สิทธิมนุษยชน

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง สร้างความตกตะลึงให้กับนานาชาติ เมื่อศาลอิหร่านตัดสินโทษนางนาร์เกส โมฮัมมาดี วัย 53 ปี เพิ่มอีก 6 ปีในข้อหาชุมนุมและสมรู้ร่วมคิด บวก 1 ปีครึ่งในข้อหากิจกรรมโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้โทษจำคุกรวมของเธอพุ่งสูงถึง 44 ปี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านการกดขี่สตรีในอิหร่าน โดยนาร์เกส โมฮัมมาดี เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2566 ขณะถูกคุมขังในเรือนจำ เธอต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี โดยเฉพาะการคัดค้านกฎบังคับสวมฮิญาบ

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง: รายละเอียดคำพิพากษา

นายมุสตาฟา นิลี ทนายความของโมฮัมมาดี เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ว่าศาลในเมืองมัชฮัด ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ตัดสินโทษดังกล่าว นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 2 ปี และเนรเทศไปยังภูมิภาคคูสฟ์ 2 ปี

ประวัติการถูกจับกุมและโทษจำคุกของนาร์เกส โมฮัมมาดี

  • ก่อนหน้านี้จำคุกกว่า 10 ปี จากกิจกรรมต่อต้านรัฐ
  • ปี 2564: จำคุก 13 ปี ข้อหาโฆษณาชวนเชื่อและสมรู้ร่วมคิดต่อต้านความมั่นคง
  • ธันวาคม 2567: ปล่อยตัวชั่วคราว 3 สัปดาห์ด้วยเหตุผลสุขภาพ จากเรือนจำเอวิน
  • ธันวาคม 2568: จับกุมซ้ำขณะเข้าร่วมพิธีรำลึกนายคอสโรว์ อลิคอร์ดี ทนายความที่เสียชีวิตปริศนา

สามีของเธอ นายทากี ราห์มานี เผยว่า โมฮัมมาดีไม่ให้การแก้ต่างในศาล เพราะเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมขาดความชอบธรรม เป็นเพียงการแสดงละครที่มีบทสรุปกำหนดไว้ล่วงหน้า ล่าสุดเธอถูกนำส่งโรงพยาบาลเมื่อ 3 วันก่อน เนื่องจากสุขภาพย่ำแย่ แต่ถูกส่งกลับศูนย์กักกันทันที และการสนทนาถูกตัดขาด

การประท้วงต่อต้านฮิญาบในอิหร่านปะทุตั้งแต่ปี 2565 หลังมาหซา อะมินี สาววัย 22 ปี เสียชีวิตจากการถูกจับกุมโดยตำรวจศีลธรรม โมฮัมมาดีเป็นหนึ่งในผู้นำที่เรียกร้องให้ยกเลิกกฎเหล็กนี้ สิทธิมนุษยชนนานาชาติวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างหนัก โดยเฉพาะ Amnesty International และ Human Rights Watch ที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอทันที

นอกจากนี้ รางวัลโนเบลสันติภาพของเธอยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสตรีทั่วโลก ทำให้คำพิพากษานี้ถูกมองว่าเป็นการปิดปากนักกิจกรรมที่ท้าทายอำนาจรัฐบาลอิสลาม fundamentalist

อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนตัว แต่สะท้อนปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของโมฮัมมาดีจุดประกายให้สตรีอิหร่านกล้าลุกขึ้นต่อสู้ แม้ต้องแลกด้วยอิสรภาพ

ในมุมมองของผู้เขียน การปราบปรามเช่นนี้ยิ่งทำให้เสียงของเธอดังก้องทั่วโลก ชวนให้ผู้อ่านติดตามข่าวสิทธิมนุษยชนต่อไป และสนับสนุนแคมเปญเรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมืองผ่านองค์กรนานาชาติ เพื่อสร้างโลกที่เท่าเทียมยิ่งขึ้น

ที่มา – อิหร่านสั่งจำคุก นักเคลื่อนไหวหญิง เจ้าของโนเบลสันติภาพอีก 7 ปีครึ่ง

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว สร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก เมื่อรัฐบาลเวเนซุเอลาต้องยอมถอย ภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐอเมริกา หลังจากบุกจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโรไปเมื่อเดือนที่แล้ว เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นชัยชนะของฝ่ายค้าน แต่ยังจุดประกายความหวังให้กับนักโทษการเมืองนับร้อยชีวิต

เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายฆาเบียร์ ตาราโซนา ผู้อำนวยการองค์กร Fundaredes ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ El Helicoide ในกรุงการากัสแล้ว เรือนจำแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “คุกผีสิง” เนื่องจากสภาพความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นภายใน นายตาราโซนาถูกจับกุมตั้งแต่ปี 2564 ด้วยข้อหาร้ายแรงอย่างกบฏ ก่อการร้าย และยุยงปลุกปั่น

การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เวเนซุเอลาปฏิรูประบบการเมืองและเศรษฐกิจ หลังจากหน่วยรบพิเศษสหรัฐบุกจับกุมมาดูโรเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ กลุ่ม Foro Penal องค์กรสิทธิมนุษยชนอีกแห่ง ยืนยันว่ามีนักโทษการเมืองได้รับอิสรภาพแล้วกว่า 300 ราย นับตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม

เวเนซุเอลาปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดังอย่างไร

นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลจะเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งจะช่วยเหลือนักโทษการเมืองหลายร้อยคน และสั่งปิดเรือนจำ El Helicoide อย่างเป็นทางการ ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อ “เยียวยาบาดแผลจากการเผชิญหน้าทางการเมือง” คาดว่าจะได้รับการอนุมัติจากสมัชชาแห่งชาติบรรดาครอบครัวนักโทษและนักกิจกรรมต่างดีใจ แต่ยังกังวลว่าผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวบางรายยังไม่ได้รับการยกฟ้องข้อหาเดิม ทำให้เสี่ยงถูกจับกุมซ้ำ

  • พื้นหลังของนายตาราโซนา: เคยกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐเชื่อมโยงกับกลุ่มกองโจรโคลอมเบีย ซึ่งมีพรมแดนยาวกว่า 2,000 กม. กับเวเนซุเอลา
  • สถานการณ์นักโทษการเมือง: เวเนซุเอลาปฏิเสธว่ามีนักโทษการเมือง แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่ามีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักข่าว และนักเคลื่อนไหวถูกยัดเยื่อข้อหา
  • ผลกระทบจากสหรัฐฯ: การจับกุมมาดูโรมุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูป ลดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนอดอยาก

เหตุการณ์ เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว นี้ สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลา ที่ปกครองโดยชาเวซและมาดูโรมานาน ครอบครัวผู้ถูกคุมขังต่างรณรงค์หนักขึ้น เรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทั้งหมด อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Foro Penal เตือนว่าผู้ปล่อยตัวยังถูกห้ามแสดงความเห็นสาธารณะ สร้างสุญญากาศทางกฎหมาย

ในมุมกว้างขึ้น วิกฤตเวเนซุเอลาเริ่มจากน้ำมันราคาตก รัฐบาลสังคมนิยมล้มเหลว ทำให้เงินเฟ้อพุ่ง ประชาชนอพยพนับล้าน การแทรกแซงของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่เสถียรภาพ แต่ก็เสี่ยงสงครามตัวแทนกับรัสเซียและจีนที่สนับสนุนมาดูโร

นี่คือก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงในเวเนซุเอลา ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมละตินอเมริกาทั้งภูมิภาค ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เวเนซุเอลาปล่อยตัว นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาคนดัง เตรียมปิดคุกฉาว

รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ไม่ให้เป็นเซฟโซนคนผิด!

พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทย ย้ำชัด! ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ท่าเรือ หรือผืนน้ำไทยเป็นเซฟโซนของผู้กระทำผิดกฎหมายเด็ดขาด งานนี้ใครคิดจะใช้ประเทศไทยเป็นที่หลบซ่อนตัว บอกเลยว่าคิดผิดแล้ว!

เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ โดยจะครอบคลุมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกัน การคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เสียหาย รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและระดับสากล

ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีนโยบายและข้อสั่งการให้มีการบูรณาการการตรวจเรือสินค้า และเรือที่เข้ามาในน่านน้ำไทยอย่างเข้มข้น โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานทางทะเล ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ไม่ตกอยู่ในสภาพแรงงานบังคับ หรือการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ได้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ประกอบด้วย กองบังคับการตำรวจน้ำ และ กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์), กระทรวงแรงงาน, กรมเจ้าท่า รวมถึงภาคีภาคประชาสังคม ได้แก่ สเตลล่ามาริส สังฆมณฑลจันทบุรี ซึ่งร่วมสนับสนุนการคุ้มครองแรงงานด้วยมิติด้านมนุษยธรรมและการเข้าถึงแรงงานอย่างใกล้ชิด โดยได้ดำเนินการตรวจเรือสัญชาติปานามา จำนวน 2 ลำ ได้แก่ M.V. FONG KUO NO.819 และ SEA GLORY II

รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ไม่ให้เป็นเซฟโซนคนผิด!

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า การตรวจคุ้มครองแรงงานทางทะเลในครั้งนี้ ดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการทำงานและการดำรงชีวิตของแรงงานทางทะเล ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 (MLC, 2006) ครอบคลุมสิทธิขั้นพื้นฐาน อาทิ สภาพการจ้างที่เป็นธรรมและโปร่งใส สภาพความเป็นอยู่บนเรือที่เหมาะสมกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การเข้าถึงการดูแลรักษาพยาบาล การจ่ายค่าจ้างอย่างเป็นธรรม และช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองแรงงานตามกรอบขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และเป้าหมายของสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะการยืนยันว่าแรงงานทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองจากการแสวงประโยชน์ การเลือกปฏิบัติ การบังคับใช้แรงงาน และการค้ามนุษย์ ไม่ว่าจะมีสัญชาติใดหรืออยู่ในสถานะใดก็ตาม

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานแรงงานทางทะเลตามหลักสากล และแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า “ประเทศไทยจะไม่ยอมให้ท่าเรือไทยหรือผืนน้ำไทยเป็นพื้นที่ปลอดความผิดสำหรับผู้กระทำผิดกฎหมาย” ผู้ใดที่นำแรงงานมาแสวงหาประโยชน์ ใช้แรงงานบังคับ หรือกระทำการเข้าข่ายค้ามนุษย์ จะต้องถูกตรวจสอบ ดำเนินคดี และรับผิดตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด ประเทศไทยไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาทำผิดกฎหมายก็ได้ แต่เป็นประเทศที่ยืนหยัดบนหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรฐานแรงงานสากล เพื่อให้แรงงานทางทะเลทุกคนได้รับความปลอดภัย ความเป็นธรรม และคุณภาพชีวิตที่สมศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง

ทำไมต้อง รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ไม่ให้เป็นเซฟโซนคนผิด!

เพราะการปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดกฎหมายในน่านน้ำไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้ามนุษย์ หรือการใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และยังเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้น การที่ รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ไม่ให้เป็นเซฟโซนคนผิด! จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่

ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในการตรวจคุ้มครองแรงงานทางทะเลอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแรงงานทางทะเลได้รับความคุ้มครอง และผู้กระทำผิดฐานค้ามนุษย์และแรงงานบังคับต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย การที่รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ไม่ให้เป็นเซฟโซนคนผิด! เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการคุ้มครองแรงงาน

การที่ รอง ผบ.ตร. สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ไม่ให้เป็นเซฟโซนคนผิด! นอกจากจะเป็นการป้องปรามผู้กระทำผิดแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกด้วย ว่าพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองและปฏิบัติอย่างเป็นธรรม

ที่มา – รอง ผบ.ตร.สั่งตรวจเข้มเรือเข้าไทย ลั่นจะไม่ยอมให้ผืนน้ำไทยเป็นเซฟโซนผู้กระทำผิดกฎหมาย

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

“พรรคพลวัต” เปิดตัวแรง “กัณวีร์” เผยส่ง 90 เขต 25 จังหวัด ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน หวังกัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ กทม.-นนท์-ชายแดน

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมแกนนำพรรคเปิดโครงการปฐมนิเทศผู้สมัคร สส. ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 69 แม้เป็นพรรคใหม่แต่เน้นนักปฏิบัติ พร้อมส่งผู้สมัครกระจายทั่วประเทศรวม 90 เขต ใน 25 จังหวัด

นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า พรรคคัดเลือกผู้สมัครอย่างเข้มข้น โดยเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ โดยพื้นที่ กทม. ส่ง 28 เขต และปริมณฑล 7 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยพื้นที่ จ.นนทบุรีอย่างน้อย 3 เขต ขณะที่จังหวัดชายแดนมุ่งเน้น จ.นราธิวาส ปัตตานี พิษณุโลก และจังหวัดตามแนวตะวันตก-ตะวันออก เพื่อแก้ปัญหาสิทธิและสันติภาพอย่างยั่งยืน ส่วนบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 24 ราย พร้อมเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค

นายกัณวีร์ เผยนโยบายหลักที่ยืนบนระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย เน้นการกระจายทุนที่ไม่กระจุกตัว และสร้างตาข่ายรองรับสิทธิมนุษยชน ผ่าน 6 เสาหลัก 23 นโยบาย อาทิ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุ้มครองแรงงานนอกระบบและหนุนสหภาพ สิทธิการแข่งขันให้ฐานรากเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม ความปลอดภัยข้ามชาติ จัดการปัญหามลพิษข้ามแดน สแกมเมอร์ และสร้างสันติภาพชายแดนใต้-เมียนมา-กัมพูชา อย่างจริงจัง

ด้านนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ย้ำจุดแข็งเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่ง Upskill-Reskill แรงงานและฟรีแลนซ์ เพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มใหญ่ ยืนยันพรรคพลวัตมาจากนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี นโยบายจึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่ต้องสัมฤทธิ์ผลในพื้นที่จริง เราไม่กังวลเรื่องฐานเสียงเดิม เพราะมีประชาชนกว่า 40% ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ พรรคพลวัตจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่รอความชัดเจนและการปฏิบัติจริง” แกนนำพรรคระบุทิ้งท้าย

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

การเปิดตัวอย่างแข็งขันของพรรคพลวัตและการประกาศนโยบายที่มุ่งเน้นสิทธิมนุษยชน 6 เสาหลัก ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของพรรคในการ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และพื้นที่ชายแดน

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่สำคัญอย่างไร?

การที่พรรคพลวัตให้ความสำคัญกับพื้นที่ทั้ง 3 แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมือง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ นนทบุรีเป็นจังหวัดปริมณฑลที่มีประชากรหนาแน่นและมีความหลากหลาย การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนของปัญหา ทั้งเรื่องความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจึงเป็นความท้าทาย

นโยบาย 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชนของพรรคพลวัตมีความครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคุ้มครองแรงงาน การส่งเสริมสิทธิการแข่งขัน การจัดการปัญหามลพิษ และการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ พรรคพลวัตยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการ Upskill-Reskill แรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของพรรคพลวัตคือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน เนื่องจากเป็นพรรคใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก การสื่อสารนโยบายและการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง พรรคพลวัตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความเปลี่ยนแปลงและต้องการเห็นประเทศไทยเป็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง

ดังนั้นจึงอยู่ที่ประชาชนแล้วว่า จะให้โอกาสพรรคพลวัตได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “กัณวีร์” ตั้งเป้าปักธง 3 พื้นที่ เมืองกรุง – เมืองนนท์ – เมืองชายแดน ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ น่าตกใจ! ปีเดียว 347 ราย! กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาประณามซาอุดีอาระเบีย หลังดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากจนทำลายสถิติ 2 ปีซ้อน โดยในปีนี้มีผู้ถูกประหารไปแล้วถึง 347 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กร Reprieve ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนในสหราชอาณาจักร ได้ออกมาประณามซาอุดีอาระเบียสำหรับการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง Reprieve ซึ่งติดตามสถานการณ์การประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด เปิดเผยว่าตัวเลขผู้ถูกประหารชีวิตในปีนี้สูงถึง 347 ราย ซึ่งสูงกว่าสถิติปี 2567 ที่มี 345 ราย และถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

นักโทษที่ถูกประหารชีวิตล่าสุดเป็นชาวปากีสถาน 2 ราย ซึ่งถูกตัดสินว่ากระทำผิดในคดียาเสพติด อย่างไรก็ตาม มีผู้ถูกประหารชีวิตรายอื่นๆ ที่รวมถึงนักข่าว และชายหนุ่ม 2 คนที่ยังเป็นเยาวชนในขณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ในคดียาเสพติด

ข้อมูลจาก Reprieve ยังระบุว่า ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ หรือประมาณสองในสาม เป็นผู้ที่กระทำผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดที่ไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต ตัวอย่างเช่น 96 ราย เกี่ยวข้องกับคดีกัญชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การประหารชีวิตในกรณีเหล่านี้ “ขัดต่อบรรทัดฐานและมาตรฐานสากล”

นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกประหารชีวิตเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ภายในซาอุดีอาระเบีย

น.ส. จีด บาสยูนิ หัวหน้าฝ่ายโทษประหารชีวิตประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Reprieve กล่าวว่า “ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการโดยปราศจากการรับผิดชอบใดๆ มันแทบจะกลายเป็นการเยาะเย้ยระบบสิทธิมนุษยชนไปแล้ว”

เธอกล่าวหาว่า การทรมานและการบังคับให้สารภาพเป็นสิ่งที่ “แพร่ระบาด” ในระบบยุติธรรมของซาอุดีอาระเบีย โดยเธอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ “กวาดล้างที่โหดร้ายและตามอำเภอใจ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนว่าใครคือผู้ที่ถูกประหารชีวิต ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งสารไปถึงสังคมได้ว่า จะไม่มีการผ่อนปรนโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่พวกเขากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง เสรีภาพในการแสดงออก หรือยาเสพติด” น.ส.บาสยูนิกล่าว กรณีกลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ แสดงให้เห็นถึงความน่ากังวล

การที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการพิจารณาโทษในคดีต่างๆ อย่างยุติธรรม

สถานการณ์ที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสากล

ที่มา – กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

ตรัยวรรธน์ ซัด! ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ “ตรัยวรรธน์” ออกมาคัดค้านมติของเลขาธิการพรรคประชาชน ที่ตัดสินใจตัดสิทธิในการลงสมัคร สส.ของตนเองในเขตสมุทรปราการ เขต 8 งานนี้เจ้าตัวเตรียมเดินหน้าทวงความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการคัดสรรผู้สมัคร สส.ของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งแม้ว่าจะมีการคัดสรรผู้สมัคร สส.ครบทั้ง 400 เขตแล้ว และได้มีการประกาศรายชื่อเพื่อให้สมาชิกพรรคสามารถส่งข้อมูลหรือรายงานพฤติการณ์ของผู้สมัคร สส.แต่ละคนได้โดยตรง จนกว่าพรรคจะดำเนินการส่งรายชื่อผู้สมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 ที่จะถึงนี้

ล่าสุด นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 จากพรรค ปชน. ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “เรียน พ่อแม่พี่น้องประชาชน และผู้สนับสนุนที่รักและเคารพทุกท่าน ผม นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ อดีต สส.สมุทรปราการ เขต 8 ขอเรียนว่าผมไม่สามารถยอมรับมติของเลขาธิการพรรคที่ได้ทำการตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ในครั้งนี้”

ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ เป็นผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ เขต 8 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (เวลา 00.43 น. ของคืนวันที่ 15 ธันวาคม 2568) แต่ในเวลา 12.28 น. ของวันเดียวกัน เลขาธิการพรรคได้โทรศัพท์มาแจ้งกับตนว่าให้ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัคร สส. ในครั้งนี้ ซึ่งเมื่อสอบถามถึงเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรค เลขาธิการพรรคได้อ้างถึงสิทธิการวีโต้จากเลขาธิการพรรคและหัวหน้าพรรคเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนแปลงมติของกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดได้

“ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

นายตรัยวรรธน์ มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นการใช้ระบบเผด็จการในการตัดสินพิจารณาตนเอง จึงขอยืนยันด้วยความสัตย์จริงต่อประชาชนที่ให้การสนับสนุนตนมาโดยตลอด ด้วยคะแนนเสียง 46,539 คะแนน จากประชาชนในอำเภอบางบ่อและอำเภอบางเสาธง ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่เป็น สส. เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือน ตนมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงขอเดินหน้าต่อในเส้นทางการเมืองเพื่อทวงสิทธิและคืนความยุติธรรมให้กับตนเอง และไม่ขอยอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้สอนอะไร

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคการเมือง และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองได้ การตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม เช่นนี้ สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของพรรค

  • ความสำคัญของความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมือง
  • ผลกระทบของการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมต่อความเชื่อมั่นของประชาชน
  • บทบาทของประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและพรรคการเมือง

การออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยและการเรียกร้องความเป็นธรรมของนายตรัยวรรธน์ ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ให้คำนึงถึงความถูกต้องและเป็นธรรมในการดำเนินงาน และรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

ในกรณีนี้ การถูกตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่านักการเมืองและพรรคการเมืองต้องยึดมั่นในหลักการของธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากขาดซึ่งคุณธรรมและความโปร่งใส ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนได้

การที่นายตรัยวรรธน์ตัดสินใจที่จะเดินหน้าทวงความยุติธรรม ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่พึงกระทำได้ และเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคมที่จะร่วมกันตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองไทยเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “ตรัยวรรธน์” ซัดเลขาธิการพรรคประชาชน ตัดสิทธิ์สมัคร สส. ไม่เป็นธรรม

กต. จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยกลับประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แถลงแสดงความกังวลอย่างยิ่ง กรณีที่กัมพูชาปิดด่านไม่ให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเรือน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงท่าทีของฝ่ายไทยต่อกรณีที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการระงับการดำเนินการ ณ จุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา โดยมีใจความสำคัญคือประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดการเคลื่อนย้ายของคนไทยซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชาเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธไม่เปิดด่านเพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขอย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่นั้น พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา สิทธิของบุคคลซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติเท่านั้น ทั้งนี้พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล รวมถึงการเข้าถึงทางกงสุลและการคุ้มครองโดยไม่ถูกขัดขวาง ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ทำไมกระทรวงต่างประเทศต้องจี้กัมพูชา?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการที่กัมพูชาปิดด่านพรมแดนไม่ให้คนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:

  • สิทธิในการเดินทางกลับประเทศ: บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเดินทางกลับประเทศของตนเอง การจำกัดสิทธินี้ควรมีเหตุผลที่สมควรและความจำเป็นตามกฎหมาย
  • หลักมนุษยธรรม: การปฏิบัติต่อพลเรือนควรเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  • กฎหมายระหว่างประเทศ: การกระทำใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลควรเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงต่างประเทศออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง และเป็นการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยยึดมั่น

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรเป็นไปโดยสันติวิธีและเคารพซึ่งกันและกัน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ที่มา – กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้กักตัวไว้ผิดอนุสัญญาเจนีวา

สหรัฐฯ ถล่มเรือขนยา ดับ 6 ศพ กลางแปซิฟิก

กองกำลังสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เรือต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 76 ราย

รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า เรือที่ถูกโจมตีทั้งสองลำมีผู้โดยสารลำละ 3 คน และเสียชีวิตทั้งหมด โดยไม่มีทหารอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ ครั้งนี้

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าเรือเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการขนส่งยาเสพติด แต่ยังไม่มีการเปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าเรือที่ถูกโจมตีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดจริงหรือไม่ เฮกเซธระบุว่า เรือทั้งสองลำอยู่ภายใต้การดำเนินงานขององค์กรก่อการร้ายที่ถูกขึ้นบัญชีดำไว้ แต่ไม่ได้ระบุชื่อกลุ่มดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าการโจมตีเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การป้องกันมาตุภูมิภายใต้รัฐบาลทรัมป์

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ทำลายเรือที่ต้องสงสัยไปแล้วอย่างน้อย 20 ลำ รวมถึงเรือกึ่งดำน้ำ 1 ลำ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในการปราบปรามยาเสพติดทางทะเลของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนักสิทธิมนุษยชนหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า การโจมตีดังกล่าวอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและอาจเข้าข่ายการประหารชีวิตโดยมิชอบ แม้ว่าเป้าหมายจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ตาม

องค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนจากเหตุโจมตีทั้งหมด และทั้งคู่ถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางคือเอกวาดอร์และโคลอมเบีย โดยไม่มีการตั้งข้อหาทางอาญาใดๆ

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ มักใช้วิธีการจับกุมเรือที่ต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติด แทนที่จะทำลายเรือหรือสังหารลูกเรือทั้งหมด เนื่องจากการขนยาเสพติดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ความผิดที่มีโทษถึงประหารชีวิตตามกฎหมายอเมริกัน

โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีหลักฐานที่บ่งชี้ชัดเจนว่าการโจมตีเหล่านี้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดการสอบสวนอย่างโปร่งใสเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

เติร์กกล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า เขาขอเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ สอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และถามตัวเองว่าปฏิบัติการเหล่านี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เป็นการสังหารนอกกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ เขาเห็นว่ามีสัญญาณชัดเจนมากว่ามันเป็นเช่นนั้น

การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่มกำลังในภูมิภาคแคริบเบียน โดยนอกจากเรือรบ 6 ลำที่ประจำการอยู่แล้ว ยังมีกลุ่มเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford กำลังเดินทางเข้าสมทบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

วอชิงตันระบุว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติด แต่รัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเฉพาะประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร มองว่าการเสริมกำลังทางทะเลของสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ และอาจเป็นข้ออ้างเพื่อพยายามโค่นล้มรัฐบาลของเขา

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

ผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐฯ ถล่มเรือขนยา

  • การเสียชีวิตของผู้ต้องสงสัย 6 ราย
  • ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ การสอบสวนอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ที่มา – สหรัฐฯ ถล่มเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดในแปซิฟิก เด็ดหัวผู้ต้องสงสัย 6 ศพ

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ท่ามกลางเสียงต่อต้านจากทั้งกลุ่มสิทธิฯ และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ต.ค. 2568 มากกว่า 60 ประเทศร่วมลงนามในสนธิสัญญาว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ฉบับแรกขององค์การสหประชาชาติ ที่การประชุมในกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม แม้จะมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มสิทธิมนุษยชน ที่เตือนว่าสนธิสัญญานี้อาจทำให้ขอบเขตการสอดแนมของรัฐเพิ่มขึ้น

กรอบกฎหมายระดับโลกฉบับใหม่นี้ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อสู้กับอาชญากรรมดิจิทัล ตั้งแต่สื่อลามกอนาจารเด็ก ไปจนถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามชาติและการฟอกเงิน การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการปัญหาเหล่านี้

รัฐบาลเวียดนามยืนยันว่า มีมากกว่า 60 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ไม่ระบุว่ามีประเทศใดบ้าง โดยข้อตกลงนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประเทศเหล่านั้นให้สัตยาบัน

นาย อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็น “หมุดหมายสำคัญ” แต่ก็เตือนด้วยว่า นี่เป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” เท่านั้น

“ทุก ๆ วัน การหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ทำลายครอบครัว ปล้นจากผู้อพยพ และดูดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากเศรษฐกิจของเรา … เราจำเป็นต้องมีการตอบสนองระดับโลกที่แข็งแกร่งและเชื่อมโยงกัน” นายกูเตร์เรสกล่าวในพิธีเปิดการประชุมที่เมืองหลวงของเวียดนามเมื่อวันเสาร์

ทั้งนี้ สนธิสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UN Convention against Cybercrime) ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนักการทูตรัสเซียในปี 2017 และได้รับอนุมัติด้วยฉันทามติเมื่อปีที่แล้วหลังจากการเจรจาที่ยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ต่อต้านมองว่า ภาษาที่ใช้ในสัญญานั้นกว้างขวางมาก จนอาจนำไปสู่การใช้อำนาจในทางที่ผิด และเปิดช่องให้มีการปราบปรามผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลข้ามพรมแดนได้

“มีข้อกังวลมากมายที่ถูกหยิบยกขึ้นตลอดการเจรจาสนธิสัญญา เกี่ยวกับวิธีที่มันจะบังคับให้บริษัทต่าง ๆ ต้องแบ่งปันข้อมูลในท้ายที่สุด” ซาบานาซ ราชิด ดียา ผู้ก่อตั้งสถาบันวิจัย “Tech Global Institute” กล่าว “มันแทบจะเป็นการประทับตราอนุมัติให้กับแนวปฏิบัติที่เป็นปัญหาอย่างมาก ซึ่งถูกนำไปใช้กับนักข่าวและในประเทศที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ”

กลุ่มสิทธิมนุษยชนนับสิบกลุ่มยังระบุในจดหมายที่พวกเขาลงนามร่วมกันว่า ความคุ้มครองที่สนธิสัญญาฉบับนี้มอบให้นั้น “อ่อนแอ” เกินไป

ส่วนบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ออกมาแสดงความกังวลเช่นกัน

นาย นิค แอชตัน-ฮาร์ท หัวหน้าคณะผู้แทนของ Cybersecurity Tech Accord (CTA) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทมากกว่า 160 แห่ง รวมถึง Meta, Dell และ Infosys ของอินเดีย ที่ไปร่วมเจรจาสนธิสัญญาฉบับนี้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า คณะผู้แทนจะไม่เข้าร่วมการลงนามสนธิสัญญาในกรุงฮานอย

บริษัทเทคโนโลยีเคยเตือนว่า สนธิสัญญาดังกล่าวอาจทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลายเป็นอาชญากร และ “อนุญาตให้รัฐต่าง ๆ ร่วมมือกันในการกระทำความผิดทางอาญาเกือบทุกอย่างที่พวกเขาเลือกจะทำ”

CTA กล่าวระหว่างกระบวนการเจรจาว่า การที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้อำนาจเกินขอบเขตนั้นก่อให้เกิด “ความเสี่ยงร้ายแรงต่อระบบไอทีของบริษัทที่ผู้คนหลายพันล้านคนต้องพึ่งพาในทุก ๆ วัน”

แอชตัน-ฮาร์ทกล่าวด้วยว่า ข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วอย่างอนุสัญญาบูดาเปสต์ว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Budapest Convention on Cybercrime) มีแนวทางในการใช้ในลักษณะที่ “เคารพสิทธิ” มากกว่า

60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

การที่ 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ตาม ข้อกังวลจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและบริษัทเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสนธิสัญญานี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ความกังวลเกี่ยวกับสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์

  • การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
  • การเซ็นเซอร์ข้อมูล
  • การใช้อำนาจโดยมิชอบโดยรัฐบาล

การถ่วงดุลระหว่างความมั่นคงทางไซเบอร์และสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการนำสนธิสัญญานี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างแท้จริง แม้ว่า 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แต่การบังคับใช้ที่เป็นธรรมและโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญ

สนธิสัญญาฉบับนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกไซเบอร์อย่างแน่นอน ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญ แต่การปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก็ขาดไม่ได้เช่นกัน

ที่มา – 60 ประเทศลงนามสนธิสัญญาอาชญากรรมไซเบอร์ แม้กลุ่มสิทธิต่อต้าน

Scroll to top