หลอกลงทุน

“นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.

ข่าวใหญ่ในวงการบันเทิงและธุรกิจที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ เมื่อ “นานา-เวย์” คู่สามีภรรยาแร็ปเปอร์ชื่อดัง ถูกฟ้องคดีฉ้อโกงประชาชน ล่าสุดทั้งคู่เดินทางมาศาลเพื่อให้การปฏิเสธข้อหา และศาลนัดตรวจหลักฐานสำคัญในวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้ จะเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง

“นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ห้องเวรชี้ ศาลอาญา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยในคดีหมายเลขดำ อ.508/2569 โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.นานา ไรบีนา อายุ 44 ปี นายปริญญา อินทชัย หรือเวย์ ไทยเทเนี่ยม อายุ 44 ปี บริษัทฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด และบริษัทไรบีนา 2016 จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาหลายประการ

รายละเอียดข้อกล่าวหาในคดีฉ้อโกง

จำเลยทั้งสี่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมและใช้เอกสารปลอม โดยหลอกลวงผู้เสียหายรวม 11 ราย ด้วยการแสดงข้อความเท็จและปกปิดความจริง ชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจต่างๆ เช่น

  • ธุรกิจปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล
  • ธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์
  • ธุรกิจเกี่ยวกับบริษัทกีฬา
  • กองทุนสำหรับลงทุนธุรกิจต่างๆ
  • ซื้อหุ้น
  • ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ
  • ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

โดยสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนสูงถึงร้อยละ 4-7 ต่อเดือน หรือร้อยละ 40 ของเงินลงทุน ซึ่งสูงเกินกว่าดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินกำหนดตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้เสียหายโอนเงินรวมกว่า 100 ล้านบาทเข้าบัญชีของจำเลย

ก่อนหน้านี้ จำเลยทั้งหมดได้รับการประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท และศาลสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ในวันนัดศาล นานาและเวย์เดินทางมาด้วยการหลบผู้สื่อข่าวทางด้านข้างศาล ศาลอ่านคำฟ้องและสอบถามให้การ ทั้งคู่แถลงปฏิเสธข้อกล่าวหาเต็มที่ เพื่อต่อสู้คดีในทุกขั้นตอน

ประวัติและชื่อเสียงของนานา-เวย์

นานา ไรบีนา เป็นนางแบบและพิธีกรชื่อดัง ส่วนเวย์ ไทยเทเนี่ยม หรือปริญญา อินทชัย เป็นแร็ปเปอร์และนักแสดงที่มีชื่อเสียงในวงการฮิปฮอปไทย ทั้งคู่ก่อตั้งบริษัทฟลิกค์ออฟ เดอไรท์ โปรดักส์ชั่น จำกัด เพื่อผลิตคอนเทนต์บันเทิง และบริษัทไรบีนา 2016 จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจลงทุน ชื่อเสียงของทั้งคู่เคยรุ่งโรจน์ แต่คดีนี้ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายหนัก

คดีฉ้อโกงแบบนี้มักเกิดจากการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปีถือว่าน่าสงสัย ประชาชนควรตรวจสอบใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนลงทุน

ขั้นตอนต่อไปและผลกระทบ

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. ซึ่งจะเป็นจุดตัดสินว่าหลักฐานฝ่ายโจทก์เพียงพอหรือไม่ หากจำเลยแพ้คดี อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายและติดคุกยาว คดีนี้ไม่เพียงกระทบคู่กรณี แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจสังคมเรื่องการลงทุนเสี่ยง

ในมุมมองของผู้เขียน คดี “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้ สะท้อนปัญหาการฉ้อโกงที่ซ่อนในชื่อเสียงดารา ประชาชนควรศึกษาให้ดีก่อนโอนเงินลงทุน อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนสูงโดยไม่ตรวจสอบ

เรียกดูข่าวอัพเดทเพิ่มเติม: ติดตามความคืบหน้าคดีนี้และเคล็ดลับป้องกันการถูกหลอกลงทุนได้ที่เว็บไซต์ของเรา สมัครรับข่าวสารฟรีวันนี้!

ที่มา – “นานา-เวย์” สู้คดีฉ้อโกง ศาลนัดตรวจหลักฐาน 25 พ.ค.นี้

จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ หลอกลงทุน 1 พัน ได้ 1 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีจากกองปราบปรามที่ทำให้ชาวเน็ตฮือฮาเลยทีเดียว นั่นคือ จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ แก๊งหลอกลงทุนสุดแสบที่โฆษณาว่าใส่เงินแค่ 1,000 บาท จะได้คืนถึง 1 ล้านบาท! พบเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 600 ล้านบาท ยึดทรัพย์สินรวมกว่า 250 ล้านบาท ใครที่เคยเจอการลงทุนแบบผลตอบแทนสูงเกินจริง ต้องอ่านบทความนี้ให้จบเลยนะครับ

จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ห้องแถลงข่าวกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ หัวหน้าทีม พร้อมทีมงานแถลงข่าวการทลายขบวนการหลอกลวงประชาชนในนามโครงการ “เงินบุญ” พวกมันบุกค้น 11 จุดใน 5 จังหวัด คือ มหาสารคาม สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี จับผู้ต้องหาได้ครบ 11 รายตามหมายจับศาลอาญา

ผู้ต้องหาที่ถูกจับทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาหนักๆ เช่น ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกู้ยืมเงินโดยทุจริต นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และสมคบฟอกเงิน นี่คือรายชื่อผู้ต้องหาหลักๆ นะครับ:

  • น.ส.พรพรรณ อายุ 40 ปี – หัวหน้าขบวนการตัวจริง
  • นางกาญจนา อายุ 57 ปี – มือขวาของหัวหน้า
  • น.ส.จิรวดี อายุ 56 ปี
  • น.ส.ศุภากร อายุ 49 ปี
  • นางธัญมน อายุ 64 ปี
  • นายณัฐศักดิ์ อายุ 56 ปี
  • นางปราณี อายุ 44 ปี
  • นางลำไย อายุ 59 ปี
  • นางวรวิทย์ อายุ 62 ปี
  • นางจิราพร อายุ 65 ปี
  • นายปฐวี อายุ 39 ปี

ของกลางที่ยึดจากจับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ

เจ้าหน้าที่ไม่ยั้งมือ ยึดทรัพย์สินเพียบเลยครับ รวมกว่า 206 รายการ มูลค่า 250 ล้านบาท รายการเด็ดๆ มีดังนี้:

  • รถยนต์ 4 คัน
  • รถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • โฉนดที่ดิน 22 ฉบับ
  • ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ 3 กระบอก
  • โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคาร 110 เล่ม
  • บัตร ATM 12 ใบ
  • เครื่องประดับทองคำ และทรัพย์อื่นๆ

น่าตกใจมากใช่ไหมครับ? เงินที่หลอกมาหมุนเวียนในเครือข่ายกว่า 600 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายที่แจ้งความแล้วเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และยังมีอีกเพียบที่ยังไม่แจ้ง

กลโกงสุดแสบของแก๊งเงินบุญ หลอกลงทุนอย่างไร?

แก๊งนี้เก่งเรื่องสร้างความน่าเชื่อถือ แอบอ้างเป็นโครงการหลวง เงินจากรัฐบาลฝากธนาคารโลก กำลังจะหมดอายุ ต้องระดมทุนค่าเดินเรื่องติดต่อศาลโลก กระทรวงต่างประเทศ สัญญาผลตอบแทน ลง 1,000 ได้ 1 ล้าน! ใช้ไลน์ตั้งกลุ่ม “ลงทุนเงินบุญ” ประชุมเสียงกดดันให้โอนซ้ำๆ ถ้าถามมากบล็อกทิ้งทันที

เป้าหมายหลักคือผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณ ที่มีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต บางคนเสียหลักล้าน หมดตัวไปเลย สุดเศร้า!

น.ส.พรพรรณ หัวหน้าให้การว่าตัวเองเคยอยู่แก๊งเก่า แล้วมาทำเอง ส่วนคนอื่นรับสารภาพเกือบหมด บางคนทำมาตั้งแต่ปี 2551 พัฒนากลโกงเรื่อยๆ

ผู้เสียหายรายหนึ่ง นางติ๋ม บอกว่าเชื่อเพราะคนรู้จักชวน แอบอ้างชื่อบุคคลใหญ่ๆ น่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายเสีย 4 แสนบาท

จากประสบการณ์นี้ ผมอยากฝากว่า การลงทุนที่สัญญาผลตอบแทนสูงเกิน 10-20% ต่อเดือน มักเป็นกลโกงเสมอ โดยเฉพาะที่ใช้ไลน์กลุ่มกดดัน รัฐบาลไม่มีโครงการแบบนี้จริงๆ นะครับ ตรวจสอบก่อนเสมอ!

คำแนะนำสำหรับคุณ: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งความที่ กก.3 บก.ป. หรือ สภ.ใกล้บ้านทันที อย่าปล่อยให้เงินหายไปฟรีๆ ช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ไม่มีผู้เสียหายเพิ่ม

รวบ! แก๊งโรแมนซ์สแกม หลอกลงทุน สูญ 10 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์รวบตัว 3 ผู้ต้องหาที่เป็นบัญชีม้าของแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” ที่ใช้โปรไฟล์หนุ่มหล่อหลอกหญิงวัย 53 ปี จนเชื่อใจว่าจะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน ก่อนจะชักชวนให้ลงทุน โดยเริ่มจากเงินจำนวนน้อย ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มยอดโอนขึ้นเรื่อย ๆ สูงสุดถึง 2 ล้านบาทต่อครั้ง จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปทั้งหมด 56 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และ พ.ต.อ.โรจน์ศักดิ์ นัยผ่องศรี ผกก.2 บก.สอท.1 นำกำลังพร้อมหมายจับศาลอาญาพระโขนง เข้าจับกุม น.ส.วรรณวิษา หวานชะเอม อายุ 47 ปี ชาว จ.สระแก้ว, นายดลวี สระสิทธิ์ อายุ 20 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี และนายจิตรารุวัฒน์ เครือจันทร์ อายุ 41 ปี ชาว จ.ปราจีนบุรี

ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกจับกุมในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน”

คดีนี้สืบเนื่องจากช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2567 ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงวัย 53 ปี ได้เข้าร่วมกลุ่มเฟซบุ๊กสาธารณะชื่อ “เกษียณรู้ใจ หาเพื่อนคุย เพื่อนกิน ชิวชิว” จากนั้นก็มีมิจฉาชีพใช้ภาพโปรไฟล์เป็นผู้ชายหน้าตาดี เข้ามาติดต่อชวนพูดคุยเรื่องทั่วไปผ่าน Messenger ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดคุยกันในแอปพลิเคชันไลน์อย่างต่อเนื่องทุกวัน

ต่อมา ผู้เสียหายเห็นว่าสัญญาณการติดต่อผ่านไลน์ไม่ดี เป็นอุปสรรคในการพูดคุย จึงให้เปลี่ยนมาเป็นการโทรพูดคุยกันทางโทรศัพท์ โดยมิจฉาชีพมีการสอบถาม แสดงความห่วงใย ใส่ใจกันสม่ำเสมอ ด้วยความที่ผู้เสียหายเป็นคนโสด ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว อีกทั้งมิจฉาชีพรายดังกล่าวใช้คำพูดเชิงจิตวิทยาหว่านล้อม และพูดให้ความหวังเป็นประจำ เช่น บอกว่าต้องการคนที่เชื่อใจไว้ใจ พร้อมเดินไปด้วยกัน ในลักษณะหลอกให้รัก ต้องการที่จะจับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความไว้ใจ

จากนั้น มิจฉาชีพก็เริ่มชักชวนให้ผู้เสียหายหารายได้ทางออนไลน์ โดยส่งลิงก์ให้ดาวน์โหลดแพลตฟอร์มชื่อ “LeLong” สอนให้สมัครสมาชิกเพื่อลงทะเบียนร้านค้าออนไลน์ พร้อมทั้งขอให้ถ่ายภาพบัตรประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่ออัปโหลดไปยังแพลตฟอร์ม พร้อมแนะนำวิธีการใช้งานและการนำสินค้าเข้าแพลตฟอร์ม

ครั้งแรก มิจฉาชีพแจ้งว่ามีลูกค้าต้องการซื้อสินค้า จึงให้ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 473.14 บาท เพื่อนำเข้าออเดอร์ และปรากฏว่าได้กำไรจริง สามารถถอนเงินออกมาได้ จากนั้นก็มีออเดอร์ของลูกค้าทยอยเข้ามาอีกเรื่อย ๆ มิจฉาชีพก็ใช้เหตุผลต่าง ๆ พูดหว่านล้อมให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หลักร้อยแล้วเพิ่มยอดโอนเงินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึง 2 ล้านบาทต่อครั้ง

โดยแต่ละครั้ง ระบบจะแจ้งหมายเลขบัญชีธนาคารที่แตกต่างกันไป แม้ผู้เสียหายจะเกิดความสงสัย มิจฉาชีพก็อ้างว่าระบบมีลูกค้าจำนวนมาก ทำให้บัญชีที่รับโอนเต็มวงเงิน จึงต้องมีหลายบัญชีในการรับโอน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 56 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท โดยได้รับผลตอบแทนกลับมาเพียงกว่า 4 พันบาท ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพื่อดำเนินคดีกับมิจฉาชีพ

ต่อมาชุดสืบสวน กก.2 บก.สอท.1 ทำการสืบสวนจนทราบผู้เกี่ยวข้องที่กระทำผิดทั้งหมดในขบวนการ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับ รวม 43 ราย โดยก่อนหน้านี้ถูกจับกุมไปแล้ว 10 ราย ก่อนติดตามจับกุมผู้กระทำผิดในกลุ่มรับจ้างเปิดบัญชีม้าเพิ่มอีก 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.วรรณวิษา หวานชะเอม, นายดลวี สระสิทธิ์ และนายจิตรารุวัฒน์ เครือจันทร์

เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.1 ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

จับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน

คดีจับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้านนี้ เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงกลโกงของมิจฉาชีพที่นับวันจะยิ่งซับซ้อนและแนบเนียนมากยิ่งขึ้น การหลอกลวงผ่านความรักและความไว้ใจ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและสูญเสียเงินทองไปเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ต้องระวังเกี่ยวกับ แก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน

  • อย่าหลงเชื่อคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิทในโลกออนไลน์ง่าย ๆ
  • ตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่คุณคุยด้วยอย่างละเอียด
  • อย่าโอนเงินให้ใครก็ตามที่คุณไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว
  • หากมีข้อเสนอการลงทุนที่ดูดีเกินจริง ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

จับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน แสดงให้เห็นว่าภัยร้ายออนไลน์อยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด การมีสติและระมัดระวังตัวอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – จับ 3 สมาชิกแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” หลอกผู้เสียหายจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน ชวนลงทุนสูญ 10 ล้าน

ตร.ไซเบอร์ยึดทรัพย์ “เฉิน จื้อ” เพิ่ม 350 ล้าน


ตำรวจไซเบอร์แถลงปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ขยายผล Prince Group เครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม ยึดทรัพย์เพิ่มกว่า 350 ล้านบาท! มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ตร.ไซเบอร์ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการแถลงข่าวปฏิบัติการ “THE PURGE 2” ซึ่งเป็นการขยายผลเครือข่าย Prince Group ของ “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม โดยสามารถยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมได้อีกกว่า 350 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2566 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนคดีที่เชื่อมโยงกันหลายคดี ซึ่งเป็นกรณีผู้เสียหายถูกหลอกลงทุนในลักษณะ Hybrid Scam หรือ Pig Butchering Scam โดยคนร้ายจะสุ่มติดต่อประชาชนผ่านโซเชียลมีเดีย ชักชวนพูดคุยให้เกิดความเชื่อใจ แล้วสอนการลงทุนเทรดคริปโตเคอเรนซี อ้างว่าได้ผลกำไรดี จากนั้นหลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า เพื่อแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินสกุลดิจิทัล โอนเข้าแอปเทรดเหรียญดิจิทัลปลอม

คดีของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 นำไปสู่ปฏิบัติการ “Trust No One” EP.1–5 ตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนพร้อมเครือข่าย ยึดทรัพย์ได้กว่า 2,000 ล้านบาท และเฉลี่ยทรัพย์คืนเงินผู้เสียหายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ต่อมาในปี 2567 ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนขยายผลคดีของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564 พบว่าปลายทางของเส้นทางการเงินถูกนำไปฟอกเงินด้วยระบบการเงินใต้ดิน และพบว่าหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการเป็นกลุ่มชาวจีนและชาวจีนสัญชาติพม่า โดยเป็นผู้จ้างวานเพื่อจดทะเบียนบริษัทนอมินี และนำข้อมูลบริษัทไปเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินจากการกระทำความผิด แล้วนำเงินส่วนใหญ่ที่ได้มาแปลงสภาพเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล โอนต่อไปหลายลำดับเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ปฏิบัติการ “The Purge” และการขยายผลสู่เครือข่าย “เฉิน จื้อ”

ตำรวจพบหลักฐานทางการเงินที่ไม่สัมพันธ์กับฐานะของเจ้าของบัญชี และมีพยานหลักฐานบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม พบว่าบุคคลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากการหลอกลวง การพนันออนไลน์ หรือยาเสพติด นำไปสู่ปฏิบัติการ “The Purge” จับกุมชาวจีนพร้อมเครือข่าย ตรวจยึดเงินสด 80 ล้านบาท พร้อมทรัพย์สินอื่นๆ รวมกว่า 250 ล้านบาท สืบสวนจนพบความเชื่อมโยงไปยังเครือข่าย “เฉิน จื้อ” (Chen Zhi)

พล.ต.ท.สุรพล กล่าวว่า ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลกรณีดังกล่าว เพื่อหาผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงคดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564 รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้แล้ว (75 คน) และตรวจพบทรัพย์สินที่คาดว่าได้มาจากการกระทำผิดอีกจำนวนมาก จึงได้ประสานงานกับ ปปง. ออกคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดไว้ชั่วคราว

ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการ “The Purge 2” เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญ 4 จุด ได้แก่

  • ห้องพัก 2 ห้อง ในคอนโดหรู ซอยสุขุมวิท 61 แยก 1
  • บ้านพักมูลค่ากว่า 38 ล้านบาท ในหมู่บ้านหรู ย่านพระราม 9
  • ห้องพักในคอนโดหรู ย่านพร้อมพงษ์ ซอยสุขุมวิท 26
  • ห้องพักในคอนโดหรู ในซอยต้นสน

ผลการตรวจค้น สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินต่างๆ อาทิ ห้องพัก (อสังหาริมทรัพย์ มูลค่ารวมกว่า 166 ล้านบาท), ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ (102,900 ดอลลาร์), ธนบัตรจีน (55,000 หยวน), กระเป๋าแบรนด์เนม (33 ใบ), รองเท้า Louis Vuitton (3 คู่), รถยนต์ Toyota Alphard (1 คัน), นาฬิกาหรู (2 เรือน), สมุดบัญชีธนาคาร (10 เล่ม), อุปกรณ์บันทึกภาพกล้องวงจรปิด (3 เครื่อง), อุปกรณ์เชื่อมต่อสัญญาณ (1 เครื่อง), เมมโมรีการ์ด (2 อัน), โทรศัพท์มือถือ (4 เครื่อง), คอมพิวเตอร์ (2 เครื่อง), อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายนอก (5 เครื่อง) และเอกสารสำคัญต่างๆ รวมทรัพย์สินที่ตรวจยึดและอายัดได้ทั้งหมด รวมมูลค่ากว่า 350 ล้านบาท

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเว็บไซต์พนันออนไลน์ ซึ่งมียอดเงินหมุนเวียนในเครือข่ายสูงกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์อยู่ระหว่างการเร่งสืบสวนขยายผล หากตรวจสอบแล้วพบพยานหลักฐานว่าทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำผิด ก็จะตรวจยึดทรัพย์สินเพื่อนำมาเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายต่อไป

การขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” และการยึดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 350 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ

ที่มา – ยึดทรัพย์เพิ่มอีกกว่า 350 ล้าน ตร.ไซเบอร์ ขยายผลเครือข่าย “เฉิน จื้อ” แก๊งไฮบริดสแกม

รวบแก๊งหลอกลงทุน สารภาพถอนเงิน 10 ล้าน!

ตำรวจ ปอท. รวบ 2 สมาชิกแก๊งมิจฉาชีพ ปลอมเพจชาตรามือ หลอกเหยื่อลงทุน สารภาพพาบัญชีม้าไปตระเวนถอนเงินสดวันละกว่า 10 ล้านบาท กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการนักลงทุนออนไลน์

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท.สั่งการ พ.ต.อ.ชิษณุพงศ์ ไหวดี ผกก.3 บก.ปอท. นำกำลังจับกุม นายสมชัย อายุ 27 ปี และ นายมงคล อายุ 43 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ทุจริตหรือหลอกลวงโดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ, สบคบฟอกเงิน และ ร่วมกันฟอกเงิน” โดยจับกุมนายสมชัย ได้ที่บริเวณด้านหน้า สน.สุทธิสาร แขวงรัชดาภิเษก เขตดินแดง กทม. ส่วนนายมงคล จับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าแมนชั่นแห่งหนึ่ง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม.

สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีกลุ่มมิจฉาชีพ สร้างเพจเฟซบุ๊กชาตรามือปลอมขึ้นมา ยิงแอดโฆษณาชักชวนผู้คนให้นำเงินมาร่วมลงทุน โดยช่วงแรกมีการจ่ายผลตอบแทนจริง เพื่อหลอกให้เหยื่อตายใจ นำเงินมาลงทุนเพิ่ม ก่อนจะเชิดเงินทั้งหมดหนีหายไป ที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อสูญเงินรวมกันเป็นจำนวนมาก กระจายเข้าแจ้งความไว้ตามที่ต่างๆ จนมีการออกหมายจับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก

ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทราบว่า นายสมชัย และ นายมงคล ผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้ที่อยู่ร่วมในขบวนการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นคนควบคุมบริหารจัดการบัญชีม้า รวมถึงเป็นคนคอยตระเวนถอนเงินสดตามธนาคารต่างๆ ปัจจุบันได้หลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ กทม. จึงนำกำลังตามจับกุมตัวได้ในที่สุด

สอบสวนทั้งสองรายให้การรับสารภาพ โดยนายสมชัย ยอมรับว่า เป็นผู้พาบัญชีม้าไปตระเวนถอนเงินวันละกว่า 10 ล้านบาท จากนั้นจะนำไปส่งที่ร้านรับแลกคริปโตฯ เถื่อนสกุล USDT ย่านห้วยขวาง โดยจะได้รับค่าจ้างวันละ 3,000-5,000 บาท ส่วนนายมงคล รับว่า เป็นคนตระเวนไปตามตู้ ATM เพื่อถ่ายคิวอาร์โค้ด สำหรับถอนเงิน แล้วส่งให้บัญชีม้าสแกนคิวอาร์โค้ดจากระยะไกล เพื่อทำการถอนเงินและนำไปส่งให้ผู้ร่วมขบวนการ

เบื้องต้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ปอท. ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

รวบ 2 สมาชิกแก๊งหลอกลงทุน สารภาพพาบัญชีม้าไปตระเวนถอนเงินสดวันละกว่า 10 ล้าน

คดีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจนักลงทุนออนไลน์ทั้งหลาย ให้ระมัดระวังกลโกงของมิจฉาชีพที่นับวันจะยิ่งมีรูปแบบที่ซับซ้อนและแนบเนียนมากยิ่งขึ้น การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอ

รายละเอียดการจับกุมแก๊งหลอกลงทุน สารภาพพาบัญชีม้าไปตระเวนถอนเงินสดวันละกว่า 10 ล้านบาท

  • ผู้ต้องหา: นายสมชัย และ นายมงคล
  • ข้อหา: ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ทุจริตหรือหลอกลวงโดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ, สบคบฟอกเงิน และ ร่วมกันฟอกเงิน
  • พฤติการณ์: สร้างเพจ Facebook ปลอม หลอกเหยื่อลงทุน และเชิดเงินหนี
  • บทบาทผู้ต้องหา: บริหารจัดการบัญชีม้า และตระเวนถอนเงินสด
  • ยอดเงินที่ถอน: กว่า 10 ล้านบาทต่อวัน

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของตำรวจ ปอท. ที่มุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยร้ายเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม เราทุกคนก็มีส่วนช่วยได้ด้วยการเพิ่มความระมัดระวัง และตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนใดๆ

อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง และอย่าโลภมากจนเกินไป เพราะอาจจะตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ง่ายๆ

การลงทุนที่ดีที่สุด คือการลงทุนในความรู้ และสติของตัวเอง

ที่มา – รวบ 2 สมาชิกแก๊งหลอกลงทุน สารภาพพาบัญชีม้าไปตระเวนถอนเงินสดวันละกว่า 10 ล้าน

สูญ 40 ล้าน! มิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน

อดีตอธิการบดีตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ สูญเงินเกือบ 40 ล้านบาท จากการถูกหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น โดยมิจฉาชีพปลอมพอร์ตลงทุน ธนาคารตรวจพบความผิดปกติ แจ้งเตือนและอายัดเงินคืนได้เพียง 1.9 ล้านบาท จเรตำรวจแห่งชาติเร่งสอบสวนและสั่งกวาดล้างบัญชีม้า

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีฉ้อโกงหลอกร่วมลงทุน ทำให้ผู้เสียหายชายวัย 85 ปี สูญเงินเกือบ 40 ล้านบาท จากการถูกหลอกให้ลงทุนเทรดหุ้น พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล, พ.ต.อ.สนอง แสงมณี ผู้กำกับการ สน.บางซื่อ และผู้เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมเพื่อคลี่คลายคดีที่ สน.บางซื่อ

จากการสอบสวนพบว่า ผู้เสียหายเคยลงทุนในหุ้นมาก่อนหน้านี้ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ผู้เสียหายพบเฟซบุ๊กที่อ้างว่าเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มการลงทุนในตลาดหุ้น ชักชวนให้ลงทุน ผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อสอบถาม และถูกเชิญเข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกประมาณ 100 คน โดยแนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันและเปิดบัญชีเพื่อเทรดหุ้น จากนั้นให้โอนเงินเข้าบัญชีที่สมัครไว้

มิจฉาชีพชักชวนให้ลงทุน Big Lot อ้างผลตอบแทนสูง โดยจะส่งข้อมูลการซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาต่างๆ ให้สมาชิกในกลุ่มซื้อขายพร้อมกัน การโอนเงินจะโอนไปยังบัญชีที่ส่งมาให้ ซึ่งเป็นบัญชีนิติบุคคล ทำให้ดูน่าเชื่อถือ ผู้เสียหายจึงโอนเงินไปยัง 46 บัญชี รวมเป็นเงิน 38,465,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2568

ในการโอนเงินครั้งสุดท้าย ธนาคารเจ้าของบัญชีผู้เสียหายตรวจพบความผิดปกติ เนื่องจากมีการโอนเงินจำนวนมากและหลายครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน และพบว่าบัญชีนิติบุคคลปลายทางเป็นบริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ จึงแจ้งให้ผู้เสียหายหยุดโอนเงิน ทำให้การโอนเงินครั้งนั้นไม่สำเร็จ ธนาคารจึงประสานกองบังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อตรวจสอบ

ตำรวจได้รับการประสานจากธนาคารและสอบถามผู้เสียหายเพื่อแจ้งความดำเนินคดี ในตอนแรกผู้เสียหายไม่เชื่อว่าถูกหลอก จึงลองถอนเงินในแอปพลิเคชันที่มีเงินรวม 80 ล้านบาท แต่ไม่สามารถถอนได้ โดยอ้างว่าโอนเงินเข้าบัญชีไม่ครบและให้โอนเงินเพิ่ม ผู้เสียหายจึงแจ้งความที่ สน.บางซื่อ ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบเส้นทางการเงิน

ล่าสุด พบว่ามีบัญชีม้านิติบุคคล 22 บัญชี ของ 20 บริษัท ซึ่งถูกอายัดแล้ว ธนาคารสามารถอายัดเงินของผู้ต้องหาได้ทัน 1.9 ล้านบาท

พล.ต.อ.ธัชชัย สั่งการให้ตำรวจนครบาลเร่งตรวจสอบและจับกุมผู้ร่วมขบวนการ เนื่องจากมีความเสียหายจำนวนมาก และการหลอกลงทุนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง สร้างความเสียหายมหาศาล จึงเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการลงทุน โดยเฉพาะการเทรดหุ้น ควรตรวจสอบบริษัทและโบรกเกอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น

พร้อมกันนี้ คาดโทษบัญชีม้า ทั้งบุคคลและนิติบุคคล จะถูกสืบสวนและดำเนินคดี โดยมีโทษทั้งปรับและจำคุก

รายงานระบุว่า ผู้เสียหายที่ถูก มิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน คืออดีตอธิการบดี

สูญเกือบ 40 ล้าน! มิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน

การสูญเงินจำนวนมากจากการถูก มิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน เป็นเรื่องที่น่าตกใจ และเกิดขึ้นบ่อยครั้งในปัจจุบัน กลโกงเหล่านี้มักอาศัยความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มปลอม และผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เพื่อล่อลวงเหยื่อให้หลงเชื่อและลงทุน

วิธีป้องกันการถูกมิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน

เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของ มิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มการลงทุน
  • อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนที่สูงเกินจริง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ
  • ระมัดระวังการโอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่รู้จัก

การตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงินจาก มิจฉาชีพปลอมพอร์ตหลอกลงทุน ได้

ที่มา – สูญเกือบ 40 ล้าน มิจฉาชีพปลอมพอร์ต หลอกลงทุน อายัดทันแค่ 1.9 ล้าน

รวบนักธุรกิจลาว หนีคดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

ตำรวจสืบสวน ภ.4 ตามรวบนักธุรกิจลาว คาร้านส้มตำไก่ย่าง หลังหนีคดี “ร่วมกันฉ้อโกง” มา 9 ปี ยอมรับเคยร่วมลงทุนจริง แต่ไม่ได้โกงประชาชน ก่อนจะไม่ขอให้การในชั้นจับกุมอีก

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ บก.สส.ภ.4 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สส.ภ.4 เผยถึงการจับกุม นายอโนสิด อายุ 46 ปี สัญชาติลาว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตาก ที่ 52/2560 ลงวันที่ 1 ส.ค. 68 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกง” และเป็นผู้ต้องหาตามปฏิทินหมายจับประกาศสืบจับของ ตร. ประจำปี พ.ศ. 2568 ลำดับที่ 139 จับกุมตัวได้ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ริมถนนมิตรภาพ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น

พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเย็นวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ รอง ผบก.สส.ภ.4 พ.ต.อ.สมภพ กองสมบัติ ผกก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 และ พ.ต.ต.เขมวัฒน์ พฤกษติกุล สว.กก.สืบสวน 1 บก.สส.ภ.4 พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส. 1 บก.สส.ภ.4 ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตาก หลังหลบหนีการจับกุมมาแล้ว 9 ปี สืบเนื่องจากในช่วงต้นปี 2559 มีกลุ่มผู้เสียหาย ซึ่งเป็นประชาชนพื้นที่ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา ถูกนายอโนสิด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารบริษัทแห่งหนึ่ง ชักชวนให้ผู้เสียหายเข้าร่วมลงทุน อ้างว่าประกอบธุรกิจหลายประเภท ทั้งรถไฟฟ้า น้ำมันพืช ธุรกิจพลังงาน และทองคำ โดยเสนอผลตอบแทนที่สูงถึง 54% ต่อเดือน หรือ 648% ต่อปี เช่น ร่วมลงทุนราคาหุ้นละ 3,000 บาท จะได้ค่าตอบแทน 400 บาทต่อสัปดาห์ ต่อ 1 หุ้น ต่อมาประชาชนที่เป็นผู้เสียหายเกือบ 500 คนรู้ว่าถูกหลอกร่วมลงทุน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 500 ล้านบาท จึงได้นำหลักฐานการโอนเงิน เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองยะลา

นอกจากนี้ ยังมีประชาชนในพื้นที่จังหวัดตากกว่า 10 ราย ที่ถูกหลอกในลักษณะเดียวกัน มีมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท นำหลักฐานเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองตาก ซึ่งทั้งสองพื้นที่นั้นศาลได้ออกหมายจับกุมผู้บริหารบริษัทดังกล่าว และนายอโนสิด มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 โดย กก.สืบสวน 1 ได้สืบสวนติดตาม นายอโนสิด โดยสืบทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ เป็นคนรวยระดับเศรษฐีของลาว ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ แล้วยังได้รับการประมูลช่องทีวีในลาว ค่อนข้างระวังตัว โดยเปลี่ยนที่พักและเส้นทางการเดินทางอยู่เสมอ เดินทางเข้าออกประเทศเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง มีการเปลี่ยนแปลงเลขหนังสือเดินทางอยู่ตลอด ทำให้การสืบสวนติดตามเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.1 บก.สส.ภ.4 สืบทราบว่า ผู้ต้องหารายนี้ ได้คนไทยเป็นภรรยาอยู่ที่ อ.บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี จึงได้เกาะติดดูความเคลื่อนไหวของผู้ต้องหาและคนในบ้านหลังดังกล่าว จนพบรถยนต์ทะเบียนกำแพงนคร ไม่อยู่ในบ้าน แต่ก็สืบสวนจนทราบว่า คนในครอบครัวได้ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปกรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อได้ว่าน่าจะไปรับตัวผู้ต้องหา ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ กระทั่งช่วงเย็น วันที่ 28 ส.ค. 68 เจ้าหน้าที่ตำรวจ พบรถคันดังกล่าวขับมาจากจังหวัดนครราชสีมา มุ่งหน้าเข้าพื้นที่จังหวัดขอนแก่น คาดว่าผู้ต้องหาจะนั่งอยู่ในรถ

เมื่อถึงอำเภอเขาสวนกวาง รถยนต์จอดแวะกินไก่ย่าง ส้มตำ ขณะที่ผู้ต้องหาลงจากรถ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุม ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับว่า เป็นบุคคลคนเดียวกันตามหมายจับ และยินยอมให้จับกุมแต่โดยดี

เบื้องต้นให้การเพียงว่า เคยร่วมลงทุนกับบริษัทดังกล่าว และถูกแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทฯ เคยขึ้นเวทีปราศรัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้หลอกลวงประชาชน ไม่ได้เอาเงินของประชาชน และก็ไม่ยอมให้การใดๆ ในชั้นจับกุมอีก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4 จะได้นำตัวผู้ต้องหา ตามหมายจับ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ตาก เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

รวบนักธุรกิจลาว หนีคดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

คดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทยครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ประชาชนควรระมัดระวังในการลงทุนต่างๆ ควรตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ความคืบหน้าคดีร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

การจับกุมนักธุรกิจชาวลาวรายนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ใช้เวลาถึง 9 ปี ในการติดตามตัวผู้ต้องหา แม้ว่าผู้ต้องหาจะพยายามหลบหนีและเปลี่ยนที่พักอยู่เสมอ แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถหลีกหนีความยุติธรรมไปได้

สำหรับผู้เสียหายที่ถูกร่วมกันฉ้อโกงคนไทยในคดีนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ข้อควรระวังในการลงทุน:

  • ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบริษัทหรือบุคคลที่ชักชวนให้ลงทุน
  • อย่าหลงเชื่อผลตอบแทนที่สูงเกินจริง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ
  • เก็บหลักฐานการลงทุนทั้งหมดไว้

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง และอย่าหลงเชื่อคำชักชวนที่เกินจริง เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้ และอาจถูกร่วมกันฉ้อโกงคนไทยได้ในที่สุด

ที่มา – ตามรวบนักธุรกิจลาว คาร้านไก่ย่างส้มตำ หนีคดี 9 ปี ร่วมกันฉ้อโกงคนไทย

Scroll to top