อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ร่วมงาน Pride Month

อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ร่วมงาน Pride Month

วันนี้บรรยากาศการหาเสียงคึกคักเป็นพิเศษ เมื่ออนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนพร้อมนำเสนอนโยบายเร่งด่วนในการพัฒนาเมืองหลวงให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำศักยภาพของพรรคประชาธิปัตย์ในการดูแลคนกรุงเทพฯ ทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง

นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวถึงแนวคิดในการพัฒนาระบบตลาดในกรุงเทพฯ โดยยกเอาตลาดสัมมากรเป็นต้นแบบในการใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวก สะอาด และปลอดภัย โดยตั้งเป้าจะยกระดับตลาดทั่วกรุงเทพฯ ให้มีมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังร่วมพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าอย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้กับประชาชนที่เข้ามาขอถ่ายรูปตลอดเส้นทาง

ก้าวสำคัญสู่ กทม. ที่เท่าเทียมและทันสมัย

นอกจากประเด็นเรื่องตลาดแล้ว ในช่วงบ่ายวันนี้ อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร เสร็จสิ้นแล้ว ทั้งหมดยังเตรียมมุ่งหน้าไปร่วมกิจกรรม Pride Month ที่สีลม เพื่อแสดงจุดยืนในการสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคให้ความสำคัญและต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิบัติจริงภายในองค์กรของ กทม. ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น คณะหาเสียงยังได้ลงพื้นที่ชานเมืองเพื่อหารือเรื่องการผลักดันเกษตรกรรมทางเลือก โดยมีความมุ่งหวังดังนี้:

  • เปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมดั้งเดิมสู่ระบบ Smart Farming
  • สนับสนุนพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่ตลาดต้องการสูง เช่น ไทม์ และผักไฮโดรโปนิกส์
  • จับคู่ผลผลิตพรีเมียมให้กับร้านอาหารระดับ Michelin Guide

การมุ่งเน้นนโยบายเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เพียงแต่ต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง แต่ต้องการสร้างโอกาสและอนาคตให้กับคนกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน การที่กลุ่มผู้สมัคร สก. อย่างนายเชิดพันธุ์ เตียไพบูลย์ ร่วมลงพื้นที่ ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าทีมงานมีความพร้อมและคลุกคลีกับปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุดนี้ การที่ อนุชา ควง อภิสิทธิ์ ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการหาเสียงทั่วไป แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า กทม. สามารถพัฒนาให้เป็นเมืองที่ทันสมัยและน่าอยู่มากขึ้นได้ ผ่านการใช้ข้อมูลและการบริหารจัดการที่เข้าถึงพื้นที่จริง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนตลาด กทม. ให้เป็นสมาร์ทมาร์เก็ต? มาร่วมแชร์ไอเดียเพื่อให้กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นไปด้วยกันครับ

ที่มา – “อนุชา” ควง “อภิสิทธิ์” ยกทีม ปชป. หาเสียงตลาดสัมมากร บ่ายนี้ร่วมงาน Pride Month

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ปัญหาประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยการเปิดตัว ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ เพื่อเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสารรับฟังความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โครงการนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเชิงรุกที่น่าจับตามองอย่างมาก โดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเข้าถึงง่ายกว่าที่เคย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาระบบนี้ว่า หัวใจสำคัญของการเป็นพรรคการเมืองคือการรับใช้ประชาชน ดังนั้น การที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ ขึ้นมา จึงเป็นการตอกย้ำภารกิจหลักในการดูแลสิทธิและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการถูกจำกัดสิทธิหรือข้อผิดพลาดต่าง ๆ ในการบริการของภาครัฐ

จุดเด่นของ Blue House ที่ประชาชนต้องรู้

สำหรับแพลตฟอร์มนี้มีการบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย เพื่อให้การใช้งานลื่นไหลและมีประสิทธิภาพ ดังนี้:

  • การรับเรื่อง 3 ด้านหลัก: มุ่งเน้นไปที่ปัญหาด้านกฎหมาย การทุจริตคอร์รัปชัน และความเดือดร้อนทั่วไปของพี่น้องประชาชน
  • เครือข่ายทนายอาสา: เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในระดับพื้นที่
  • ฟังก์ชัน Whistleblower: ระบบแจ้งเบาะแสการทุจริตที่การันตีความปลอดภัยด้วยการปกปิดตัวตนโดยใช้เพียง Case Number เท่านั้น

นอกจากนี้ นายจิรวัฒน์ จังหวัด ผู้อำนวยการศูนย์ Blue House ยังได้เน้นย้ำว่า การทำงานผ่านแพลตฟอร์มนี้ไม่ใช่แค่การรับเรื่องไว้เฉยๆ แต่เป็นการนำข้อมูลที่ได้รับมาวิเคราะห์และถอดรหัสเพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ระบบที่ ปชป. เปิด Blue House แพลตฟอร์มร้องทุกข์ จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่จะช่วยอุดรอยรั่วของการติดตามเรื่องราวร้องทุกข์แบบเดิมที่มักจะล่าช้าหรือสูญหายไป

ในยุคที่การเมืองต้องการความทันสมัยและโปร่งใส พรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การปรับตัวสู่นวัตกรรมดิจิทัลเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการเข้าถึงปัญหาของประชาชนในเชิงลึก การเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน ‘ส่องรัฐ’ เข้ากับระบบร้องทุกข์ใหม่นี้ จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้เสียงสะท้อนจากประชาชนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่พรรคการเมืองหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องว่างระหว่างผู้สมัครกับประชาชน นี่คือโอกาสสำคัญที่พวกเราทุกคนจะสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐและร่วมกันผลักดันให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหา อย่าปล่อยไว้จนเกินการแก้ไข ลองใช้ช่องทางใหม่นี้เป็นกระบอกเสียงให้แก่ตนเองและสังคมดูนะครับ

ที่มา – ปชป. เปิด “Blue House” แพลตฟอร์มร้องทุกข์ แจ้งปัญหาข้อกฎหมาย-ทุจริตคอร์รัปชัน-ความเดือดร้อน ปชช.

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

“อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาตั้งคำถามถึงกระทรวงพลังงาน โดยเฉพาะการทำงานของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่ก่อนหน้านี้ประกาศกร้าวว่าจะปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน ทั้งราคาไฟฟ้าและราคาน้ำมัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่าสิ่งที่ทำนั้น “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน

ถอยกลางซอยหรือสะดุดขาตัวเอง?

นายอภิสิทธิ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมทีกระทรวงพลังงานเคยสัญญาว่าจะยกเลิกการอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ เพื่อลดราคาหน้าโรงกลั่น แต่ในที่สุดกลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น แถมยังเลือกใช้วิธีนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาแบกรับภาระแทน ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ในระยะยาว คำถามสำคัญคือเหตุใดถึงเลือกทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้ในสภาฯ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามองว่ามีความโปร่งใสจริงหรือไม่

  • การตรวจสอบส่วนต่างของค่าการกลั่นที่ไม่มีความชัดเจน
  • นโยบายค่าไฟฟ้าที่มองว่าคนใช้ไฟเกิน 400 หน่วยคือคนรวย ซึ่งในความเป็นจริงอาจเป็นเพียงครอบครัวขยายหรือร้านค้าเล็กๆ
  • การปล่อยให้กองทุนน้ำมันติดลบสะสมและเป็นภาระหนี้สาธารณะของประชาชน

นอกจากนี้ ในส่วนของค่าไฟฟ้า รัฐบาลกลับผลักภาระไปให้ผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ด้วยตรรกะที่มองว่าเป็นคนมีฐานะ ซึ่งในความเป็นจริงนโยบายนี้สร้างความเดือดร้อนให้คนชั้นกลางและร้านค้าขนาดเล็กอย่างมาก โดยสรุปได้ว่าภาพความขึงขังที่แสดงออกต่อสภานั้น สวนทางกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด การบริหารงานด้านพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของการทำนโยบายเพื่อภาพลักษณ์ แต่คือความรับผิดชอบต่อปากท้องของคนทั้งประเทศ การที่ “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้ จึงเป็นการสะท้อนความล้มเหลวในการจัดทำนโยบายที่ยั่งยืน และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องแบกรับหนี้ที่ไม่ได้ก่อขึ้นเองโดยไม่จำเป็น

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฟาด “เอกนัฏ” ไหนบอกจะปรับโครงสร้างพลังงาน กลับทำตรงข้ามให้แบกรับหนี้

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง หลังจากที่ไม่ได้รับความร่วมมือจาก สส. ฝ่ายค้านในการลงชื่อเพื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายไชยชนก ชิดชอบ ในประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมจากการครอบครองพื้นที่เขากระโดง

หากพูดถึงเหตุการณ์นี้ เราต้องมองย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ พยายามล่ารายชื่อ สส. เพื่อยื่นต่อประธานสภาฯ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งนอกจาก นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เพียงคนเดียวแล้ว พรรคฝ่ายค้านอื่น ๆ กลับนิ่งเฉย ซึ่งนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ผ่านช่องทางใหม่ที่รัดกุมกว่าเดิม

กางแผนเด็ดหลังฝ่ายค้านไม่เอาด้วย

เมื่อเส้นทางเดิมถูกปิดกั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ จึงปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อเดินหน้าเอาผิดตามกฎหมาย ดังนี้:

  • เปลี่ยนแผนยื่นเรื่องต่อ กกต. เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยไม่ต้องอาศัยรายชื่อ สส.
  • ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิด นายอนุทิน และ นายไชยชนก ในฐานความผิดตาม ม.157
  • เรียกร้องให้ตรวจสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมที่ดิน กรณีละเว้นการเพิกถอนที่ดิน 5,083 ไร่

ความพยายามของ เสรีพิศุทธ์ จ่อสอย อนุทิน-ไชยชนก ปมที่ดินเขากระโดง ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะเขามั่นใจในพยานหลักฐานที่มีอยู่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยจริง การที่หน่วยงานรัฐยังไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิครอบครอง จึงเป็นช่องโหว่ที่เขามองว่าเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน

ในมุมมองส่วนตัวของผู้ติดตามข่าว การเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ในครั้งนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งของกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระไทย ว่าจะสามารถจัดการกับข้อครหาเรื่องจริยธรรมนักการเมืองได้อย่างโปร่งใสหรือไม่ แม้รายชื่อ สส. ฝ่ายค้านจะไม่เพียงพอ แต่การใช้กลไกของ กกต. และ ป.ป.ช. จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าหลักฐานที่เขามีนั้นเพียงพอที่จะสั่นคลอนตำแหน่งของรัฐมนตรีทั้งสองได้หรือไม่ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดว่ามหากาพย์เขากระโดงนี้จะจบลงอย่างไร และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อความไม่ชัดเจนในเรื่องที่ดินสาธารณะรายนี้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ฉุน สส.ฝ่ายค้านไม่ลงชื่อสอย “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อยื่น กกต. – ป.ป.ช. เอาผิดปมเขากระโดง

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวร้อนแรงทางการเมืองล่าสุด เมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ที่ชื่อว่า “ส่องรัฐ” เพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น โดยการอภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโดยภาคประชาชนครับ

อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ของภาครัฐกว่า 1,276 โครงการ รวมงบประมาณมหาศาลถึง 4,271 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการวิเคราะห์จากระบบพบว่าโครงการเหล่านี้วนเวียนอยู่กับบริษัทเอกชนเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งหลายโครงการยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความจำเป็นและอาจมีลักษณะการถือหุ้นไขว้หรือบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเป็นนัยยะสำคัญ

เจาะลึกความโปร่งใสผ่านแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือบทพิสูจน์ความตั้งใจในการยกระดับมาตรฐานภาครัฐให้เข้าใกล้เกณฑ์ OECD มากขึ้น การที่ อภิสิทธิ์ เปิดแพลตฟอร์ม ส่องรัฐ นำร่องตรวจ โครงการ AI ภาครัฐ จะช่วยให้ประชาชนเห็นช่องโหว่ของการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงที่เรามักพบเห็นในกระทรวงสำคัญอย่าง อว., ศธ. และ ดีอี โดยแพลตฟอร์มนี้จะมีฟีเจอร์เด่นๆ ดังนี้:

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงของผู้บริหารบริษัทเอกชน
  • วิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการ AI ที่ภาครัฐอ้างว่าเพื่อประชาชน
  • สืบค้นความสอดคล้องของ TOR กับมาตรฐานสากล
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแจ้งเบาะแสความผิดปกติ

ในฐานะฝ่ายค้าน การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาจัดการข้อมูลถือเป็นวิธีที่แยบยลและสามารถตรวจสอบได้จริงจังมากกว่าการใช้แรงงานคนเพียงอย่างเดียว เพราะระบบสามารถดึงเอาความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของบริษัทต่างๆ ออกมาให้เห็นได้อย่างรวดเร็ว พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำว่าจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหากพบการกระทำที่ส่อถึงทุจริตอย่างร้ายแรง

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำไม่ใช่การของบประมาณมาทำโครงการ AI ราคาแพง แต่คือการเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใสตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบได้โดยตรง หวังว่าในอนาคตอันใกล้ แพลตฟอร์มนี้จะเปิดให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงและเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องเงินภาษีของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” นำร่องตรวจ “โครงการ AI ภาครัฐ”พบวนแค่ 3 กลุ่มบริษัท

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ประเด็นร้อน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทย นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตส.ว. อดีต ส.ส. และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการคัดค้านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล โดยชี้ว่าประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตรุนแรง และการกู้เงินเพิ่มจะทำให้หนี้สาธารณะทะลุเพดาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

“สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรเดชได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยอย่างละเอียด โดยระบุว่าหนี้สาธารณะปัจจุบันพุ่งสูงถึง 12.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า 66% ของ GDP ใกล้แตะเพดาน 70% ที่กฎหมายกำหนด หากทะลุเพดาน ดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลต้องนำเงินงบประมาณจำนวนมหาศาลไปจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะใช้พัฒนาประเทศ นอกจากนี้ วิกฤตปัจจุบันคือต้นทุนการผลิตสูงจากราคาน้ำมัน ไม่ใช่วิกฤตใหญ่โตเหมือนโควิด-19 หรือต้มยำกุ้งในอดีต จึงไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

เหตุผลหลักที่ “สุรเดช” ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายสุรเดชเน้นย้ำว่าการกู้เงินจะกลายเป็นภาระติดตัวประชาชนรุ่นต่อรุ่น หากหนี้สาธารณะแตะ 70% นักลงทุนต่างชาติจะขาดความเชื่อมั่น กลัวไทยกลายเป็นรัฐล้มละลาย ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของเงินกู้ ว่าจะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูงได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ GDP ไทยประมาณ 18.97 ล้านล้านบาท หากหนี้พุ่งถึง 13-14 ล้านล้าน จะเหลือเงินเหลือใช้จ่ายน้อยมาก โดยเฉพาะเมื่อมีรายจ่ายประจำอย่างเงินเดือนข้าราชการ บัตรทอง และโครงการแลนด์บริดจ์ที่อาจต้องกู้เพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท

  • หนี้สาธารณะใกล้เพดาน: เหลือแค่ 3-4% จะทะลุ 70% ส่งผลดอกเบี้ยพุ่ง
  • ไม่ใช่วิกฤตจริง: ต้นทุนสูงจากน้ำมัน เป็นกลไกตลาด ไม่ใช่ภัยพิบัติ
  • ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย: นักลงทุนหนี กลัวล้มละลาย

แนวคิดทางเลือก สนับสนุน “อภิสิทธิ์” แทนการกู้เงิน

นายสุรเดชเห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอทางออกอื่นๆ โดยไม่ต้องกู้เงิน เช่น เพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมันลงทันที รัฐบาลควรปรึกษาผู้มีประสบการณ์อย่างอภิสิทธิ์ แม้จะเป็นฝ่ายค้าน ก็ควรจับมือกันแก้ปัญหาชาติ

นอกจากนี้ นายสุรเดชเสนอให้รัฐบาลเพิ่มรายได้ทางอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการกู้ เช่น

  • เก็บภาษีขาเข้า-ขาออกสนามบิน จาก 700 บาท เป็น 1,000-1,200 บาท
  • ขึ้นภาษีบุหรี่ สุรา เบียร์ 35-50% (สินค้าฟุ่มเฟือย)
  • ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย แบรนด์เนม
  • โปรโมตส่งออก โดยใช้ความชำนาญของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ขยายตลาดต่างประเทศ ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานตามธรรมชาติ

คำเตือนถึง “เอกนิติ” และรัฐบาล

นายสุรเดชสอนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่มองว่าเป็นการช่วยประชาชนระยะยาว ว่า “อย่ามองแต่แง่บวก” ต้องมองแง่ลบด้วย แม้เจตนาดีแต่หากผิดพลาด ใครจะรับผิดชอบ? นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หรือ ครม.? หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เข้าข่าย ก็จะมีปัญหาใหญ่ หากถอนเงินไปแล้วยิ่งแย่ รัฐบาลต้องระวัง อย่าให้เจตนาดีกลายเป็นซ้ำเติมประเทศ

มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรไตร่ตรองทางเลือกอื่นก่อนรีบกู้เงิน การลดภาษีและเพิ่มรายได้จากแหล่งใหม่จะยั่งยืนกว่า สร้างความเชื่อมั่นให้เศรษฐกิจไทยในสายตานานาชาติ คุณคิดอย่างไรกับการค้าน ““สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงกันต่อไปครับ

ที่มา – “สุรเดช” สอน “เอกนิติ” อย่ามองแต่แง่บวก ค้านรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มพวกพ้อง

ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา มีดราม่าร้อนแรงเมื่อ อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อย่างดุเดือด โดยเฉพาะเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมายค้างจากสภาชุดที่แล้วตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ นี่คือประเด็นที่สะท้อนทัศนคติของรัฐบาลได้ชัดเจนที่สุดเลยทีเดียว

อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้อง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ยอมปล่อยผ่าน เขาอภิปรายว่าการเลือกยืนยันร่างกฎหมายบางฉบับแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีใจแคบและเลือกปฏิบัติชัดเจน แม้เขาจะสนับสนุนกฎหมายดีๆ ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของไทย เช่น กฎหมายอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต กฎหมายล้มละลายเพื่อฟื้นฟูกิจการ หรือกฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ควรเพิ่มอำนาจคณะกรรมการกำกับดูแลให้จัดการกลุ่มทุนที่ผูกขาดตลาดได้ทันที โดยไม่ต้องรอพิสูจน์อำนาจเหนือตลาด รวมถึงกฎหมายอากาศสะอาดและกฎหมายบุคลากรทางการศึกษาที่รัฐบาลยืนยันให้เดินหน้า

แต่ปัญหาอยู่ที่ร่างกฎหมายที่รัฐบาล “ไม่ยืนยัน” ซึ่งดูผิดปกติมาก โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบอย่างล้นหลาม แต่รัฐบาลกลับไม่สานต่อตามข้อตกลงเดิม ทำให้กระบวนการประนีประนอมในหมวด 1 และ 2 ต้องเริ่มใหม่ สร้างปมขัดแย้งวนกลับมาอีกครั้ง นี่คือสัญญาณอันตรายสำหรับสังคมไทย

ตัวอย่างชัดๆ ของการเลือกปฏิบัติที่อภิสิทธิ์ชี้

  • กฎหมาย PRTR (รายงานและเคลื่อนย้ายมลพิษ): ภาคประชาชนรวบรวมรายชื่อเสนอ ผ่านกรรมาธิการแล้ว สอดคล้องมาตรฐาน OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม แต่ถูกสั่งหยุดเพราะเป็นร่างจากประชาชน
  • นิรโทษกรรมประชาชน: รัฐบาลอุ้มนิรโทษนักการเมือง แต่ทิ้งนิรโทษประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินที่รัฐรุกเอง
  • กฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม: เพิกเฉยต่อแรงงานยุคใหม่ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในเศรษฐกิจดิจิทัล
  • สวัสดิการ อสม.: ทุกพรรคเคยรักหนาแต่ตอนนี้ทิ้งให้เริ่มใหม่ทั้งหมด

การกระทำแบบนี้ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเลือกอุ้มกฎหมายที่เป็นประโยชน์พวกพ้อง แต่ทิ้งร่างจากภาคประชาชน สะท้อนหัวใจที่ไม่กว้างพอของผู้มีอำนาจ

ผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล

ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่ยังจุดชนวนความขัดแย้งเก่าๆ ให้ฟื้นคืน ถ้ารัฐบาลมีอำนาจบริหาร ก็ต้องเคารพเจตนารมณ์ประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เลือกข้าง การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องฟังเสียงทุกฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มเล็กที่มักถูกมองข้าม

จากมุมมองของอภิสิทธิ์ นี่คือโอกาสให้รัฐบาลทบทวน หันมาให้ความสำคัญกับกฎหมายที่ประชาชนผลักดัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดช่องว่างทางการเมือง สุดท้ายแล้ว ประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการรับฟังและปฏิบัติเพื่อทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับประเด็น อภิสิทธิ์ ฉะรัฐบาลเลือกปฏิบัติ นี้? รัฐบาลควรปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ปมขัดแย้งวนลูป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ฉะรัฐบาลใจแคบเลือกปฏิบัติ อุ้มกฎหมายพวกพ้องแต่ทิ้งร่างภาคประชาชน

ปชป. เตือน พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย สถานการณ์วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง รัฐบาลไทยกำลังเร่งออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อเยียวยาประชาชนและเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานใหม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า ออกมาเตือนว่ามาตรการนี้เสี่ยงทำให้ชาติติดหล่มหนี้สิน แถมยังมีทางออกที่ดีกว่าที่ไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงข่าวเตือน พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2567 นายอภิสิทธิ์ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวที่พรรคปชป. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยยังไม่วิกฤติรุนแรง GDP เติบโต 1.5% ดัชนีอุตสาหกรรมเพิ่ม 0.8% และมูดี้ส์ปรับมุมมองดีขึ้น ธปท. ก็ยืนยันเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือนยังมั่นคง การออก พ.ร.ก.กู้เงินจึงไม่จำเป็นเร่งด่วน และขัดกรอบวินัยการเงินการคลัง

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย เพราะหากกู้ 4 แสนล้านแล้วเอา 2 แสนล้านไปโครงการคนละครึ่งหรือไทยช่วยไทยใน 4 เดือน ถ้าวิกฤติยืดเยื้อหรือเงินเฟ้อพุ่ง จะทำอย่างไรต่อ? หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว การกู้เพิ่มจะซ้ำเติมความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแรงกดดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

ปชป. เสนอทางออก 4 ทางที่ถูกกฎหมาย ชอบรัฐธรรมนูญ และหลักเศรษฐศาสตร์

  • ลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน: น้ำมันดีเซลเหลือ 33 บาท/ลิตร ลดต้นทุนผลิตและขนส่งสินค้า ใช้เงินแค่ 1 ใน 3 ของแผนกู้ 4 เดือน ของถูกลงทั้งระบบ
  • เก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น: ราคาน้ำมันลดเหลือ 30 บาท/ลิตร รายได้รัฐเพิ่ม เศรษฐกิจมั่นคง โรงกลั่นกำไรโชกจากราคาน้ำมันแพง
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานด้วยไบโอดีเซล B20 B50: สนับสนุนน้ำมันปาล์ม ชาวสวนปาล์มได้ประโยชน์ ลดพึ่งพาน้ำมันดีเซลนำเข้า ปรับเครื่องยนต์ยานยนต์ในประเทศ สร้างมูลค่าในไทยมากกว่าสนับสนุน EV หรือโซลาร์รูฟที่ยังพึ่งต่างชาติ
  • ออก พ.ร.บ.โอนงบค้างท่อ: นำเงินเก่าเติมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แก้ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้ใหม่
นายกรณ์ จาติกวณิช พูดถึงกำไรโรงกลั่น

กรณ์ ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอยทันที

นายกรณ์ ชี้ผลประกอบการไทยออยล์ไตรมาส 1/2567 กำไร 19,481 ล้านบาท เพิ่ม 456% จากปีก่อน สูงกว่ากำไรทั้งปี 2566 ถึง 30% จาก 3 สาเหตุหลัก

  • ปล่อยกักตุนน้ำมันก่อนสงคราม ไม่ตรวจสต็อก แล้วขายแพงหลังสงคราม
  • ค่าการกลั่นพุ่ง 16-17 บาท/ลิตร
  • ราคาน้ำมันโลกสูง สร้างกำไรลาภลอย ขณะประชาชนเดือดร้อน
กราฟกำไรไทยออยล์ไตรมาสแรก

รัฐบาลแก้ต้นตอไม่ได้ แต่ใช้เป็นข้ออ้างกู้เงิน รูปแบบกำหนดราคาน้ำมันยังอิงสิงคโปร์ ไม่ปรับใหม่ ลดภาษีสรรพสามิตทำง่ายแต่ไม่ทำ ปชป. ย้ำต้องแก้ที่ต้นเหตุ ลดราคาน้ำมันจริง ไม่ใช่เยียวยาชั่วคราวที่เสี่ยงรั่วไหลเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

การตัดสินใจนโยบายการเงินต้องรอบคอบ เพื่อไม่ให้เพิ่มหนี้สินให้ลูกหลาน สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจระยะยาว คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอปชป. หรือไม่? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขึ้น!

ที่มา – ปชป. เตือนรัฐออก พ.ร.ก.กู้เงิน พาชาติเสี่ยงติดหล่ม ซัดโรงกลั่นรวย บี้เก็บภาษีลาภลอย

อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

ข่าวการเมืองร้อนแรงในสัปดาห์นี้ เมื่อ อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. อย่างเป็นทางการ พรรคประชาธิปัตย์เตรียมประกาศตัวบุคคลที่จะสู้ศึกใหญ่ชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สายตาคนการเมืองและประชาชนกำลังจับจ้องไปที่งานนี้ เพราะการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ถือเป็นสนามสำคัญที่สะท้อนพลังของแต่ละพรรค

อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากงาน “AI Demo Day: Bangkok Builders Edition” ที่พรรคประชาธิปัตย์จัดขึ้นเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ โกดังโรงงานยาสูบ 5 กรุงเทพฯ งานนี้รวมสุดยอดผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากไทยและต่างประเทศ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะตามมา

ในงานนี้ มีบุคคลที่น่าสนใจโผล่ร่วมหลายราย โดยเฉพาะ นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดินทางมาร่วมงานพร้อมนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ กทม. และได้สนทนากับนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค

อนุชา บูรพชัยศรี ลาออกจากภูมิใจไทย ส่อเข้าร่วมประชาธิปัตย์

นายอนุชาเปิดเผยว่า เขามาร่วมงานในฐานะอดีต ส.ส. คลองเตย และยืนยันว่าลาออกจากพรรคภูมิใจไทยเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน โดยพรรคทราบกระบวนการครบถ้วน เมื่อถูกถามว่าจะกลับมาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เขาตอบแบบมีนัยว่า “ตนมาดูงาน แต่อนาคตอาจจะมาร่วมงานกับพรรค” ทำให้หลายคนมองว่านายอนุชาคือตัวเต็งหนึ่งในการชิงตำแหน่งนี้

ภาพงาน AI Demo Day พรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ ยังมี ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา อีกหนึ่งตัวเต็งที่ปรากฏตัวในงาน สวมเสื้อสีฟ้า อดีตเลขานุการนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบริหาร LINE Plus (บริษัทแม่ของ LINE Thailand) เคยเป็น CEO LINE ประเทศไทยและผู้บริหาร Google ประเทศไทย ดร.พิเชษฐ์ระบุว่า มาร่วมในฐานะคนวงการไอที

จับตาอีกตัวเต็ง พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ชาย IT สายผู้ว่าฯ

เมื่อสื่อถามนายอภิสิทธิ์ถึงเรื่องผู้สมัคร เขากล่าวทีเล่นทีจริงว่า “ขอให้รอวันที่ 16 พฤษภาคมนี้ ที่พรรคจะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรค” โดยไม่ยอมรับหรือปฏิเสธว่าดร.พิเชษฐ์คือคนนั้น สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้สื่อข่าวและนักการเมือง

การปรากฏตัวของทั้งสองคนในงาน AI ชี้ให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์กำลังมองหาผู้สมัครที่มีวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนากรุงเทพฯ ในยุคดิจิทัล การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้คาดว่าจะเข้มข้น เพราะมีคู่แข่งจากหลายพรรค เช่น พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทย

  • จุดเด่นของอนุชา: ประสบการณ์การเมืองท้องถิ่น พื้นที่คลองเตยแข็งแกร่ง
  • จุดเด่นของพิเชษฐ์: ความเชี่ยวชาญ IT สามารถผลักดัน Smart City ได้จริง
  • กลยุทธ์ประชาธิปัตย์: ใช้ AI และนวัตกรรมเป็นจุดขาย

นอกจากนี้ พรรคยังเน้นนโยบายแก้ปัญหาประชาชน เช่น จราจร น้ำท่วม และเศรษฐกิจท้องถิ่น ซึ่งเป็น pain points ของคนกรุง

ในมุมมองของผู้เขียน อภิสิทธิ์ ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. นี้คือสัญญาณว่าประชาธิปัตย์พร้อมกลับมาครองกรุงเทพฯ อีกครั้ง ด้วยผู้สมัครรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ หากคุณคิดว่าใครจะเป็นตัวจริง? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามอัปเดตการเมืองเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ของเรา!

การเลือกตั้งครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ อย่างไร รอติดตามกันในวันที่ 16 พ.ค. นี้นะครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. 16 พ.ค. จับตาอีกตัวเต็ง “พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา”

Scroll to top