สิทธิออกเสียงประชามติ

กกต. ชี้แจงบัตรประชามติไม่ปลอดภัย ไม่เป็นจริง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดคุยกันเรื่องข่าวการเมืองร้อนๆ ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือประเด็น กกต. ชี้แจงบัตรประชามติไม่ปลอดภัย หลังจากมีข่าวลือว่าบัตรออกเสียงประชามติอาจไม่ปลอดภัย แต่กกต. ออกมาชี้แจงทันทีว่าไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันระบบป้องกันที่แน่นหนาแบบสุดๆ เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เรามาดูรายละเอียดกันเลยครับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 12.42 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกแถลงการณ์โต้กระแสข่าวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่า “บัตรประชามติไม่ปลอดภัย” กกต. ย้ำชัดว่าความเห็นนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะบัตรออกเสียงประชามติทุกใบมีการออกแบบระบบป้องกันการปลอมแปลงไว้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องกังวลเลยครับ

กกต. ชี้แจงบัตรประชามติไม่ปลอดภัย อย่างเป็นทางการ

ในแถลงการณ์ กกต. อธิบายว่าบัตรประชามติมีรหัสลับ เครื่องหมายพิเศษ หรือข้อความอื่นๆ ที่กำหนดขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้เป็นไปตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2565 ข้อ 68 วรรคสาม ซึ่งให้อำนาจกกต. ในการกำหนดมาตรการเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังมีมาตรการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่เข้มงวดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิมพ์ การขนส่ง ไปจนถึงการแจกจ่ายที่หน่วยเลือกตั้ง

ระบบป้องกันการปลอมแปลงบัตรประชามติ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น กกต. มีระบบป้องกันหลายชั้นที่ทำให้บัตรปลอดภัย 100% ดังนี้

  • รหัสและเครื่องหมายพิเศษ: ใส่รหัสลับที่ตรวจสอบได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ ทำให้ปลอมยากมาก
  • กระดาษและหมึกพิเศษ: ใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติตรวจจับปลอม เช่น ใยแก้วหรือลายน้ำ
  • การควบคุมการพิมพ์: พิมพ์ในโรงพิมพ์ที่ได้รับอนุญาต มีการตรวจนับทุกขั้นตอน
  • รปภ. เข้มงวด: มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอดสายโซ่ และใช้เทคโนโลยี CCTV ช่วยตรวจสอบ
  • การลงคะแนนลับ: ผู้มีสิทธิลงคะแนนด้วยตัวเองในคูหา เพื่อป้องกันการบงการ

มาตรการเหล่านี้ทำให้บัตรประชามติเป็นหัวใจสำคัญในการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง กกต. ย้ำหน้าที่หลักคือทำให้การออกเสียงเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และตามกฎหมายทุกประการ

บริบทและความสำคัญของข่าวนี้

ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลเรื่องความปลอดภัยของบัตร ซึ่งอาจมาจากประสบการณ์ในอดีตของการเลือกตั้งที่เคยมีปัญหา แต่กกต. ชี้แจงชัดเจนเพื่อไม่ให้ข่าวลือแพร่กระจาย สร้างความไม่ไว้วางใจให้ประชาชน ในยุคที่ประชาธิปไตยไทยกำลังก้าวหน้า การมีระบบเลือกตั้งที่เชื่อถือได้จึงสำคัญยิ่ง เพราะประชามติคือเครื่องมือให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตชาติ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือนโยบายสำคัญต่างๆ

จากประสบการณ์การเลือกตั้งครั้งก่อนๆ กกต. ได้พัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เช่น ใช้บาร์โค้ดดิจิทัลหรือ QR Code ในบางส่วน (แต่ยังคงความลับ) เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ หากมีข้อสงสัย เพื่อนๆ สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กกต. อย่างเป็นทางการ

ส่วนตัวผมคิดว่า การที่กกต. ออกมาชี้แจงเร็วแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ ช่วยลดข่าวปลอมในสังคมโซเชียลได้เยอะ หากปล่อยไว้ อาจทำให้ผู้มีสิทธิลังเลไม่ไปใช้สิทธิ์ได้นะครับ

ข้อคิดทิ้งท้าย: การเมืองไทยยังต้องพัฒนาอีกเยอะ แต่เชื่อมั่นในระบบที่กกต. วางไว้ แล้วเพื่อนๆ ล่ะคิดยังไง? เชื่อว่าปลอดภัยไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ จะได้ข้อมูลตรงๆ ไม่โดนข่าวลือหลอก!

กกต.ออกระเบียบ! **ออกเสียงประชามติ คัดค้านได้**

**ออกเสียงประชามติ คัดค้านได้** ภายใน 48 ชั่วโมง!

กกต. ออกระเบียบใหม่เกี่ยวกับการคัดค้านการออกเสียงประชามติ โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีสิทธิออกเสียงในแต่ละหน่วย สามารถยื่นร้องคัดค้านผลการออกเสียงต่อ กกต. จังหวัด หรือเอกอัครราชทูตได้ ภายใน 48 ชั่วโมงหลังการลงคะแนน หากคำร้องมีมูล กกต. จะใช้เวลาในการตรวจสอบ 12-18 วัน ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการคัดค้านการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ซึ่งให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (กกต.จังหวัด) สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนคำคัดค้านการออกเสียงประชามติในหน่วยออกเสียงประชามติที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน

สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการออกเสียงประชามติ ก่อนวันออกเสียงประชามติ คณะกรรมการไต่สวนฯ จะประกอบด้วยประธานกรรมการไต่สวนฯ และกรรมการไต่สวนฯ อย่างน้อย 2 คน มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริง หากมีคำคัดค้าน หรือปรากฏว่าการออกเสียงไม่ได้เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงการสอบสวน ตรวจค้น รวบรวมพยานหลักฐาน วินิจฉัยชี้ขาด และเสนอให้มีการเปิดหีบนับคะแนนออกเสียงใหม่ ทั้งนี้ คณะกรรมการไต่สวนฯ จะต้องสรุปสำนวนให้เสร็จสิ้นภายใน 12 วัน หากยังไม่แล้วเสร็จ สามารถขอขยายเวลาไต่สวนได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 3 วัน

ใครมีสิทธิคัดค้านผลการออกเสียงประชามติ?

ระเบียบ กกต. ฉบับดังกล่าว ยังกำหนดว่า ผู้ที่มีสิทธิร้องคัดค้านผลการออกเสียงประชามติ จะต้องเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่จะยื่นคัดค้าน โดยจะต้องยื่นคำคัดค้านต่อ ผอ.กกต.จังหวัด หรือ เอกอัครราชทูตในแต่ละประเทศด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่การลงคะแนนออกเสียงประชามติสิ้นสุด หรือ ยื่นคำร้องคัดค้านมาที่สำนักงาน กกต. แทนได้ ในกรณีที่เป็นการออกเสียงนอกราชอาณาจักร

ผอ.กกต.จังหวัด หรือ เอกอัครราชทูต ต้องพิจารณาสั่งรับหรือไม่รับคำคัดค้าน ให้แล้วเสร็จภายในวันที่รับคำคัดค้าน เว้นแต่คำค้านไม่สมบูรณ์ ผู้ร้องคัดค้านจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 วัน และเมื่อคณะกรรมการไต่สวนฯ สรุปสำนวนเสร็จ ให้รายงานผลการไต่สวนให้ กกต. พิจารณาโดยเร็ว ส่วนกรณีผลการไต่สวนคำคัดค้านการออกเสียงนอกราชอาณาจักร ให้เอกอัครราชทูตส่งผลการไต่สวนผ่านปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งต่อให้ กกต. ดำเนินการพิจารณาต่อไป

ระเบียบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการออกเสียงประชามติ การเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยื่นคัดค้านผลการออกเสียงได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด และมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย และทำให้ผลการออกเสียงประชามติเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

การที่ กกต. กำหนดระยะเวลาในการดำเนินการสอบสวนที่ชัดเจน จะช่วยให้กระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ลดโอกาสในการเกิดความล่าช้าหรือข้อสงสัยที่อาจเกิดขึ้น

สรุปสาระสำคัญ:

  • ผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยเลือกตั้ง สามารถยื่นคัดค้านผลการออกเสียง หากสงสัยในความโปร่งใส
  • ยื่นคัดค้านได้ที่ กกต.จังหวัด หรือสถานทูต ภายใน 48 ชั่วโมงหลังปิดหีบ
  • กกต. จะพิจารณาคำร้องภายใน 12-18 วัน

การประกาศใช้ระเบียบนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กกต. ในการจัดการออกเสียงประชามติ ที่โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ การที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบความถูกต้องของการออกเสียง จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

ที่มา – ออกเสียงประชามติ กกต.ออกระเบียบยื่นคัดค้านได้ภายใน 48 ชม. ใช้เวลาสอบ 12-18 วัน

เลือกตั้งล่วงหน้า: แห่ลงทะเบียน 1.2 ล้านคน

กกต. สรุปยอดลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 15 วันล่าสุด พบผู้ลงทะเบียนทะลุ 1.2 ล้านคน! และยอดขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตพุ่งสูงถึง 2 แสนคนแล้ว มาอัปเดตข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้กัน

แห่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว 1.2 ล้านคน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 3 มกราคม 2569 รวมทั้งสิ้น 1,264,103 คน โดยแบ่งเป็น:

  • ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 4,837 คน
  • ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต: 1,148,146 คน
  • ขอลงคะแนนออกเสียงนอกราชอาณาจักร: 111,120 คน

สำหรับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จัดขึ้นสำหรับผู้ที่มีกิจธุระจำเป็นที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้ รวมถึงผู้ที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง

หากใครที่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว แต่เปลี่ยนใจ หรือไม่สะดวกไปใช้สิทธิในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สามารถยกเลิกการลงทะเบียนได้ เพื่อไปใช้สิทธิพร้อมกับการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ยอดลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตทะลุ 2 แสน

นอกจากนี้ กกต. ยังได้สรุปยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569 โดยในวันแรก (3 มกราคม) มีผู้ลงทะเบียนรวม 225,920 คน แบ่งเป็น:

  • ขอใช้สิทธินอกเขตออกเสียงประชามติ: 207,439 คน
  • ขอใช้สิทธินอกราชอาณาจักร: 18,418 คน

สำหรับการออกเสียงประชามติ จะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า จะมีเพียงการลงคะแนนออกเสียงนอกเขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ดังนั้น หากใครไม่สามารถไปใช้สิทธิในเขตที่ตนเองมีภูมิลำเนา ก็สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตได้

การที่ประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและออกเสียงประชามตินอกเขตเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนชาวไทย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเอง และวางแผนการเดินทางไปใช้สิทธิกันให้เรียบร้อยนะครับ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ

ที่มา – ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว 1.2 ล้านคน ส่วนยอดออกเสียงประชามตินอกเขตพุ่ง 2 แสนคนแล้ว

Scroll to top