สหรัฐฯ

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการประกาศ ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งเป็นข้อตกลงที่หลายคนรอคอยมานาน หลังจากเจรจายืดเยื้อหลายเดือน ข่าวนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ แต่ยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์พลังงานด้วย

ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าสหรัฐฯ และอินเดียบรรลุข้อตกลงเรียบร้อยแล้ว โดยสหรัฐฯ จะลดกำแพงภาษีสินค้าอินเดียจาก 25% เหลือ 18% ทันที ขณะที่อินเดียสัญญาจะหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซีย หันมาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น และอาจรวมถึงเวเนซุเอลา นอกจากนี้ อินเดียยังจะเพิ่มการนำเข้าสินค้าอเมริกันในหมวดพลังงาน เทคโนโลยี เกษตรกรรม ถ่านหิน และอื่นๆ มูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์ยกย่องนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ว่าเป็น “มิตรสหายที่ดีที่สุด” และผู้นำที่ทรงอิทธิพล โดยระบุว่า “เราได้พูดคุยเรื่องการค้าและการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ท่านโมดีตกลงหยุดซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะช่วยยุติสงครามที่คร่าชีวิตผู้คนนับพันทุกสัปดาห์” ข้อตกลงนี้ยังรวมถึงการลดมาตรการกีดกันทางการค้าของอินเดียเหลือศูนย์ ทำให้สินค้า Made in India เข้าถึงตลาดสหรัฐฯ ง่ายขึ้น

ปฏิกิริยาจากนายกรัฐมนตรีโมดี

ฝั่งอินเดีย นายโมดีโพสต์ยืนยันผ่าน X (ทวิตเตอร์เดิม) ว่า “ยินดีที่ผลิตภัณฑ์ Made in India ได้รับสิทธิลดภาษีเหลือ 18% ขอบคุณประธานาธิบดีทรัมป์” เขายังชื่นชมความเป็นผู้นำของทรัมป์ที่ช่วยส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง โดยระบุว่า “สองเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่และประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ร่วมมือกันจะปลดล็อกโอกาสมหาศาล”

ผลกระทบและบริบทเบื้องหลัง

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นหลังอินเดียเพิ่งปิดดีลการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป ซึ่งโมดีเรียกว่า “มารดาของข้อตกลงทั้งปวง” นักวิเคราะห์มองว่านี่เป็นปัจจัยเร่งให้สหรัฐฯ และอินเดียเร่งเจรจา ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย เพื่อแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในยุคที่รัสเซียถูกคว่ำบาตรจากสงครามยูเครน อินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของรัสเซีย การหันมาซื้อจากสหรัฐฯ จะช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงานโลก

  • สหรัฐฯ ลดภาษีสินค้าอินเดียเหลือ 18% ทำให้ส่งออกเพิ่ม
  • อินเดียเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย สนับสนุนสหรัฐฯ ทางอ้อมในสงครามยูเครน
  • เพิ่มนำเข้าสินค้าอเมริกันมูลค่า 500,000 ล้านดอลลาร์
  • เสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับเศรษฐกิจไทยและอาเซียน ข้อตกลงนี้อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยซึ่งส่งออกสินค้าไปอินเดียและสหรัฐฯ อาจได้ประโยชน์จากตลาดที่เปิดกว้างขึ้น แต่ต้องจับตาการแข่งขันจากสินค้าอินเดียที่ถูกลง

สุดท้าย ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงสไตล์การทูตแบบ “ลงมือทำจริง” ของทรัมป์ ที่ผสมผสานการค้าเข้ากับ geopolitics ได้อย่างลงตัว ข้อตกลงนี้ไม่เพียงช่วยสหรัฐฯ แต่ยังเสริมสร้างเสถียรภาพโลก คุณคิดอย่างไรกับดีลนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – ทรัมป์โว ปิดดีลการค้ากับอินเดีย ลดภาษีแลกเลิกซื้อน้ำมันรัสเซีย

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารลับชุดใหญ่กว่า 3 ล้านฉบับเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาให้กับสาธารณชนทั่วโลก โดยเฉพาะชื่อของบุคคลสำคัญและคนดังที่โผล่ขึ้นมาในเอกสารเหล่านี้

ข่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รองอัยการสูงสุด ทอดด์ บลานช์ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในรายการทีวีชื่อดังว่า ไม่มีข้อมูลใหม่ที่จะนำไปสู่การตั้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีที่เกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายล่วงละเมิดทางเพศเด็กสาว “การตรวจสอบที่เราทำก่อนหน้านี้ได้ข้อสรุปว่าไม่มีข้อมูลในลักษณะนั้น และเรายังคงยืนยันตามนั้น” บลานช์กล่าวในรายการ State of the Union ทาง CNN

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน

เอกสารที่ถูกปล่อยออกมามีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล รูปภาพ คลิปวิดีโอ และบันทึกการสนทนาที่เอ่ยถึงบุคคลชั้นนำของโลก เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, อีลอน มัสก์, บิล เกตส์ และอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จากราชวงศ์อังกฤษ ชื่อเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บลานช์ยืนยันว่า “การตรวจสอบนี้สิ้นสุดลงแล้ว” และเหลือเพียงเอกสารจำนวนน้อยที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของผู้พิพากษา

ปัจจุบัน กิสเลน แม็กซ์เวลล์ อดีตแฟนสาวของเอปสตีน เป็นผู้ต้องโทษรายเดียวที่ถูกตัดสินคดี โดยเธอถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานช่วยเหลือค้าประเวณีเด็กสาวให้เอปสตีน และกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี ผู้รอดชีวิตจากคดีนี้หลายรายแสดงความผิดหวัง โดยระบุว่าผู้กระทำผิดรายอื่นๆ ยังคง “หลบซ่อนและได้รับการปกป้อง” แม้เอกสารจะถูกเปิดเผยแล้วก็ตาม

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีนเพราะเหตุใด

บลานช์ ซึ่งเคยเป็นทนายความส่วนตัวของทรัมป์ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลคัดกรองเอกสารที่อาจทำลายชื่อเสียงของทรัมป์ ขณะที่ทรัมป์เองกล่าวกับสื่อบนเครื่องบิน Air Force One ว่า เอกสารชุดนี้ช่วย “ล้างมลทิน” ให้เขา และตรงข้ามกับที่ฝ่ายตรงข้ามคาดหวัง คดีเอปสตีนเคยเป็นประเด็นรบกวนทรัมป์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากทั้งคู่เคยอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกันที่ฟลอริดาและนิวยอร์ก

กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์เชื่อมโยงเอปสตีนกับ “รายชื่อลูกค้า” ชั้นนำของโลกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถือครอง แต่ทางการยืนยันว่าไม่มีรายชื่อดังกล่าวจริง บลานช์ยังคาดว่าเอกสารเหล่านี้คงไม่ช่วยดับกระแสทฤษฎีสมคบคิดได้

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น ลองมาดูประวัติคดีเอปสตีนกัน:

  • 2008: เอปสตีนตกลงรับสารภาพในข้อหากระทำผิดร้ายแรง ลดโทษเหลือ 13 เดือน
  • 2019: ถูกจับกุมอีกครั้งในข้อหาค้าประเวณีเด็ก แต่เสียชีวิตในคุกอย่างมีข้อกังขา
  • 2021: แม็กซ์เวลล์ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี
  • 2569: เปิดเอกสารสุดท้าย แต่อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน

เอกสารชุดนี้ไม่เพียงเผยชื่อบุคคลสำคัญเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลและอำนาจ โดยเฉพาะในวงการการเงินและการเมืองระดับสูง

แม้จะไม่มีข้อหาใหม่ แต่คดีนี้ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสังคมชั้นสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า การเปิดเผยเอกสารช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็เผยให้เห็นข้อจำกัดของระบบยุติธรรมในการเอาผิดผู้มีอิทธิพล

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเอปสตีนสะท้อนถึงความท้าทายในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ แม้เอกสารจะถูกเปิด แต่ความยุติธรรมที่แท้จริงอาจต้องอาศัยความกล้าหาญจากผู้รอดชีวิตและแรงกดดันจากสาธารณะ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศอื่นๆ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดี “เอปสตีน” หลังเปิดเอกสารชุดล่าสุด

ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลกในขณะนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าว จี้ให้อิหร่านเร่งบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ มิเช่นนั้นโลกจะได้เห็นว่าคำเตือนของผู้นำอิหร่านว่าจะเกิดสงครามนั้นเป็นจริงหรือไม่

ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ทรัมป์กล่าวกับสื่อมวลชนว่า “ทำไมเขาถึงจะไม่พูดแบบนั้นล่ะ? แน่นอน คุณพูดแบบนั้นได้อยู่แล้ว” เมื่อถูกถามถึงคำขู่ของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ที่เตือนว่าการโจมตีของสหรัฐฯ จะจุดชนวนสงครามในภูมิภาค

ทรัมป์ยังเสริมว่า สหรัฐฯ มีเรือรบที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลกจอดใกล้อิหร่าน พร้อมย้ำว่า “หวังว่าเราจะบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่ถ้าเราตกลงกันไม่ได้ เมื่อนั้นเราก็จะได้รู้กันว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นถูกหรือเปล่า” คำพูดนี้ชัดเจนว่า ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

พื้นหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

ความตึงเครียดระหว่างสองชาตินี้ยืดเยื้อมานาน โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์เคยถอนตัวจากข้อตกลง JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) ในปี 2561 ทำให้การเจรจาล้มเหลว นับแต่นั้นมาอิหร่านก็เพิ่มการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและพัฒนาขีปนาวุธ

ล่าสุด สหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเตรียมพร้อมปฏิบัติการทางทหาร ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากถูกคุกคาม

ปฏิกิริยาจากอิหร่านและนานาชาติ

คาเมเนอีกล่าวต่อหน้าฝูงชนในเตหะรานว่า “อิหร่านไม่มีเจตนาโจมตีใคร แต่จะตอบโต้ผู้ใดที่โจมตีหรือคุกคามเรา” สื่อรัฐบาลอิหร่านรายงานเช่นนี้ สะท้อนท่าทีพร้อมรบ

  • สหรัฐฯ กำลังหารืออย่างจริงจังกับอิหร่านเรื่องนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
  • ทรัมป์ปฏิเสธเปิดเผยแผนโจมตี แต่ยืนยันกำลังพิจารณา
  • กองทัพสหรัฐฯ เตรียมพร้อมเต็มที่ด้วยเรือรบและเครื่องบินรบ
  • นานาชาติอย่างจีนและรัสเซียเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยับยั้งชั่งใจ

สถานการณ์นี้เสี่ยงต่อการลุกลามเป็นสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะกระทบราคาน้ำมันทั่วโลกและเศรษฐกิจไทยด้วย เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจำนวนมาก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากทรัมป์ขู่อิหร่านสำเร็จหรือไม่

หากเจรจาไม่สำเร็จ สงครามอาจเกิดขึ้นจริง นำไปสู่:

  • ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลก
  • การปิดช่องแคบฮอร์มุซ สินค้าทั่วโลกขาดแคลน
  • ความไม่มั่นคงในตะวันออกกลาง ลุกลามไปยังอิสราเอลและซาอุฯ
  • ไทยควรติดตามใกล้ชิด เพราะกระทบการส่งออกและพลังงาน

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทูตยังเป็นทางออกที่ดีที่สุด ทรัมป์อาจใช้คำขู่เป็นกลยุทธ์กดดันให้อิหร่านยอมเจรจา แต่หากล้มเหลว สงครามอาจกลายเป็นจริง

ติดตามสถานการณ์ ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่ ได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด คุณคิดว่าสงครามจะเกิดจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ทรัมป์ขู่อิหร่าน ถ้าเจรจาไม่สำเร็จ จะได้รู้กันว่าสงครามเกิดหรือไม่

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัว

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน เป็นข่าวดีที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายคน โดยเฉพาะครอบครัวและผู้ที่ติดตามสถานการณ์ด้านการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ เหตุการณ์นี้จุดประกายการถกเถียงครั้งใหญ่เกี่ยวกับนโยบายกักตัวผู้อพยพ โดยเฉพาะเด็กเล็ก

เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

เด็กชายวัย 5 ขวบชื่อเลียม โคเนโฮ รามอส และพ่อเอเดรียน อเล็กซานเดอร์ โคเนโฮ อาเรียส ได้รับอิสรภาพจากศูนย์กักกัน “ดิลลีย์” ในรัฐเท็กซัส หลังถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ควบคุมตัวนานหลายวัน สมาชิกสภาคองเกรสวาคีน คาสโตร จากรัฐเท็กซัส สังกัดพรรคเดโมแครต ประกาศข่าวนี้เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โดยทั้งคู่เดินทางกลับถึงบ้านที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตาแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังศาลแขวงสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ปล่อยตัวทันที ผู้พิพากษาเฟรด บีรี ประณามการกักตัวว่าเป็น “ความกระหายในอำนาจที่ปราศจากการควบคุมอย่างน่าอดสู” และชี้ว่ามาจากการพยายามทำยอดโควตาเนรเทศรายวันแบบขาดสติ

เส้นทางเดินทางและขั้นตอนที่ถูกต้องของครอบครัว

ทนายความของครอบครัว มาร์ค โปรโกช ยืนยันว่าพ่อลูกคู่นี้ทำทุกอย่างถูกต้องตั้งแต่เดินทางจากเอกวาดอร์เข้าสหรัฐฯ ในปี 2567 พวกเขา:

  • ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอสิทธิ์ลี้ภัย
  • ใช้แอปพลิเคชัน CBP One นัดหมายล่วงหน้า
  • แสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรและป้องกันพรมแดน
  • แจ้งข้อมูลครบถ้วนและไปศาลตามนัด

“ครอบครัวนี้ไม่ได้หลบหนี ICE แต่ปฏิบัติตามขั้นตอนทุกประการ ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง และไม่ควรถูกกักตัวตั้งแต่แรก” โปรโกชกล่าว

กระแสประท้วงและการตอบโต้จาก ICE

การกักตัวเด็ก 5 ขวบกับพ่อจุดชนวนประท้วงหน้าศูนย์กักกัน และวิพากษ์วิจารณ์หนักทั่วประเทศ ICE อ้างว่า “ไม่ได้จับเด็ก แต่ช่วยเด็กจากพ่อที่ทิ้งหนีในอากาศหนาว” ขณะที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยืนยันว่ารัฐบาลทรัมป์มุ่งกู้หลักนิติธรรม โดยจับกุม กักตัว และเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาบีรีเรียกร้องให้นโยบายตรวจคนเข้าเมืองมีมนุษยธรรมมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงบาดแผลทางใจให้เด็ก

เหตุการณ์เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบ移民สหรัฐฯ ที่มักละเลยสิทธิเด็กและครอบครัวผู้ลี้ภัย ข่าวนี้ไม่เพียงสร้างความหวัง แต่ยังกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปนโยบาย

ในมุมมองของผู้เขียน นโยบายที่เข้มงวดควรสมดุลกับมนุษยธรรม โดยเฉพาะกับเด็กที่ไร้เดียงสา หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – เด็ก 5 ขวบกับพ่อ ได้กลับบ้านแล้ว หลังถูก ตม.สหรัฐฯ คุมตัวไว้หลายวัน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน อีกครั้งแล้ว! เหตุการณ์นี้สร้างความปั่นป่วนให้กับระบบราชการสหรัฐฯ เมื่อรัฐบาลกลางเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์บางส่วนในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 แม้วุฒิสภาจะเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรยังปิดสมัยประชุม ทำให้งบประมาณขาดช่วงตั้งแต่เที่ยงคืนตามเวลาฝั่งตะวันออก

สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน สาเหตุหลักจากอะไร

สาเหตุหลักมาจากการเจรจาที่ล่าช้า โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำข้อตกลงกับพรรคเดโมแครต แต่พรรคปฏิเสธที่จะเพิ่มงบสำหรับ ICE (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร) หลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ยิงพลเมืองสหรัฐฯ ในมินนีแอโพลิสเสียชีวิต 2 ราย เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงรุนแรงเกี่ยวกับยุทธวิธีของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

นี่เป็นครั้งที่ 2 ในรอบปี ครั้งแรกในตุลาคม 2568 ยาวนาน 43 วัน ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุด ส่งผลกระทบหนักต่อบริการรัฐ เช่น การเดินทางทางอากาศ เจ้าหน้าที่นับแสนคนไม่มีเงินเดือนหลายสัปดาห์ คราวนี้คาดว่าจะสั้นกว่าเพราะสภาผู้แทนราษฎรกลับประชุมวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์

ผลกระทบจากสหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

ก่อนสภากลับมา ทำเนียบขาวสั่งกระทรวงคมนาคม การศึกษา และกลาโหม เตรียมแผนรองรับ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังมีงบ 2 สัปดาห์ ทำให้มีเวลาจัดการ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครต เรียกร้องให้ควบคุม ICE ยุติความรุนแรง ห้ามลาดตระเวนสุ่ม ต้องมีกฎระเบียบ กล้องเปิดตลอด และไม่มีตำรวจลับ

  • กระทบการบินและบริการสาธารณะ
  • เจ้าหน้าที่รัฐหยุดงานชั่วคราว
  • การเจรจางบประมาณล่าช้า
  • ประเด็นตรวจคนเข้าเมืองร้อนแรง

ทั้งรีพับลิกันและเดโมแครตวิจารณ์ ICE หลังคลิปเหตุยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ ที่ดูเหมือนไม่ขัดขืนหรือมีอาวุธ ทรัมป์กระตุ้นรีพับลิกันในสภาผู้แทนให้อนุมัติข้อตกลง

เหตุการณ์ สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน สะท้อนปัญหาการเมืองสหรัฐฯ ที่แบ่งขั้วรุนแรง โดยเฉพาะประเด็น移民และงบประมาณ ในอดีตชัตดาวน์เกิดบ่อย สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจนับพันล้านดอลลาร์ ครั้งนี้แม้สั้น แต่กระทบภาพลักษณ์ทรัมป์ก่อนเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสภาจะอนุมัติเร็วๆ นี้ แต่การเจรจา ICE อาจยืดเยื้อ เดโมแครตยืนกรานนโยบายใหม่เพื่อปกป้องสิทธิพลเมือง

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวเพราะอาจกระทบการเดินทางไปสหรัฐฯ หรือบริการกงสุล หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองเช็กอัปเดตประจำวันเพื่อไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ

สรุปแล้ว สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของระบบรัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ติดตามต่อเพื่อดูว่าพรรคการเมืองจะหาข้อตกลงได้เมื่อไหร่ และมันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร

CTA: สมัครรับข่าวสารฟรีเพื่ออัปเดตข่าวสหรัฐฯ ล่าสุดทุกวัน!

ที่มา – สหรัฐฯ ชัตดาวน์บางส่วน คองเกรสอนุมัติงบประมาณไม่ทัน

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับ 1 ศพ เจ็บ 14

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก เมื่อเกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่เมืองท่าบันดาร์ อับบาส ทางตอนใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 14 ราย เบื้องต้นคาดว่าสาเหตุมาจากแก๊สรั่ว ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้หากขาดการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ

ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายงานว่า แรงระเบิดเกิดขึ้นที่อาคารสูง 8 ชั้นในย่านท่าเรือบันดาร์ อับบาส ส่งผลให้อาคารชั้นล่าง 2 ชั้นพังทลาย รถยนต์จอดใกล้เคียงและร้านค้าบนถนนมูอัลเล็มเสียหายหนัก ทีมกู้ภัยและดับเพลิงรีบเข้าช่วยเหลือทันที ค้นหาผู้ประสบภัยที่อาจติดค้างใต้ซากปรักหักพัง

ภาพจากสื่อรัฐบาลอิหร่านเผยให้เห็นซากอาคารที่ถูกระเบิดจนโครงสร้างเปิดโล่ง เศษกระจายเกลื่อนกลาด ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีภัย สื่อหลายแห่งรายงานตรงกันแต่ยังไม่ยืนยันสาเหตุชัดเจน จนกระทั่งมีข่าวลือในโซเชียลว่าอาจเป็นการโจมตีจากภายนอก

สาเหตุเบื้องต้นจากแก๊สรั่ว

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ออกแถลงการณ์ปฏิเสธข่าวลือทันที ยืนยันว่าไม่มีเรือรบหรือฐานทัพถูกโจมตี ต่อมา นายโมฮัมหมัด อามิน ลียากัต หัวหน้าหน่วยดับเพลิงท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ทางทีวีรัฐบาลว่า “สาเหตุหลักมาจากการรั่วไหลและสะสมของแก๊ส จนเกิดการระเบิด นี่คือการสันนิษฐานเบื้องต้น” ซึ่งสอดคล้องกับ ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันยังเกิดระเบิดอีกจุดที่ย่านเคียนชาห์ร ในเมืองอาห์วาซ จังหวัดคูเซสถาน ทำให้มีผู้เสียหาย 4 ศพ สาเหตุก็เชื่อว่าเป็นแก๊สเช่นกัน เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นปัญหาความปลอดภัยจากระบบแก๊สในพื้นที่อุตสาหกรรมของอิหร่าน

บริบทความตึงเครียดในอิหร่าน

เหตุระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุ อิหร่านกำลังปราบปรามผู้ประท้วงทั่วประเทศ ปมนิวเคลียร์ยังค้างคา และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่งส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งหน้ามุ่งอิหร่าน สร้างความกังวลเรื่องสงคราม

ย้อนดูประวัติศาสตร์ เมืองบันดาร์ อับบาสเคยเจอระเบิดใหญ่เมื่อเมษายน 2568 คร่าชีวิตหลายสิบศพ บาดเจ็บกว่า 1,000 ราย จากการละเมิดมาตรฐานความปลอดภัย สอนให้รู้ว่าการตรวจสอบระบบแก๊สสำคัญเพียงใด

บทเรียนจากเหตุการณ์

  • ตรวจสอบท่อแก๊สและระบบระบายอากาศสม่ำเสมอ
  • ติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับแก๊สรั่ว
  • ฝึกอบรมประชาชนเรื่องการป้องกันภัย
  • หน่วยงานรัฐต้องเข้มงวดมาตรฐานอาคาร

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ทุกคน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ใส่ใจความปลอดภัย หากคุณอาศัยในโซนอุตสาหกรรม ลองตรวจสอบบ้านตัวเองดูนะครับ ชีวิตเราต้องมาก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ สามารถแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ได้เลย!

ที่มา – ระเบิดสนั่นท่าเรืออิหร่าน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีก 14 คาดสาเหตุจากแก๊สรั่ว

สหรัฐฯ อ่วม! **ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่ม**

สถานการณ์ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้เรียกได้ว่าวิกฤตหนัก! พายุฤดูหนาวที่พัดกระหน่ำกว่าครึ่งประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน่าเศร้าถึง 20 ศพ ไม่เพียงเท่านั้น เที่ยวบินต่างๆ ยังถูกยกเลิกไปแล้วนับพันถึงหมื่นเที่ยวต่อวัน สร้างความปั่นป่วนให้กับการเดินทางอย่างมาก และที่สำคัญ ประชาชนอีกหลายแสนรายยังคงต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ

**ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่ม** สหรัฐฯ วิกฤตหนัก!

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ความรุนแรงของพายุฤดูหนาวที่พัดถล่มสหรัฐฯ ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อสายการบินต่างๆ ที่จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก และยังทำให้เที่ยวบินอื่นๆ ล่าช้าอีกเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (26 มกราคม 2569) โดยสาเหตุหลักมาจากการที่ฝนเยือกแข็งและหิมะตกหนัก ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก และโครงข่ายคมนาคมแทบจะเป็นอัมพาต

จากข้อมูลของ FlightAware พบว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันจันทร์ มีเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกไปแล้วประมาณ 5,300 เที่ยว และมีเที่ยวบินดีเลย์อีกกว่า 4,300 เที่ยว ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ ก็มีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วมากกว่า 11,000 เที่ยว ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดต่อวัน นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ด้านการบิน Cirium

สถานการณ์ไฟฟ้าดับก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ ข้อมูลจากเว็บไซต์ PowerOutage.us ระบุว่า ในวันจันทร์ ยังมีประชาชนกว่า 800,000 รายที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาไฟฟ้าดับในหลายรัฐ ตั้งแต่รัฐเทนเนสซีไปจนถึงกลุ่มรัฐแคโรไลนา โดยรัฐเทนเนสซีเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุฤดูหนาวเพิ่มสูงขึ้น

น่าเศร้าที่พายุฤดูหนาวครั้งนี้คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ไปแล้วอย่างน้อย 20 ศพ ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีรายงานผู้เสียชีวิต 8 รายในรัฐนิวยอร์กนับตั้งแต่วันศุกร์ และยังมีรายงานผู้เสียชีวิตในรัฐอื่นๆ อีก เช่น เทนเนสซี, ลุยเซียนา, แมสซาชูเซตส์, แคนซัส และเพนซิลเวเนีย นอกจากนี้ ตำรวจในรัฐเท็กซัสยังระบุว่า มีเด็กสาววัย 16 ปีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะเล่นเลื่อนหิมะอีกด้วย

สำนักงานบริการสภาพอากาศ (NWS) ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า ความกดอากาศต่ำทางตอนใต้ของนิวอิงแลนด์จะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออกเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกในวันจันทร์ ซึ่งจะทำให้มีหิมะตกหนักในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกิดฝนเยือกแข็งในพื้นที่ส่วนต่างๆ ของภูมิภาคมิด-แอตแลนติก

NWS ยังเตือนด้วยว่า มีความเป็นไปได้เพิ่มมากขึ้นที่จะเกิดพายุฤดูหนาวรุนแรงอีกลูก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในช่วงสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ และย้ำว่ายังเร็วเกินไปที่จะทราบรายละเอียดที่แน่ชัด แต่จะคอยแจ้งข้อมูลอัปเดตอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

ผู้เชี่ยวชาญจาก AccuWeather ประเมินว่า พายุฤดูหนาวที่พัดถล่มรัฐต่างๆ กว่า 24 รัฐในครั้งนี้ คาดว่าจะสร้างความเสียหายเบื้องต้นและความสูญเสียทางเศรษฐกิจอยู่ที่ระหว่าง 1.05 แสนล้านดอลลาร์ ถึง 1.15 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่เหตุไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ในลอสแอนเจลิส

สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) แจ้งเตือนว่า ข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ ทั้งหิมะ ฝนเยือกแข็ง และทัศนวิสัยต่ำ กำลังส่งผลกระทบต่อศูนย์กลางการบินหลักๆ เช่น บอสตัน และน่านฟ้าในบริเวณพื้นที่นิวยอร์ก

เว็บไซต์จองโรงแรมออนไลน์ HotelPlanner รายงานว่า อัตราการยกเลิกการจองโรงแรมทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพุ่งสูงขึ้นถึง 36% ในช่วงก่อนหน้าและระหว่างที่พายุเฟิร์น (Fern) พัดถล่ม

พายุลูกนี้ยังส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าด้วยเช่นกัน บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการส่งพัสดุอย่าง UPS ระบุว่าสภาพอากาศที่รุนแรงอาจทำให้บริการในบางพื้นที่หยุดชะงัก พร้อมเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมต่อเครือข่ายการขนส่งทางอากาศ รวมถึงที่ศูนย์กระจายสินค้าหลักในเมืองลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี

จากสถานการณ์ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่ม สหรัฐครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงผลกระทบรุนแรงจากสภาพอากาศแปรปรวน การเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ดับแล้ว 20 ศพ พายุฤดูหนาวถล่มสหรัฐฯ ไฟยังดับกระทบคนเฉียดล้าน

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น! พอแล้วคำสั่งสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ประกาศพอกันทีกับคำสั่งของสหรัฐฯ ที่เขาแทรกแซงนักการเมืองในเวเนซุเอลา ยืนยันขอแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ม.ค. 2569 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอ “พอแล้ว” กับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะที่เธอกำลังพยายามสร้างความสามัคคีภายในชาติ หลังจากที่อดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

โรดริเกซต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ โดยเธอต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงกลุ่มผู้ภักดีต่อมาดูโรให้ยังคงให้ความร่วมมือภายในประเทศ ไปพร้อมกับการพยายามทำให้ทำเนียบขาวพึงพอใจ

ปัจจุบัน หลังจากดำรงตำแหน่งใหม่มาได้เกือบหนึ่งเดือน โรดริเกซได้เริ่มโต้ตอบสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องการให้เวเนซุเอลากลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

“พอกันทีสำหรับคำสั่งจากวอชิงตันที่มีเหนือนักการเมืองในเวเนซุเอลา” เธอกล่าวต่อหน้ากลุ่มคนงานน้ำมันในเมือง ปอร์โต ลา ครูซ (Puerto La Cruz) ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ช่อง “เวเนโซลานา เด เตเลบิซิออน” (Venezolana de Televisión) ของรัฐบาล

“ขอให้การเมืองของเวเนซุเอลาเป็นผู้แก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งภายในของเราเอง สาธารณรัฐแห่งนี้ได้จ่ายราคาที่แพงเหลือเกินจากการที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิสุดโต่งในประเทศของเรา”

โรดริเกซ ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของมาดูโร ยืนกรานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปกครองเวเนซุเอลา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้พยายามแสวงหาความขัดแย้งกับวอชิงตัน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยกล่าวอ้างว่าสหรัฐฯ “จะเข้าไปบริหาร” เวเนซุเอลา ทันทีหลังจากที่มาดูโรถูกจับกุม แต่ในภายหลังเขากลับให้การสนับสนุนโรดริเกซในฐานะผู้นำรักษาการของประเทศ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับรักษาการผู้นำเวเนซุเอลา และชื่นชมเธอว่าเป็น “คนที่ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่าเรากำลังไปได้สวยกับเวเนซุเอลา”

รัฐบาลของทรัมป์ได้กำหนดข้อเรียกร้องหลายประการที่เวเนซุเอลาต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการตัดความสัมพันธ์กับจีน อิหร่าน รัสเซีย และคิวบา พร้อมทั้งตกลงที่จะเป็นพันธมิตรด้านการผลิตน้ำมันกับสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวในขณะนั้น

นอกจากนี้ โรดริเกซยังถูกคาดหวังว่า ต้องให้ความสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์และบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกสำหรับการซื้อขายน้ำมันในอนาคต การประกาศของรักษาการผู้นำเวเนซุเอลาในครั้งนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามในการรักษาสมดุลอำนาจ และความเป็นอิสระในการตัดสินใจของประเทศ

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นที่จับตาของนานาชาติ โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐฯ ที่มีต่อการเมืองภายในประเทศ การออกมาประกาศจุดยืนของรักษาการผู้นำเวเนซุเอลาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากภายนอก

รักษาการผู้นำเวเนฯ กับความท้าทายในการนำพาประเทศ

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับความขัดแย้งและความท้าทายรอบด้าน ทำให้รักษาการผู้นำเวเนซุเอลาต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล การรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การสร้างความสัมพันธ์กับนานาชาติ และการปกป้องอธิปไตยของประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

การที่รักษาการผู้นำเวเนซุเอลาออกมาประกาศชัดเจนว่า “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากภายนอกก็ตาม การตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวเนซุเอลา ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

การประกาศจุดยืนของ รักษาการผู้นำเวเนซุเอลา ที่ต้องการแก้ไขความขัดแย้งภายในด้วยตนเอง ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการนำพาเวเนซุเอลาไปสู่สันติภาพและความมั่นคงอย่างแท้จริง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของรักษาการผู้นำเวเนซุเอลาในครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ที่มา – รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน: ท่าทีล่าสุด

สถานการณ์ระหว่างประเทศกลับมาเป็นที่จับตามองอีกครั้ง เมื่อแคนาดายืนยันจุดยืนชัดเจนว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน ท่ามกลางความกังวลและแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาภายใต้เงื่อนไขที่ตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกได้

แคนาดาไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน จริงหรือ?

นายกรัฐมนตรีของแคนาดาได้ออกมาเน้นย้ำถึงจุดยืนดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่าข้อตกลงที่มีกับจีนเป็นเพียงการปรับลดภาษีศุลกากรในบางภาคส่วนเท่านั้น และไม่ได้มีเจตนาที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ยังมีข้อผูกพันที่ระบุถึงการแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหากมีการดำเนินการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้ระบบตลาดเสรี

ทำไมแคนาดาถึงยืนยันว่าไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจมาจากแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาที่ขู่จะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาในอัตราที่สูงถึง 100% หากแคนาดาเดินหน้าทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับข้อผูกพันภายใต้ข้อตกลง USMCA ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับจีนได้

ก่อนหน้านี้ แคนาดาได้ดำเนินมาตรการทางการค้าที่สอดคล้องกับสหรัฐฯ โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนในอัตรา 100% รวมถึงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมในอัตรา 25% ซึ่งจีนได้ตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าน้ำมันคาโนลาและกากคาโนลาจากแคนาดาในอัตรา 100% และเก็บภาษีเนื้อหมูและอาหารทะเล 25%

อย่างไรก็ตาม มีความพยายามที่จะปรับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างแคนาดาและจีน โดยนายกรัฐมนตรีแคนาดาได้ตัดสินใจปรับลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนลง 100% เพื่อแลกกับการที่จีนยอมลดภาษีสินค้าเกษตรและประมงของแคนาดา โดยมีการจำกัดจำนวนการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนสู่แคนาดาไว้ที่ 49,000 คันต่อปีในระยะแรก และจะเพิ่มโควตาเป็นประมาณ 70,000 คันภายในระยะเวลา 5 ปี

ท่าทีของสหรัฐอเมริกาต่อเรื่องนี้ค่อนข้างแข็งกร้าว โดยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ได้ข่มขู่ผ่านโซเชียลมีเดียว่า หากแคนาดาคิดที่จะเป็น “จุดกระจายสินค้า” ให้จีนส่งสินค้าและผลิตภัณฑ์เข้ามายังสหรัฐฯ เขาคิดผิดอย่างมหันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังกล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้แคนาดากลายเป็นช่องทางที่จีนใช้ส่งสินค้าราคาถูกทะลักเข้ามายังสหรัฐฯ ได้

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการเมือง การที่แคนาดายืนยันว่า ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน อาจเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

การตัดสินใจของแคนาดา ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างไร และสหรัฐอเมริกาจะตอบโต้เรื่องนี้อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวทีการค้าโลกก็เป็นได้

ที่มา – แคนาดายืนยัน ไม่คิดเปิดการค้าเสรีกับจีน หลังทรัมป์ขู่ตั้งกำแพงภาษี

Scroll to top