อุบลราชธานี

ด่วน! ช่องอานม้าเดือด กัมพูชายิงไทย

ด่วน ช่องอานม้าเดือด กัมพูชา ยิงปืนกลสลับยิงระเบิดใส่ฝ่ายไทย ทหารไทยโต้กลับ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังตึงเครียดหนัก เมื่อเกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ช่องอานม้า อำเภอบ้านน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 27 กันยายน 2568 เวลาประมาณ 12.03 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ปืนกลยิงเข้ามายังฝั่งไทย ก่อนจะสลับยิงลูกระเบิดด้วยเครื่องยิงระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารไทยต้องตอบโต้กลับทันทีด้วยอาวุธเช่นเดียวกัน

ด่วน ช่องอานม้าเดือด กัมพูชา ยิงปืนกลสลับยิงระเบิดใส่ฝ่ายไทย ทหารไทยโต้กลับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยผู้สื่อข่าวรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาเริ่มยิงปืนกลเข้าฝั่งไทยก่อน จากนั้นจึงใช้เครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีต่อเนื่อง ทหารไทยซึ่งประจำการอยู่บริเวณชายแดนได้ตอบโต้ด้วยการยิงปืนกลและอาวุธป้องกันตัวเพื่อรักษาความมั่นคง ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงเดือดดาล รายละเอียดเพิ่มเติมกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุเบื้องต้นของความขัดแย้งที่ช่องอานม้า

ช่องอานม้าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มักมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาอย่างยาวนาน ในอดีตเคยเกิดเหตุปะทะกันหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากความเข้าใจผิดหรือการละเมิดเขตแดน ครั้งนี้ ด่วน ช่องอานม้าเดือด กัมพูชา ยิงปืนกลสลับยิงระเบิดใส่ฝ่ายไทย ทหารไทยโต้กลับ อาจเชื่อมโยงกับปัญหาเหล่านี้ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถาวร รัฐบาลไทยได้สั่งการให้กองทัพเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการบานปลาย

จากข้อมูลเบื้องต้น ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่เจ้าหน้าที่กำลังประเมินความเสียหายและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ชาวบ้านบริเวณอำเภอบ้านน้ำยืนต่างตื่นตระหนกและบางส่วนได้อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจชายแดน

เหตุการณ์ ด่วน ช่องอานม้าเดือด กัมพูชา ยิงปืนกลสลับยิงระเบิดใส่ฝ่ายไทย ทหารไทยโต้กลับ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของชาวบ้านในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งพึ่งพาการค้าขายข้ามชายแดนเป็นหลัก การปะทะครั้งนี้อาจทำให้ด่านชายแดนปิดตัวชั่วคราว ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศสะดุด เศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยว อาจได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

  • การค้าข้ามแดนหยุดชะงัก สินค้าส่งออกจากไทยไปกัมพูชาลดลง
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในพื้นที่ชายแดนสั่นคลอน
  • ประชาชนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติ โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงชายแดน รัฐบาลควรเร่งเจรจากับกัมพูชาเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน

มาตรการป้องกันและการเตรียมพร้อมของไทย

กองทัพบกไทยได้เพิ่มกำลังพลในพื้นที่ช่องอานม้าและจุดชายแดนอื่นๆ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงเพิ่มเติม นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศไทยประสานงานกับฝั่งกัมพูชาโดยด่วน เพื่อลดความตึงเครียด ในขณะที่ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง

จากประสบการณ์ในอดีต การปะทะชายแดนมักจบลงด้วยการเจรจา แต่ครั้งนี้ต้องเฝ้าระวังให้มากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

ในฐานะพลเมืองไทย เราควรสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการรักษาเอกราชและสันติภาพชายแดน หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรือเห็นเหตุการณ์ โปรดแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ทราบ เพื่อช่วยเหลือการสืบสวน (CTA: แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เพื่อนๆ)

ที่มา – ด่วน ช่องอานม้าเดือด กัมพูชา ยิงปืนกลสลับยิงระเบิดใส่ฝ่ายไทย ทหารไทยโต้กลับ

เศรษฐาบอกเดี๋ยวส่งไป! ทหารแนวหน้าต้องการเตาแก๊ส

จากกรณีที่ทหารแนวหน้าบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาต้องการสิ่งของจำเป็นในการดำรงชีพอย่างเตาแก๊สและเครื่องซักผ้า ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบรับถึงความต้องการดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยระบุว่า “เดี๋ยวส่งไป” สร้างความดีใจให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ประสบปัญหาฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เสื้อผ้าและเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ทหารที่ซักตากไว้ไม่สามารถแห้งได้ทัน ส่งผลให้เกิดกลิ่นอับและสร้างความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ บางส่วนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ทราบถึงความเดือดร้อนของทหาร จึงได้ร่วมกันช่วยเหลือด้วยการซื้อเครื่องซักผ้าแบบ 2 ถัง มอบให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อใช้ในการซักและปั่นแห้งเครื่องแบบให้แห้งได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นางศรีแพร ตาบุดดา ผู้จัดการร้านจันจิรา กล่าวว่า ยอดขายเครื่องซักผ้ายังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อนำไปมอบให้กับทหาร

นอกจากเครื่องซักผ้าแล้ว สิ่งที่ทหารแนวหน้าต้องการไม่แพ้กันคือ แก๊สปิกนิก ซึ่งมีราคาประมาณ 1,000 กว่าบาทต่อชุด ทางร้านค้าในพื้นที่ได้ให้ความร่วมมือด้วยการลดราคา แจก แถม และเติมแก๊สให้โดยไม่คิดกำไร เพื่อเป็นการขอบคุณทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศ

นางศรีแพร กล่าวเพิ่มเติมว่า รู้สึกดีใจและอุ่นใจที่มีทหารมาอยู่เป็นเพื่อนชาวอำเภอน้ำยืน พร้อมทั้งอวยพรให้ทหารทุกท่านมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ด้านเจ้าหน้าที่ทหารนายหนึ่งเปิดเผยว่า ได้ซื้อแก๊สปิกนิกเพื่อนำไปประกอบอาหารบนฐานปฏิบัติการ เนื่องจากช่วงนี้ฝนตกหนักไม่สามารถก่อไฟได้ และเพื่อความปลอดภัยจากการถูกตรวจพบ

นายทหารรายนี้กล่าวอีกว่า ทางหน่วยงานมีครัวกลางอยู่แล้ว แต่แก๊สปิกนิกที่ซื้อเพิ่มเป็นสำหรับทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ เช่น ต้มมาม่า พร้อมทั้งขอบคุณร้านค้าและพี่น้องชาวอำเภอน้ำยืนที่ดูแลทหารเป็นอย่างดี

เศรษฐาบอกเดี๋ยวส่งไป! ทหารแนวหน้าต้องการเตาแก๊ส

ล่าสุด นายเศรษฐา ทวีสิน ได้แชร์ภาพข่าวเกี่ยวกับความต้องการของทหาร พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า “ได้ครับ เดี๋ยวผมส่งไป” สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่ได้เห็นเป็นอย่างมาก

ทำไมทหารแนวหน้าถึงต้องการเตาแก๊สและเครื่องซักผ้า?

ความต้องการเตาแก๊สและเครื่องซักผ้าของทหารแนวหน้าสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่ห่างไกลและมีข้อจำกัดด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เตาแก๊สมีความจำเป็นสำหรับการประกอบอาหารในสภาวะที่การก่อไฟเป็นไปได้ยากหรือไม่ปลอดภัย ในขณะที่เครื่องซักผ้าช่วยอำนวยความสะดวกในการทำความสะอาดเสื้อผ้าและเครื่องแบบ ลดปัญหาความอับชื้นและสุขอนามัย

เรื่องราวนี้แสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่พร้อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม การตอบรับของนายเศรษฐา ทวีสิน ก็เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

การสนับสนุนและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพวกเขากำลังปกป้องอธิปไตยและรักษาความสงบสุขของประเทศชาติ การช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ อย่างการบริจาคสิ่งของจำเป็น หรือการส่งกำลังใจ ก็สามารถสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพวกเขาในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมาก

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ายังมีผู้ที่เสียสละตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอยู่เสมอ และเราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาให้มากที่สุด

มาร่วมกันส่งกำลังใจให้ทหารกล้าของเรา และสนับสนุนพวกเขาในทุกวิถีทางที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติของเราต่อไป

ความต้องการเตาแก๊สและเครื่องซักผ้าของทหารแนวหน้าเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ

ที่มา – “เศรษฐา” บอกเดี๋ยวส่งไป หลังทหารแนวหน้าต้องการเตาแก๊ส-เครื่องซักผ้า

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจ! พร้อมช่วยชาติต่อ

พลทหารตะวัน ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

จากเหตุการณ์ปะทะเดือดที่ภูมะเขือ จ.อุบลราชธานี ทำให้ “พลทหารตะวัน สิงห์เรือง” ต้องสูญเสียการมองเห็นที่ดวงตาซ้าย แต่เขายืนยันว่าไม่เสียใจ และหากหายดี อยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าเพื่อชาติ

พลทหารตะวัน สิงห์เรือง อายุ 21 ปี สังกัด ร.4 พัน 1 ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะแนวชายแดนเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สะเก็ดระเบิดจากฝั่งกัมพูชาทำให้ดวงตาซ้ายของเขาไม่สามารถมองเห็นได้ แม้จะได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้พบกับพลทหารตะวัน ที่บ้านเกิดใน จ.กำแพงเพชร เขาเล่าด้วยความภาคภูมิใจถึงเหตุการณ์ปะทะที่ดุเดือดระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาที่ภูมะเขือ เขาถูกสะเก็ดระเบิดจนสูญเสียการมองเห็นที่ตาข้างซ้ายขณะปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

หลังจากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล พลทหารตะวันกลับมาพักฟื้นที่บ้าน เขาใช้ดวงตาข้างขวาเพียงข้างเดียวในการมองเห็น ส่วนขาข้างขวาก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกแตก ทำให้เดินไม่คล่องแคล่ว เขามักจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เขายืนยันว่า “ไม่เสียใจ เพราะมันคือการทำหน้าที่ของลูกผู้ชายไทย”

สถานการณ์การสู้รบยังไม่จบสิ้น พลทหารตะวัน ยังคงมีความปรารถนาที่จะกลับไปช่วยเหลือเพื่อนทหารในการป้องกันประเทศ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บที่ดวงตาทำให้ต้องพักรักษาตัวก่อน เขาเคยคุยกับเพื่อนว่าหากถูกเรียกตัวไปแนวหน้า เขาเต็มใจที่จะไปช่วย

ในวันที่ถูกระเบิดถล่ม พลทหารตะวันและเพื่อนทหารหลบอยู่ในคูเลต ทหารรุ่นน้องได้ปรับวิทยุ ซึ่งอาจทำให้ข้าศึกสามารถระบุพิกัดโจมตีได้ หลังถูกระเบิดก็หมดสติไป หัวหน้าหมู่มาปลุก พลทหารตะวัน ให้ตื่น เขาได้ช่วยทหารรุ่นน้องให้หลบเข้ามาในหลุมโดยใช้ตัวเองบังไว้ “หากหายดี ผมอยากกลับไปทำหน้าที่ช่วยเหลือแนวหน้าให้จบ เพราะเป็นความฝันของชายชาติทหารที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายคนไทย” เขากล่าว

ความรู้สึกของพลทหารตะวัน

ด้านนางศรสวรรค์ คล่องแคล่วมีชัย ป้าของพลทหารตะวัน เล่าว่า สภาพจิตใจของหลานชายไม่ค่อยดีนัก แม้ภายนอกจะดูปกติ แต่ภายในมีความกังวลหวาดระแวง ได้ยินเสียงอะไรก็จะผวา ขาจะขยับตลอดเวลาเหมือนจะวิ่งหนี มือจะยกขึ้นมาป้องกันใบหน้า และมักจะพูดให้ทุกคนหลบภัยอยู่เสมอ ซึ่งขณะนี้กำลังเข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพลทหารตะวันจะกลับมาพร้อมกับการสูญเสียดวงตา นางศรสวรรค์ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่หลานชายได้รับใช้ชาติอย่างสมศักดิ์ศรี

เรื่องราวของพลทหารตะวันเป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากและสูญเสีย แต่พวกเขาก็ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

ที่มา – “พลทหารตะวัน” ไม่เสียใจแม้ต้องสูญเสียตาซ้าย ลั่นหากหาย อยากกลับไปช่วยชาติต่อ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

“ทักษิณ ชินวัตร” ส่ง “สมคิด” มอบเงินสด 100,000 บาท ให้ลูกชายชาวลาวที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่บ้านเสียหายอีก 2 ชุด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและการช่วยเหลือของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายวัชรพล เชื้อคง พร้อมคณะ เป็นตัวแทนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบเงินสด 100,000 บาท ให้กับ นายอ่อนศรี โจรสา อายุ 60 ปี ลูกชายของ นางฮุ่ง โจรสา ชาวลาว ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวครั้งนี้ถือเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

นายสมคิด กล่าวว่า วันนี้มาเป็นตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร มอบเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยานางฮุ่งจำนวน 100,000 บาท กับทายาทของนางฮุ่ง ที่บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน นายสมคิดบอกอีกว่า นายทักษิณมีความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อีกเรื่องที่จะทำวันนี้คือ การไปมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายชุดที่ 2 โดยไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท

รายละเอียดการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

  • ผู้รับมอบ: นายอ่อนศรี โจรสา (ลูกชายของนางฮุ่ง โจรสา ผู้เสียชีวิต)
  • จำนวนเงิน: 100,000 บาท
  • สถานที่: บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน
  • ผู้มอบ: นายสมคิด เชื้อคง (ตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร)
  • พยาน: ปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้าน

การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในจังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน นอกจากเงินช่วยเหลือแล้ว การมอบบ้านน็อกดาวน์เพิ่มเติมยังเป็นการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย

การช่วยเหลือของนายทักษิณในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การมอบเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบบ้านน็อกดาวน์ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายอีกด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือในระยะยาวที่สามารถช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชน และความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์และสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ” มอบเงิน 1 แสนบาท เยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว ที่ จ.อุบลราชธานี

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดปกติวันแรก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ววันนี้ หลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน แม้บรรยากาศโดยรวมยังคงบางตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเผยถึงแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก

เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านโซง ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่ามีครูและนักเรียนทยอยเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดทำการเรียนการสอนไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณสนามฟุตบอลและพื้นที่โดยรอบโรงเรียน ก่อนที่จะร่วมกันทำกิจกรรมเคารพธงชาติ และรับฟังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตนหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

นายคมสันต์ บรรเทิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโซง กล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเกือบ 500 คน แต่วันนี้มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 300 กว่าคน อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผู้ปกครองหลายท่านยังไม่มั่นใจที่จะให้บุตรหลานมาโรงเรียนหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์การปะทะมา ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันวันแรก ทางโรงเรียนได้ทำการอพยพนักเรียนภายใน 15 นาที ถือเป็นโรงเรียนแรกในอำเภอน้ำยืนที่สามารถสั่งอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงเรียนก็มีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดให้บริการวันแรกเช่นกัน

ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่อำเภอน้ำยืนก็กลับมาเปิดให้บริการเป็นวันแรกเช่นกัน แต่พบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ค่อนข้างบางตา ซึ่งในช่วงที่โรงพยาบาลปิดทำการนั้น ทางโรงพยาบาลได้ทำการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยที่บ้าน และมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาหลายวัน

นางผาด บุญสิทธิ์ อายุ 64 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า วันนี้แพทย์นัดให้มารับยาเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาแล้ว และไม่สามารถเดินทางมารับยาได้เนื่องจากโรงพยาบาลปิดทำการ วันนี้จึงเดินทางมารับยาเอาไว้ก่อน เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาให้สำหรับ 10 วัน และแจ้งว่าหากยาหมดและโรงพยาบาลยังคงปิดทำการอยู่ ทางโรงพยาบาลจะจัดส่งยาไปให้ที่บ้านแทน ช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และทหาร ขอให้ทุกคนปลอดภัย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน การกลับมาเปิดทำการของ โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าความกังวลจะยังมีอยู่บ้าง แต่การมีแผนรับมือและความร่วมมือของทุกฝ่าย จะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก หลังเกิดเหตุปะทะ

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

Scroll to top