อุทกภัยภาคใต้

สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม

สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม

เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายอับดุลอายี สาแม็ง สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ได้สร้างความตื่นตัวให้กับพื้นที่ภาคใต้อีกครั้ง ด้วยการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม เพื่อจี้ให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน โดยมองว่ามาตรการเดิมอย่างการขุดลอกคูคลองเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออีกต่อไปต่อสถานการณ์ฝนตกหนักแบบฉับพลัน

เปิดมุมมองการจัดการน้ำในพื้นที่ภาคใต้

นายอับดุลอายีได้หยิบยกประเด็นเรื่อง Rain Bomb หรือการที่มวลน้ำฝนขนาดใหญ่เทลงมาในพื้นที่แคบๆ จนเกิดสภาวะเหมือนสึนามิจากท้องฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาสร้างความเสียหายให้กับจังหวัดสงขลาและยะลาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมบนภูเขาและดินถล่มที่ตำบลอัยเยอร์เวง ซึ่งการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ในครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสายบุรีได้รับภาระหนักเกินไปจนไม่สามารถรองรับน้ำได้

ทางด้านรัฐบาลโดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้ออกมาชี้แจงว่ามีการเตรียมความพร้อมเชิงรุกอย่างเต็มที่ โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในแม่น้ำสายหลัก
  • นำเทคโนโลยีเรดาร์มาใช้ตรวจจับและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
  • สร้างเครือข่ายภาคประชาชนให้มีความพร้อมในการรับมือและอพยพอย่างมีขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม นายอับดุลอายียังคงยืนยันผ่านการสส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วมว่า การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุควรเน้นไปที่การขุดช่องทางระบายน้ำสายใหม่ เพื่อช่วยลดการไหลหลากเข้าสู่แม่น้ำสายหลักก่อนที่น้ำจะเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชน

ในมุมมองของเรา การถกเถียงในสภาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่ผู้แทนราษฎรให้ความสำคัญกับปัญหาภัยพิบัติเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว หากรัฐบาลสามารถบูรณาการงบประมาณและนำข้อเสนอเรื่องการเปิดช่องทางระบายน้ำใหม่ไปปฏิบัติได้จริง เชื่อว่าความสูญเสียจากอุทกภัยในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ตั้งกระทู้ถามแผนรับมือน้ำท่วม ชี้แค่ขุดลอกคูคลองไม่เพียงพอ

FORD ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ลดสูงสุด 40%

ฟอร์ด ประเทศไทย ประกาศแคมเปญพิเศษช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยมอบส่วนลดค่าซ่อมสูงสุดถึง 40% พร้อมบริการช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อให้ลูกค้ากลับมาใช้รถยนต์ได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ FORD ในการดูแลลูกค้าเสมือนครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้

FORD ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม ลดสูงสุด 40%

นายสุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า FORD ประเทศไทย กล่าวว่า “FORD ตระหนักถึงความเดือดร้อนของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในหลายจังหวัด เราจึงได้จัดแคมเปญนี้ขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนให้ลูกค้ากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วยิ่งขึ้น”

แคมเปญ FORD ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม ลดสูงสุด 40% ประกอบด้วย:

  • บริการตรวจสภาพรถยนต์ทั่วไปฟรี 30 รายการ
  • ส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่น 40% (ไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ยาง เบรก และแบตเตอรี่)
  • ช่วยเหลือค่าขนส่งรถไปยังศูนย์บริการในพื้นที่ใกล้เคียงสูงสุด 8,000 บาท (สงวนสิทธิ์สำหรับลูกค้า 200 ท่านแรก)

สำหรับลูกค้าที่ไม่มีประกันภัย หรือบริษัทประกันภัยปฏิเสธการคุ้มครอง FORD ยังคงให้ความช่วยเหลือโดยมอบส่วนลดค่าอะไหล่และน้ำมันหล่อลื่น 40% (ไม่ครอบคลุมผ้าเบรก แบตเตอรี่ และยาง) นอกจากนี้ สำหรับลูกค้าที่รถยนต์เข้าข่ายประกันคืนทุน (Total Loss) FORD จะช่วยเหลือค่าอะไหล่แท้ 35% สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

การช่วยเหลือค่ารถยกสูงสุดไม่เกิน 8,000 บาท จะเป็นการยกรถไปยังศูนย์บริการ FORD หรือศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐาน FORD ที่ลูกค้าเลือก โดยค่ารถยกที่ลูกค้าสำรองจ่ายไปก่อนจะถูกนำมาหักเป็นส่วนลดในใบเสร็จค่าซ่อม (ไม่สามารถคืนเป็นเงินสดได้)

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FORD ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ลูกค้า FORD ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการฟอร์ดใกล้เคียง หรือ ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้าสัมพันธ์ Ford Call Center โทร. 1383

แคมเปญนี้มีระยะเวลาตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับลูกค้า FORD ที่ประสบภัยน้ำท่วมในการนำรถยนต์เข้ารับการตรวจเช็คและซ่อมแซมในราคาพิเศษ

การที่ FORD ออกมาช่วยเหลือลูกค้าในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่ FORD มีต่อลูกค้าอย่างแท้จริง นอกเหนือจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพแล้ว FORD ยังพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์ นี่คือสิ่งที่ทำให้ FORD แตกต่างและเป็นที่รักของผู้บริโภค

อย่ารอช้า! หากรถ FORD ของคุณได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รีบติดต่อศูนย์บริการ FORD ใกล้บ้านท่านเพื่อรับสิทธิ์ FORD ช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม ลดสูงสุด 40% ตั้งแต่วันนี้

นอกจากแคมเปญนี้แล้ว FORD ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและสร้างความพึงพอใจสูงสุด

ที่มา – FORD ดูแลลูกค้าผู้ประสบภัยน้ำท่วม ให้ส่วนลดงานซ่อมสูงสุด 40% พร้อมค่าขนส่งรถสูงสุด 8,000 บาท

กยศ. ช่วย! ผู้กู้ยืมเงินพื้นที่น้ำท่วมใต้ ผ่อนได้ 2 ปี

กยศ. ช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้ ให้สามารถผ่อนผันการชำระหนี้ได้สูงสุด 2 ปี โดยไม่เสียดอกเบี้ย! ใครที่กำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม รีบแจ้งความประสงค์ได้เลย

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก รัฐบาลและกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้กู้ยืมที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมีจำนวนมากถึง 500,000 ราย ดังนั้น กยศ. จึงได้ออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้

ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้ ขอผ่อนผันชำระหนี้ได้สูงสุด 2 ปี ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้ แบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักๆ ดังนี้

กรณีผู้กู้ยืมที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้

สำหรับผู้กู้ยืมที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ สามารถขอผ่อนผันการชำระหนี้ได้สูงสุดถึง 2 ปี โดยสามารถผ่อนผันได้ครั้งละไม่เกิน 1 ปี ในช่วงเวลาที่ได้รับการผ่อนผันนี้ ผู้กู้ยืมจะไม่ต้องชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย และที่สำคัญคือจะไม่มีการคิดค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เพิ่มเติมทั้งสิ้น หากมีการผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ได้รับการผ่อนผัน

หากท่านเป็นผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้ และอยู่ในกรณีนี้ สามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอผ่อนผันได้ที่เว็บไซต์ของ กยศ. พร้อมทั้งยื่นแบบฟอร์มขอผ่อนผันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ กยศ. กำหนดไว้

กรณีผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้

สำหรับผู้กู้ยืมที่ผิดนัดชำระหนี้ ไม่ว่าจะเป็นตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ หรือตามคำพิพากษา ก็ยังสามารถขอความช่วยเหลือได้เช่นกัน โดยให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ได้ที่เว็บไซต์ กยศ. ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อให้ กยศ. พิจารณาหามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป

นอกจากนี้ นางสาวอัยรินทร์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับผู้กู้ยืมทุกกลุ่ม หากประสงค์จะขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีก 15 ปี ผู้กู้ยืมสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เพื่อชำระหนี้เป็นรายเดือนผ่านระบบออนไลน์ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.studentloan.or.th”

สถานการณ์น้ำท่วมสร้างความยากลำบากให้กับหลายๆ คน การที่ กยศ. ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะช่วยบรรเทาภาระทางการเงิน และทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถตั้งตัวได้เร็วขึ้น

อย่ารอช้า! หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและเป็นผู้กู้ยืม กยศ. อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือจาก กยศ. เพื่อให้คุณสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

ที่มา – ผู้กู้ยืมเงิน กยศ. พื้นที่น้ำท่วมใต้ ขอผ่อนผันชำระหนี้ได้สูงสุด 2 ปี ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย

วันนี้โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 แล้ว!

รัฐบาลเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้! ล่าสุดโอน เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 ให้กับพี่น้องในจังหวัดสงขลาและตรัง รวมกว่า 40,935 ครัวเรือน คิดเป็นเงินกว่า 368 ล้านบาท ใครที่ยังไม่ได้ผูกพร้อมเพย์ รีบติดต่อธนาคารด่วนๆ เลย เพื่อรับเงินช่วยเหลือให้รวดเร็วทันใจ

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าการจ่าย เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 ในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณา 4 รูปแบบดังนี้:

  1. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  2. ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
  3. ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  4. ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

สำหรับการโอน เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมกับธนาคารออมสิน จะทำการโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยที่ได้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 40,935 ครัวเรือน รวมเป็นเงิน 368,577,000 บาท โดยแบ่งเป็นจังหวัดสงขลา 40,947 ครัวเรือน (เฉพาะอำเภอหาดใหญ่ 15,913 ครัวเรือน) และจังหวัดตรัง 6 ครัวเรือน การโอนเงินจะดำเนินการผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับเลขประจำตัวประชาชน และเงินจะเข้าบัญชีของผู้ประสบภัยตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

จนถึงปัจจุบัน ปภ. และธนาคารออมสินได้ดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยไปแล้ว 5 ครั้ง (วันที่ 1-5 ธันวาคม 2568) ใน 8 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 612,573 ครัวเรือน คิดเป็นเงิน 5,513,157,000 บาท โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • จ.สงขลา 245,736 ครัวเรือน (เฉพาะ อ.หาดใหญ่ 42,179 ครัวเรือน)
  • จ.ตรัง 281 ครัวเรือน
  • จ.นครศรีธรรมราช 215,055 ครัวเรือน
  • จ.นราธิวาส 7,224 ครัวเรือน
  • จ.ปัตตานี 72,105 ครัวเรือน
  • จ.ยะลา 2,423 ครัวเรือน
  • จ.สตูล 25,625 ครัวเรือน
  • จ.สุราษฎร์ธานี 1,945 ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม มีการโอนเงินไม่สำเร็จจำนวน 8,657 ครัวเรือน เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับบัญชี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6

“ขอความร่วมมือประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน รีบติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อดำเนินการผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ตรวจสอบสิทธิ์ เงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6

สำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบสถานะการรับเงินช่วยเหลือ สามารถตรวจสอบได้ผ่านทางเว็บไซต์ของ ปภ. ที่ ระบบช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน โดยกรอกหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อตรวจสอบสถานะ

การจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินช่วยเหลือนี้ จะสามารถช่วยให้พี่น้องชาวใต้ของเรา สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – วันนี้โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมใต้ครั้งที่ 6 อีก 40,935 ครัวเรือน 368 ล้านบาท

นักท่องเที่ยวปลอดภัย! อุทกภัยภาคใต้ กับ โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศเผยความคืบหน้าช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ทั้ง 800 คน ปลอดภัยดี และทยอยส่งกลับประเทศอย่างปลอดภัย พร้อมขอบคุณมิตรประเทศ ญี่ปุ่น-เกาหลี ที่ส่งสิ่งของช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าของศูนย์ประสานงานช่วยเหลือชาวต่างชาติที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางศูนย์ได้รับแจ้งจากฝ่ายต่างประเทศว่ามีนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบประมาณ 800 คน จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, จีน, โครเอเชีย, ฮังการี, บังกลาเทศ, ภูฏาน, แอฟริกาใต้, เนเธอร์แลนด์ และจอร์แดน ทางศูนย์ประสานงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ และถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือจากมิตรประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่ได้ดำเนินการไปแล้วและกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ ตัวอย่างเช่น องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น หรือ JICA ได้สนับสนุนสิ่งของบรรเทาทุกข์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เต็นท์, เครื่องนอน, และผ้าห่ม ซึ่งได้มอบให้กับท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ครั้งนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การทำงานอย่างรวดเร็วและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงความช่วยเหลือจากมิตรประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างดีและปลอดภัย นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ความคืบหน้าล่าสุดจาก โฆษกกระทรวงต่างประเทศ

นอกจากความช่วยเหลือจาก JICA แล้ว ยังมีอีกหลายประเทศ รวมถึงองค์การระหว่างประเทศต่างๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยขอขอบคุณมิตรประเทศ องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงภาคเอกชนต่างประเทศที่ได้แสดงไมตรีจิตในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้

การสนับสนุนและความช่วยเหลือที่ได้รับจากนานาชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับนานาประเทศ และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่ประชาคมโลกมีต่อกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ความสามัคคีและความร่วมมือเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการอย่างเต็มกำลัง

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการวางแผนป้องกันในระยะยาว เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การเรียนรู้จากประสบการณ์ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นที่จะฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยเร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ เราขอส่งกำลังใจให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและเข้มแข็ง และขอขอบคุณทุกหน่วยงานและทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้

ที่มา – โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ยันนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุทกภัยภาคใต้ปลอดภัย ทั้ง 800 คน

รัฐบาลชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท

รัฐบาลยืนยันชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด โดยไม่ต้องประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพิ่มเติม เร่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเบิกจ่ายเงินเยียวยา หลังพบการเบิกจ่ายล่าช้า

รัฐบาลชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) เป็นประธานการประชุม ศป.กฉ. ครั้งที่ 8/2568 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยทั้ง 8 จังหวัด ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

นายภราดรแจ้งข่าวดีว่า รัฐบาลจะดำเนินการชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท ให้เหมือนกับในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี สอบถามย้ำว่า ค่าปลงศพรายละ 2 ล้านบาทใช่หรือไม่ นายภราดรยืนยันว่าเป็นความจริง ทำให้ผู้ว่าฯ ปัตตานี กล่าวขอบคุณ เนื่องจากมีคำถามจากชาวบ้านจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้

เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยา

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ นายภราดรสอบถามถึงความคืบหน้าการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือ 9,000 บาท ซึ่งเบิกจ่ายไปเพียง 7,000 ครัวเรือน หรือไม่ถึง 10% ผู้ว่าฯ นราธิวาสชี้แจงว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ป.จ.) ในเรื่องนี้

นายภราดรเน้นย้ำให้ท้องถิ่น อำเภอ และจังหวัด เร่งประชุมเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินช่วยเหลือ หากเอกสารครบถ้วนและยืนยันตัวตนได้ ให้ดำเนินการอนุมัติทันที

“ต้องแจ้งอำเภอด้วย ให้ประชุมระดับอำเภอทุกวันเหมือนกัน และฝากเร่งรัดท้องถิ่น เพราะตัวเลขนี้ต่ำกว่าจังหวัดอื่น ยังไม่ถึง 10% หลายวันแล้ว และขอให้เร่งรัด เพราะหน่วยจ่ายพร้อมที่จะจ่ายอยู่แล้ว เงินมีแล้ว ครม. อนุมัติแล้ว เหลือรอจากข้างล่างแจ้งมา ขอให้ตั้งเป้าหมาย” นายภราดรกล่าว

ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสตอบว่าจะเร่งรัดให้อำเภอและองค์กรปกครองท้องถิ่นทำประชาคม นายภราดรชี้แจงว่า รัฐบาลได้ยกเว้นการทำประชาคมก่อน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมา นายภราดรให้สัมภาษณ์ถึงการอนุมัติค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้านบาท ว่าเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่

“นอกเขต พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะได้ค่าปลงศพเท่ากับในจังหวัดสงขลาหรือไม่ ซึ่งนายกฯ เห็นว่าเมื่อเป็นภัยเดียวกัน คือเป็นปัญหาอุทกภัย และเป็นความผิดปกติเช่นเดียวกัน จึงได้สั่งการให้ตนไปประสานงานกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี และสำนักงบประมาณ ซึ่งในส่วนนี้จะชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตเท่ากัน ทั้ง 8 จังหวัด” นายภราดรกล่าว

ในส่วนของขั้นตอนต่อไป กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะเสนอเรื่องไปยังสำนักงบประมาณ และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะใช้งบประมาณจากกองทุนสำนักนายกฯ 1 ล้านบาท และงบกลาง 1 ล้านบาท รวมเป็น 2 ล้านบาท

สำหรับงบประมาณที่เพิ่มเติม คาดว่าจะใช้ประมาณ 40 กว่ารายของ 7 จังหวัด ไม่รวม 142 รายของจังหวัดสงขลา ที่อนุมัติไปแล้ว

การตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเต็มที่ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิต

ที่มา – “ภราดร” เผยรัฐบาลชดเชยค่าปลงศพเหยื่อน้ำท่วมใต้ 2 ล้าน เท่ากันทั้ง 8 จังหวัด

สธ. ยันข้อมูลยอดตายน้ำท่วม จบที่ “ใบมรณบัตร”

จากกรณีที่ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล เปิดเว็บไซต์ “หักพาล.คอม” เพื่อให้ประชาชนแจ้งข้อมูลผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม ภาคใต้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ออกมาตอบโต้ ยืนยันว่าข้อมูลยอดตายน้ำท่วมที่แท้จริง ต้องอิงตาม “ใบมรณบัตร” เท่านั้น

สธ. ยันข้อมูลยอดตายน้ำท่วม จบที่ “ใบมรณบัตร”

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ข้อมูลที่กระทรวงฯ แถลงเป็นข้อเท็จจริง และสามารถพิสูจน์ได้ด้วยใบมรณบัตรจากญาติผู้เสียชีวิต ดังนั้นจึงไม่กังวลต่อการดำเนินการของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยังเน้นย้ำว่า การเปิดเว็บไซต์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อข้อมูลของกระทรวงฯ เพราะหลักฐานการเสียชีวิตที่ถูกต้องแม่นยำ จะต้องออกโดยกรมการปกครอง ผ่านกระบวนการชันสูตรตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อระบุเวลาและสาเหตุการเสียชีวิตอย่างชัดเจน

“หากญาติผู้เสียชีวิตมาแจ้งข้อมูลกับเว็บไซต์ดังกล่าวเฉย ๆ จะเอามาเป็นข้อมูลที่แน่นอนไม่ได้ เพราะการจะบอกว่าใครสักคนเสียชีวิตก็มีกระบวนการทั้งทางกฎหมายและนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทำกระบวนการเหล่านี้ให้ครบถ้วน” นายพัฒนากล่าว

กระทรวงสาธารณสุขยืนยันกระบวนการตรวจสอบยอดตายน้ำท่วมที่โปร่งใส

กระทรวงสาธารณสุขได้เปิดสายด่วนเพื่อให้ประชาชนแจ้งข้อมูลผู้สูญหายหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วมมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว แต่ยังไม่พบตัวเลขผู้เสียชีวิตที่สูงถึงหลักพันตามที่มีการรายงานข่าว คาดการณ์ว่าเมื่อรวมจำนวนผู้เสียชีวิตในทุกจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้แล้ว ตัวเลขจะไม่สูงถึงพันคน

เมื่อถามถึงเจตนาของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ ในการดำเนินการดังกล่าว นายพัฒนาตอบว่าตนเป็นแพทย์ มีหน้าที่รักษาผู้ป่วย ไม่จำเป็นต้องติดตามตรวจสอบเว็บไซต์ และยืนยันว่าตัวเลขยอดตายน้ำท่วมยังคงเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้รายงานไปก่อนหน้านี้

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียและความยากลำบากให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก การมีข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การช่วยเหลือและเยียวยาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อป้องกันการสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกในสังคม

กระทรวงสาธารณสุขจึงขอเน้นย้ำว่า ข้อมูลยอดตายน้ำท่วมที่ถูกต้องและเป็นทางการ จะต้องอิงตามใบมรณบัตรที่ออกโดยกรมการปกครอง ซึ่งผ่านกระบวนการตรวจสอบตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ และขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการที่เชื่อถือได้เท่านั้น

การยืนยันข้อมูลยอดตายน้ำท่วมจากกระทรวงสาธารณสุขโดยอิงจากใบมรณบัตรถือเป็นหลักการที่สำคัญในการจัดการข้อมูลในสถานการณ์วิกฤต เพื่อความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลรัฐ

ดังนั้นการมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น

ที่มา – สธ. เมิน “โจ๊ก” เปิดเว็บ “หักพาล.คอม” แจ้งยอดตายน้ำท่วม ยันข้อมูลจบที่ “ใบมรณบัตร”

“บิ๊กเกรียง” ยุตัดหัวประจาน ปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพัน

สว.มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ “บิ๊กเกรียง” ฉุนคนปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน ยุให้ตัดหัวประจาน ทำลายขวัญกำลังใจประชาชน ด้าน “สว.พิบูลย์อัฑฒ์” แจงเขต 8 ไล่ยิงเจตสกี เพราะไปขับแข่งเรือเล่นกันในพื้นที่

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา รับมอบเงินและสิ่งของจากนายนิรุตติ สุทธินนท์ สว. ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน คณะกรรมาธิการแรงงาน วุฒิสภา ที่นำคณะศิษย์เก่านักศึกษาหลักสูตรปรม. รุ่น 22 สถาบันพระปกเกล้า ส่งมอบให้กับ สว.ภาคใต้นำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย อาทิ พาวเวอร์แบงก์ ปลั๊กไฟ อุปกรณ์จำเป็นส่งให้ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ วุฒิสภามีงบประมาณกว่า 4 แสนบาทและได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย รวมเป็น 6 แสนบาท จะส่งให้วุฒิสภาในพื้นที่จัดทำถุงยังชีพ ซื้อสิ่งของต่างๆแจกจ่ายประชาชน วุฒิสภาไม่ทอดทิ้งประชาชน เมื่อถามว่า ข้อมูลในโซเชียลมีเดียระบุมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พล.อ.เกรียงไกรตอบว่า สื่อต้องช่วยกันดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร บางส่วนเอามาจากไหน บอกมีผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน ถ้าไม่จริงน่าเอาไปตัดหัวประจาน เพราะทำให้ขวัญประชาชนตกต่ำ ไม่รู้ต่อไปการแจ้งเตือนของหน่วยงานจะเชื่อถือหรือไม่ เพราะไม่รู้หน่วยงานปลอมหรือจริง พอแจ้งข่าวเท็จ ประชาชนก็ตื่นตระหนกจนเคยชิน ไปออกเฟกนิวส์ไม่เป็นความจริง อย่าซ้ำเติมประชาชน วิงวอน สื่อต้องช่วยประจานคนออกข่าวไม่จริง

นายพิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ สว. กล่าวว่า การบอกว่าเขต 8 ยิงกันนั้น ต้องบอกว่าพวกเจตสกีไปแข่งเรือเล่นกัน บางส่วนเขาเลยโกรธ คนหาดใหญ่ไม่ได้ร้าย หลังจากนั้น พวกเจตสกีไม่มีใครกล้าลงไป ตนบอกเดี๋ยวลงเองก็ไม่มีอะไร ทุกคนก็ยกมือไหว้ เอาข้าวไปให้ น่ารักทุกคน

“บิ๊กเกรียง” ยุให้ตัดหัวประจาน พวกปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน

จากกรณีที่มีข่าวลือและข่าวปลอมเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ โดยมีการอ้างจำนวนผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลดังกล่าวอย่างเข้มงวด

พล.อ.เกรียงไกร จี้สื่อช่วยกันประจานคนปล่อยข่าวปลอมผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพัน

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ข่าวปลอมเหล่านี้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และยังบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนภัย หากข้อมูลไม่ถูกต้อง ประชาชนอาจไม่เชื่อถือการแจ้งเตือนในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ ดังนั้น สื่อมวลชนจึงมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบและนำเสนอข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของข่าวปลอม

นอกจากนี้ พล.อ.เกรียงไกร ยังได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยข่าวปลอม เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด และอย่าหลงเชื่อข่าวลือหรือข่าวปลอมที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย

การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นสิ่งสำคัญ แต่การจัดการกับข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนกก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เราทุกคนมีหน้าที่ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความวุ่นวายในสังคม

ที่มา – “บิ๊กเกรียง” ยุให้ตัดหัวประจาน พวกปล่อยเฟกนิวส์ผู้เสียชีวิตน้ำท่วมพุ่งพันคน

“อนุทิน” ขู่! สายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

“อนุทิน” เดือด บอกจะวัดกันก็ลองดู ลั่นไม่ประนีประนอม ขู่เพิกถอนใบอนุญาต หลังสายการบินอัปราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ พุ่งเหยียบหลักหมื่น อย่าไม่มีจรรยาบรรณเอาเปรียบประชาชนยามยาก

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช อดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอเรียกร้องสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และสายการบินต่างๆ พิจารณาปรับลดราคาค่าโดยสาร เส้นทางกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้ โดยเฉพาะดอนเมือง-หาดใหญ่ ช่วงสัปดาห์แรกเดือนธันวาคมนี้ ได้รับการร้องเรียนว่าตั๋วเครื่องบินมีราคาสูงผิดปกติช่วงวันที่ 1-5 ธันวาคม จากการตรวจสอบบางเที่ยวบินสูงถึง 4,000-6,000 บาทต่อเที่ยว เป็นราคาที่สูงมาก

นายณณัฏฐ์ เผยต่อไปว่า เวลานี้ชาวใต้โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ และจังหวัดใกล้เคียงเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ ทุกข์ยากแสนสาหัสอยู่แล้ว การที่ค่าเดินทางพุ่งสูงเหมือนซ้ำเติมผู้ประสบภัย ญาติพี่น้องที่ต้องการลงไปเยี่ยม ส่งของช่วยเหลือทำได้ยากลำบาก หรือผู้ต้องการนำความช่วยเหลือลงไปในพื้นที่หลายทีมมีงบประมาณจำกัด ต้องมาแบกรับค่าตั๋วแพง ทำให้งบฯ ที่จะไปซื้อข้าวของบริจาคน้อยลง ขอให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินพิเศษหรือล็อกราคาช่วยเหลือ

“ในยามวิกฤตภัยพิบัติ ความรับผิดชอบต่อสังคมและมนุษยธรรมต้องมาก่อนกำไร ฝากกระทรวงคมนาคมและผู้มีอำนาจ ประสานแก้ไขเร่งด่วน อย่าให้ค่าตั๋วเครื่องบินเป็นกำแพงกั้นความช่วยเหลือที่จะส่งไปถึงมือประชาชน”

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่มีสายการบินฉวยโอกาสขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ โดยมีราคาพุ่งสูงถึงหลักหมื่นบาท ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ทราบเรื่องแล้วได้เร่งดำเนินการ ซึ่งทราบว่าได้มีการยกเลิกการจองและเพิ่มราคาตั๋วขึ้นมา ตอนนี้พอทราบรายชื่อสายการบินแล้ว ซึ่งต้องขอตรวจสอบ

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็เพิกถอนใบอนุญาต ผมไม่มีอย่างอื่น ผมไม่ประนีประนอม ถ้าเอาเปรียบประชาชนในยามยาก ถ้าจะวัดกับผมก็ลองดู ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว พูดดีก็แล้ว อะไรก็แล้ว ตอนนี้ถ้าเอาความเดือดร้อนของประชาชนและคนเหล่านี้ถ้าเค้าไปไหนไม่ได้เค้าก็ต้องอยู่ที่สนามบิน กลับบ้านก็ไม่ได้ ความเครียดก็เกิดขึ้น ถ้าผู้ประกอบการไม่มีจรรยาบรรณ เช่นนี้ก็ไม่ต้องประกอบการ เพิกถอนใบอนุญาตไม่ยากเลย”

สถานการณ์ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายพื้นที่ในภาคใต้กำลังเผชิญกับอุทกภัย ทำให้การเดินทางเพื่อช่วยเหลือหรือกลับภูมิลำเนาเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้น การที่สายการบินบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรม

“อนุทิน” ขู่! สายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

อนุทินเอาจริง ขู่เพิกถอนใบอนุญาตสายการบินขึ้นค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อกรณีดังกล่าว และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าสายการบินใดมีการกระทำผิดจริง จะดำเนินการลงโทษอย่างเด็ดขาด รวมถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

การขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเดือดร้อน เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเป็นธรรมในการเดินทาง

ปัญหา ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลและควบคุมราคาค่าโดยสารของสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน

การที่นายอนุทินออกมาขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตสายการบินที่ขึ้น ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ นั้น ถือเป็นการแสดงออกถึงความเด็ดขาดและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนี้ ผู้บริโภคเองก็ควรมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและร้องเรียน หากพบเห็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้สายการบินตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้บริโภค

การแก้ไขปัญหา ค่าตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ ที่พุ่งสูงขึ้นนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล สายการบิน และผู้บริโภค เพื่อสร้างความเป็นธรรมและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” เดือด ขู่เพิกถอนใบอนุญาตสายการบิน อัปค่าตั๋ว กทม.-หาดใหญ่ พุ่งหลักหมื่น

Scroll to top