขีปนาวุธที่พุ่งใส่อาคารในเบตเชเมช

  • คูเวต: เสียชีวิต 12 ราย รวมทหารสหรัฐฯ 6 นาย
  • UAE: 6 ราย จากหลากหลายสัญชาติ
  • ซาอุดีอาระเบีย: 2 รายพลเรือน + ทหารสหรัฐฯ 1 นาย
  • บาห์เรน: 1 รายจากเศษขีปนาวุธ + หญิงบาห์เรน 1 ราย
  • โอมาน: ชาวอินเดีย 1 รายจากโดรนโจมตีเรือ

สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังกระทบเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงโลก น้ำมันราคาพุ่งสูง ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยแพงขึ้นด้วย สถานการณ์นี้อาจลุกลามหากไม่มีการเจรจาสันติภาพ

เราควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และสนับสนุนความพยายามในการยุติความรุนแรง หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองคลิกที่นี่ เพื่ออ่านเพิ่มเติม สันติภาพคือคำตอบเดียวที่ยั่งยืน

ที่มา – สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

Scroll to top