อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์

“อนุทิน” ใส่บูทลุยน้ำท่วม โชว์พายเรือ-ด้านประธานดิ่ง ส่งภาพขอลายเซ็น

ในสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประสบภัยอย่างใกล้ชิด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติ

“อนุทิน” ใส่บูทลุยน้ำท่วม โชว์พายเรือ-ด้านประธานดิ่ง ส่งภาพขอลายเซ็นเป็นที่ระลึก

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 10.40 น. นายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังจุดประจำของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลบางบาล เพื่อทักทายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติงานอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางสภาพน้ำท่วมขังที่ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่

จากนั้น นายกฯ อนุทิน ได้สวมรองเท้าบูทกันน้ำ เดินลุยไปตามถนนที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนของประชาชน โดยแวะเวียนไปยังร้านขายก๋วยเตี๋ยวของแม่ค้าท้องถิ่น แม่ค้าที่พบแจ้งว่าน้ำท่วมทำให้การขายของไม่ดีในวันนี้ นายกฯ จึงแสดงน้ำใจด้วยการควักเงินส่วนตัวมาซื้อก๋วยเตี๋ยวทั้งหม้อ บอกให้แจกจ่ายให้ชาวบ้านแถวนั้นฟรีๆ ไม่ต้องเก็บเงิน ซึ่งเป็นภาพที่อบอุ่นหัวใจและแสดงถึงความเป็นกันเองของผู้นำ

การลุยน้ำท่วมและมอบถุงยังชีพ

ไม่หยุดแค่นั้น นายกฯ อนุทิน ยังเดินลุยน้ำที่สูงถึงหัวเข่า เข้าสู่บ้านของประชาชนที่ขายของชำ โดยพูดคุยสอบถามความเป็นอยู่ สภาพความเสียหายภายในบ้าน และมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน นอกจากนี้ ยังอุดหนุนสินค้าท้องถิ่นอย่างมะม่วงดองหลายถุง ก่อนเปิดถุงชิมและแจกให้เจ้าหน้าที่กับสื่อมวลชนด้วย

ระหว่างทาง ชาวบ้านคนหนึ่งได้ขอร้องให้นายกฯ หาทางแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นายกฯ ตอบรับด้วยความจริงใจว่า “วิธีแก้มี แต่ตอนนี้ยังขาดงบประมาณ” พร้อมรับพรจากประชาชนที่หวังให้ได้บริหารต่อในสมัยหน้า ก่อนยกมือไหว้และตะโกนให้กำลังใจชาวบ้านที่พายเรืออยู่อีกฟาก

เวลา 10.50 น. นายกฯ และคณะขึ้นเรือที่ชาวบ้านพาย เพื่อเข้าถึงบ้านที่ถูกน้ำท่วมหนักเกือบครึ่งหลังคา มอบถุงยังชีพและนั่งล้อมวงพูดคุยกับผู้ประสบภัย ชาวบ้านนำนมถั่วเหลือง กล้วยไข่ และน้ำดื่มมามอบให้ นายกฯ แบ่งปันให้ทุกคนในคณะ สร้างบรรยากาศอบอุ่นท่ามกลางวิกฤต

หลังจากลงเรือ นายกฯ เปิดเผยว่าประชาชนมีขวัญกำลังใจดี รัฐบาลจะเร่งโครงการระบายน้ำเพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องอพยพประชาชนกลุ่มเปราะบาง เพราะมีครอบครัวดูแล และน้ำในพื้นที่ไหลมาเร็วแต่ก็ไหลออกเร็วเช่นกัน เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ระดับน้ำต่ำกว่า แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังพื้นที่อื่นๆ เช่น อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะปัญหาดินโคลนไหล ซึ่งกรมชลประทานกำลังเร่งสร้างพนังกั้นน้ำ แม้จะไม่เสร็จทันทีแต่ดีขึ้นกว่าปีก่อน

โชว์ลีลาพายเรือท้องแบนสุดประทับใจ

ไฮไลต์ของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือตอนที่นายกฯ อนุทิน ลงเรือทดลองพายเรือท้องแบน โดยมีชาวบ้านนั่งร่วมด้วย ตามด้วยนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่พายเรือลำอื่นๆ นายกฯ เล่าว่าตอนเด็กเคยพายเรือที่จังหวัดนครปฐม บ้านอยู่ติดคลอง และติดตลกด้วยสำเนียงใต้ว่าเป็น “เด็กคอนถม” ซึ่งทำให้ทุกคนหัวเราะและผ่อนคลาย

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะ ส.ส.อยุธยา กล่าวเสริมว่าปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมวิกฤต แต่ยังไม่รุนแรงเท่าปี 2565 ที่น้ำสูงเกิน 1 เมตร

ก่อนกลับ ชาวบ้านหญิงคนหนึ่งรอพบเพื่อสะท้อนปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ตัดพ้อว่าชาวบางบาลเหมือนถูกสาป นายกฯ แตะไหล่ปลอบว่า “อย่างนี้ไม่ไหว” และรับฟังข้อเสนอเรื่องย้ายชุมชน นอกจากนี้ ยังได้รับของฝากอย่างน้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด และไข่เจียวชะอม ซึ่งนายกฯ สัญญาจะนำไปกิน

หลังจากนั้น เวลา 12.45 น. นายกฯ อนุทิน เข้าร่วมมื้อเที่ยงกับรัฐมนตรีและผู้บริหารที่ร้านกรุงเก่า “เตี๋ยวเรือ” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ร่วมวง

ช่วงท้าย มีเซอร์ไพรส์จากบุตรธิดาของนายสำเริง อดิษะ หรือ “ประธานดิ่ง” นายกสมาคมกีฬามวยไทยนายขนมต้ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำรูปภาพนายกฯ สวมชุดเสนามาตย์ ในท่ายืนและนั่ง มาขอลายเซ็นพร้อมข้อความที่ระลึก เช่น “ขอมอบให้เป็นที่ระลึกถึงความเป็นเพื่อนแท้ระหว่างผมและท่านประธานดิ่ง” และ “ขอมอบภาพนี้ให้ท่านประธานดิ่ง ด้วยความรักดุจพี่ชายแท้ๆ” ก่อนรีบกลับ สร้างความประทับใจและแสดงถึงความสัมพันธ์อันดี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของนายกฯ อนุทิน ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนมีกำลังใจสู้ต่อไป ท่ามกลางภัยน้ำท่วมที่ยังคงเป็นปัญหาค้างคา หากคุณกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม ลองแบ่งปันประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนและหาทางออกด้วยกัน

  • น้ำท่วมบางบาล: สถานการณ์ล่าสุด
  • โครงการระบายน้ำของรัฐบาล
  • วิธีป้องกันตัวเองจากน้ำท่วม

การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใกล้ชิดประชาชนอย่างไร ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างของผู้นำที่แท้จริงที่ลงมือทำมากกว่าแค่พูด

ที่มา – “อนุทิน” ใส่บูทลุยน้ำท่วม โชว์พายเรือ-ด้านประธานดิ่ง ส่งภาพขอลายเซ็นเป็นที่ระลึก

“ภูมิธรรม” เร่งแก้ ปัญหาที่ดินเขากระโดง สั่งเรียกหน่วยงานหารือ

จากกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยได้เชิญรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และปลัดกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมหารือ ณ ทำเนียบรัฐบาล

การประชุมดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 16.30 น. ณ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีบุคคลสำคัญเข้าร่วม อาทิ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อธิบดีกรมที่ดิน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอธิบดีกรมโยธาธิการ

นายภูมิธรรม เปิดเผยก่อนการประชุมว่า การหารือครั้งนี้เป็นการติดตามงานที่คั่งค้างและต้องการเร่งรัดให้งานเดินหน้าอย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก ทั้งนี้ นายภูมิธรรมเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ดีที่สุดและไม่ให้เกิดความสะดุด

ภายหลังการประชุม นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การหารือเป็นการติดตามความคืบหน้าของงบประมาณและเรื่องการกระจายอำนาจ

ขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า มีหลายเรื่องที่ได้หารือกัน และนายภูมิธรรมจะเป็นผู้ให้สัมภาษณ์ในรายละเอียดต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งของการหารือเกี่ยวข้องกับปัญหาที่ดินเขากระโดง และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า “ใกล้แล้ว” ซึ่งบ่งชี้ว่า DSI กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการเข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวนในประเด็นนี้

“ภูมิธรรม” เร่งแก้ ปัญหาที่ดินเขากระโดง

ปัญหาที่ดินเขากระโดง ถือเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาที่ดินที่ยืดเยื้อมานาน

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ปัญหาที่ดินเขากระโดง

แม้ว่ารายละเอียดของการหารือยังไม่ได้รับการเปิดเผยทั้งหมด แต่การที่ DSI พิจารณาที่จะรับปัญหาที่ดินเขากระโดง เป็นคดีพิเศษ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญว่าหน่วยงานภาครัฐกำลังให้ความสนใจและพร้อมที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างจริงจัง

  • การเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยนายภูมิธรรม
  • การพิจารณาของ DSI ในการรับเป็นคดีพิเศษ
  • ความคาดหวังของประชาชนในการแก้ไขปัญหาที่ดินอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาที่ดินเขากระโดง จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การแก้ไขปัญหาที่ดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและซับซ้อน การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เรียก รมต.-มท.-DSI ลุยคุยงาน ปัญหาที่ดินเขากระโดง

ปลัด มท. ยัน “หลวงพ่ออลงกต” คนละเลขบัตรประชาชน

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน กระทรวงมหาดไทยสั่งตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตรงกับของนายอลงกต พลมุข ข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นคนละคนกัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ถึงกรณีดังกล่าวว่า สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันว่าเลขบัตรประจำตัวประชาชนของแต่ละบุคคลจะไม่ซ้ำกัน และได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนแล้วว่า เลขบัตรประชาชนของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยหลวงพ่ออลงกต นามสกุลเดิม พูลมุข (มีสระอู) ขณะที่นายอลงกต พลมุข (ไม่มีสระอู) ที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน ทำให้เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานทางทะเบียนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบคือ การนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปทำธุรกรรมของธนาคาร ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการใช้เลขบัตรของผู้เสียชีวิต ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการปกครองตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะทราบผล

ทั้งนี้ ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2503 และนายอลงกต ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน และเลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกัน

หลวงพ่ออลงกต

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ข้อมูลของหลวงพ่ออลงกต ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปี 2552 ไม่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ แต่มีการนำเลขบัตรประชาชนไปใช้ทำธุรกรรมหรือออกหนังสือราชการ ซึ่งอาจมีความผิด ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบว่า เป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ทำไว้ตั้งแต่มีการทำบัตรประชาชน แต่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกองทุนอาทรประชานาถของวัดพระบาทน้ำพุ ที่อาจมีการนำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตไปเปิดเป็นพร้อมเพย์ ซึ่งนายอรรษิษฐ์ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงใช้เลขของผู้เสียชีวิต เนื่องจากเลขของหลวงพ่ออลงกตนั้นเป็นคนละเลขกัน และต้องตรวจสอบผู้ที่นำไปใช้ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ตอบว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และน่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งหากมีความคืบหน้าก็จะมีการรายงานมายังกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เลขบัตรประชาชน

จากกรณีนี้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ เราจึงควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าทุกข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วก็ตาม การตรวจสอบซ้ำและการยืนยันข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สรุปได้ว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต และจะดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

ที่มา – ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

Scroll to top