หมอบี

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืน มูลนิธิวัดพระบาทน้ำพุ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ โดยเจ้าของที่ดินที่มีชื่อถือครอง ได้นำหลักฐานพร้อมมอบฉันทะที่ดินคืนให้กับทางมูลนิธิฯ ซึ่งทั้งสองมูลนิธิเป็นผู้จัดการค่าใช้จ่ายทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ และการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบวัดพระบาทน้ำพุ เกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้ในโครงการต่างๆ โดยในเช้าวันดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี สรวีย์ เหมือนเพ็ชร นายอำเภอหนองม่วง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี ได้ลงพื้นที่โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์

การตรวจสอบในครั้งนี้ มีเพียงผู้ดูแลโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ให้การต้อนรับ และนำเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมูลนิธิธรรมรักษ์นิเวศน์ให้คณะตรวจสอบ แต่ไม่มีคณะกรรมการของโครงการเข้าร่วมชี้แจง ซึ่งผลการตรวจสอบในวันแรกยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

การดำเนินการโอนที่ดินคืนมูลนิธิ

นายวีระ จำลอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดลพบุรี พร้อมด้วย นายพิพัฒน์ บุญยกาญจนพล รองประธานมูลนิธิอาทรประชานาถ ได้นำหลักฐานเอกสารการถือครองที่ดินในพื้นที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองลพบุรี จำนวน 4 แปลง ที่ผู้ถือครองอยู่และมีการมอบฉันทะให้มาดำเนินการโอนที่ดินให้กับทางมูลนิธิอาทรประชานาถ รวมทั้งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลพบุรี สาขาโคกสำโรง อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้นำเอกสารหลักฐานโฉนดที่ดินไปดำเนินการโอนที่ดินของผู้ที่ถือครองในพื้นที่อำเภอโคกเจริญ เพื่อโอนให้กับทางมูลนิธิธรรมรักษ์ไปดำเนินการต่อ โดยมูลนิธิฯ ทั้งสองแห่งเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดินทั้งหมด

นายเฉลิมพล พลมุข เปิดเผยว่า การดำเนินการเรื่องที่ดินเป็นไปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ดินส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอโคกเจริญ แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนไร่ได้ ต้องตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง ขณะนี้เจ้าของที่ดินได้มอบอำนาจให้ดำเนินการโอนคืน และต้องตรวจสอบจำนวนผู้มอบอำนาจให้ชัดเจน สำหรับโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ก็มีการโอนคืนมาแล้วจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ตั้งโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ที่ 33 ซึ่งได้โอนให้กรมสามัญศึกษาก่อนหน้านี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังมีที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่ยังไม่แล้วเสร็จ คือที่ดินที่มีชื่ออดีตไวยาวัจกรที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นผู้ครอบครอง มีประมาณ 740 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของทายาท

การดำเนินการผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตาม เฝ้าดูความโปร่งใส และความเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าที่ดินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแท้จริง การที่มูลนิธิต่างๆ ออกค่าใช้จ่ายในการโอนคืนที่ดิน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำให้ทุกอย่างถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม กระบวนการตรวจสอบ และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาค และประชาชนทั่วไป

ทำไมการโอนที่ดินคืนจึงสำคัญ?

การที่ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนและความโปร่งใสขององค์กร การคืนที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายช่วยให้มูลนิธิสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ยากไร้และส่งเสริมการศึกษา สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของมูลนิธิในสายตาของสาธารณชน แต่ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการดำเนินงานในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา – ผู้ครอบครอง โอนที่ดินคืนให้มูลนิธิธรรมรักษ์-มูลนิธิอาทรประชานาถ วัดพระบาทน้ำพุ

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออก วัดพระบาทน้ำพุ

คณะกรรมการวัดยืนยัน “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ขณะที่เจ้าคณะตำบลเขาสามยอดบอกหากลาออกจริง ต้องได้รับหนังสือแล้ว

จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ พระอลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ประกาศลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ อ.เมืองลพบุรี เพื่อรับผิดชอบต่อสถานการณ์และเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างโปร่งใสนั้น ล่าสุดมีรายงานว่าคณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยลูกศิษย์ออกมายืนยันว่า หลวงพ่ออลงกตยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส

หลวงพ่ออลงกต ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยว่า ตอนนี้หนังสือในการยื่นลาออกยังไม่มาถึงตนเอง หากมีการลาออกจริง ตนต้องได้รับหนังสือแล้ว และจะต้องส่งต่อไปยังเจ้าคณะอำเภอ จากนั้นทางเจ้าคณะอำเภอจะต้องลงนามแล้วส่งขึ้นไปให้เจ้าคณะจังหวัดได้ลงนามเป็นองค์สุดท้าย จึงจะถือว่าการลาออกจากเจ้าอาวาสเสร็จสมบูรณ์ ตอนนี้ยังไม่ได้รับหนังสือก็ถือว่ายังคงดำรงตำแหน่งอยู่

เหตุผลที่ยังไม่ลาออกของ หลวงพ่ออลงกต

ส่วนการที่ท่านจะลาออกนั้น คงจะเป็นเหตุผลที่ต้องการแสดงความบริสุทธิ์ที่พร้อมจะให้เจ้าหน้าที่มาสอบสวนได้ ซึ่งการที่มีตำแหน่งอยู่ก็จะถือว่าไม่ใช่พระสงฆ์ทั่วไป เหมือนยังรับราชการอยู่นั่นเอง ทำให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ดังกล่าว สร้างความสับสนให้กับประชาชนและผู้ที่ศรัทธาในวัดพระบาทน้ำพุเป็นอย่างมาก หลายคนแสดงความเป็นห่วงต่อสถานะและบทบาทของหลวงพ่ออลงกต ในการดูแลผู้ป่วยและเด็กกำพร้าที่อยู่ในความดูแลของวัด อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวัดได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า การดำเนินงานของวัดจะยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ โดยมีทีมงานและผู้ช่วยที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของหลวงพ่ออย่างเต็มที่

ข่าวการลาออกที่ยังไม่เป็นความจริงนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางสงฆ์ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะมีการเผยแพร่ข่าวสาร เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม การยืนยันจากคณะกรรมการวัดและเจ้าคณะตำบลเขาสามยอด ถือเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือและสร้างความกระจ่างให้กับประชาชนได้ในระดับหนึ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และการดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุและพระสงฆ์ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวัดแห่งนี้

การที่หลวงพ่ออลงกตยังคงอยู่ในตำแหน่ง ทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลผู้ป่วย HIV และเด็กกำพร้าจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ร่วมกันสนับสนุนวัดพระบาทน้ำพุและเป็นกำลังใจให้หลวงพ่ออลงกตกันนะคะ!

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

ทนายหมอบีแจง เงินบริจาคใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

ทนายความ “หมอบี” มองว่าเงินบริจาคถูกนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ แม้จะเข้าคนละโครงการกับที่ผู้บริจาคต้องการ แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ส่วนเหตุผลที่ต้องมอบให้วัดเป็นเงินสด เพราะในสมัยนั้นไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 13 ส.ค. 68 นายกสานติ์ ปัญญาชัยรักษา ทนายความของ นายเสกสันน์ หรือ หมอบี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี โดยกล่าวว่า ตนมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงกับสังคมแทนลูกความ ขณะนี้ได้ดำเนินการส่งเอกสารหลักฐาน และชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของวัดพระบาทน้ำพุให้กับตำรวจกองบังคับการปราบปรามเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งรายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ และจนถึงขณะนี้ทางตำรวจก็ยังไม่ได้มีการประสานมาขอข้อมูลเพิ่มเติม

ส่วนกรณีที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่า เงินของผู้บริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปบริจาคในโครงการไทยชีวิตโคกระบือ แต่มีการออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นโครงการรักษาผู้ป่วย HIV ทางนายกสานติ์ บอกว่า ให้มองว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความเสียหายหรือไม่ หรือส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่ผู้บริจาคตั้งใจนำไปทำบุญหรือไม่ เช่น ผู้บริจาคต้องการนำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แต่มีการนำเงินไปใช้สร้างอาบอบนวด ซึ่งกรณีนี้มองว่าเป็นการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

แต่กรณีนี้ ทางหมอบีได้นำเงินไปช่วยเหลือผู้อื่น แม้จะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่ก็เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งการนำเงินไปใช้หากไม่ส่งผลให้เกิดความเสียหาย หรือมีผู้ได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าไม่เข้าข่ายความผิด แต่หากมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายได้รับผลกระทบ ส่วนตัวก็มองว่าการจะเข้าข่ายความผิดต้องดูองค์ประกอบตามหลักการของกฎหมาย ซึ่งก็จะต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการนำเงินไปมอบให้วัด ว่าเหตุใดจึงไม่ใช้การโอนผ่านระบบโมบายแบงก์กิ้ง แต่ใช้การนำเงินสดไปให้แทน ทางทนายความ บอกว่าโครงการนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีระบบการโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามเพิ่มเติมเนื่องจากพบว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งก็เป็นช่วงที่มีระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งแล้ว โดยทางทนายความระบุเพียงว่าไม่สามารถตอบในรายละเอียดได้

สำหรับอาการของ หมอบี ขณะนี้พบว่าเจ้าตัวเพิ่งหายจากอาการป่วย แต่ภาพรวมไม่ได้รู้สึกเครียดหรือกังวลอะไร มีเพียงอาการเหนื่อยและความรู้สึกเป็นห่วงหลวงพ่อเท่านั้น ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องถึงขณะนี้ ทั้งหมอบียังไม่ได้มีการติดต่อไปหาหลวงพ่อหรือเข้าไปที่วัดเพราะมองว่ายังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่หากทางวัดต้องการให้เข้าไปชี้แจงก็พร้อมที่จะเข้าไปทันที

ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทนายความของหมอบีได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ โดยเน้นย้ำว่าถึงแม้เงินบริจาคจะถูกนำไปใช้ในโครงการที่แตกต่างจากความตั้งใจเดิมของผู้บริจาค แต่ก็ยังคงก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่ถกเถียงกันในสังคมอย่างกว้างขวาง

ทำไมต้องเป็นเงินสด? ทนายหมอบีมีคำตอบ

ประเด็นเรื่องการมอบเงินบริจาคเป็นเงินสดแทนการโอนผ่านระบบออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัย ทนายความของหมอบีได้ชี้แจงว่า ในช่วงเวลาที่โครงการเริ่มต้น ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งยังไม่แพร่หลายเท่าปัจจุบัน ทำให้การมอบเงินสดเป็นวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เกิดขึ้นในปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเป็นที่นิยมแล้ว แต่ทนายความของหมอบีไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาว่า ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์นี้ ทำให้เกิดความเสียหายหรือผลกระทบต่อใครหรือไม่ หากไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น การนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็อาจจะไม่ถือว่าเป็นความผิด

การตีความและการพิจารณาความผิดทางกฎหมายในกรณีนี้จึงต้องพิจารณาจากองค์ประกอบและหลักการของกฎหมายอย่างละเอียดรอบคอบ

เรื่องราวของ ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงและมุมมองต่างๆ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ทนายหมอบี มองเงินบริจาคนำไปใช้ไม่ผิดวัตถุประสงค์ – แจงเหตุที่ต้องให้เป็นเงินสด

พระลูกวัดแจง! ปมเรียกหลวงพ่ออลงกตป๊ะป๋า ที่ดิน2000ไร่แค่ชื่อ

“พระลูกวัด” ชี้แจงประเด็นคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” พร้อมเผยเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ ที่แท้เป็นแค่ชื่อเรียกติดปากเท่านั้นเอง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่ดินนี้ใช้ชื่อนายธนชัย อดีตไวยาวัจกร (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ถือครองแทนวัด และกำลังดำเนินการเรียกคืนจากทายาทของนายธนชัย

บรรยากาศภายในโครงการค่อนข้างเงียบเหงา มีการแบ่งพื้นที่เป็นอาคารสำนักงาน, บ้านพักของผู้ติดเชื้อ HIV ที่แข็งแรง, พื้นที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดแบบปิด รวมถึงโครงการธรรมรักษ์นิเวศ 2 ซึ่งมีบ้านพักเด็กธรรมรักษ์ที่ดูแลเด็กและเยาวชนผู้ป่วย HIV และบ้านเด็กแกลด้าที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุมา 25 ปีแล้ว ยังมีอาคารที่เตรียมสร้างโรงพยาบาลธรรมรักษ์, พื้นที่เกษตรและเลี้ยงสัตว์, โรงงานแปรรูป และโรงงานไฟฟ้าของโครงการซึ่งปัจจุบันดูรกร้าง

จากการสำรวจพบว่าบ้านพักของผู้ป่วยถูกปล่อยทิ้งร้างจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ยังมีผู้พักอาศัยอยู่ ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ช่วยกันตัดหญ้าและทำเกษตรเชิงซ้อนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาจากวัดพระบาทน้ำพุ

พระเจษฎา จิรัฏฐิโก พระลูกวัดธรรมรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นดำริของหลวงพ่ออลงกต สร้างมา 20 กว่าปีแล้ว เนื่องจากช่วงที่ก่อตั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากจนล้นธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 (วัดพระบาทน้ำพุ) จึงต้องขยายมายังโครงการนี้ ภายในโครงการมีบ้านพักผู้ป่วย, บ้านเด็กธรรมรักษ์, โรงเรียน, มูลนิธิสิทธิเด็ก และโรงพยาบาล โครงการนี้ให้ผู้ป่วย HIV ที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงมาอาศัยอยู่และมีอาชีพ โดยทำงานทำความสะอาด, ทำสวน, เกษตรอินทรีย์ และได้รับเงินเดือนจากมูลนิธิ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขายให้โครงการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยืนยันว่ามีรายได้จริง นอกจากนี้โครงการยังรับเด็กที่มีเชื้อ HIV และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ติดเชื้อมาดูแลด้วย

โครงการนี้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เริ่มทรุดโทรมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวยาพัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยน้อยลง และการหาอาสาสมัครก็เป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ห่างไกลและเงินเดือนของมูลนิธิน้อย

พื้นที่โครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 ไร่ ส่วนที่เรียกกันว่า 2,000 ไร่นั้น เป็นเพียงชื่อที่คนที่ทำงานให้หลวงพ่ออลงกตใช้เรียกกันติดปากเท่านั้น จำนวนผู้ป่วยปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่เป็นบ้าน แต่ในโรงเรียนมีปีละประมาณ 800 คน ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำและส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

ทำไมถึงเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า”?

สำหรับประเด็นที่ต้องมีการขยายพื้นที่ พระเจษฎาให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะมีผู้ป่วยบางส่วนที่มารักษาตัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หากออกไปเรียนหรือใช้ชีวิตข้างนอกก็มักจะถูกรังเกียจ สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป ญาติหลายคนก็ไม่สนใจรับไปเลี้ยง

โรงงานไฟฟ้าด้านหน้าทางเข้าโครงการ คาดว่าเป็นความคิดของหลวงพ่ออลงกตที่อยากให้ชาวบ้านนำไม้มาเผาผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่เคยลองผลิตแล้วเครื่องไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องปิดตัวลง

สาเหตุที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จนั้น ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อก่อนเคยมีสถานีอนามัยภายใน มีพยาบาลอยู่ประจำประมาณ 15-16 ปี ก่อนที่จะมาสร้างเป็นโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มียาต้านเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกที่จะทานยาเองและออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นที่สวดมนต์ทำวัตรของพระและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่

พระเจษฎายังชี้แจงประเด็นที่มีผู้เรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” ว่า เด็กๆ ทุกคนที่นี่เรียกหลวงพ่ออลงกตว่าป๊ะป๋าหมด พอเด็กเรียก ผู้ใหญ่บางคนที่สนิทกับหลวงพ่อก็เรียกตาม

ส่วนกรณีที่ดินตรงนี้เป็นชื่อของมูลนิธิหรือนายธนชัย ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของมูลนิธิที่ให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ไม่ได้มีใครไปสืบค้นว่าเป็นของใคร ส่วนตัวก็ทราบว่าเป็นชื่อของนายธนชัยตั้งแต่ตอนซื้อ แต่ไม่ได้แม่นข้อกฎหมายและไม่ได้คิดอะไร เพราะนายธนชัยก็เป็นคนดี เป็นผู้จัดการดูแลที่แห่งนี้ และหลวงพ่ออลงกตน่าจะเลือกคนที่ไว้ใจด้วย ญาติของนายธนชัยไม่เคยมาที่นี่ และนายธนชัยไม่เคยมีญาติมาข้องเกี่ยว ที่เห็นก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับนายธนชัย อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นผู้จัดการโครงการและถือเป็นปูชนียบุคคล ลองคิดดูว่าคนเราตายแล้วมีคนทำรูปปั้นให้ ต้องเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่นายธนชัยยังมีชีวิตอยู่ ก็มาทำงานแบบไม่เอาเงินแม้แต่บาทเดียว กินข้าวที่โรงครัวกับผู้ป่วย ทำแต่งาน ดูแลทั้งคนป่วยและสถานที่

ทำความเข้าใจประเด็นเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า และที่ดิน 2,000 ไร่

ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองพิจารณาว่าหลวงพ่ออลงกตกลับมานอนวัดเที่ยงคืน และตื่นตีสามออกไปบิณฑบาตรทุกวันเป็นเวลา 30 ปี คุณคิดว่าคนคนนั้นจะโกงเงินหรือยักยอกเงินไปทำอะไร? ลองคิดอย่างมีเหตุผลดูว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนอย่างไร

จากข้อมูลที่ได้รับจาก “พระลูกวัด” เราได้เข้าใจถึงที่มาของการเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” และความจริงเกี่ยวกับที่ดิน 2,000 ไร่ กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยของทุกท่านนะคะ

ที่มา – “พระลูกวัด” แจงปมคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า เผย 2,000 ไร่ เป็นเพียงชื่อเรียกติดปาก

เลขาฯ โยนวัดตอบปมที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ”

“เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” ลั่นไม่ใช่คนของวัด แค่กรรมการวัด คาดแถลงสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี บรรยากาศแม้เป็นวันหยุด แต่ก็มีผู้มาร่วมทำบุญไม่คึกคักเท่าที่ควร คณะที่จะมาประชุมเรื่องการจัดงานวัดพระบาทน้ำพุมีนายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต และนายสมพร โสเค็ง ไวยาวัจกรของวัดเข้าร่วม

จากการสอบถามนายบรรเจตถึงการประชุม ได้รับคำตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องงานวัด หลวงพ่อได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน การประชุมเริ่มตั้งแต่ 10.45 น. โดยมีสื่อมวลชนรอสัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.20 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต แจ้งว่าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของวัด ซึ่งเป็นการประชุมประจำ ส่วนการแต่งตั้งทนายใหม่แทนทนายเกิดผล ขณะนี้คณะกรรมการกำลังพิจารณาอยู่

ส่วนเรื่องที่ดินที่มีการครอบครองโดยคนอื่นต้องรอทนาย ทนายเกิดผลห่วงหลวงพ่อเรื่องการพูดที่อาจผิดพลาด ตัวเองเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดก็ให้ออกมายอมรับเอง อย่าโยนมาให้หลวงพ่อ ส่วนเรื่องเงินที่หมอบีนำมาคืนหมดหรือยังก็ให้ไปถามหมอบีเอง

สำหรับทรัพย์สินของวัดที่มีประเด็นว่าอยู่ที่คนอื่นนั้น ตนไม่รู้เรื่อง ทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างก็อยู่กับที่อยู่แล้ว ในส่วนที่บอกว่ามีผู้ถือครองนั้นไม่มี เพราะทรัพย์สมบัติทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของวัดและมูลนิธิอยู่แล้ว วันนี้ประชุมเรื่องผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันค่าไฟฟ้าเท่านั้น เรื่องการรับบริจาคหรือผู้ที่มาร่วมทำบุญตอนนี้ก็ลดลง เป็นเรื่องปกติเพราะที่วัดมีแต่ผู้ป่วย

ส่วนที่มีคนกล่าวอ้างว่าตนมีทรัพย์สินผิดปกติ ให้กลับไปถามคนที่กล่าวอ้างเอง ในส่วนของรายชื่อผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีชื่อเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนของวัดนั้น ต้องไปถามวัด ผมเองไม่ใช่คนของวัด เป็นเพียงกรรมการวัด และเท่าที่ดูมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ถูกต้องก็คงอยู่ไม่ได้ ในส่วนของผู้ที่ได้รับให้ครอบครองพื้นที่นั้นมีมติของที่ประชุมอยู่แล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่มีอะไร ต้องไปถามคนที่ตั้งข้อสังเกต ทางวัดก็อยู่อย่างปกติ การตั้งคำถามของแต่ละคนก็ต้องให้แต่ละคนนำคำถามมาด้วย ทางวัดเองก็ต้องชี้แจง ผมจะไปตอบแทนวัดไม่ได้ แต่จะเมื่อไหร่นั้นตนก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ส่วนของหลวงพ่อท่านก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว

ในส่วนเรื่องของหมอบี เขาต้องมาชี้แจงกับวัดอยู่แล้ว แต่จะมาเมื่อไหร่นั้นก็ต้องไปถามเขาเอง ผมบังคับใครไม่ได้ และไม่เคยคุยกับหมอบี อาคารผู้ป่วยก็มีอยู่แล้ว ผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ ให้มาดูกันได้ ส่วนที่ไวยาวัจกรบอกว่ามีผู้ป่วย 130 กว่าคนนั้น ในส่วนของบริจาคมันจะบาลานซ์กับผู้ป่วยไหม เรื่องนี้มันต้องทีละประเด็น แต่ทุกอย่างในวัดในมูลนิธิมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนวันแถลงนั้นเป็นเรื่องของวัด และต้องรอผู้ที่เกี่ยวข้อง วัดเขามีกรรมการ และเขาต้องแถลงแน่นอนภายในอาทิตย์นี้

“วัดพระบาทน้ำพุ” กับประเด็นที่ดิน

จากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ดินของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ล่าสุด เลขาฯ ของหลวงพ่ออลงกตได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้น โดยโยนให้ไปสอบถามทางวัดโดยตรงถึงรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากตนเองเป็นเพียงกรรมการวัดเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “วัดพระบาทน้ำพุ”

  • การชี้แจงเรื่องที่ดินที่มีชื่อผู้ถือครอง
  • การแต่งตั้งทนายความใหม่
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของวัด

เรื่องราวของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน และการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การออกมาให้ข้อมูลของทางวัดในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การออกมาแถลงของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” คาดแถลงสัปดาห์นี้

คดีหมอบี: พบหลักฐานฉ้อโกง รถหรูเป็นของวัด

ความคืบหน้าคดี “หมอบี” ที่หลายคนให้ความสนใจ ล่าสุดพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอาจเข้าข่ายการกระทำผิดฐานฉ้อโกง นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “รถหรู” ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ ทางหมอบียอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง แต่เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

คดี “หมอบี”: พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รองผู้บังคับการปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าในคดีของนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ หมอบี ว่าขณะนี้ทีมงานได้รวบรวมพยานหลักฐานไปมากพอสมควร และพบหลักฐานบางส่วนที่แสดงให้เห็นว่านายเสกสันน์อาจเข้าข่ายกระทำความผิดฐานฉ้อโกง อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงต้องทำการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อตรวจสอบว่าเงินที่หายไปนั้นถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้าง

หมอบีได้ให้การว่า เงินส่วนดังกล่าวถูกนำไปใช้ในโครงการต่าง ๆ ของวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งโครงการทุนนักเรียนนอก และโครงการไถ่ชีวิตโคกระบือ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบรายละเอียดในส่วนนี้อย่างละเอียด

สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากคือเรื่องของรถยนต์หรู หมอบีได้ยอมรับว่าเป็นทรัพย์สินของวัดจริง และเตรียมที่จะส่งมอบคืนให้กับวัด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงต้องตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินดังกล่าว เนื่องจากพบว่าชื่อผู้ครอบครองรถยนต์เป็นชื่อของเครือญาติของหมอบี ทำให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความโปร่งใส

ความคืบหน้าการสอบสวนพยานใน คดี “หมอบี”

ในการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องกับคดี “หมอบี” นั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการสอบปากคำไปแล้วกว่า 20 คน ซึ่งเป็นพยานทั้งในส่วนของนายเสกสันน์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ให้การในเบื้องต้นและพร้อมที่จะแสดงหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ

จากการตรวจสอบพบว่ามีบางธุรกรรมที่หลวงพ่ออลงกตเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง แต่ยังมีบางส่วนที่ขาดหายไป ทำให้ทางเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ดินของวัดพระบาทน้ำพุจำนวน 2,326 ไร่ ที่พบว่ามีชื่อบุคคลและนิติบุคคลของวัดเข้ามาถือครอง ทางพนักงานสอบสวน บก.ป. จะประสานงานกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เพื่อตรวจสอบในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ได้เปิดเผยว่าทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว และจะมีการหารือร่วมกับพนักงานสอบสวนของ บก.ป. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องในวันที่ 13 ส.ค. นี้

สรุปแล้ว คดี “หมอบี” ยังคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งเรื่องฉ้อโกง ทรัพย์สินของวัด และการถือครองที่ดิน หวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับความเป็นธรรม

ที่มา – คดี “หมอบี” พบหลักฐานเข้าข่ายฉ้อโกง ส่วน “รถหรู” เจ้าตัวยอมรับ เป็นทรัพย์สินวัด

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

หลังจากตกเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม “หมอบี” ได้ออกมาเปิดใจเป็นครั้งแรก ยืนยันว่าได้มอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ พร้อมทั้งกล่าวขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยล่วงเกินด้วยคำพูดที่ไม่เหมาะสม เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

“หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ ขอโทษ “อ.ตฤณห์”

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากการให้ปากคำกับพนักงานสืบสวนกองบังคับการปราบปรามเป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง นายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล หรือ “หมอบี” ฑูตสื่อวิญญาณ ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกถึงประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยการกล่าวขอโทษอาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยาเชิงจิตวิทยาและพฤติกรรมอาชญากร ที่ตนเองเคยใช้คำพูดไม่ดีใส่ รวมถึงครูบาอาจารย์ของตนทุกท่าน และหลวงพ่ออลงกต

“ผมอยากจะขอโทษอาจารย์ตฤณห์ที่ผมเคยพูดจาไม่ดีใส่ท่าน และขอโทษครูบาอาจารย์ทุกท่าน รวมถึงหลวงพ่ออลงกตด้วยครับ” หมอบีกล่าวด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

นอกจากนี้ หมอบียังขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนให้ความเป็นส่วนตัวแก่ตนเอง ไม่อยากให้มีการดักรอหรือปีนรั้วบ้านเพื่อถ่ายภาพ รวมถึงเรื่องเงินบริจาคที่จะนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ขอเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากบัญชีของมูลนิธิถูกปิดชั่วคราว แต่ยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกส่งมอบให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแน่นอน

ประเด็นเงินบริจาคและรถยนต์ของวัด

สำหรับประเด็นเงินสดที่นำไปมอบให้กับหลวงพ่ออลงกตนั้น หมอบีขอสงวนที่จะให้ปากคำ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อรูปคดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ไม่เคยถูกเก็บไว้กับตัวเอง “ผมขอยืนยันว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับบริจาคมา ผมได้ให้ทีมงานนำไปมอบให้กับหลวงพ่อครบทุกบาททุกสตางค์ครับ” หมอบีกล่าว

หมอบี ยังกล่าวถึงกรณีที่วัดเคยออกมาให้ข้อมูลว่า เงินบริจาคหายไป 5.4 ล้านบาทว่าไม่เป็นความจริง และหลวงพ่อก็ไม่เคยแจ้งเรื่องนี้ให้ตนเองทราบ

ส่วนประเด็นที่หลวงพ่ออลงกตกล่าวว่า รถยนต์บางส่วนของวัดยังอยู่ในความครอบครองของหมอบี หมอบีปฏิเสธที่จะตอบคำถามนี้โดยตรง พร้อมกับถามกลับว่า “รถอะไร คืนใคร” และกล่าวว่ารายละเอียดทั้งหมดได้ให้ข้อมูลกับตำรวจไปหมดแล้ว และยินดีให้ตำรวจตรวจสอบทุกอย่าง

  • ยืนยันความบริสุทธิ์: หมอบียืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบทุกขั้นตอน
  • ขอโทษอาจารย์ตฤณห์: หมอบีกล่าวขอโทษต่ออาจารย์ตฤณห์สำหรับการกระทำที่ไม่เหมาะสมในอดีต
  • เงินบริจาค: ยืนยันว่าเงินบริจาคทั้งหมดจะถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

โดยสรุปแล้ว หมอบีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และยืนยันความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ลุล่วงไปด้วยดี อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่อง “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ นั้นยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

เรื่องราวของ “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการจัดการเงินบริจาค การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริจาคและสังคมโดยรวม และเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนเพื่อการกุศล

ที่มา – “หมอบี” ยันมอบเงินบริจาคให้หลวงพ่อครบ อยากขอโทษ “อ.ตฤณห์” ที่เคยพูดจาไม่ดีใส่

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผยหลวงพ่ออลงกตไม่กังวล

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผย หลวงพ่ออลงกตไม่กังวล เพราะทำงาน 365 วันอยู่แล้ว เตรียมแถลงข่าวเร็วๆ นี้

วันที่ 11 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมวัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ พร้อมด้วยพระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ, นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาฯ ปู คณะกรรมการวัดพระบาทน้ำพุ และคณะกรรมการมูลนิธิของวัดพระบาทน้ำพุ รวมกว่า 20 คน ได้เข้าร่วมประชุมหารือประเด็นข้อสงสัยของประชาชน พร้อมมีการนำเอกสารต่างๆ เข้าไปในห้องประชุมด้วย ซึ่งบรรยากาศในการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

กระทั่งเวลา 11.20 น. ทุกคนได้เดินออกจากห้องประชุม ผู้สื่อข่าวต่างเข้าไปสัมภาษณ์ หลวงพ่ออลงกต ในประเด็นที่ดินของวัดที่มีผู้อื่นเป็นผู้ถือครอง โดยหลวงพ่ออลงกต ไม่ตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชน และเดินขึ้นรถกอล์ฟ พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกไป

ขณะที่ นายบรรเจต เทพพำนัก หรือ เลขาฯ ปู เดินตามหลังหลวงพ่ออลงกตมา เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีการถอนตัวของทนายเกิดผล, การถือครองที่ดิน ซึ่งนายบรรเจต เผยว่า ไม่ทราบทุกอย่างเป็นมติกรรมการ รวมทั้งผลการประชุมครั้งนี้ต้องรอการชี้แจงจากคณะกรรมการ ส่วนเรื่องฝ่ายกฎหมายของวัดที่จะมาแทนนายเกิดผล แก้วเกิด กำลังรอการแต่งตั้งอยู่

ส่วนเรื่องที่ น.ส.วรสุดา ซึ่งถือครองที่ดินของวัดนั้น นายบรรเจต รู้จักหรือไม่ อีกทั้งเป็นหลานหลวงพ่ออลงกตหรือเปล่า นายบรรเจตยืนยันหนักแน่นว่า ตนเองรู้จัก แต่ไม่ใช่หลานหลวงพ่อ เมื่อสอบถามว่ารู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ เลขาฯ ปู เผยว่า ต้องไปถามตัวต้นเรื่องเอาเอง ก่อนที่จะขอตัวเดินจากไป

ทางด้าน นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผยว่า คณะกรรมการมีมติร่วมกัน และได้ประสานกับคณะทีมกฎหมาย เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับทางวัด รวมทั้งจะมีการแถลงข่าวในเร็วๆ นี้ ซึ่งข้อมูลจะแถลงชี้แจงในทุกๆ ข้อกล่าวหา ส่วนมีการกังวลใจอะไรหรือไม่ นายสมพรตอบไม่กังวล รอฟังการแถลงข่าว พร้อมๆ กันดีกว่า ตอนนี้คณะทำงานรวบรวมข้อมูลแล้ว

ส่วนที่มีข่าวทางสื่อและเพจว่าตนเองมีชื่อเป็นผู้ครองที่ดินกว่า 2 พันไร่นั้น มันเป็นเพจที่เขาทำข้อมูลลอยๆ ขึ้นมา ตนเองไม่เคยถือครองที่ดินเลย เราไปค้นจากสำนักงานที่ดินก็ได้ ถ้าเรื่องนี้ทำให้เกิดความเสียหาย ทีมกฎหมายก็จะเข้ามาดูแลทั้งหมด ขอให้รอความคืบหน้าตรงนั้นดีกว่า

เมื่อสอบถามว่า มีผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ไปทำงานแล้วไม่ได้รับค่าแรงหรือค่าตอบแทนจากทางวัดนั้นมีหรือไม่ นายสมพรตอบว่า ตนเองไม่ทราบข้อมูล แต่โดยระบบของหลวงพ่อนั้น เมื่อผู้ป่วยแข็งแรงก็จะให้กลับบ้าน หากกลับไม่ได้หรือไม่มีที่ไป หลวงพ่อก็จะให้เป็น รปภ. มีค่าแรงให้เป็นรายวัน มีที่พักฟรี ส่วนค่าแรงที่ให้ก็เป็นน้ำใจ

ถามต่อว่า ตอนนี้สีหน้าหลวงพ่อดูกังวลหรือไม่ นายสมพรตอบว่า คงไม่กังวลเพราะหลวงพ่อทำงาน 365 วันอยู่แล้ว พอเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นท่านก็ไม่ได้ออกไปรับกิจนิมนต์ข้างนอก เพียงแต่คุยกันว่าจะพัฒนาวัดอย่างไร

ทั้งนี้ จากที่พูดคุยกันก็ไม่มีอะไร เพียงแต่ช่วงนี้ยอดบริจาคเข้ามาน้อย ยังกังวลว่า ค่าใช้จ่ายเดือนละ 3 ล้านจะพอหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ายอดบริจาคน้อยเราขายที่ดินเอาเงินมาช่วยตรงนี้ได้มั้ย นายสมพร ตอบว่า ขายก็โดนน่ะสิ มันเป็นทรัพย์สินชาวบ้านเขา คนขายก็จะติดคุกน่ะสิ ผมนั่งทำงานตรงนี้ ขาเข้าคุกอยู่ครึ่งหนึ่งแล้วจะบอกให้ ไวยาวัจกรไม่มีใครอยากเป็นหรอก.

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผยหลวงพ่ออลงกตไม่กังวล

ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ คือใคร

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุ ทำให้หลายคนสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งก็คือ นายสมพร โสมะเค็ง นั่นเอง ที่ออกมาให้ข้อมูลว่า หลวงพ่ออลงกตไม่กังวล

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน การที่ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ทำให้เห็นว่าทางวัดกำลังพยายามจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ และเตรียมพร้อมที่จะชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ ให้กระจ่าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรอฟังการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการจากทางวัด ซึ่งจะทำให้เราได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง การด่วนสรุปหรือตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลที่เพียงพอ อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายได้

ขอเป็นกำลังใจให้วัดพระบาทน้ำพุและหลวงพ่ออลงกตในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และขอให้ทุกท่านรอติดตามข้อมูลที่ถูกต้องจากทางวัดต่อไป

ที่มา – ไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เผย “หลวงพ่ออลงกต” ไม่กังวลเพราะทำงาน 365 วันอยู่แล้ว

สภาทนายความแจง คดีวัดพระบาทน้ำพุ ช่วยไม่ได้!

สภาทนายความออกประกาศชี้แจงประเด็น “สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้” ยืนยันว่าไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ “หลวงพ่ออลงกต” ได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และไม่ใช่คดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ พร้อมทั้งชี้แจงว่าการถอนตัวของ “ทนายเกิดผล” เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความ

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้เผยแพร่ประกาศ โดยระบุว่าตามที่มีข่าวปรากฏว่าทนายความเกิดผล แก้วเกิด ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้กับวัดพระบาทน้ำพุ โดยให้เหตุผลเรื่องปัญหาสุขภาพ และระบุว่าทางสภาทนายความจะตั้งคณะทำงานให้ความช่วยเหลือเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

ทางสภาทนายความขอเรียนชี้แจงว่า ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่หลวงพ่ออลงกต (พระอลงกต ติกขปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุได้ เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์การขอความช่วยเหลือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ข้อกำหนดของพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่าการขอความช่วยเหลือทางกฎหมายจะต้องเป็นไปเพื่อผู้ยากไร้และไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่านั้น ซึ่งกรณีของวัดพระบาทน้ำพุนั้นไม่ถือว่าเป็นคดีที่เข้าข่ายเงื่อนไขดังกล่าว อีกทั้งไม่ใช่คดีเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การถอนตัวของทนายความเกิดผล แก้วเกิด จึงเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาทนายความ

สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้

ประเด็นสำคัญที่ทางสภาทนายความได้เน้นย้ำก็คือ หลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายนั้นมีข้อจำกัด และต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 เท่านั้น เพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงมือผู้ที่เดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ทำไมสภาทนายความจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือในคดีนี้?

เหตุผลหลักคือ คดีนี้ไม่เข้าข่ายเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ที่ระบุว่าการช่วยเหลือต้องมุ่งเน้นไปที่ผู้ยากไร้และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม นอกจากนี้ คดีนี้ยังไม่ถือว่าเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

การที่สภาทนายความออกมาชี้แจงเรื่อง “สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้” ในครั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของสภาทนายความในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน

สภาทนายความมีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน แต่การให้ความช่วยเหลือนั้นก็ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อกำหนดที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจและหน้าที่ขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและเคารพซึ่งกันและกัน

การออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนของสภาทนายความในกรณี สภาทนายความ ชี้แจงคดี วัดพระบาทน้ำพุ ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ ถือเป็นการแสดงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่หน่วยงานอื่นๆ

ที่มา – สภาทนายความ ชี้แจงคดี “วัดพระบาทน้ำพุ” ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้

Scroll to top