อินฟลูเอนเซอร์

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงใกล้เลือกตั้งท้องถิ่นปี 2569 เมื่อนายซีเค เจิง หรือ CK Cheong CEO ของแพลตฟอร์ม Fastwork ได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยเรื่องยายของตัวเองถูกซื้อเสียง ทำให้เกิดดราม่าขึ้นในโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเจ้าตัวออกมาชี้แจงว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับ กกต. อย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการลบโพสต์ต้นทางไม่ใช่เพราะกลัวดราม่า แต่เพราะยายงอนจริงๆ

“ซีเค เจิง” ยัน พร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง

ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 “ซีเค เจิง” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเล่าว่าได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ กกต. แล้ว และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะให้ข้อมูลช่วยปราบปรามการซื้อเสียงเลือกตั้ง เขายังชวนชาวเน็ตช่วยกันขุดข้อมูลข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อตัวเอง เช่น คดีอาญาที่อเมริกา คดีลวนลาม หรือโกงเงินต่างชาติ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่จริง และอยากรู้ที่มาของข่าวลือเหล่านี้เพื่อเอาผิดผู้แพร่กระจาย

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง โดยระบุว่าเพิ่งคุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ และหวังว่าข้อมูลจากยายจะช่วยให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดได้จริง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่ารักๆ เมื่อยายโกรธที่หลานโพสต์เรื่องนี้ เจ้าตัวเลยลบโพสต์ต้นทางไป และคอมเมนต์ใต้โพสต์ใหม่ว่า “ลบโพสต์เพราะดราม่า ผิด ลบโพสต์เพราะยายงอน” พร้อมสัญญาจะซื้อทีวีและไอแพดให้ยายหลายเครื่องเพื่อง้อ

ดราม่าซีเค เจิง กับการเลือกตั้ง 2569

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังร้อนระอุ โดยการซื้อเสียงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ กกต. ต้องรับมือตลอดทุกการเลือกตั้ง “ซีเค เจิง” ซึ่งเป็นนักธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้กลายเป็นจุดสนใจหลังจากโพสต์ภาพและเรื่องราวที่ยายถูกชายต้องสงสัยยื่นเงินซื้อเสียงให้ ทำให้เกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์ บางคนชื่นชมที่กล้าเปิดโปง แต่ก็มีบางส่วนโจมตีกลับด้วยข่าวลือต่างๆ จนซีเคต้องออกมาปัด

  • ซีเค เจิงยืนยันพร้อมให้ข้อมูลทั้งหมดกับ กกต.
  • ชวนชาวเน็ตช่วยสืบข้อกล่าวหาเท็จ หากไม่มีหลักฐานจะดำเนินคดี
  • ลบโพสต์ต้นทางเพราะยายงอน ไม่เกี่ยวกับดราม่า
  • ฝากเตือนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้

นอกจากประเด็นหลักแล้ว ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เช่น การที่ซีเค เจิงบริหาร Fastwork ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ชั้นนำในไทย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การออกมาในฐานะพลเมืองดีครั้งนี้ จึงยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับกระแสต่อต้านการซื้อเสียง

ความสำคัญของการรายงานการซื้อเสียง

การซื้อเสียงไม่ใช่แค่ปัญหาการเมือง แต่กระทบต่อประชาธิปไตยโดยรวม หากพลเมืองอย่าง “ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง แบบนี้ จะช่วยให้การเลือกตั้งโปร่งใสขึ้นได้มาก ผู้สมัครที่ซื่อสั่งควรขอบคุณข้อมูลเหล่านี้ เพราะช่วยลดคู่แข่งที่ทุจริต ในทางกลับกัน ผู้ที่ซื้อเสียงควรตระหนักว่าปี 2569 เจ้าหน้าที่มีเทคโนโลยีและทีมงานเข้มข้นกว่าเดิม

จากประสบการณ์ในอดีต การซื้อเสียงมักเกิดในพื้นที่ชนบท โดยใช้วิธีแจกเงิน แจกของ หรือแม้กระทั่งสัญญาว่าจะช่วยเหลือ แต่ด้วยโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายคลิปและแพร่กระจายได้รวดเร็ว ทำให้ กกต. สามารถตรวจสอบได้ทันท่วงที ซีเค เจิงยังเน้นย้ำว่า อย่าลืมออกไปโหวตในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อเลือกคนดีเข้าสู่ตำแหน่งท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของซีเค เจิงเป็นตัวอย่างที่ดีของพลเมืองยุคดิจิทัล ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ขับเคลื่อนสังคม แม้จะมีดราม่าตามมา แต่สุดท้ายก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและพร้อมรับผิดชอบ สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้คนอื่นกล้ารายงานปัญหาได้มากขึ้น

สุดท้าย ชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม!

ที่มา – “ซีเค เจิง” ยัน พร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง ปัดลบโพสต์หนีดราม่าแค่ยายงอน

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมผู้บริหารและผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ

กิจกรรมเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.00 น. ที่ตลาดเสาร์อาทิตย์ พัฒนาการคูขวาง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง โดยมีนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค และนายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค ร่วมเดินทาง ทีมงานขึ้นรถแห่เปิดเพลง “รักชาติ 35” ที่ดัดแปลงจากเพลงฮิต “เชฟบ๊ะ” ทำให้บรรยากาศคึกคัก ผู้คนมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก

ไฮไลต์น่ารักเกิดขึ้นเมื่อเด็กชายฝาแฝด “น้องไข่ตุ๋น” และ “น้องไข่ต้ม” ที่เคยถ่ายรูปกับนายชัยวุฒิสมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จำหน้าได้ รีบวิ่งเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กันอีกครั้ง สร้างรอยยิ้มให้ทุกคน

พิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

หลังลงพื้นที่ตลาด นายชัยวุฒิและทีมพรรครักชาติ เดินทางไปยังศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงขอพรให้การหาเสียงราบรื่น สิริมงคล และประสบความสำเร็จในโค้งสุดท้าย พิธีนี้สะท้อนถึงความเคารพประเพณีท้องถิ่นและความเชื่อมั่นในพลังศรัทธา

ข้อเรียกร้องสร้างค่านิยมรักชาติในคนรุ่นใหม่

ในช่วงสัมภาษณ์ นายชัยวุฒิได้ตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเฉพาะที่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ ว่ามีแผนปลูกฝังค่านิยมรักชาติ รักบ้านเมือง และความเสียสละอย่างไร ชวนทุกพรรคร่วมกันสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังสำคัญในการดูแลชาติบ้านเมืองอนาคต

เขายังวิจารณ์ปรากฏการณ์ที่ทำให้ความภาคภูมิใจในชาติถูกลดทอน โดยกลุ่ม “ด้อม” “ไอโอ” และอินฟลูเอนเซอร์ที่สร้างความแตกแยก ย้ำว่าความมั่นคงชาติต้องอาศัยทุกคน โดยเฉพาะในยุคที่สงครามใกล้ตัวมากขึ้น

นโยบายพรรครักชาติเน้นการสร้างความสามัคคีและรักชาติ นี่คือตัวอย่าง:

  • ปลูกฝังค่านิยมรักชาติในเยาวชนผ่านการศึกษาและสื่อ
  • ส่งเสริมความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย
  • เตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามภายนอกด้วยความสามัคคี
  • พัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่

“ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ จึงไม่ใช่แค่งานหาเสียง แต่เป็นการจุดประกายแนวคิดสำคัญ หากไม่มีแผ่นดินไทย สิทธิเสรีภาพก็ไร้ความหมาย นายชัยวุฒิกล่าวอย่างหนักแน่น

การกระทำเช่นนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรครักชาติในฐานะพรรคที่ยึดมั่นหลักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ สร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้สนับสนุน โดยเฉพาะในภาคใต้ที่ประชาชนให้ความสำคัญกับประเพณีและความมั่นคง

ในมุมมองของผู้เขียน การปลูกฝังค่านิยมรักชาติต้องเริ่มจากผู้นำการเมืองทุกพรรค หากคนรุ่นใหม่เติบโตมาด้วยความรักชาติ สังคมไทยจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับแนวคิดนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระแสค่านิยมรักชาติให้แพร่หลาย

ที่มา – “ชัยวุฒิ” นำทีมพรรครักชาติ บวงสรวงศาลหลักเมือง ขอทุกพรรคสร้างค่านิยมรักชาติ

รทสช. ลั่น “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” บุก 14 จังหวัด


“พีระพันธุ์” นำปล่อยคาราวานหาเสียงพรรครวมไทยสร้างชาติ ล่องใต้ 14 จังหวัด ลั่น รถเมล์สาย 6 “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้”

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 17 มกราคม 2569 ที่สมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายนราพัฒน์ แก้วทอง, พ.อ.เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรค น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ และนายอดิศร โพธิ์อ่าน รองโฆษกพรรค รทสช. ร่วมปล่อยขบวนคาราวาน “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” รณรงค์หาเสียงทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของกองเชียร์ที่มารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น

โดยนายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การปล่อยขบวนคาราวานครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการลงพื้นที่ภาคอีสานที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยม ซึ่งในการเลือกตั้งครั้งก่อนพรรครวมไทยสร้างชาติได้รับคะแนนนิยมเกือบ 8 แสนคะแนนในภาคอีสานและได้จำนวน สส. เกินความคาดหมาย เนื่องจากประชาชนเชื่อมั่นในนโยบายของพรรค อาทิ นโยบายด้านการเกษตรและสวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท ซึ่งตลอด 2 ปีที่ตนเป็น รมว.พลังงานสามารถช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 2.7 แสนล้านบาท สามารถตรึงราคาแก๊สไว้ที่ 423 บาท แม้ต้นทุนจะสูงกว่าตอนนี้ แต่ปัจจุบันต้นทุนลดลงเหลือ 20 บาทต่อกิโลกรัม ราคาขายกลับพุ่งสูงขึ้น หากพรรครวมไทยสร้างชาติได้กลับมาบริหารประเทศ ยืนยันว่าสามารถทำให้ราคาแก๊สหุงต้มเหลือเพียง 360 บาทต่อถัง

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า ตนขอย้ำถึงนโยบาย “คุกกลางทะเล” จัดการผู้กระทำผิดขั้นร้ายแรง ซึ่งได้รับความสนใจและเสียงตอบรับอย่างมากจากประชาชนในหลายพื้นที่ นโยบายหาเสียงใครก็พูดได้ แต่สำคัญคือทำได้หรือไม่ และที่สำคัญที่สุดคือ ใครก็ซื้อผมไม่ได้ นอกจากผลประโยชน์ของประชาชน กาเบอร์ 6 จะไม่มีวันผิดหวัง มาร่วมกันแก้วิกฤตประเทศไปด้วยกัน พร้อมกันนี้นายพีระพันธุ์และคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ร่วมถ่ายรูปกับ “รถเมล์แห่งความหวัง สาย 6” และบิ๊กไบค์เบอร์ 6 ซึ่งเป็นอีกไฮไลต์ของกิจกรรมในครั้งนี้

สำหรับคาราวานล่องใต้ “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” ขบวนรถจะเริ่มเคลื่อนจากกรุงเทพฯ ณ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าสู่จังหวัดชุมพร และกระจายตัวไปทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้จนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วมขบวนเพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการแก้วิกฤตของประเทศ

ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มุ่งมั่นที่จะพัฒนาภาคใต้ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” จริงหรือ?

คำถามนี้คงอยู่ในใจของใครหลายๆ คน รทสช. เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน เราสามารถทำให้ ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้ ได้อย่างแน่นอน ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้

การปล่อยคาราวานหาเสียงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของพรรคที่จะเข้าไปรับฟังปัญหาของพี่น้องชาวใต้ และนำมาแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้ภาคใต้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็น “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้” อย่างแท้จริง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงภาคใต้ให้ดีขึ้น เลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่ออนาคตที่สดใสของ ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้

ที่มา – รทสช. ปล่อยคาราวานหาเสียงล่องใต้ 14 จังหวัด “พีระพันธุ์” ลั่นรถเมล์สาย 6 “ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้”

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” ชูภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ย้ำเบื่อการเมืองแบบเดิม ดึงคนรุ่นใหม่ – อินฟลูช่วยขับเคลื่อน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ธันวาคม 2568 พรรครักชาติ แถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ ภายใต้แนวคิด “The New Political START-UP” ที่ลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์ สามย่านมิตรทาวน์ ประกาศภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ที่ตั้งใจขับเคลื่อนการเมืองไทยด้วยพลังและไอเดียของคนรุ่นใหม่

โดยบรรยากาศงานคึกคักด้วยการนำเสนอรูปแบบงานแนวสตาร์ทอัพบนพื้นที่สาธารณะ ใจกลางย่านสามย่าน เพื่อสะท้อนตัวตนพรรคที่ต้องการเข้าถึงคนรุ่นใหม่อย่างเป็นกันเอง หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือ “ขบวนตุ๊กตุ๊กเปิดตัว” และงานในครั้งนี้ประกอบไปด้วยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังเข้าร่วม อาทิ นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์จากเพจ “สะบัดแปรง” ธรรมชาติ ครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์มากความสามารถ พร้อมทั้งได้ ดร.นัท TikTok Creator จากช่อง Spark Update ผู้ติดตามกว่า 4.7 ล้านคน มารับหน้าที่พิธีกร (MC) สร้างสีสันให้กับงานในครั้งนี้

นอกจากนี้ภายในงานมีการแสดง “สภาฯ talk” พร้อมเปิดตัวหัวหน้าพรรคคือ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่เริ่มต้นด้วยการรับประทานไข่ต้มบนเวที เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความพอเพียง พร้อมกล่าวถึงการทำงานในการเมืองมา 20 กว่าปีว่า พบแต่นักการเมืองหรือคณะผู้บริหารคนเดิมๆ หรือเป็นเครือญาติกันตามพรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายประเทศคงยังไม่พัฒนา ดังนั้นจึงเชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่ที่มีความรักชาติ อยากให้ประเทศพัฒนา “ผมเชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่ ได้พูดคุยกับน้องๆรุ่นใหม่ น้องๆมีความต้องการให้ผมมาเป็นสะพานสำคัญให้ประเทศพัฒนาต่อไป ผมได้คุยกับผู้ใหญ่หลายๆ คน ผมได้โดนปรามาส เช่น โดนถามว่ามีทุนมั้ย ซึ่งผมเองก็ตอบไปว่าไม่มีทุนเพราะถ้ามีก็ต้องเกรงใจทุน แล้วจะทำเพื่อประชาชนได้อย่างไร” นายชัยวุฒิ กล่าวและว่า ตนประกาศไม่สนับสนุนการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ ขอพลังจากประชาชน เพื่อร่วมกันผลักดันความฝันความหวัง เพราะเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่

จากนี้นมีกิจกรรมเปิดตัว The New Political START-UP ที่รวมสมาชิกพรรคมาร่วมสะท้อนปัญหาและวิสัยทัศน์ทางการเมืองร่วมกัน โดยทั้งหมดมีใจความสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องก้าวออกจากโครงสร้างการเมืองเดิมที่เต็มไปด้วยระบบอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ทับซ้อน และอิทธิพลทุนต่าง ๆ ที่ทำให้การเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ประชาชนได้จริง

แกนนำและสมาชิกพรรค ระบุว่า สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหายืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การศึกษาไทยที่ถดถอย ความไม่เท่าเทียมทางเพศ การทุจริตเชิงระบบ งบประมาณที่ไม่ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมดิจิทัลและสแกมเมอร์ที่รัฐยังรับมือไม่ได้ ความรู้สึก “เลือกใครก็เหมือนเดิม” ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากหมดหวังกับการเมือง

ในงานยังเปิดตัว กก.บห.ของพรรค ได้แก่

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (หัวหน้าพรรค)

นายรวี เลาหพูนรังษี (ก๊อป) รองหัวหน้าพรรค

นายทัศนัย ทองมี (กอล์ฟ) รองหัวหน้าพรรค

นายธรรศ พจนประพันธ์ (ธรรศ) รองหัวหน้าพรรค

นายณัฏฐกรณ์ ทวีรักษา (ก้อง) รองหัวหน้าพรรค

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เลขาธิการพรรค

นายณภัทร นวเครือสุนทร (ภัทร) รองเลขาธิการพรรค

นายรัฐภูมิ วัลลิกุล (ทิว) เหรัญญิกพรรค

นายชัยพร จิรวินิจนันท์ (อ็อม) โฆษกพรรค

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) กรรมการบริหารพรรค

นายธีรทัศน์ บุตรชัย (ธีร์) กรรมการบริหารพรรค

นายชนินทร์ ปิ่นทอง (เซฟ) ผู้อำนวยการพรรค

การเปิดตัวพรรค “พรรครักชาติ” พร้อมภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในวงการการเมืองไทย ท่ามกลางความเบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิมๆ ของคนรุ่นใหม่ การเข้ามาของ “พรรครักชาติ” จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการเมืองไทยได้หรือไม่ คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ

“พรรครักชาติ” กับภาพลักษณ์พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ

การชูภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ของ “พรรครักชาติ” เป็นการสื่อสารที่น่าสนใจและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้ง่าย เนื่องจากคำว่า “สตาร์ทอัพ” สื่อถึงความทันสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมและการเมือง

อย่างไรก็ตาม การเป็น “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ไม่ได้หมายถึงแค่การมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยเท่านั้น แต่ยังต้องมีการดำเนินงานที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง “ชัยวุฒิ” และทีมงานจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “พรรครักชาติ” ไม่ได้เป็นแค่พรรคการเมืองที่ “ขายฝัน” แต่เป็นพรรคการเมืองที่ “ทำได้จริง”

ที่มา – “ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” ชูภาพลักษณ์ “พรรคการเมืองสตาร์ทอัพ” ย้ำเบื่อการเมืองแบบเดิม

“ชัยวุฒิ” เปิดตัว “พรรครักชาติ” ขึ้นแท่นเบอร์ 1

“ชัยวุฒิ” เตรียมเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ “พรรครักชาติ” ชวนดารา อินฟลูฯ นักข่าว มาร่วมงาน พร้อมดันตัวเองเป็นหัวหน้าพรรค ขึ้นแท่นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) เตรียมแถลงเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ “พรรครักชาติ” ในวันที่ 10 ธันวาคม เวลา 13.00 น. ที่สามย่านมิตรทาวน์ (ลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์) พร้อมเปิดตัวคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค อาทิ นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค นายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าว จะมาเป็นรองหัวหน้าพรรค น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร Miss Fabulous Thailand 2022 นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว หรือโฟล์ค ดารานักแสดง เป็นสมาชิกพรรค

นอกจากนี้ ยังมีเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เข้าร่วมด้วย อาทิ นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์ และเจ้าของเพจ “สะบัดแปรง”มาร่วมสร้างสีสัน

ทั้งนี้มีรายงานว่า นายชัยวุฒิจะนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค และจะเป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ของพรรค

“ชัยวุฒิ” เตรียมเปิดตัว “พรรครักชาติ” ขึ้นแท่นเบอร์ 1

การเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่มักได้รับความสนใจจากประชาชนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการเข้าร่วม และยิ่งเมื่อพรรคใหม่นี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการ “รักชาติ” ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจมากยิ่งขึ้นไปอีก การที่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ และเตรียมเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งวางตัวเองเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเข้ามามีบทบาทในการเมืองอย่างเต็มตัว

อะไรคือจุดเด่นของ “พรรครักชาติ”?

แน่นอนว่าชื่อพรรคย่อมบ่งบอกถึงแนวคิดหลักของพรรค นั่นคือ “ความรักชาติ” แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายละเอียดของนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของพรรคจะเป็นอย่างไร พรรคจะนำเสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศอย่างไรให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และจะสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้อย่างไร การมีบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักข่าว ย่อมช่วยสร้างความน่าสนใจและดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจการเมืองมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พรรคจะต้องสามารถนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจนและจับต้องได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่พรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง การแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้นขึ้น ย่อมเป็นผลดีต่อประชาชน เพราะจะทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องพยายามนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อดึงดูดคะแนนเสียง การที่ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ย่อมทำให้การตัดสินใจในการเลือกผู้แทนเป็นไปอย่างรอบคอบและมีข้อมูลมากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเปิดตัว “พรรครักชาติ” จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ถึงแม้ว่า “พรรครักชาติ” จะยังเป็นพรรคการเมืองใหม่ แต่ด้วยชื่อพรรคที่สื่อถึงความรักชาติ และการดึงดูดบุคคลจากหลากหลายวงการมาร่วมงาน ก็ทำให้พรรคนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก การเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ จึงเป็นโอกาสที่พรรคจะได้แสดงวิสัยทัศน์และนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน หากพรรคสามารถนำเสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และสามารถสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ “พรรครักชาติ” ก็อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น แต่สุดท้ายแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าพรรคใดเหมาะสมที่จะเป็นตัวแทนของพวกเขา อย่าลืมติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรค เพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – “ชัยวุฒิ” คิดการใหญ่ เตรียมเปิดตัวพรรคการเมือง “พรรครักชาติ” ขึ้นแท่นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1

“ศุภมาส” ผนึกสื่อไทย สื่อสารงานพระราชพิธีฯ สมพระเกียรติ

“ศุภมาส” ผนึกกำลังสื่อไทย -อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ประชาชนเข้าใจง่ายทุกช่วงวัย ถูกต้องตามโบราณราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมองค์กรสื่อ – สื่อออนไลน์ เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

โดย น.ส.ศุภมาส แถลงผลการประชุมว่า ในฐานะประธานทีมประชาสัมพันธ์ ได้เชิญหลายหน่วยงานที่เป็นสื่อมวลชน ทั้งสื่อดิจิทัล ออนไลน์ และแพลตฟอร์มใหญ่ๆมาพูดคุยร่วมกันวางแผน วางแนวการประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเข้าถึงได้ง่ายที่สุด หน่วยงานที่เข้ามาร่วมคุยวันนี้มีหลายภาคส่วน ได้แก่ สมาคมผู้ประกอบการสื่อดิจิทัล สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สมาพันธ์สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย รวมทั้งตัวแทนจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีกรมประชาสัมพันธ์เป็นแกนกลาง

น.ส. ศุภมาส กล่าวว่า ตนอยากให้ข้อมูลที่สื่อออกไปเป็นข้อมูลที่ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และที่สำคัญต้องถูกต้องตามโบราณราชประเพณี เพราะพระราชพิธีครั้งนี้เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนให้ความสำคัญอย่างสูงที่สุด และเป็นโอกาสให้เราทุกคนร่วมกันเทิดพระเกียรติด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงให้กรมประชาสัมพันธ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ทั้งเว็บไซต์ เพจพระลาน เพื่อให้ทุกช่องทางสื่อสารสามารถนำข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบแล้วไปใช้ได้ทันที เพื่อให้ไม่มีการคลาดเคลื่อนและมีความเชื่อถือได้ ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าสื่อออนไลน์มีบทบาทสูงมาก จึงอยากให้องค์กรสื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดขึ้น ทั้งการทำเนื้อหาที่เหมาะกับคนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ การใช้ภาษาให้อ่านง่าย สื่อสารง่าย เข้าใจง่าย รวมถึงการผสานพลังของอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก เพื่อช่วยกระจายข้อมูลไปสู่ประชาชนทั้งในและนอกประเทศให้มากที่สุด การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนจะทำให้การสื่อสาร ของเราเป็นระบบขึ้น และทำให้งานการประชาสัมพันธ์พระราชพิธีสำคัญครั้งนี้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติมากที่สุด

“ศุภมาส” ผนึกกำลังสื่อไทย -อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติ

ความสำคัญของการสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติ

การสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนเกี่ยวกับพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งของชาติ ให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้รับทราบและเข้าใจถึงความหมาย ความสำคัญ และขั้นตอนต่างๆ ของพระราชพิธี

นอกจากนี้ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพยังช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโบราณราชประเพณี และแสดงออกถึงความเคารพและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง การที่สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ร่วมมือกันในการสื่อสารข้อมูล จะช่วยให้ข่าวสารเข้าถึงประชาชนในวงกว้างและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องได้ดียิ่งขึ้น

การสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติยังเป็นการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมและประเพณีไทย รวมถึงเป็นการส่งเสริมความภาคภูมิใจในชาติและความเป็นไทย การที่ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงความสำคัญของพระราชพิธี จะช่วยเสริมสร้างความรักชาติและความสามัคคีในสังคม

การที่ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารในครั้งนี้ และได้เชิญองค์กรสื่อและอินฟลูเอนเซอร์มาร่วมมือกัน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีให้ถูกต้องและสมพระเกียรติอย่างแท้จริง

ดังนั้น การสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติจึงไม่ใช่เพียงแค่การรายงานข่าว แต่เป็นการสร้างความเข้าใจ สร้างความภาคภูมิใจ และสร้างความสามัคคีในสังคมไทย

การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติ เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อร่วมกันแสดงความเคารพและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของชาติไทย

ในยุคดิจิทัล การใช้สื่อออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์เป็นช่องทางในการสื่อสารมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลายและรวดเร็ว การผนึกกำลังของสื่อไทยและอินฟลูเอนเซอร์จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงานพระราชพิธีให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายนี้ หวังว่าการสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติ จะเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและร่วมกันแสดงความเคารพและเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงอย่างสมพระเกียรติ

ที่มา – “ศุภมาส” ผนึกกำลังสื่อไทย -อินฟลูเอนเซอร์ ร่วมสื่อสารงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมพระเกียรติ

“สส.ไอซ์” วอน “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อ “สส.ไอซ์” หรือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแชร์ข้อความของ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่แท็กหา “กัน จอมพลัง” หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ เพื่อขอความช่วยเหลือให้เข้ามาจัดการปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในประเทศไทย โดยระบุว่า แม้แต่เสียงของพวกตนก็ไม่ดังพอที่จะไปถึง “อนุทิน-ธรรมนัส”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เมื่อ น.ส.รักชนก ได้แชร์ข้อความของนายรังสิมันต์ ที่ระบุว่า “ผมอยากเชิญชวนผู้รักชาติ ช่วยกันตามหาคุณอนุทิน (อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย) หายไปไหน ทำไมไม่จัดการแก๊งสแกมเมอร์ ถามหาคุณธรรมนัส (ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ว่าจะรับผิดชอบอย่างไรกับการปกป้องนายเบน สมิธ (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหลายช่วยใช้พลังตรงนี้กดดันรัฐบาลให้เร่งปราบ รับรองสะเทือนถึงพนมเปญ”

พร้อมกันนั้น น.ส.รักชนก ได้แท็กไปยัง กัน จอมพลัง พร้อมข้อความว่า “พี่กัน ได้โปรดช่วยประเทศนี้จากสแกมเมอร์ด้วยเถอะนะคะ เรารักชาติ และหวงแหนผลประโยชน์ของประเทศนี้เหมือนกัน แต่ตอนนี้นายกฯ อนุทิน หรือ คุณธรรมนัส ไม่ได้ยินเสียงพวกเราแล้วขอแรงพี่ด้วย ช่วยประเทศนี้ที”

งานนี้ กัน จอมพลัง ก็ไม่รอช้า ตอบกลับข้อความดังกล่าวทันทีว่า “ยินดีครับคุณไอซ์ และ ทีมงานพรรคประชาชน ผมขับเคลื่อนเรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ FC ผมเคยปล่อยตัวจากสะพานเมื่อปีที่ผ่านมาและเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ผม ผมได้ทำงานร่วมกับตำรวจ สอท. และช่วยประชาสัมพันธ์ตลอดว่าวิธีดูสายคอลเซนเตอร์อย่างไรและเป็น 1 อินฟลูเอนเซอร์ ผลักดันงานรีบโอนโจรยิ้ม ถ้าพรรคประชาชนอยากเอาเรื่องนี้ผมยินดีช่วยอย่างยิ่ง แต่หวังว่านักสิทธิจะไม่ออกมาขัดอะไรนะครับ และอยากให้ทำอย่างจริงจังไม่ใช่พูดแล้วไม่ได้ทำอะไรเราเสียเวลาเปล่า อยากให้ทำจริงๆครับ เพราะเรื่องกล้องริมชายแดนคราวที่แล้วคุณโรมและทีมงานพรรคประชาชนไปชายแดนกันเยอะเลยและบอกต้องติดที่ริมชายแดนสุดท้าย มูลนิธิ กันจอมพลัง เป็นคนติดครับถ้าจริงจังผมพร้อมเลยครับ”

“สส.ไอซ์” วอน “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้คือ การที่ สส. จากพรรคประชาชน หันมาขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกอย่าง กัน จอมพลัง เพื่อแก้ไขปัญหาที่พวกเขามองว่ารัฐบาลยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน การที่ สส. ไอซ์ ออกมาวอนขอความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง นั้น บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ กัน จอมพลัง ในการจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมและการหลอกลวง

ทำไมต้อง “กัน จอมพลัง” ช่วยไทยจากสแกมเมอร์

คำถามที่เกิดขึ้นคือ ทำไมต้องเป็น กัน จอมพลัง? อะไรคือสิ่งที่ทำให้ สส.ไอซ์ และ สส.โรม มองว่า กัน จอมพลัง คือคนที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้? คำตอบอาจอยู่ที่ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของ กัน จอมพลัง ในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมและการช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึงความกล้าที่จะออกมาเปิดโปงและต่อสู้กับผู้กระทำผิด

นอกจากนี้ การที่ กัน จอมพลัง ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมาก ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ สส. เหล่านี้ หันมาขอความช่วยเหลือ เพราะเล็งเห็นว่า กัน จอมพลัง สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังได้

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ กัน จอมพลัง อาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ดังที่ กัน จอมพลัง เองได้กล่าวไว้ว่า “แต่หวังว่านักสิทธิจะไม่ออกมาขัดอะไรนะครับ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า อาจมีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้วิธีการของ กัน จอมพลัง และอาจออกมาขัดขวางการทำงานของเขา

ความท้าทายในการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์

ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีหลายมิติ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การที่ สส.ไอซ์ และ สส.โรม ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า นักการเมืองเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความอดทน ความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ “สส.ไอซ์” แชร์ข้อความ “โรม” แท็กหา “กัน จอมพลัง” เพื่อให้ช่วยไทยจากสแกมเมอร์ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนและความต้องการที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง ปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ปัญหานี้หมดไปจากสังคมไทย

ที่มา – “สส.ไอซ์” แชร์ข้อความ “โรม” แท็กหา “กัน จอมพลัง” บอกช่วยไทยจากสแกมเมอร์ด้วย

อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ชาวบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ได้แสดงน้ำใจอันอบอุ่นต่อเจ้าหน้าที่ทหารแนวหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยมีเรื่องราวน่าประทับใจจาก อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของกิจกรรมครั้งนี้

อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล

บรรยากาศที่บ้านหนองจานเต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น เมื่อชาวบ้านในพื้นที่รวมพลังกันทำอาหารเลี้ยงทหารที่ยืนหยัดปกป้องชายแดน โดย “น้องฟิล์ม” ตัวแทนคนรุ่นใหม่ของหมู่บ้าน ได้นำเสนอเมนูพื้นบ้านอย่างลาบหมูรสจัดจ้านและแกงฝักใส่ไก่ในหม้อใหญ่สองใบ เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่ทหารในจุดปฏิบัติการ น้องฟิล์มระบุว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และจะผลัดเปลี่ยนเมนูอาหารต่อไปในวันถัดๆ มา เพื่อสร้างกำลังใจให้ทหารมีพลังในการดูแลพื้นที่

การกระทำนี้ไม่ใช่แค่การทำอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และการสนับสนุนจากชาวบ้านต่อทหารที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ชาวบ้านหนองจานเชื่อว่าการมีส่วนร่วมเช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกำลังพลชายแดน

อินฟลูエンเซอร์เกาหลีร่วมสมทบทุนและให้กำลังใจ

นอกจากน้ำใจจากชาวบ้านแล้ว ยังมีเรื่องราวที่สร้างความประทับใจยิ่งขึ้น เมื่อ นายปาร์ค แทโฮ อายุ 25 ปี อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้ เดินทางเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อสมทบทุนจัดเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับกำลังพล โดยปาร์คได้บันทึกภาพบรรยากาศการรวมพลังน้ำใจของชาวไทย และเผยแพร่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา เพื่อให้ผู้ติดตามทั่วโลกได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย

กิจกรรม อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล นี้ สะท้อนถึงการเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมไทย-เกาหลี ผ่านการช่วยเหลือสังคม ปาร์ค แทโฮ กล่าวว่าการได้มาเห็นด้วยตตน ทำให้เขาประทับใจในความสามัคคีของคนไทย และหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเกาหลีหันมาสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสามากขึ้น

เจ้าหน้าที่ทหารที่ได้รับการเลี้ยงดูแล ต่างแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น ทั้งจากทหารและชาวบ้านที่มาร่วมงาน การสมทบทุนจากอินฟลูฯ เกาหลี ยังช่วยลดภาระในการจัดหาอาหาร ทำให้ทหารสามารถมุ่งเน้นหน้าที่หลักได้เต็มที่

  • น้ำใจจากชาวบ้าน: การทำอาหารพื้นบ้านเพื่อเลี้ยงทหาร
  • การสนับสนุนจากต่างชาติ: อินฟลูฯ เกาหลีสมทบทุนและถ่ายทอดเรื่องราว
  • ผลกระทบเชิงบวก: สร้างกำลังใจและเสริมสร้างความสัมพันธ์ชุมชน

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างของการช่วยเหลือกันในชุมชน แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพลังของโซเชียลมีเดียในการเผยแพร่เรื่องราวดีๆ สู่สายตาชาวโลก ในยุคที่ความขัดแย้งตามชายแดนยังคงมีอยู่ การแสดงน้ำใจเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและสันติภาพ

สำหรับในอนาคต ชาวบ้านหนองจานวางแผนจะจัดกิจกรรมต่อเนื่อง เพื่อให้การสนับสนุนทหารไม่ขาดตอน หากคุณสนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่ง สามารถติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อบริจาคหรือเข้าร่วมกิจกรรมได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างมหาศาล

ที่มา – อินฟลูฯ เกาหลี เข้าพื้นที่บ้านหนองจาน สมทบทุนจัดเลี้ยงกำลังพล

แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ

พนักงานสอบสวนดินแดง แจ้งข้อหาหนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้าน-เอาเลือดมาป้ายในคอนโดฯ ย่านดินแดง ทำหนุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผวา ก่อนปล่อยตัวชั่วคราว คดี แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ นี้กำลังเป็นที่สนใจของสังคม

จากกรณีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังโพสต์เตือนภัยลูกบ้านคอนโดฯ ย่านดินแดง พบเพื่อนบ้านมีพฤติกรรมน่ากลัว ทั้งเคาะประตู ถีบประตู เอามีดมาขู่ และนำเลือดมาป้ายหน้าห้อง พร้อมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย ทำให้ผู้เสียหายหวาดกลัว ต้องหลบซ่อนและเกิดความวิตกกังวล แม้จะแจ้งนิติบุคคลและตำรวจแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเท่าที่ควร จนผู้ก่อเหตุเดินลงไปที่ล็อบบี้เอง เนื่องจากทำมีดบาดหัวตัวเองขณะก่อเหตุ ซึ่งต่อมา พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้สั่งการให้ สน.ดินแดง เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ได้สอบปากคำผู้เสียหายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการกระทำความผิดของผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งเรียกตัวผู้ต้องหามาสอบสวน โดยผู้ต้องหาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ยินยอมให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด ซึ่งผลการตรวจไม่พบสารเสพติด และเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจค้นห้องพักของผู้ต้องหา พบอาวุธมีดที่ใช้ในการก่อเหตุ

พนักงานสอบสวนได้ แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ ในข้อหา พยายามบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธในเวลากลางคืน, ทำให้เสียทรัพย์, ข่มขู่ให้ตกใจกลัว, ก่อความเดือดร้อนรำคาญ และดูหมิ่นซึ่งหน้า

ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวน และพนักงานสอบสวนจะทำการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป คดี แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ นี้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้พักอาศัยในคอนโดฯ เป็นอย่างมาก

แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ

เหตุการณ์ แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความปลอดภัยในที่พักอาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนจำนวนมาก การมีเพื่อนบ้านที่มีพฤติกรรมไม่ปกติ อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและอันตรายต่อผู้อยู่อาศัยรายอื่น ๆ ได้ ดังนั้น การดูแลรักษาความปลอดภัยและการจัดการปัญหาเพื่อนบ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับนิติบุคคลและผู้พักอาศัยทุกคน

ความสำคัญของการแจ้งความเมื่อเกิดเหตุ

การแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ หรือมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยจากเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้ามาตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายได้ หากปล่อยปละละเลย อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้

นอกจากนี้ การแจ้งความยังเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี หากผู้เสียหายต้องการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในภายหลัง ดังนั้น อย่าลังเลที่จะแจ้งความเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย

  • การป้องกันที่ดีที่สุดคือการระมัดระวัง
  • สังเกตพฤติกรรมเพื่อนบ้าน
  • แจ้งนิติบุคคลหากพบสิ่งผิดปกติ
  • แจ้งตำรวจหากรู้สึกไม่ปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียม ให้ระมัดระวังและสังเกตพฤติกรรมของเพื่อนบ้าน หากพบสิ่งผิดปกติ ควรรีบแจ้งนิติบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – แจ้งข้อหา หนุ่มถีบห้องเพื่อนบ้านในคอนโดฯ ทำหนุ่มอินฟลูฯ ผวา

Scroll to top