อาชญากรรมออนไลน์

เกาหลีใต้ส่งตำรวจกัมพูชา ชันสูตรคดีฆ่า นศ.

เกาหลีใต้เตรียมส่งตำรวจไปประจำการในกัมพูชา เพื่อช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และเตรียมร่วมทำการชันสูตรศพนักศึกษาที่ถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมด้วย

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ต.ค. 2568 ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า พวกเขาวางแผนจะจัดตั้ง “แผนกตำรวจเกาหลี” (Korean Desk) ในประเทศกัมพูชา เพื่อให้ความช่วยเหลือพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงและอาชญากรรมในกัมพูชา หลังมีชาวเกาหลีถูกลักพาตัวและทรมานในประเทศแห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชาทวีความรุนแรงขึ้น เรื่ององค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงทางออนไลน์ และการลักพาตัวซึ่งมุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้

ตามรายงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (National Police Agency – NPA) ความร่วมมือในการรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้จะเป็นวาระสำคัญในการประชุมทวิภาคีระหว่างผู้บัญชาการตำรวจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นคู่ขนานกับการประชุมสุดยอดตำรวจสากล (International Police Summit 2025) ที่กรุงโซลระหว่างวันที่ 20-23 ตุลาคมนี้

คาดกันว่าในการประชุมดังกล่าวจะมีการลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัดตั้งแผนกตำรวจเกาหลีในกัมพูชา และส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีไปประจำการในกัมพูชา

Korean Desk หมายถึง การที่ตำรวจเกาหลีใต้ไปประจำการภายในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของต่างประเทศ (ในกรณีนี้คือกัมพูชา) เพื่อจัดการปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลี โดย แผนกเกาหลีแห่งแรก ถูกจัดตั้งขึ้นที่ฟิลิปปินส์ในปี 2555 ตามด้วยแห่งที่ 2 ที่ประเทศไทย ตามรายงานของสำนักข่าว Korea Times

ก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ สำนักงานตำรวจเกาหลีใต้ประกาศแผนการที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา เพื่อทำการชันสูตรศพ นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ที่ถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่และถูกทรมานจนเสียชีวิตเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม และผลการชันสูตรเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่กัมพูชาชี้ว่า ชายคนนี้เสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

สำนักงานตำรวจจังหวัดคยองบุกระบุว่า จะดำเนินการชันสูตรศพพลเมืองเกาหลีที่เสียชีวิตในกัมพูชา ร่วมกับหน่วยนิติวิทยาศาสตร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่สามารถยืนยันได้จากการชันสูตรเบื้องต้นเพียงอย่างเดียว” ตำรวจเกาหลีใต้บอกกับสำนักข่าว ยอนฮัป และเสริมว่า เจ้าหน้าที่สืบสวนจะออกเดินทางทันทีที่มีการยืนยันกำหนดการขั้นสุดท้ายกับทางการกัมพูชา

ทั้งนี้ นักศึกษาชายวัย 22 ปี จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ถูกพบเป็นศพในประเทศกัมพูชาเมื่อต้นเดือนสิงหาคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเขาเดินทางไปกัมพูชา โดยบอกกับครอบครัวว่าเพื่อร่วมงานเทศกาล เมื่อ 17 ก.ค.

โดยหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาออกเดินทาง ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อกับคนร้ายเรียกค่าไถ่ถูกตัดขาดไปไม่กี่วันหลังจากนั้น และนักศึกษารายนี้ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต โดยพยานที่อ้างว่าเคยถูกคุมขังที่เดียวกัน ระบุว่า นักศึกษารายนี้ถูกทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินหรือหายใจได้ และเสียชีวิตในระหว่างที่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เมื่อวันเสาร์ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ มาตรการทั้งหมดอย่างเต็มที่ เพื่อตอบโต้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับชาวเกาหลีในประเทศกัมพูชา

เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชา และเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงความคืบหน้าในการร่วมมือระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศในการคลี่คลายคดี และป้องกันเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ทำไมเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา?

เหตุผลหลักที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา คือการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลี รวมถึงกรณีสะเทือนขวัญของการลักพาตัวและฆาตกรรมนักศึกษาหนุ่ม การส่งตำรวจไปประจำการจะช่วยให้การช่วยเหลือเหยื่อและการสืบสวนคดีต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การที่เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองของตนเองในต่างแดน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลกัมพูชาให้เพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย และปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

การตัดสินใจของเกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นตัวอย่างที่ดีในการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับพลเมืองของตน

ที่มา – เกาหลีใต้เล็งส่งตำรวจไปกัมพูชา ร่วมชันสูตรกรณี น.ศ.หนุ่มถูกอุ้มฆ่า

“ไชยชนก” สั่งสอบสินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน

“ไชยชนก” สั่งสอบสินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน

ในยุคดิจิทัลที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์กลายเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลไทย ล่าสุด “ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนให้ความสนใจ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการจัดการกับปัญหานี้

“ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด

จากกรณีที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายไชยชนก ได้กล่าวตอบข้ออภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วาระพิเศษเรื่องการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่เขาถูกติดต่อทางอ้อมเพื่อเสนอสินบนจำนวน 40 ล้านบาทต่อเดือน เพื่อให้ละเว้นการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ผิดกฎหมาย นี่ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความซับซ้อนของขบวนการอาชญากรรมที่พยายามแทรกแซงหน่วยงานรัฐ

ทันทีที่ทราบเรื่อง นายไชยชนก ได้สั่งการให้นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ติดตามและสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน รวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด นอกจากนี้ หากพบว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในกระทรวงมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะถูกสอบสวนและเอาผิดอย่างเด็ดขาด การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงดีอีในการรักษาความโปร่งใสและต่อสู้กับการทุจริต

ผลกระทบจากปม “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” ต่อสังคมไทย

ปมร้อนเรื่อง “ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในแวดวงการเมืองเท่านั้น แต่ยังสะเทือนถึงประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อของสแกมเมอร์อยู่ทุกวัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยเฉพาะการหลอกลวงผ่านโทรศัพท์และเว็บไซต์ปลอม คิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี การที่รัฐมนตรีสั่งสอบสวนแบบนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น กระทรวงดีอีได้วางแผนเพิ่มมาตรการต่างๆ เช่น การใช้เทคโนโลยี AI ในการตรวจจับเว็บไซต์ผิดกฎหมาย และการประสานงานกับตำรวจสื่อสารมวลชน เพื่อเร่งปิดกั้นแหล่งอาชญากรรมออนไลน์ ประชาชนเองก็ควรตื่นตัว โดยหลีกเลี่ยงการโอนเงินให้บุคคลที่ไม่รู้จัก และแจ้งเบาะแสผ่านช่องทางอย่าง สายด่วน 1300 ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม

  • เพิ่มการเฝ้าระวังเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่เสี่ยง
  • อบรมประชาชนเกี่ยวกับการรับรู้สแกม
  • ลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องปราม

การดำเนินการของนายไชยชนกในครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับหน่วยงานอื่นๆ ในการต่อสู้กับปัญหาที่ฝังรากลึก หากรัฐบาลยังคงเข้มงวดแบบนี้ เราน่าจะเห็นการลดลงของอาชญากรรมออนไลน์ในอนาคตอันใกล้

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนคือกุญแจสำคัญในการกำจัดสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก หากคุณมีประสบการณ์ถูกหลอกลวง อย่าลังเลที่จะแชร์และแจ้งความ เพื่อช่วยกันสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัย ลองเข้าร่วมแคมเปญป้องกันสแกมวันนี้ แล้วปกป้องตัวเองและครอบครัวจากภัยออนไลน์

ที่มา – “ไชยชนก” สั่งสอบข้อเท็จจริง ปมร้อน “สินบนสแกมเมอร์ 40 ล้าน” เข้มเอาผิดถึงที่สุด

คนโดนอายัดบัญชีโวย! 1441 รอนาน ระบบห่วย

จากกรณีที่ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการถูกอายัดบัญชีโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้หลายคนต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างกะทันหัน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ประเด็นนี้ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความโปร่งใสและประสิทธิภาพของมาตรการดังกล่าว

ปัญหาหลักที่ผู้ถูกอายัดบัญชีส่วนใหญ่เผชิญคือความยากลำบากในการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามข้อมูลและดำเนินการแก้ไข เพจเฟซบุ๊ก POLICETV ได้แนะนำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบติดต่อศูนย์ AOC 1441 กด 2 เพื่อสอบถามกระบวนการขอยกเลิกการอายัดบัญชี แต่ในความเป็นจริง หลายคนกลับพบว่าการโทรไปยังหมายเลขดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย

คนโดนอายัดบัญชี โวยโทรฯไป 1441 แล้ว รอสายเป็นชั่วโมง ซัดระบบไร้ประสิทธิภาพ

ผู้เสียหายหลายรายได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับระบบการทำงานของศูนย์ AOC 1441 โดยระบุว่าต้องใช้เวลารอนานเป็นชั่วโมงกว่าจะสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ และเมื่อติดต่อได้แล้ว ก็มักจะไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน หรือถูกโยนเรื่องไปมาระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาล่าช้าและสร้างความสับสนให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ที่นำไปสู่การอายัดบัญชีจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้บริสุทธิ์จำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว การที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและกระบวนการแก้ไขปัญหาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อระบบลดลง

ผู้เสียหายรายหนึ่งได้เล่าว่า เธอต้องเสียเวลารอสายนานมาก เมื่อติดต่อได้ เจ้าหน้าที่กลับแนะนำให้ไปขอเอกสารจากธนาคาร แต่เมื่อติดต่อไปยังธนาคาร ธนาคารกลับแจ้งว่าไม่มีข้อมูลและให้รออย่างเดียว สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกผลักภาระไปมาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างแท้จริง

ความคับข้องใจของผู้ถูกอายัดบัญชีไม่ได้จบเพียงแค่การติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบทางการเงินที่เกิดขึ้นจากการที่ไม่สามารถใช้เงินในบัญชีได้ หลายคนต้องประสบปัญหาในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การชำระหนี้สิน และการดำเนินธุรกิจ การที่บัญชีถูกอายัดโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าหรือให้ข้อมูลที่ชัดเจน ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทัน

ทางออกของปัญหานี้คืออะไร? หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งปรับปรุงระบบการทำงานของศูนย์ AOC 1441 ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดระยะเวลารอสาย และให้ข้อมูลที่ชัดเจนและถูกต้องแก่ประชาชน นอกจากนี้ ควรมีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อไม่ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องถูกโยนเรื่องไปมา นอกจากนี้ การพิจารณามาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกอายัดบัญชีโดยไม่เป็นธรรมก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง

1441 โทรติดยาก ผู้ถูกอายัดบัญชีต้องทำอย่างไร?

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกอายัดบัญชีและกำลังเผชิญกับปัญหาในการติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นี่คือสิ่งที่คุณสามารถทำได้:

  • รวบรวมเอกสาร: เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมทางการเงินในบัญชีที่ถูกอายัด เช่น สลิปการโอนเงิน รายการเดินบัญชี เพื่อใช้ในการชี้แจงกับเจ้าหน้าที่
  • ติดต่อธนาคาร: ติดต่อธนาคารที่บัญชีของคุณถูกอายัดเพื่อสอบถามข้อมูลและขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง
  • แจ้งความ: หากคุณเชื่อว่าการอายัดบัญชีของคุณไม่เป็นธรรม ให้แจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดี
  • ปรึกษาทนายความ: หากคุณต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย ให้ปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำ

การแก้ไขปัญหาการถูกอายัดบัญชีอาจต้องใช้เวลาและความอดทน แต่การรวบรวมข้อมูล การติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้คุณสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา – คนโดนอายัดบัญชี โวยโทรฯไป 1441 แล้ว รอสายเป็นชั่วโมง ซัดระบบไร้ประสิทธิภาพ

Scroll to top