อาชญากรรมข้ามชาติ

“เอกนิติ” ปัดเอี่ยว “เบน สมิธ” จริงหรือ?

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ บุคคลที่กำลังเป็นข่าวเรื่องการยึดทรัพย์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเกี่ยวข้องของทั้งสองคน ล่าสุด นายเอกนิติได้ออกมา**ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”** แล้ว โดยชี้แจงว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถ่ายในงานหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียลเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นภาพที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และบุคคลอื่นๆ ร่วมเฟรมเดียวกัน นายเอกนิติชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวถ่ายไว้เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ก่อนการระบาดของโควิด-19 ซึ่งในงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก รวมถึงนายเบน สมิธ ซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ภาพที่ปรากฏนั้นเป็นภาพจากงานเลี้ยงในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานหลายสิบคน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชนจากหลากหลายวงการ นายเอกนิติระบุว่าตนเองเป็นเพียงหนึ่งในผู้ร่วมงานเช่นเดียวกับแขกท่านอื่นๆ ที่ไปร่วมพบปะพูดคุยกันตามธรรมเนียมในโอกาสงานสังคมทั่วไป

“เอกนิติ” ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”

ใจความสำคัญของการชี้แจง คือ นายเอกนิติยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชี้แจง “เอกนิติ” ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”

การออกมา**ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”** ของนายเอกนิติในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยและยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง หลังจากที่มีภาพปรากฏร่วมกับบุคคลที่เป็นข่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน

  • ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าที่ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อน
  • เป็นงานเลี้ยงที่มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากจากหลากหลายวงการ
  • นายเอกนิติยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายใดๆ

ถึงเเม้ว่านายเอกนิติจะได้ออกมา**ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”** แล้ว เเต่กระเเสวิพากษ์วิจารณ์ยังคงมีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการปรากฏภาพร่วมกับบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้แสดงความชัดเจนในจุดยืนของตนเอง และพร้อมให้ความร่วมมือหากมีการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติม

การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนของนายเอกนิติในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงานของนักการเมือง

ที่มา – “เอกนิติ” ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ” อ้างร่วมเฟรมภาพในหลักสูตรคอร์สของ สตช.

วิโรจน์จี้! **ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา**

“วิโรจน์” หวั่นไทยถูกขึ้นบัญชีดำ ลูบหน้าปะจมูก “สแกกมเมอร์” พร้อมจี้ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา แนะต้องตรวจสอบย้อนหลังถึงยุค คสช. พร้อมขยายผลสอบมาเฟียข้ามชาติ

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายวิโรจน์ ลักษณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มนักโทษชาวจีนเทาว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหามาเฟียข้ามชาติ หรือกลุ่มทุนจีนเทาที่กำลังเข้ามามีอิทธิพลและสร้างความเสียหายอย่างหนักในประเทศไทย การที่นักโทษจีนเทาได้รับการปรนเปรอและได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ ในเรือนจำเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ แสดงให้เห็นว่ามาเฟียเหล่านี้สามารถสร้างอาณาจักรในคุกได้อย่างสุขสบาย และอาจอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าผู้บริหารเรือนจำด้วยซ้ำ

นายวิโรจน์บอกต่อว่า จีนเทาเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงิน สร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญ (ธุรกิจที่เน้นบริการเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนโดยไม่จ่ายภาษี) ทำให้ธุรกิจสุจริตของคนไทยในพื้นที่ท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เกาะพะงัน ไม่สามารถอยู่รอดได้ ตนอยากตั้งคำถามว่า มีการสืบสวนสอบสวนว่าผู้บริหารเรือนจำยอมเป็นลูกสมุนรับใช้ให้พวกมาเฟียข้ามชาติเหล่านี้หรือไม่

รองหัวหน้าพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า ข้อสังเกตถึงการเข้ามามีอำนาจของมาเฟียข้ามชาติในไทย โดยเฉพาะประเด็นธุรกิจ “ศูนย์เหรียญ” ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามามีอำนาจ มาเฟียข้ามชาติหรือจีนเทาที่เข้ามาในไทยเหล่านี้ เสวยอำนาจสร้างอาณาจักรศูนย์เหรียญตั้งแต่เมื่อไหร่ ตั้งแต่ยุค คสช. ไม่ใช่หรือ และไม่กลัวมาตรา 44 ในยุคนั้น

นายวิโรจน์เน้นย้ำว่า ในยุคที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี มีมาตรา 44 อยู่ในมือ สามารถสั่งการอะไรก็ได้แต่ทำไมจีนเทามาเฟียข้ามชาติที่ชั่วช้าถึงไม่กลัวมาตรา 44 แต่กลับเป็นเพียงประชาชนที่ทุจริตเท่านั้นที่กลัว ดังนั้นหากจะสืบสวนขยายผลย้อนหลัง ต้องย้อนไปตรวจสอบตั้งแต่ในยุค คสช. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนจำเป็นไปไม่ได้ที่ ผบ.เรือนจำจะกล้าทำเพียงลำพัง อาจมีนักการเมืองชั่วเข้ามาเกี่ยวข้องและรับสินบนจากมาเฟียข้ามชาติเหล่านี้

นายวิโรจน์บอกด้วยว่า เงินจากแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงออนไลน์เฉพาะในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 115,300 ล้านบาทต่อปี (วันละ 316 ล้านบาท) เงินเหล่านี้จำเป็นต้องถูกฟอกและนำไปสร้างอาณาจักรเพื่อติดสินบนเจ้าหน้าที่ ตนสงสัยว่าเหตุใดจึงมีการตัดตอนการสอบสวนเฉพาะที่ผู้บัญชาการเรือนจำเท่านั้น ทั้งที่มีความผิดมูลฐานเกิดขึ้นแล้ว และเกี่ยวข้องกับมาเฟียข้ามชาติ ปปง.ต้องสืบเส้นทางการเงินของข้าราชการทุกคนที่เกี่ยวข้องในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และต้องใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติมาใช้ในการสืบสวนขยายผล อายัดทรัพย์ และติดตามเส้นเงินของมาเฟียข้ามชาติ

นายวิโรจน์แสดงความกังวลว่า การที่ประเทศไทยไม่สกัดกั้นทุนเทาข้ามชาติอย่างเด็ดขาด อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “คู่หูโจร” ที่คอยเอาเงินสกปรกจากแก๊งสแกมเมอร์ที่กัมพูชามาเก็บให้ และอาจส่งผลให้องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามการฟอกเงินของโลกพิจารณา ติดบัญชีเทาและแบล็คลิสต์ให้กับทั้งกัมพูชาและไทย

วิโรจน์จี้! ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา

สถานการณ์เรื่องทุนสีเทาในประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง และต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การปล่อยปละละเลยอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิม

ทำไมต้องล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา?

การล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทาถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อ:

  • สร้างความโปร่งใสและความยุติธรรมในระบบราชทัณฑ์
  • ป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนสีเทา
  • รักษาภาพลักษณ์ของประเทศ

การปล่อยให้มี “คุก VIP” ที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักโทษบางกลุ่ม เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของข้าราชการที่เกี่ยวข้อง และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จะเป็นหนทางนำไปสู่การล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทาอย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อขจัดปัญหาทุนสีเทาให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย

ที่มา – “วิโรจน์” จี้ล้างบางคุก VIP รับใช้ทุนเทา ต้องตรวจสอบย้อนหลังใครอำนวยความสะดวก

ตร.ลุย! ปราบปรามสแกมเมอร์ วาระแห่งชาติ

ตำรวจเน้นย้ำ! การปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง พร้อมเดินหน้าเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อปกป้องประชาชนจากภัยร้ายเหล่านี้

ล่าสุด ได้มีการจับมือกับ 6 ประเทศ เพื่อร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของตำรวจในการร่วมมือกับรัฐบาลและเหล่าทัพ เพื่อปกป้องอธิปไตยไทยในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษก ตร. แถลงถึงความคืบหน้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ยกระดับให้เป็นภารกิจสำคัญที่ตำรวจทุกนายต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สืบเนื่องจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก

ผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจ โดยสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้กว่า 7,000 คน ซึ่งรวมถึงอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท, ซิมผีบัญชีม้า, การลักลอบนำคนไปทำงานเป็นสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน, และการจับกุมเว็บไซต์การพนัน พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 41 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อปิดกั้นแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์ และสำรวจเสาสัญญาณในประเทศเพื่อนบ้านกว่า 1,600 จุด ที่มีการลักลอบใช้อินเทอร์เน็ต

ปราบปรามสแกมเมอร์ วาระแห่งชาติ

ในส่วนของมาตรการในต่างประเทศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อหารือเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติประเภทสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญอย่างยิ่ง

พล.ต.ท.จิรภพ ได้เข้าร่วมประชุมกับ 6 ประเทศ ได้แก่ จีน, ไทย, เมียนมา, ลาว, กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งกำลังเผชิญกับภัยคุกคามในลักษณะเดียวกัน โดยมีนายหลิว จงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้หารือถึงสถานการณ์การหลอกลวงข้ามชาติและโทรคมนาคมออนไลน์ ที่ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคม

ที่ประชุมได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการปราบปรามสแกมเมอร์และจัดการอาชญากรรมฉ้อโกงทางโทรคมนาคม โดยมีข้อตกลงที่สำคัญหลายประการ อาทิ:

  • ทุกประเทศจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในเขตแดนของตนและจะไม่ปล่อยให้มีแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศ
  • ปฏิบัติการกวาดล้างเขตนิคมที่เป็นฐานพนันออนไลน์
  • จับกุมผู้ต้องสงสัย
  • ประสานงานเก็บหลักฐานในคดีและแลกเปลี่ยนพยานหลักฐาน
  • ส่งมอบพยานหลักฐานทางคดีระหว่างกัน
  • ส่งตัวผู้ต้องหากลับไปยังประเทศที่ต้องการตัว
  • อายัดทรัพย์สินนำมาคืนให้กับผู้เสียหาย
  • พัฒนางานประสานคดีข่าวกรองข้ามแดนร่วมกัน
  • สนับสนุนปฏิบัติการระหว่างภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
  • แลกเปลี่ยนศึกษาดูแลแพลตฟอร์ม
  • ดูแลเรื่องคริปโตเอ็กซ์เชนจ์ให้โปร่งใสยุติธรรม

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากความร่วมมือที่มีอยู่เดิม และคาดว่าจะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล เพื่อปกป้องประชาชนชาวไทยจากการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และจะดำเนินการเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมมือกับรัฐบาลและเหล่าทัพเพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศในทุกมิติ

ความสำคัญของการปราบปรามสแกมเมอร์

การปราบปรามอาชญากรรมสแกมเมอร์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ การหลอกลวงออนไลน์สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและความเชื่อมั่นของประชาชน การดำเนินการเชิงรุกและร่วมมือกับนานาชาติจะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอาชญากรรมดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ตร.เน้นย้ำ ปราบปรามสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ เดินหน้าเชิงรุกปราบทั้งใน-ต่างประเทศ

ปชป. เปิด “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” โยงอดีตรัฐมนตรี

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี เดินหน้ารวบรวมข้อมูลส่งหัวหน้าพรรคฯ ยื่น ปปง.-กลต.-ดีเอสไอ สอบต่อ ยืนยันทำการเมืองสุจริต

วันที่ 17 พ.ย. 2568 ร้อยตำรวจเอกพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเดินหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในการเดินหน้าทำการเมืองสุจริต ขจัดทุนเทา ผู้มีอิทธิพล รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ผ่านแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคฯ หลังสหรัฐอเมริกา กำลังออกร่างกฎหมายการต่อต้านสแกมเมอร์ และมีแบล็คลิสต์ 43 รายชื่อ ซึ่งหาก 43 คนดังกล่าว เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็จะต้องดำเนินการโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกตรวจสอบจากนานาชาติ และตกเป็นเป้าสายตานานาชาติเป็นแหล่งฟอกเงิน โดยยืนยันว่า ไม่ได้มุ่งหวังโจมตีทางการเมือง แต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบของคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ พบการกระทำต้องสงสัยของบุคคล เช่น นายยิม เลี๊ยก นักธุรกิจชาวกัมพูชา, นายเบญจามินทร์ เมาเออร์เบอร์เกอร์ นักธุรกิจและล็อบบี้ยิสต์ รวมถึงยังเชื่อมโยง บริษัท และสถาบันการเงิน ทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น B.I.C. BANK CAMBODIA และ B.I.C. BANK LAOS ที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น บริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 330 บาท แต่สามารถซื้อบริษัทที่มีทุนขนาดใหญ่ และกู้เงินได้มากกว่า 600 ล้านได้ หรือรวมถึงบริษัทที่หลีกเลี่ยงกฎหมาย พยายามนำต่างด้าวมาเป็นนอมินีถือหุ้นอย่างซับซ้อน เพื่อให้เกินร้อยละ 49 ตามที่กฎหมายไทยจำกัด หรือเชื่อมโยงบริษัทพลังงานใหญ่ของประเทศ ซึ่งเกี่ยวพันกับอดีตรัฐมนตรีช่วยคนหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์เตรียมแถลงข้อเรียกร้อง

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคฯ จะใช้หลักสากลมาตรวจสอบ โดยเฉพาะธุรกรรมการเงิน เพื่อให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งต่อให้หน่วยงานเกี่ยวข้องของรัฐตรวจสอบ เช่น ปปง., กลต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่ออายัดเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงถึงการเมือง เพราะหลายเหตุการณ์มีการตั้งข้อสังเกต มีบุคคลพยายามเข้ามาถือหุ้นบริษัทพลังงานไทย และยังอาจโยงถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และความสูญเสียทรัพย์สินของประชาชนด้วย พร้อมเปิดเผยอีกว่า เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ รวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้น หัวหน้าพรรคฯ จะมีการแถลงข้อเรียกร้อง และข้อเสนอของพรรคฯ

ส่วนที่ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ไม่เคยมาแตะเรื่องเหล่านี้นั้น ร้อยตำรวจเอกพงศกร ชี้แจงว่า ที่ผ่านมาพรรคฯ มีการดำเนินการตลอด ตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย แต่ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน อาจไม่ได้ดำเนินการ แต่ก็ถือเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการช่วยกันตรวจสอบ โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคประชาธิัตย์ ที่ยึดถือการเมืองสุจริต จึงต้องการทำให้เป็นตัวอย่างการเมืองสุจริต เพราะหากการเมืองทุจริต ก็จะเป็นปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น เช่น ดีลลับ เรื่องเทา หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยยืนยันว่า พรรคฯ จะทำเพื่อประโยชน์ประเทศ หลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังจะมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อให้สังคมเห็นความเชื่อมโยง และให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการต่อไป

แคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามที่จะชี้ให้เห็นถึงปัญหาการฟอกเงินและอาชญากรรมข้ามชาติที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย การตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สังคมตระหนักถึงภัยคุกคามเหล่านี้ และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” เผยข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติฟอกเงินโยงอดีตรัฐมนตรี

เร่งขับไล่! **กำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับ**

นายกรัฐมนตรี กำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับประเทศต้นทาง ย้ำ ไทยไม่ใช่พื้นที่พักพิงหรือแหล่งกระทำผิดอาชญากรรมข้ามชาติ ลั่น รัฐบาลดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อเนื่อง

วันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เมื่อเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการตรวจติดตามการปฏิบัติหน้าที่ส่งกลับบุคคลต่างชาติที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยย้ำว่า รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการเร่งรัดการส่งกลับผู้ลักลอบเข้าเมืองให้กลับประเทศต้นทางโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้ประเทศไทยต้องแบกรับภาระด้านงบประมาณและบุคลากรในการดูแลผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นเวลานาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามมาตรการทางกฎหมายและทางการทูต ไทยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากประเทศต้นทางในการรับตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีต่อในประเทศของตน ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของรัฐ เช่น ค่าอาหาร ค่าควบคุมตัว ค่าน้ำค่าไฟ และบุคลากรที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลในระหว่างถูกคุมขัง ทั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดตาก มีผู้ต้องหาที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเกือบ 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่หนีความรุนแรงจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา โดยไทยหารือและประสานกับเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อให้รัฐบาลอินเดียรับตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ถือเป็นความร่วมมือที่เกิดผลเป็นรูปธรรม และไทยมีแนวทางที่จะดำเนินการในลักษณะเดียวกันกับประเทศอื่นๆ กว่า 20 ประเทศ

พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจที่ถูกกฎหมาย เพื่อป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นช่องทางผ่านหรือฐานปฏิบัติการของกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น กลุ่มสแกมเมอร์ หรือผู้ค้ามนุษย์ ซึ่งบางส่วนหลบหนีการปราบปรามในประเทศเพื่อนบ้านแล้วกลับเข้ามาในไทย

“เราไม่ใช่ที่ให้เขามาพำนักพักพิง ถึงแม้จะอยู่ในเรือนจำเราก็ยังต้องเสียค่าใช้จ่าย ดังนั้น เราจึงต้องเร่งกำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับออกไปให้เร็วที่สุด”

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า ได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกรณีที่ประเทศต้นทางไม่มีเที่ยวบินมารับตัวผู้ต้องหา หากคำนวณค่าใช้จ่ายในการควบคุมตัวและดูแลระยะยาวแล้วสูงกว่าค่าตั๋วเครื่องบิน ควรพิจารณาส่งกลับโดยเร็ว พร้อมยืนยันว่าไทยจะใช้ทุกมาตรการตามกฎหมาย รวมถึงการเนรเทศเพื่อให้ผู้กระทำผิดกลับประเทศต้นทางโดยเร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในด้านการสืบสวน ติดตามเส้นทางการเงิน การฟอกเงิน การยึดและอายัดทรัพย์ เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมให้ได้ผลเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้หารือกับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต่อมาตรการ 3 ตัด ได้แก่ ตัดไฟ ตัดเชื้อเพลิง และตัดสัญญาณ ในพื้นที่ชายแดนที่เป็นแหล่งรวมของขบวนการค้ามนุษย์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ พร้อมกำชับให้ศุลกากรเข้มงวดไม่ให้สินค้าหรืออุปกรณ์ที่ใช้กระทำความผิดลักลอบเข้าประเทศ ก่อนกล่าวในช่วงท้ายว่า ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องซับซ้อน มีเครือข่ายกว้างขวางและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การใช้ Starlink หรือช่องทางธรรมชาติบริเวณลำน้ำโขงในการลักลอบเข้าประเทศ รัฐบาลจึงต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานอย่างบูรณาการเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนไทย.

กำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับ

จากนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับประเทศต้นทางนั้น ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของชาติและการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ การผลักดันผู้กระทำผิดให้กลับไปรับโทษในประเทศของตนเอง เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าประเทศไทยไม่ใช่แหล่งพักพิงของผู้กระทำผิดกฎหมาย

ความสำคัญของการกำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับ

  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลผู้ต้องหา
  • ป้องกันการใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการก่ออาชญากรรม
  • รักษาความมั่นคงของประเทศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรม

รัฐบาลยังคงต้องเดินหน้ามาตรการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในสังคม

ที่มา – กำชับเร่งผลักดันผู้ลักลอบเข้าเมืองกลับ นายกฯ ย้ำ ไทยไม่ใช่แหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ

10 พ.ย. “อนุทิน” บินด่วนไปแม่สอด ส่งกลับอินเดีย

วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมบินด่วนไปแม่สอด เพื่อติดตามการส่งกลับชาวอินเดียที่ลักลอบเข้าประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามสแกมเมอร์ ดูแลความมั่นคงชายแดน และลดอาชญากรรมข้ามชาติ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่ไปยังท่าอากาศยานแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อติดตามการปฏิบัติหน้าที่ในการส่งกลับอินเดียลอบเข้าไทยโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการจัดการปัญหาความมั่นคงแนวชายแดน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ ปราบสแกมเมอร์ และคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

ภารกิจครั้งนี้เป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการติดตามและบริหารจัดการด้านความมั่นคงในพื้นที่ตามแนวชายแดนจังหวัดตาก โดยเฉพาะการปราบปรามสแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งไทยได้ทำงานร่วมกับมิตรประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนไทย และพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกชาติตามหลักสิทธิมนุษยชน

กำหนดการของนายกรัฐมนตรีในพื้นที่ เริ่มต้นด้วยการเดินทางถึงท่าอากาศยานแม่สอดในเวลา 12.15 น. และพบหารือกับเอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อย้ำความร่วมมือด้านการบริหารจัดการบุคคลต่างชาติและความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดนในกรอบทวิภาคี

ต่อมาในเวลา 12.45-13.30 น. นายกรัฐมนตรีจะตรวจติดตามการปฏิบัติหน้าที่และรับฟังบรรยายสรุปจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ศูนย์สั่งการชายแดนไทย-เมียนมา, กองทัพภาคที่ 3 ในมิติความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติ, ตำรวจภูธรภาค 6 ในมิติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชายแดน, และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการตรวจสอบข้อมูลและการดำเนินการส่งกลับอินเดียลอบเข้าไทย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะมอบนโยบายและสังเกตการณ์การส่งกลับบุคคลต่างชาติ สัญชาติอินเดีย จำนวน 195 ราย ขึ้นเครื่องบินโดยสารของ Indian Air Force โดยนายกรัฐมนตรีจะออกเดินทางกลับในเวลาประมาณ 13.30 น. และคาดว่าจะมาถึงยังกองบินตำรวจ ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลา 14.15 น.

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าภารกิจครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการบริหารงานชายแดนอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน เพื่อป้องกันการนำพาบุคคลเข้าเมืองผิดกฎหมาย อาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ และการนำไปใช้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย พร้อมยกระดับความร่วมมือกับประเทศคู่มิตร โดยเฉพาะอินเดีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศต้นทางสำคัญ และเน้นการปกป้องประชาชน รวมถึงทำงานบนหลักสิทธิมนุษยชน

10 พ.ย. “อนุทิน” บินด่วนไปแม่สอด ส่งกลับอินเดียลอบเข้าไทย ร่วมมือปราบสแกมเมอร์

การดำเนินการส่งกลับอินเดียลอบเข้าไทยนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมและจัดการปัญหาการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

ความสำคัญของการส่งกลับและการปราบปรามสแกมเมอร์

  • การส่งกลับผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นการรักษากฎหมายและป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้น
  • การปราบปรามสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะช่วยปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวงและสูญเสียทรัพย์สิน
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน

การเดินทางไปแม่สอดของนายกรัฐมนตรีอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน การดำเนินการอย่างเด็ดขาดและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประเทศชาติและประชาชน

การแก้ไขปัญหาชายแดนและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับมิตรประเทศ จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

ที่มา – 10 พ.ย. “อนุทิน” บินด่วนไปแม่สอด ส่งกลับอินเดียลอบเข้าไทย ร่วมมือปราบสแกมเมอร์

อนุทินควงภริยา ลอยกระทง 2568 ขอพรประเทศรุ่งเรือง

“อนุทิน” ควง ภริยา “จ๋า ธนนนท์” ลอยกระทง 2568 จุดเดียวกับ “พล.อ.ประยุทธ์” บอกขอพรทุกวัน ไม่เฉพาะวันลอยกระทง ให้ประเทศ “เจริญรุ่งเรือง-สงบ-สามัคคี” เน้นย้ำ วงประชุมตำรวจอาเซียน ขอความร่วมมือปราบสแกมเมอร์

วันที่ 5 พ.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เดินเท้าจากตึกไทยคู่ฟ้ามุ่งหน้าสู่คลองผดุงกรุงเกษม บริเวณประตู 8 พร้อมด้วยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางศุภมาส อิศรภักดี นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมสืบสานประเพณีไทยลอยกระทง 2568 ที่บริเวณคลองผดุงกรุงเกษม ข้างรั้วทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี มาร่วมลอยกระทงกับสื่อมวลชนแทบทุกปี

หลังจากที่นายกรัฐมนตรีและภริยาได้ร่วมกันลอยกระทง ก็ได้เชิญชวนให้รัฐมนตรีคนอื่น ๆ ไปร่วมลอยกระทงด้วย พร้อมกล่าวว่า เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างทางเดินไปคลองผดุงฯ นักข่าวพยายามสอบถามว่าลอยกระทงปีนี้อยากขอพรอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ขอทุกวัน ไม่เฉพาะวันลอยกระทง ขอให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง สงบ สามัคคี ขอให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีเงินใช้ทุกวัน มีเก็บมีออม มีความสุข

ส่วนที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าลอยกระทง 2568 ที่คลองผดุงฯ จะเจริญรอยตามอดีตนายกฯ หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนจะตอบว่า วันนี้เรามีพระราชพิธีฯ ดังนั้นก็มาลอยเพื่อรักษาประเพณีไว้ ทำในระดับที่เหมาะสม

ขณะที่การมาลอยกระทงที่คลองผดุงกรุงเกษม อยากจะผดุงอะไรหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าคลองผดุงกรุงเกษม อยากให้ทุกคน เกษมสำราญ

นายกฯ ได้ถามทิ้งท้ายว่า ทำไมแถวนี้เงียบเหงา ไม่มีร้านค้าเลย ผู้สื่อข่าวจึงบอกว่ายังมีโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 น่าจะให้จัดตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกฯ จึงตอบกลับว่าน่าสนใจ เดี๋ยวจะนำเรื่องนี้ไปพูดคุยกับเลขาธิการนายกฯ

เน้นย้ำ วงประชุมตำรวจอาเซียน ขอความร่วมมือปราบสแกมเมอร์

จากนั้น นายอนุทิน ได้กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าตำรวจจากประเทศสมาชิกอาเซียนและเลขาธิการตำรวจอาเซียน เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ว่า ได้เน้นย้ำว่าขอให้ความร่วมมือในการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เรียกว่า Transnational Crime และเรื่องของสแกมเมอร์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมที่เป็นเทรนด์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นหัวข้อหลักในการที่เขามาประชุมภาคีตำรวจสากลอาเซียน ทุกคนรับทราบ และยินดีให้ความร่วมมือ

อนุทินควงภริยา ลอยกระทง 2568 ขอพรประเทศรุ่งเรือง

การลอยกระทง 2568 ในปีนี้ นอกจากจะเป็นการสืบสานประเพณีไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำประเทศจะได้ขอพรให้บ้านเมืองมีความสงบสุข เจริญรุ่งเรือง และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงเลือกลอยกระทง 2568 ที่คลองผดุงกรุงเกษม

การที่นายกฯ อนุทินเลือกคลองผดุงกรุงเกษมเป็นสถานที่ลอยกระทงนั้น น่าจะเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจที่จะสืบสานประเพณีไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ การลอยกระทงในสถานที่เดียวกับที่อดีตนายกฯ เคยทำ ก็อาจเป็นสัญลักษณ์ของการสานต่อเจตนารมณ์ในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

เป็นที่น่าติดตามว่า นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่นายกฯ อนุทินได้กล่าวถึงในการสนทนากับสื่อมวลชน จะถูกนำมาปฏิบัติจริงเมื่อใด และจะส่งผลดีต่อประชาชนมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นด้วยการให้ความสำคัญกับประเพณีไทย และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการบริหารประเทศในอนาคต

ที่มา – นายกฯ อนุทิน ควงภริยา ลอยกระทง 68 ที่เดียวกับ “บิ๊กตู่” ขอพรให้ประเทศรุ่งเรือง

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

“สุดารัตน์” ชี้ ภัยทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย หว่านแจก-ซื้อเสียง ย้ำคนไทยต้องไม่เลือกนักการเมืองชั่ว จี้รัฐบาลเร่งปราบขบวนการฟอกเงิน หวั่นนำไปสู่ความพินาศทั้งระบบของชาติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแทรกซึมของทุนดำและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปล้นเงินจากประชาชนไทยและทั่วโลก ผ่านการหลอกลวงออนไลน์และธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท และกำลังพยายามฟอกเงินผ่านการเมืองไทย เพื่อยึดประเทศอย่างเป็นระบบและก่ออาชญากรรมเหล่านี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในตอนหนึ่งว่า ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านบาท จากกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งเป็นทุนดำที่ปล้นคนไทยไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางกลุ่ม ขบวนการเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองได้อย่างน่ากลัว ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกและปล้นเงินจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงมีการหลอกแรงงานไทยและต่างชาติเข้าไปทำงานในเครือข่าย มีการซ้อมทรมานและเสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนทั่วโลกเรียกกันว่าสแกมโบเดีย

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการปล้นนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฟอกขาว หรือการฟอกเงิน (Money Laundering) ซึ่งประเทศไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรข้ามชาติ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและกฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ไทยกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร และเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของขบวนการสแกมเมอร์ทั่วภูมิภาค เมื่ออาชญากรเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย ย่อมต้องจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจบางราย โดยเฉพาะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรือการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงก่อให้เกิดขบวนการ “ทุนดำ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เผยต่อไปว่า กลุ่มทุนดำเหล่านี้ไม่ได้เพียงฟอกเงินผ่านช่องทางเดิม เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หมู่บ้านจัดสรร หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย สกุลเงินดิจิทัล หรือทองคำเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง แต่ยังพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม คือการฟอกเงินผ่านกระบวนการทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง อาจมีการใช้เงินทุนดำเข้ามาซื้อเสียงและควบคุมพรรคการเมือง เพื่อยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีรายงานว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายหัวละ 50–70 ล้านบาท เพื่อซื้อตัวและซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หายนะของประเทศจะมาถึงแน่ หากคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินที่ปล้นจากคนไทยเอง ประชาชนสามารถรับเงินได้เพราะเป็นเงินของพวกเราที่ถูกปล้นไป แต่ต้องไม่กากบาทให้กับนักการเมืองชั่วที่เอาเงินสกปรกมาซื้ออำนาจ เพื่อกลับมาโกงชาติและประชาชนต่อไป

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้การคุ้มครองขบวนการเหล่านี้ โดยต้องสั่งอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและนานาชาติเพื่อสกัดเส้นทางทุนดำไม่ให้กลับมาทำลายประเทศอีก หากประเทศไทยไม่รีบดำเนินการอย่างจริงจัง ขบวนการทุนดำจะกลายเป็นผู้ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการไทยอย่างเบ็ดเสร็จ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบของชาติ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเตือนถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย โดยขบวนการเหล่านี้กำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และความอ่อนแอของระบบตรวจสอบ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะขบวนการเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในระบบการเมือง และพร้อมที่จะใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

ทำไมต้องเร่งปราบปราม “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย?

การปล่อยให้ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย เป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทย จะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
  • ความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ
  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ดังนั้น การเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านภัยร้ายนี้ โดยการไม่สนับสนุนนักการเมืองที่ซื้อเสียง และร่วมกันตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถป้องกันไม่ให้ขบวนการทุนดำเหล่านี้เข้ามายึดครองประเทศไทยได้

การตระหนักถึงภัยร้ายของทุนดำและสแกมเมอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย ประชาชนต้องร่วมมือกันตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจและทำลายประเทศชาติของเรา

ที่มา – “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งปราบปราม

“สีหศักดิ์” โวความสำเร็จ! พบผู้นำหลายชาติ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เผยการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคประสบความสำเร็จอย่างงดงาม “อนุทิน” บริหารประเทศเพียงเดือนเดียวก็ได้พบปะกับผู้นำจากหลากหลายประเทศ ซึ่งช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและส่งผลให้เกิดความมั่นใจต่อประเทศไทย ย้ำว่าแม้รัฐบาลจะอยู่ในวาระเพียง 4 เดือน แต่ก็มองถึงรากฐานที่แข็งแกร่งในระยะยาว

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงภายหลังการเดินทางกลับจากการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ณ เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ของจังหวะเวลาที่รัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้ไม่ถึง 1 เดือน แต่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำอาเซียนทั้งหมด รวมทั้งผู้นำที่สำคัญจากประเทศต่างๆ เช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น

นายสีหศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การประชุมในห้องประชุมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโอกาสในการทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยนอกรอบการประชุม ซึ่งจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาความสัมพันธ์และเสริมสร้างความมั่นใจในประเทศไทย

“สีหศักดิ์” โว คือความสำเร็จ นายกฯ อยู่ไม่ถึง 1 เดือน ได้พบผู้นำหลายประเทศ

ในการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปคครั้งนี้ ได้มีการหารือในประเด็นสถานการณ์โลกที่สำคัญ โดยประเทศไทยได้แสดงท่าทีที่แข็งขันในประเด็นสำคัญต่างๆ และนำเสนอแนวทางและข้อเสนอที่สร้างสรรค์ในการจัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

อะไรคือความสำเร็จที่แท้จริง? “สีหศักดิ์” ให้คำตอบ

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า การเข้าร่วมการประชุมและการได้พบปะกับผู้นำและภาคเอกชน ช่วยให้นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสแสดงให้เห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีวาระเพียง 4 เดือน แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีย้ำคือการมองถึงรากฐานในระยะยาว ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความมั่นใจต่อประเทศไทยและทิศทางในอนาคต

ผลของการประชุมสุดยอดอาเซียนและเอเปค รวมถึงการพบปะกับผู้นำจากประเทศต่างๆ นั้น สามารถสรุปได้ดังนี้:

  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ดึงดูดความมั่นใจจากนานาชาติ
  • วางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาในระยะยาว
  • แสดงบทบาทของไทยในเวทีโลก

“สีหศักดิ์” เชื่อมั่นว่าการที่นายกรัฐมนตรีได้พบปะกับผู้นำหลายประเทศภายในระยะเวลาอันสั้น ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจต่างๆ

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ การมีรัฐบาลที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจจากนานาชาติได้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า การที่นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสพบปะกับผู้นำจากประเทศต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทาง

ดังนั้น การที่ “สีหศักดิ์” โว คือความสำเร็จที่นายกฯ ได้พบปะผู้นำหลายประเทศ จึงไม่ใช่แค่การพูดเกินจริง แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นที่นานาชาติมีต่อประเทศไทย

ที่มา – “สีหศักดิ์” โว คือความสำเร็จ นายกฯ อยู่ไม่ถึง 1 เดือน ได้พบผู้นำหลายประเทศ

Scroll to top