อิหร่าน

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ภาพเหตุการณ์ล่าสุดที่กรุงเตหะรานกลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก เมื่อกลุ่มพันธมิตรสำคัญของอิหร่านต่างพร้อมใจกันเดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อร่วมในงานสำคัญ นั่นคือข่าวการที่ ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดผู้ล่วงลับของอิหร่าน

ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

พิธีไว้อาลัยครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของการสูญเสียผู้นำทางจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นภายใต้สิ่งที่อิหร่านเรียกว่า “กลุ่มอักษะแห่งการต่อต้าน” ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ที่ได้รับแรงสนับสนุนจากรัฐบาลเตหะรานมาอย่างยาวนาน โดยการที่ ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าเครือข่ายพันธมิตรเหล่านี้ยังคงเหนียวแน่นแม้จะขาดผู้นำสูงสุดไปก็ตาม

รายละเอียดการเดินทางมาเข้าร่วมพิธีสำคัญ

สื่อในพื้นที่รายงานว่าพิธีฝังศพดังกล่าวจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นเวลาถึง 6 วัน โดยมีผู้แทนระดับสูงจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาเดินทางมาด้วยตนเอง คณะผู้แทนนำโดยบุคคลสำคัญทางการเมืองของแต่ละกลุ่ม ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความสำคัญของสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเหล่านี้กับอิหร่านที่ยังคงทรงอิทธิพลเหนือนโยบายในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

  • กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ส่งโมฮัมเหม็ด ฟเนอิช และคณะผู้แทนอาวุโส
  • กลุ่มฮามาสส่งโมฮัมเหม็ด ดาร์วิช ประธานฝ่ายการเมืองเข้าร่วม
  • กลุ่มอิสลามิกฮิญาดและตัวแทนจากกลุ่มฮูตีในเยเมนก็ปรากฏตัวในงานนี้ด้วย

หลายปีที่ผ่านมา อิหร่านได้กลายเป็นแกนหลักในการสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้จนถูกนานาชาติเรียกขานว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง การที่ ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ครั้งนี้นับเป็นการยืนยันจุดยืนของพวกเขาอีกครั้ง ก่อนหน้านี้โลกเคยได้ยินข่าวการเสียชีวิตของแกนนำฮามาสอย่างอิสมาอิล ฮานิเยห์ ในกรุงเตหะรานมาแล้ว ซึ่งเหตุการณ์นั้นทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งในตะวันออกกลางพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

สำหรับประชาชนที่มุ่งหน้าไปยังมัสยิด “แกรนด์ โมซัลลา” เพื่อส่งดวงวิญญาณอดีตผู้นำสูงสุดในครั้งนี้ การจากไปของ อาลี คาเมเนอี ถือเป็นการปิดฉากยุคสมัยที่เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจนโยบายรัฐมาตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงผู้นำในครั้งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือความสัมพันธ์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์มักจะข้ามพ้นเรื่องของตัวบุคคลไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน การรวมตัวกันของเครือข่ายนี้จะยังคงเป็นตัวเลือกหลักในการกำหนดทิศทางความมั่นคงของภูมิภาคต่อไป และพวกเราคงต้องจับตาดูกันว่าบทบาทของอิหร่านหลังจากนี้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด

ที่มา – ฮิซบอลเลาะห์-ฮามาส ส่งผู้แทนร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

อิหร่านลั่นไม่พบทูตสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางดูเหมือนจะทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการรายงานข่าวใหญ่ว่า อิหร่านลั่นไม่พบทูตสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ ที่หลายฝ่ายกำลังเฝ้าจับตา โดยเฉพาะการเดินทางมาเยือนของคณะผู้แทนระดับสูงจากสหรัฐฯ นำโดยนายจาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหวังจะเข้ามาคลี่คลายความขัดแย้งในภูมิภาคนี้

วิเคราะห์สถานการณ์ อิหร่านลั่นไม่พบทูตสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

การที่ทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธการพบปะโดยตรงนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สะท้อนให้เห็นถึงความระแวงและเงื่อนไขที่ยังตกลงกันไม่ได้ โดยอิหร่านยืนยันว่าการหารือเรื่องนิวเคลียร์หรือประเด็นที่ยากกว่านั้นยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเงื่อนไขในข้อตกลงหยุดยิงเดิมยังไม่มีความชัดเจน นี่ถือเป็นสัญญาณที่ทำให้นักวิเคราะห์ทั่วโลกต้องกลับมาทบทวนท่าทีว่าเป้าหมายในการรักษาความสงบสุขยังมีความหวังอยู่มากน้อยเพียงใด

เหตุผลเบื้องหลังทำไม อิหร่านลั่นไม่พบทูตสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

ความพยายามผลักดันการทูตของสหรัฐฯ กำลังเผชิญทางตัน เมื่อฝ่ายอิหร่านประกาศว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นผ่าน ‘ตัวกลาง’ เท่านั้น โดยไม่มีกำหนดการพบปะโดยตรงในระยะอันใกล้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้

  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซ
  • ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ: แม้จะใช้วิธีการทางการทูตเป็นหลัก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังไม่ตัดแผนการทางทหารออกไป
  • ปัญหาเงินเฟ้อ: สงครามที่ยืดเยื้อกำลังส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลก

นอกจากประเด็นเรื่องทูตแล้ว สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือการประกาศสิทธิ์อธิปไตยเหนือช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ที่อาจเริ่มมีการเก็บค่าผ่านทางในอนาคต ซึ่งเรื่องนี้สหรัฐฯ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่มีทางยอมรับได้เด็ดขาด หากมองจากมุมมองของนักสังเกตการณ์ เราจะพบว่านี่คือเกมการเมืองที่ใช้เม็ดเงินและชีวิตผู้คนเป็นเดิมพัน โดยเฉพาะใกล้ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เตือนสติเราว่าการเจรจาระหว่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการในโต๊ะประชุมเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับอิทธิพลและผลประโยชน์ที่ซับซ้อนของแต่ละฝ่าย คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การชิงไหวชิงพริบครั้งนี้จะนำไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริง หรือจะเป็นเพียงแค่การพักรบเพื่อเตรียมทำสงครามระลอกใหม่เท่านั้น

ที่มา – อิหร่านลั่นไม่พบทูตสหรัฐฯ ดับหวังข้อตกลงสันติภาพ

อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง โดยล่าสุดเกิดประเด็นชวนสงสัยเมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาประกาศว่าทั้งสองฝ่ายมีกำหนดการเจรจากัน แต่ทางรัฐบาลเตหะรานยังคงยืนกรานตามจุดยืนเดิมว่า อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับผู้ติดตามข่าวสถานการณ์โลกเป็นอย่างมาก

สถานการณ์จริงเรื่อง อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ได้รีบออกมาแถลงข่าวผ่านสื่อ IRIB เพื่อสยบข่าวลือดังกล่าว โดยเขายืนยันว่าการเจรจาระดับสูงนั้นยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ สิ่งที่รัฐบาลอิหร่านให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้คือการปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เดิมที่มีอยู่ให้เรียบร้อยเสียก่อน

เหตุผลเบื้องหลังทำไม อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้อิหร่านยังไม่พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาตามที่ฝั่งสหรัฐฯ กล่าวอ้าง มีปัจจัยสำคัญดังนี้:

  • การตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องน้ำมันภายใต้สัญญาข้อที่ 10
  • การเร่งผลักดันให้มีการปลดล็อกอายัดทรัพย์สินตามสัญญาข้อที่ 11
  • การยึดมั่นในเงื่อนไขที่จะนำไปสู่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายตามลำดับของบันทึกความเข้าใจ

นายบากาอีอธิบายชัดเจนว่า การเดินทางไปเยือนกรุงโดฮาของคณะผู้แทนอิหร่านในสัปดาห์นี้ มีเป้าหมายเพียงเพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องการบังคับใช้ใบอนุญาตต่างๆ ไม่ใช่การไปนั่งโต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงใหม่กับประธานาธิบดีทรัมป์แต่อย่างใด การเจรจาในอนาคตจะมีผลก็ต่อเมื่อเงื่อนไขเบื้องต้นทั้งหมดได้ถูกปฏิบัติจนครบถ้วนตามความตกลงเท่านั้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เห็นได้ชัดว่าเกมการเมืองครั้งนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง การที่ฝ่ายสหรัฐฯ สื่อสารไม่ตรงกับทางอิหร่าน อาจเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลกหรือเพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการเมืองในวาระปัจจุบัน แต่ความจริงบนโต๊ะเจรจายังคงต้องอาศัยการพิสูจน์ผ่านการกระทำมากกว่าคำพูด สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปคือความพยายามจัดการความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกโดยตรง หากทั้งสองฝ่ายยังคงสื่อสารแบบหนังคนละม้วนเช่นนี้ ความตึงเครียดก็มีโอกาสบานปลายได้ทุกเมื่อ

ที่มา – อิหร่านย้ำ ยังไม่มีแผนเจรจากับสหรัฐฯ แม้ทรัมป์บอกจ่อคุยอังคารนี้

สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทั่วโลกต่างจับตามอง เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข่าวดีว่า สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อลดทอนความตึงเครียดทางทหารที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยทั้งสองฝ่ายเตรียมส่งตัวแทนกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจาที่ประเทศกาตาร์อีกครั้ง

ความคืบหน้าล่าสุดของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

หลังจากที่สถานการณ์เกือบจะล่มสลายลงจากการปะทะกันอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายก็ได้ยอมถอยคนละก้าวเพื่อให้กลไกการทูตได้ทำงานอีกครั้ง การที่ สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นั้นถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของราคาพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซคือจุดยุทธศาสตร์หลักในการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญ หากปิดตายเส้นทางนี้ ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สาเหตุหลักของวิกฤตการณ์รอบนี้เกิดจากการสั่งสมความไม่ไว้วางใจต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยสรุปเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ดังนี้:

  • การโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซจนนำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร
  • การประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวจากผู้นำสหรัฐฯ ต่อสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน
  • การเผชิญหน้ากันทางทหารที่มีการใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีฐานทัพในภูมิภาค
  • ความพยายามในการฟื้นฟูข้อตกลง MOU 14 ข้อ ที่เคยลงนามไว้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะดูเหมือนเป็นสัญญาณบวก แต่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงมีความเปราะบางสูงมาก โดยเฉพาะความเชื่อมโยงกับความขัดแย้งในเลบานอน ซึ่งอิหร่านยังคงย้ำเงื่อนไขว่าการสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ต้องได้รับการแก้ไขควบคู่ไปด้วยกัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สัญญาสันติภาพชั่วคราวนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวัดใจกันในระยะยาว หากการเจรจาที่กาตาร์ครั้งนี้ไม่สามารถหาทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ ความหวาดกลัวต่อสงครามเต็มรูปแบบอาจกลับมาอีกครั้ง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแรงกดดันจากเวทีโลกจะสามารถเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่

ที่มา – สหรัฐฯ–อิหร่านตกลงหยุดโจมตี กลับโต๊ะเจรจา-เร่งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจโลกคงจะสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลในช่วงสัปดาห์นี้ใช่ไหมครับ สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านดูเหมือนจะยังหาจุดจบไม่ได้ง่ายๆ ซึ่งล่าสุดก็ส่งผลให้ น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา อีกครั้ง หลังจากที่สถานการณ์เริ่มทำท่าว่าจะดีขึ้นช่วงสั้นๆ

น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

เหตุการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 4 วัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของราคาน้ำมันโลก โดยเฉพาะการที่อิหร่านยังคงพยายามเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทำให้ตลาดน้ำมันเกิดความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ต่างขยับตัวสูงขึ้นตามความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่

วิเคราะห์ปัจจัยกดดัน: น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่เรื่องของการยิงโต้ตอบกันทางทหารเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในเส้นทางการสัญจรทางเรือ หากเรามาไล่เรียงดูเหตุการณ์จะพบว่า:

  • ความพยายามในการเจรจาหยุดยิง 60 วันที่เคยมีความหวัง เริ่มสั่นคลอนหลังจากมีการโจมตีเรือในช่องแคบเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.
  • องค์การสหประชาชาติ (UN) จำเป็นต้องระงับแผนอพยพลูกเรือ ทำให้สถานการณ์หน้างานมีความเสี่ยงสูงขึ้น
  • เรือขนส่งน้ำมันหลายลำต้องหันไปใช้เส้นทางอ้อมผ่านชายฝั่งโอมาน ซึ่งเพิ่มต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งอย่างมหาศาล

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วทำไมราคาน้ำมันถึงไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด? คำตอบคือตลาดเองก็ยังคงจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและยังมีความหวังลึกๆ ว่าการเจรจาจะกลับมาเดินหน้าต่อได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักได้ออกมาเตือนว่า การจะให้ราคาน้ำมันกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดสงครามนั้นดูจะเป็นเรื่องยากมากในปี 2569 นี้ เพราะแม้แต่การเจรจาจะสำเร็จไปได้ด้วยดี โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายก็จำเป็นต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานหลายเดือนกว่าการเดินเรือจะกลับมาเป็นปกติ

บทเรียนจากสถานการณ์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พลังงานคือเส้นเลือดใหญ่ของโลกจริงๆ ครับ เมื่อเกิดความขัดแย้งเพียงนิดเดียว ผลกระทบก็ลามไปทั่วโลกในทันที ในฐานะผู้บริโภค เราคงทำได้เพียงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวางแผนรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

ทรัมป์ขู่ อิหร่านอาจไม่เหลือประเทศ ถ้ายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทรัมป์ขู่ อิหร่านอาจไม่เหลือประเทศ ถ้ายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาคุกรุ่นอย่างหนักอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่า ทรัมป์ขู่ อิหร่านอาจไม่เหลือประเทศ หากยังคงเดินหน้าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและท้าทายอำนาจทางการทหารของสหรัฐฯ ความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค แต่ยังรวมถึงเสถียรภาพทางพลังงานของโลกอีกด้วย

เหตุการณ์ระอุหลังการละเมิดข้อตกลง

ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อโต้ตอบอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่คลังเก็บขีปนาวุธ โดรน และสถานีเรดาร์ชายฝั่ง ซึ่งทรัมป์ระบุว่านี่คือความจำเป็นในการปิดงานที่เริ่มต้นไว้ สหรัฐฯ ยืนยันว่าการกระทำนี้เป็นผลมาจากการที่อิหร่านส่งโดรนเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ ‘คิกุ’ แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่สถานการณ์จริงกลับบ่งชี้ว่า ทรัมป์ขู่ อิหร่านอาจไม่เหลือประเทศ หากสถานการณ์ยังคงบานปลายถึงขั้นที่สหรัฐฯ ต้องใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบ

  • กองทัพสหรัฐฯ ยกระดับปฏิบัติการโต้ตอบเป็นวงกว้าง
  • อิหร่านเปิดฉากยิงถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวตต่อเนื่อง 3 วัน
  • ช่องแคบฮอร์มุซถูกคุกคาม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานโลก

ทางฝั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยมีการประกาศยกระดับมาตรการควบคุมเส้นทางเดินเรืออย่างเข้มงวด การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการฉีกข้อตกลงที่เคยเจรจากันไว้กับปากีสถานจนหมดสิ้น ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในเลบานอนที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิเสธแผนสันติภาพ ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์โดยรวมยากที่จะเยียวยา

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า เหตุใด ทรัมป์ขู่ อิหร่านอาจไม่เหลือประเทศ ในช่วงเวลาที่โลกกำลังต้องการเสถียรภาพเช่นนี้ นี่อาจเป็นกลยุทธ์การต่อรองขั้นสูงสุด หรือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามขนาดใหญ่ที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น บทวิเคราะห์ระบุว่าหากสงครามตัวแทนนี้ขยายวงกว้างออกไป เศรษฐกิจโลกจะต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่จากการขนส่งน้ำมันและสินค้าที่หยุดชะงัก

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าความพยายามในการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางเปราะบางเพียงใด การทูตอาจดูเหมือนทางออกที่ดีที่สุด แต่เมื่อผลประโยชน์และความมั่นคงถูกท้าทาย คำขู่เชิงกลยุทธ์ก็มักจะถูกนำมาใช้ เราต้องคอยเฝ้าระวังว่าการเผชิญหน้าในครั้งนี้จะยุติลงด้วยการเจรจาหรือความสูญเสียที่ไม่มีใครคาดคิด

ที่มา – ทรัมป์ขู่ “อิหร่านอาจไม่เหลือประเทศ” ถ้ายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

สถานการณ์ตึงเครียด กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่โลกต้องจับตามองเป็นพิเศษ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นการตอบโต้ครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วันที่กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจลงมือเพื่อรักษาผลประโยชน์และความปลอดภัยในการเดินเรือในภูมิภาคนี้

เหตุผลและที่มาของการโจมตี

CENTCOM หรือกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ภายใต้คำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กองทัพสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางการทหารของอิหร่านหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นคลังเก็บโดรน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ รวมถึงระบบการสื่อสารและจุดสอดแนม โดยสาเหตุหลักยังคงเป็นเรื่องที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ โดยเฉพาะการส่งโดรนพลีชีพเข้าจัดการเรือบรรทุกน้ำมัน ‘เอ็ม/ที คิคุ’ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งมีเหตุการณ์เรือเอ็ม/วี เอเวอร์ เลิฟลี ถูกโจมตีไปหมาดๆ

รายละเอียดเหตุการณ์ที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • กองทัพสหรัฐฯ ใช้กำลังอากาศยานในการทำลายขีดความสามารถด้านทุ่นระเบิดของอิหร่าน
  • อิหร่านอ้างว่าได้มีการตอบโต้ด้วยการโจมตีที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง แต่ทางสหรัฐฯ ยืนยันว่าโดรนเหล่านั้นบินไม่ถึงเป้าหมาย
  • สถานการณ์การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงดำเนินต่อไปได้ โดยไม่มีการประกาศปิดเส้นทางเดินเรือหลัก

ความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงดูเหมือนจะสั่นคลอนอย่างหนัก จากการกระทำของฝ่ายอิหร่านที่เลือกจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งนี่ถือเป็นสิ่งที่ทั่วโลกกังวลว่าอาจนำไปสู่ผลกระทบด้านราคาพลังงานและเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ การที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายลงง่ายๆ

มุมมองทิ้งท้าย: สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เรื่องไกลตัว และผลกระทบจากความตึงเครียดนี้อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกได้ในไม่ช้า การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกคนที่สนใจสถานการณ์โลกครับ

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม อ้างอิหร่านโจมตีเรืออีกลำ

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดถึงขีดสุด หลังจากมีข่าวรายงานว่า สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี โดยทางกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เปิดเผยว่าปฏิบัติการครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่คลังเก็บขีปนาวุธ อากาศยานไร้คนขับ และสถานีเรดาร์ชายฝั่งของอิหร่าน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเรือบรรทุกสินค้า Ever Lovely ซึ่งติดธงสิงคโปร์ ถูกโจมตีด้วยโดรนในขณะที่แล่นผ่านเส้นทางสำคัญ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่านี่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน และเป็นการคุกคามต่อเสรีภาพในการเดินเรือสากล ทำให้สหรัฐฯ ต้องตัดสินใจเปิดฉากตอบโต้ในทันที

เบื้องหลังความขัดแย้ง: เมื่อสหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

ความตึงเครียดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เพราะทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะบรรลุบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อไปเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อยุติการสู้รบและสร้างความมั่นใจในการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่เหตุการณ์โจมตีเรือพาณิชย์ล่าสุดทำให้ข้อตกลงดังกล่าวสั่นคลอนอย่างหนัก

  • ท่าทีของสหรัฐฯ: ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง และย้ำว่าการใช้ความรุนแรงจะต้องได้รับผลตอบแทนด้วยความรุนแรง
  • มุมมองของอิหร่าน: กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประณามสหรัฐฯ ว่าใช้เรื่องเรือสินค้าเป็นข้ออ้างเพื่อโจมตีชายฝั่งอิหร่าน
  • ผลกระทบ: การอพยพลูกเรือกว่า 11,000 คนในพื้นที่ต้องถูกระงับชั่วคราว

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า ต่อจากนี้สถานการณ์จะลุกลามบานปลายไปถึงขั้นไหน เพราะทางด้านอิหร่านประกาศเตือนว่าหากสหรัฐฯ ยังเปิดฉากโจมตีอีก อิหร่านพร้อมที่จะตอบโต้ด้วยกำลังที่รุนแรงและครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางยิ่งกว่าเดิม

หากวิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การปิดช่องแคบฮอร์มุซเคยส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและสินค้าเกษตรอย่างปุ๋ยมาแล้ว หากครั้งนี้สถานการณ์ไม่คลี่คลายลงโดยเร็ว เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับความผันผวนครั้งใหญ่ได้อีกครั้ง ดังนั้นการที่ สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี จึงเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดที่สุดในขณะนี้

ความเห็นส่วนตัวมองว่า ในยุคที่โลกมีความเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจสูง การใช้การทูตและการเจรจาควรเป็นทางออกที่สำคัญกว่าการใช้กำลังทหาร มิฉะนั้นความสูญเสียในครั้งนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นแค่ระดับภูมิภาค แต่อาจลามไปส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนทั่วโลกได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ที่มา – สหรัฐฯ ถล่มเป้าหมายในอิหร่าน อ้างเอาคืนเหตุเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซโดนโจมตี

ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง หลังจากที่ล่าสุดองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ได้ออกมาประกาศตัดสินใจระงับปฏิบัติการอพยพและดูแลความปลอดภัยของเรือสินค้าในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเป็นการชั่วคราว หลังจากเกิดเหตุการณ์เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ถูกโจมตีอย่างอุกอาจขณะแล่นผ่านน่านน้ำแถบโอมาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของธุรกิจขนส่งทางเรือทั่วโลก

ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

เหตุการณ์ ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี ในครั้งนี้ สร้างความกังวลอย่างหนักต่อตลาดพลังงานโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติกว่า 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก นายอาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการ IMO กล่าวว่าจำเป็นต้องหยุดแผนงานเพื่อทบทวนมาตรการความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากได้รับรายงานว่าเรือ “เอเวอร์ เลิฟลี” ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยโดรน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและราคาน้ำมันโลก

ทันทีที่มีข่าวออกไป ราคาของน้ำมันดิบในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นถึง 2% ทันที ทำให้นักลงทุนกลับมาจับตาดูสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอีกครั้ง การที่ ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เกิดความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อฝั่งอิหร่านมีการตั้งหน่วยงานควบคุมน่านน้ำและประกาศเตือนเรือทุกลำอย่างชัดเจนว่า หากไม่เดินเรือตามเส้นทางที่กำหนด จะไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ทั้งสิ้น

หากเราวิเคราะห์ดูปัจจัยแวดล้อม จะพบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การแทรกแซงจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ที่เริ่มเข้มงวดมากขึ้นในเส้นทางเดินเรือหลัก
  • ท่าทีของสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวผ่านรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ
  • ความกดดันต่อรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

สถานการณ์นี้นับว่าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประชาคมโลกต้องเร่งหาทางออก เพราะหากปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก อาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก การที่ ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องที่เชื่อมโยงกับค่าครองชีพของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราคงต้องจับตาดูต่อไปว่าการเจรจาสันติภาพ 60 วันจะสามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระลอกใหม่ที่ไร้ทางออกครับ

ที่มา – ยูเอ็นระงับแผนอพยพเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี

Scroll to top