เกาหลีใต้

สีจิ้นผิง ให้ Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้ ถามเรื่อง?

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน สร้างสีสันในการเยือนเกาหลีใต้ เมื่อกล่าวติดตลกเรื่อง “แบ๊กดอร์” ( Backdoor) หรือช่องทางสำหรับสอดแนม ขณะมอบสมาร์ตโฟน Xiaomi ให้ประธานาธิบดีอี แจ มยอง เหตุเกิดระหว่างการพบปะนอกรอบการประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคย็องจู เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษของผู้นำจีน

เหตุการณ์ที่เป็นกันเองนี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (1 พ.ย.) ที่เมืองคย็องจู นอกรอบการประชุมสุดยอดเอเปค ซึ่งถือเป็นการเดินทางเยือนเกาหลีใต้ครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษของนายสี จิ้นผิง

สี จิ้นผิง ได้มอบสมาร์ทโฟน Xiaomi จำนวน 2 เครื่อง ซึ่งติดตั้งหน้าจอที่ผลิตในเกาหลีใต้ ให้กับนายอี แจ มยอง และทันทีที่รับของขวัญ ผู้นำเกาหลีใต้ก็กล่าวติดตลกตอบกลับไปว่า “ความปลอดภัยในการสื่อสารเป็นอย่างไรบ้าง?” ซึ่งทำให้นายสี จิ้นผิงหัวเราะ

สี จิ้นผิง ได้ชี้ไปที่อุปกรณ์และตอบกลับอย่างอารมณ์ดีว่า “คุณควรตรวจสอบดูว่ามี Backdoor อยู่หรือไม่” โดยอ้างถึงซอฟต์แวร์ที่อาจถูกติดตั้งไว้ล่วงหน้าซึ่งสามารถอนุญาตให้บุคคลที่สามสอดแนมได้ ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากประธานาธิบดีอี แจ มยอง

การหยอกล้อสั้น ๆ นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อในช่วงสุดสัปดาห์ เนื่องจากผู้นำจีนไม่ค่อยแสดงท่าทีขบขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับการจารกรรม หนังสือพิมพ์ Seoul Shinmun ของเกาหลีใต้ พาดหัวข่าวในวันจันทร์ว่า “สี หัวเราะลั่นหลังอี แซวความปลอดภัยของโทรศัพท์ Xiaomi”

คลิปวิดีโอการแลกเปลี่ยนคำพูดดังกล่าวในยูทูบ มีผู้แสดงความคิดเห็นมากกว่า 800 ราย โดยหลายคนแสดงความประหลาดใจกับการสนทนานี้ ผู้ใช้รายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “รู้สึกเหมือนปรมาจารย์กังฟูกำลังแลกเปลี่ยนกระบวนท่าในการดวลกัน”

นายคิม นัม-จุน โฆษกของประธานาธิบดีอี แจ-มยอง เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ช่วงเวลาที่ผ่อนคลายนี้ตอกย้ำว่าผู้นำทั้งสองมีความสนิทสนมกันมากขึ้นจากการพบปะกันหลายครั้งตลอดสองวัน

“ตั้งแต่พิธีต้อนรับ การแลกเปลี่ยนของขวัญ ไปจนถึงงานเลี้ยงและกิจกรรมทางวัฒนธรรม ผู้นำทั้งสองมีโอกาสมากมายในการมีปฏิสัมพันธ์และสร้างความรู้สึกส่วนตัวที่ดีต่อกัน” นายคิมกล่าว “ถ้าไม่มีความรู้สึกที่ดีเช่นนี้ การหยอกล้อเช่นนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้”.

สีจิ้นผิง ให้สมาร์ตโฟน Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้ เล่นมุกถามระบบความปลอดภัย

เรื่องราวของ สีจิ้นผิง ให้สมาร์ตโฟน Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้ กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน การแสดงออกถึงมิตรภาพและความเป็นกันเองในลักษณะนี้ ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากและน่าจับตามอง

ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าสนใจ: สีจิ้นผิง ให้สมาร์ตโฟน Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้

การที่ สีจิ้นผิง ให้สมาร์ตโฟน Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้ ไม่ใช่แค่การมอบของขวัญธรรมดา แต่เป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในเทคโนโลยีของจีนอีกด้วย มุกตลกเรื่องระบบความปลอดภัยที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ยิ่งทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น

การที่ผู้นำระดับโลกหยอกล้อกันในเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์ แสดงให้เห็นว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกจับตามองและให้ความสำคัญในระดับสากล ความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระบบรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกประเทศ

เหตุการณ์นี้ทำให้เราเห็นว่า แม้ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ก็ยังมีพื้นที่สำหรับมิตรภาพและความเป็นกันเอง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นำ สามารถนำไปสู่ความร่วมมือและความเข้าใจที่ดีขึ้นในระดับประเทศได้

นอกจากนี้ การที่สื่อให้ความสนใจกับเหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนทั่วไปก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพร้อมที่จะติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด การรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลและรอบด้านมากยิ่งขึ้น

เรื่องราว สีจิ้นผิง ให้สมาร์ตโฟน Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้ ไม่ได้เป็นเพียงข่าวเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นอีกหนึ่งหน้าต่างที่เปิดให้เรามองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสำคัญของเทคโนโลยี และความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีระหว่างกัน

การที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเลือกมอบสมาร์ทโฟน Xiaomi ซึ่งเป็นแบรนด์จีนให้กับผู้นำเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีของประเทศตนเอง Xiaomi ได้รับการยอมรับในระดับสากลในด้านนวัตกรรมและคุณภาพ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์นี้จึงเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของจีนในเวทีโลกอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้นำไปจนถึงระดับประชาชน การสื่อสารและความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนของขวัญและการหยอกล้อกันอย่างเป็นกันเอง เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดช่องว่างและสร้างความรู้สึกใกล้ชิดระหว่างกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ความปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามได้ การที่ผู้นำเกาหลีใต้ถามถึงความปลอดภัยของสมาร์ทโฟน Xiaomi เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเทคโนโลยี การตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกประเทศ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ในโลกที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและหลากหลาย การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น การเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนำไปปรับใช้ จะช่วยให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศอื่นๆ และสร้างโลกที่สงบสุขและมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การที่ผู้นำทั้งสองสามารถหยอกล้อกันได้อย่างเป็นกันเอง แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นี่เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นในด้านต่างๆ ในอนาคต

ที่มา – “สีจิ้นผิง” ให้สมาร์ตโฟน Xiaomi ปธน.เกาหลีใต้ เล่นมุกถามระบบความปลอดภัย

อนุทินแถลง! ผลประชุมอาเซียน-เอเปคดีล จีน-เกาหลีใต้-แคนาดา

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมไทยแลนด์แถลงสรุปผลการประชุมอาเซียนและเอเปค ซึ่งประสบความสำเร็จในการเจรจาข้อตกลงสำคัญกับ จีน เกาหลีใต้ และแคนาดา โดยจีนพร้อมเพิ่มโควตาซื้อข้าวจากไทย เกาหลีใต้เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปทำงานมากขึ้น และแคนาดาเตรียมเปิดเที่ยวบินตรงเชื่อมสองประเทศ

เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ณ ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี แถลงสรุปผลการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม และการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่เมืองคยองจู ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้พบปะกับผู้นำจาก 15 ประเทศ 3 องค์การระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงจากกว่า 20 บริษัทชั้นนำของโลก

“ในทุกวงประชุม เราได้นำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เพื่อดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีทีมงานเจรจาต่อยอดเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม สร้างรายได้ให้ประเทศ สนับสนุนเกษตรกร แรงงาน และการท่องเที่ยว”

นายอนุทินชี้แจงว่า ประเทศไทยมุ่งเน้น 4 เรื่องหลักในการผลักดันให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร การคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ การเป็นศูนย์กลางทางดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว

“เราได้เปิดตลาดข้าวและสินค้าเกษตรของไทยให้กว้างขึ้น เจรจาเพิ่มโควตาแรงงานถูกกฎหมายในเกาหลีใต้ สร้างความร่วมมือกับแคนาดาในด้านการท่องเที่ยวและการเป็นฮับแห่งความมั่นคงทางอาหาร” นายอนุทินกล่าว

สำหรับการเจรจาทวิภาคีกับประเทศต่างๆ ได้ข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญ เช่น ไทย-สิงคโปร์ จะลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่องการค้าข้าว ไทย-มาเลเซีย จะใช้ศักยภาพสินค้าเกษตรไทยหนุนห่วงโซ่อาหารโลก และไทยจะผลักดันการทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอาเซียน-อินเดีย

นอกจากนี้ ยังได้หารือกับบรูไนเรื่องความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารฮาลาล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และอื่นๆ

อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

“ความร่วมมือเหล่านี้จะเพิ่มช่องทางการตลาด ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบการจ่ายเงินดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ไฟฟ้า และบริการด้านสุขภาพ”

ประเทศไทยยังตั้งใจเป็นผู้นำในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยข้อเสนอของไทยได้รับการตอบสนองอย่างดีจากหลายประเทศ รวมถึงจีน สหรัฐฯ แคนาดา เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย

นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ภารกิจครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยยึดหลักความถูกต้องและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

ในการหารือกับสหรัฐอเมริกาและจีน ได้เน้นย้ำเรื่องการสานต่อความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับจีนซึ่งปีนี้ครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

จีนเปิดรับโควตาซื้อข้าวเพิ่มจากไทย

“การเจรจาเป็นไปด้วยดี โดยท่านสี จิ้นผิง ได้แสดงท่าทีคลายกังวลเมื่อทราบว่ารัฐบาลไทยไม่มีนโยบายเปิดคาสิโนแล้ว ทำให้จีนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอย่างสบายใจ และได้เปิดรับโควตาซื้อข้าวจากไทยเพิ่มอีกห้าแสนตัน” นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่า “ประตูหลายบานที่เปิดไว้จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนชาวไทย จะทำให้คนไทยมีเงินในกระเป๋าที่มากขึ้นและความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” นี่คือความสำเร็จจากการประชุมอาเซียน-เอเปค ที่ส่งผลดีต่อประเทศไทยอย่างแท้จริง การที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น การเจรจาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอย่างแท้จริง และ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่แข็งแกร่งและยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงสิ่งที่ อนุทินแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทย

ที่มา – “อนุทิน” ถึงไทยแถลงผลประชุมอาเซียน-เอเปค ดีลจีน-เกาหลีใต้-แคนาดาสำเร็จ

NewJeans แพ้คดี! สัญญา ADOR ถึงปี 2029

วงเค-ป๊อปชื่อดัง NewJeans แพ้คดีความต่อค่ายเพลงต้นสังกัด ADOR หลังศาลเกาหลีใต้มีคำตัดสินให้สัญญาของวงกับค่าย ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2029 ยังคงมีผลบังคับใช้ หลังสมาชิกทั้ง 5 คนประกาศเมื่อปีที่แล้วว่าจะยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว โดยอ้างถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมและการถูกบิดเบือน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งสาธารณะระหว่างวง ค่าย ADOR และ HYBE บริษัทแม่ ด้านสมาชิกทั้ง 5 คนประกาศเตรียมยื่นอุทธรณ์ต่อ

ศาลเกาหลีใต้มีคำสั่งยืนยันว่า สัญญาของวง NewJeans กับค่ายเพลง ADOR ยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไปจนถึงปี 2029 สมาชิกทั้งห้าของวง ได้แก่ ฮันนี่, ฮเยอิน, แฮริน, ดาเนียล และ มินจี ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วว่าพวกเธอจะออกจากต้นสังกัดโดยให้เหตุผลว่าถูก ปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมและมีการบิดเบือน โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า วง NewJeans จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลในครั้งนี้

คำตัดสินครั้งนี้มีขึ้นหลังจากการเผชิญหน้ากันนานกว่าหนึ่งปีระหว่างวง NewJeans และค่ายต้นสังกัดการประกาศถอนตัวอย่างกะทันหันของวงเกิดขึ้นหลังจากข้อพิพาทที่เปิดเผยต่อสาธารณะระหว่าง มิน ฮีจิน ผู้บุกเบิกและเป็นเหมือนเมนเทอร์ของวง กับค่าย ADOR รวมถึงบริษัทแม่คือ HYBE ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ที่ดูแลศิลปินระดับแถวหน้าอย่าง BTS และ Seventeen

ความขัดแย้งระหว่างมินและ HYBE เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2024 เมื่อ HYBE เริ่มตรวจสอบบัญชีของ ADOR ที่ขณะนั้นบริหารโดยมิน พร้อมเรียกร้องให้เธอลาออก แม้มินจะปฏิเสธข้อกล่าวหาของ HYBE ที่ว่าเธอกำลังวางแผนแยกตัวออกไปตั้งบริษัทอิสระ แต่เธอก็ถูกปลดออกจากตำแหน่งซีอีโอของ ADOR ในเดือนสิงหาคม

หลังจากที่มินถูกไล่ออก วง NewJeans ได้ยื่นคำขาดเรียกร้องให้มีการคืนตำแหน่งให้กับมิน และเมื่อ HYBE ปฏิเสธ สมาชิกวงจึงเปิดเผยข้อร้องเรียนต่อค่ายเพลง ซึ่งรวมถึงการกล่าวอ้างว่าค่ายตั้งใจบ่อนทำลายอาชีพของพวกเธอ โดยฮันนี่ หนึ่งในสมาชิกของวง ยังอ้างว่าเธอถูกคุกคามในสถานที่ทำงาน ขณะร่วมงานกับค่ายเพลง

ศาลกล่าวว่าเป็นการยากที่จะสรุปว่าการไล่มินออกจาก ADOR เพียงอย่างเดียวได้สร้างช่องว่างในการบริหารจัดการให้กับ NewJeans และ ADOR ขาดการวางแผนหรือความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับวง ศาลระบุว่า “ไม่มีข้อกำหนดในสัญญาผูกขาดที่กำหนดให้มินต้องดูแล ADOR” “แม้ว่ามินจะถูกปลดออกจากตำแหน่งซีอีโอ แต่เธอก็สามารถมีส่วนร่วมในงานผลิตในฐานะผู้อำนวยการภายนอกได้”

ด้านทีมทนายความซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมายของสมาชิกทั้ง 5 ของวง กล่าวว่า “แม้สมาชิกจะเคารพต่อคำตัดสินของศาล แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ความไว้วางใจระหว่างสมาชิกกับ ADOR ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง การกลับไปทำงานร่วมกับ ADOR เพื่อดำเนินกิจกรรมบันเทิงตามปกตินั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น สมาชิกทั้งหมดจึงมีแผนที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อคำตัดสินของศาลชั้นต้นทันที และหวังว่าศาลอุทธรณ์จะพิจารณาข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญาพิเศษอย่างรอบคอบ เพื่อมีคำตัดสินที่ยุติธรรมและเหมาะสม”

ทั้งนี้ สมาชิกทั้ง 5 พยายามเปลี่ยนชื่อวงเป็น NJZ ในเดือนมีนาคม พวกเธอได้ปล่อยเพลงใหม่และทำการแสดงที่ฮ่องกง ก่อนที่กิจกรรมอิสระดังกล่าวจะถูกระงับโดยคำสั่งศาล.

NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029

ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดข้อพิพาทนี้คืออะไร ทำไม NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029 การที่ศาลตัดสินให้สัญญามีผลผูกพันต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของข้อตกลงทางกฎหมายในวงการบันเทิงเกาหลีใต้

ผลกระทบต่อ NewJeans จากคดีความ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคดีนี้ต่อวง NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029 นั้นมีหลายด้าน ทั้งด้านการทำงานร่วมกับค่าย ADOR ที่อาจจะไม่ราบรื่นเหมือนเดิม และด้านภาพลักษณ์ของวงที่อาจจะต้องเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนคลับและสาธารณชน

การยื่นอุทธรณ์ของสมาชิกวงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเธอเชื่อมั่น แม้ว่าผลลัพธ์จะยังไม่แน่นอน แต่การตัดสินใจครั้งนี้ก็เป็นการแสดงออกถึงจุดยืนของวงอย่างชัดเจน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับศิลปินและค่ายเพลงในการทำความเข้าใจและเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศิลปินและต้นสังกัด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวของ NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029 แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่หยั่งรากลึกในวงการ K-Pop เกี่ยวกับอำนาจ การควบคุม และการแสวงหาผลประโยชน์

ที่มา – NewJeans แพ้คดีความศาลเกาหลีใต้ สัญญากับค่าย ADOR มีผลถึงปี 2029

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกที่ปูซานในรอบ 6 ปี

ทั่วโลกจับตามองวาระสำคัญที่ผู้นำจีนและสหรัฐอเมริกาเจรจากันที่เกาหลีใต้ โดยทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ปูซาน ท่ามกลางความชื่นมื่นและคำยกย่องซึ่งกันและกัน ก่อนการประชุมหารือเป็นการภายใน

สื่อทั่วโลกต่างบันทึกภาพวินาทีประวัติศาสตร์ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ได้พบหน้ากันอีกครั้งในรอบ 6 ปี ณ ฐานทัพอากาศกิมแฮ เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ประธานาธิบดีทรัมป์ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงอย่างเป็นมิตร พร้อมทั้งกล่าวยกย่องว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นนักเจรจาที่แข็งแกร่ง ก่อนที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดแบบปิด

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวถึงความสัมพันธ์ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าด้วยสภาพประเทศที่แตกต่างกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่สองมหาเศรษฐกิจของโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ จะมีความเห็นไม่ตรงกันหรือเกิดความขัดแย้งกันเป็นระยะ ๆ แต่ย้ำว่าทั้งสองประเทศควรเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และช่วยกันประคับประคองให้เรือใหญ่แห่งความสัมพันธ์จีน–สหรัฐฯ แล่นต่อไปได้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งยังชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพ โดยเฉพาะการช่วยผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา รวมถึงการมีบทบาทในการเป็นสักขีพยานต่อข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการพบกันครั้งนี้ รวมถึงเรื่องกำแพงภาษีทางการค้า การลักลอบขนยาเฟนทานิลซึ่งเป็นยาเสพติดร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ ปีละหลายหมื่นคน การควบคุมการส่งออกแร่หายาก หรือ แรร์ เอิร์ท ของจีน กับการนำเข้าถั่วเหลืองสหรัฐฯ ของจีน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ ประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยเฉพาะสงครามรัสเซียยูเครน และจุดยืนของสหรัฐฯ เรื่องไต้หวัน ค่าธรรมเนียมท่าเรือสำหรับเรือจีนที่จอดเทียบท่าในสหรัฐฯ และความเป็นไปได้ในการสรุปข้อตกลงเพื่อซื้อ TikTok

ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ปูซาน

การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงความพยายามในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ หลังจากที่ความสัมพันธ์ตึงเครียดมาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การหารือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยลดความขัดแย้ง สร้างความเข้าใจ และหาทางออกร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อทั้งสองฝ่าย รวมถึงต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของโลก

ทำไมการพบกันของ ทรัมป์-สี จิ้นผิง ถึงสำคัญ?

การที่ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ปูซาน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ท่ามกลางความท้าทายต่างๆ ที่นานาประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ สงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างสหรัฐฯ และจีน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ผลลัพธ์ของการหารือระหว่างผู้นำทั้งสอง จะส่งผลกระทบต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า การลงทุน และความร่วมมือในด้านต่างๆ การจับตามองและวิเคราะห์ผลจากการพบปะกันครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

  • ประเด็นที่น่าจับตามอง: การเจรจาเรื่องการค้า กำแพงภาษี และเทคโนโลยี
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก: ความร่วมมือหรือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีน ย่อมส่งผลต่อSupply Chain
  • อนาคตของความสัมพันธ์: การพบกันครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือหรือความขัดแย้งที่มากขึ้น?

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ปูซาน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะทักทาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่ออนาคตของโลก

ที่มา – ทรัมป์-สี จิ้นผิง พบกันครั้งแรกในรอบ 6 ปีที่ปูซาน

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์: หวังคลี่คลายการค้า

การประชุมที่ทั่วโลกจับตามองกำลังจะเกิดขึ้น! สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ที่เกาหลีใต้ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ท่ามกลางความหวังว่าจะสามารถคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้าที่ยืดเยื้อมานานระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา

กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ยืนยันการพบปะระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ การพบกันครั้งนี้เป็นการพบกันที่ตลาดการเงินและนักลงทุนทั่วโลก เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ โดยคาดหวังว่ามันจะช่วยบรรเทาความขัดแย้งทางการค้าที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่าผู้นำทั้งสองจะมีการหารือเชิงลึกในประเด็นยุทธศาสตร์และระยะยาว แม้ว่าจะไม่ได้กล่าวถึงข้อตกลงทางการค้าโดยตรงก็ตาม นายกัว จี๋ว์คุน โฆษกฯ กล่าวเสริมว่าจีนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นบวก และวางแนวทางใหม่สำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มั่นคง

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับสื่อบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างเดินทางไปเกาหลีใต้ว่า เขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะบรรลุ “ข้อตกลงที่ดี” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ

การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่ทรัมป์เริ่มดำรงตำแหน่งวาระที่สอง และประกาศใช้มาตรการภาษีกับหลายประเทศทั่วโลก

ความคาดหวังเกี่ยวกับการพบปะของสองผู้นำมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลังจากความตึงเครียดที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้เกิดความกังวลว่าผู้นำทั้งสองอาจล้มเลิกการเจรจาเพื่อยุติสงครามภาษีที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องภาษีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น การลักลอบขนส่งเฟนทานิล ชิปเทคโนโลยีขั้นสูง แร่หายาก และการส่งออกถั่วเหลือง

ท่ามกลางบรรยากาศการเจรจาที่ตึงเครียด มีรายงานจากแหล่งข่าวทางการค้าว่า บริษัท COFCO ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน ได้สั่งซื้อถั่วเหลือง 3 ลำเรือจากสหรัฐฯ ก่อนการประชุม ซึ่งนับเป็นการซื้อถั่วเหลืองล็อตแรกจากผลผลิตปีนี้ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีก่อนการเจรจา

สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ การประชุมที่ทั่วโลกจับตา

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะอยู่ในเกาหลีใต้ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันเสาร์เพื่อเข้าร่วมการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) และเดินทางเยือนประเทศเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ ในขณะที่ทรัมป์ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดระดับภูมิภาคนี้

ทำไมการพบกันระหว่าง สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ถึงสำคัญ?

  • คลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า: สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การเจรจาที่ประสบความสำเร็จอาจนำไปสู่การลดภาษีและสร้างเสถียรภาพ
  • กำหนดทิศทางความสัมพันธ์: การพบกันครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้นำทั้งสองหารือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในระยะยาว และหาทางแก้ไขความขัดแย้ง
  • ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด: การเจรจาที่ราบรื่นอาจช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจโลก

การประชุม สี จิ้นผิง พบ ทรัมป์ ครั้งนี้จึงเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ผลลัพธ์ของการประชุมอาจมีผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – จีนยืนยัน “สี จิ้นผิง” พบ “ทรัมป์” ที่เกาหลีใต้ 30 ต.ค. นี้ หวังคลี่คลายความตึงเครียดทางการค้า

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับอาเซียน-เกาหลีใต้

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ร่วมต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ มุ่งหน้าสู่อนาคตดิจิทัลสีเขียวและความยั่งยืน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ห้องประชุมใหญ่ 2 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN – Republic of Korea Summit) โดย นายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีคนใหม่จะได้พบกับผู้นำอาเซียน เป็นครั้งแรก ขณะที่ไทยทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นถึงการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการทบทวนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงส่งเสริมการดำเนินการสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เมื่อปี 2567 ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี และในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนในคราวเดียวกัน

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับประธานาธิบดีอี แช มย็อง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในนามอาเซียน เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชื่นชมบทบาทของเกาหลีใต้ในกลไกความร่วมมือของอาเซียน และจะดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573)

ด้านความมั่นคง – นายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือทางการเมือง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนสนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านกิจการทางทะเลผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียังได้เสนอความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเกาหลีในการปราบปราม Scammer อย่างจริงจัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสมาชิกอาเซียนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และลาว

ด้านเศรษฐกิจ – นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–เกาหลี (ASEAN-Korea Trade Agreement – AKFTA) ในปี 2026 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม – นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยชื่นชม “โครงการ Korea–ASEAN Digital Innovation Flagship” ของรัฐบาลเกาหลี

ด้านสังคมและวัฒนธรรม – นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันการส่งเสริมการศึกษา การท่องเที่ยว กีฬา การพัฒนาแรงงาน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม – เน้นการส่งเสริมการทำงานร่วมกับศูนย์อาเซียนในสาขาอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานหมุนเวียน

ไทยเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อความร่วมมือ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย โดยเสนอ 3 แนวทางความร่วมมือหลัก เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย–อาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่

1) การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนข้อริเริ่ม “AI Initiative” ของเกาหลีใต้ เพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม

2) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งรัดเจรจา “Thailand–ROK Economic Partnership Agreement (EPA)” และการปรับปรุงข้อตกลง AKFTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภูมิภาค

3) การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืน โดยไทยพร้อมร่วมมือกับเกาหลีในการดำเนินโครงการ “Clean Air for Sustainable ASEAN” และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยสนับสนุนการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า และแสดงความพร้อมของไทยและอาเซียนที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ หวังสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอนาคตสีเขียวที่ยั่งยืน หวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

คดีช็อคโกพาย: พนง.สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท

คนงานส่งของในเกาหลีใต้ต้องเผชิญกับการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานกว่าหนึ่งปี หลังถูกกล่าวหาว่า “ขโมย” ขนมขบเคี้ยวสุดฮิตอย่าง ‘ช็อกโกพาย’ และคัสตาร์ดเค้ก รวมมูลค่าเพียง 1,050 วอน (ราว 24 บาท) จากตู้เย็นที่ทำงาน แม้ศาลชั้นต้นสั่งปรับ 50,000 วอน แต่เจ้าตัวยืนยันบริสุทธิ์และยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอาจสูงกว่ามูลค่าขนมถึง 10,000 เท่า ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้

คดีดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกเรียกว่า “คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี \”ขโมยขนม\” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี” ในเกาหลีใต้ โดยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2024 เวลาประมาณตี 4 ที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดช็อลลาเหนือ พนักงานขับรถส่งของบริษัทผู้รับเหมา ถูกกล่าวหาว่าหยิบขนม ช็อกโกพาย (มูลค่า 400 วอน) และ มินิคัสตาร์ดเค้ก (มูลค่า 650 วอน) รวมมูลค่าเพียง 1,050 วอน (ประมาณ 24 บาท) ออกมาจากตู้เย็นในสำนักงานของบริษัทโลจิสติกส์ที่เป็นคู่ค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต

คนงานรายนี้ยืนยันว่าเขาไม่มีเจตนาขโมย และอ้างว่าพนักงานขับรถคนอื่นเคยบอกเขาว่า “มีขนมในตู้เย็น กินได้เลย” อีกทั้งการกินขนมดังกล่าวหลังกะกลางคืนก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติร่วมกันของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยืนยันว่าพนักงานขับรถไม่ได้รับอนุญาตให้ “เปิดตู้เย็นโดยไม่ได้รับอนุญาต” เว้นแต่จะได้รับเสนอขนมอย่างชัดเจน และได้ยื่นเรื่องร้องทุกข์อย่างเป็นทางการต่อตำรวจ อัยการพิจารณาคดีนี้เป็นความผิดเล็กน้อยจึงยื่นฟ้องแบบคำร้องสรุป พร้อมขอให้ปรับ 500,000 วอน แต่เนื่องจากผู้ต้องหาปฏิเสธและยืนยันในความบริสุทธิ์ จึงร้องขอให้มีการไต่สวนคดีอย่างเป็นทางการ 

ศาลชั้นต้นมีคำตัดสินให้คนงานรายนี้มีความผิดจริงในข้อหาลักทรัพย์ และสั่งปรับ 50,000 วอน ซึ่งสูงกว่ามูลค่าขนมที่รับประทานเข้าไปถึงเกือบ 50 เท่า คนงานรายนี้ยื่นอุทธรณ์ทันที โดยการไต่สวนในชั้นอุทธรณ์ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว โดยทนายฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าขนมดังกล่าวเป็นสิ่งที่แบ่งปันกันตามธรรมเนียมไม่ถือเป็นการลักทรัพย์ ผู้พิพากษาคิม โด-ฮยอง ยังแสดงความเห็นในศาลว่า “รู้สึกรุนแรงเกินไปที่จะนำคดีมาถึงขั้นนี้” และจะพิจารณาว่าการลักทรัพย์เข้าข่ายทางกฎหมายหรือไม่

คดีนี้ได้จุดประกายความไม่พอใจในเกาหลีใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหภาพแรงงานที่นำไปเปรียบเทียบกับ “ฌอง วัลฌอง” ตัวเอกในนวนิยายคลาสสิกของฝรั่งเศสเรื่อง “เล มิสเซราบล์ (Les Misérables)” ที่ถูกจำคุกเพียงเพราะขโมยขนมปังเพื่อเลี้ยงดูพี่น้อง

ผู้เชี่ยวชาญระบุกับสื่อท้องถิ่นว่า ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายที่คนงานรายนี้ต้องจ่ายอาจสูงถึง 10,000 เท่า ของมูลค่าขนมที่เขากินไป ประเด็นนี้ยังถูกยกขึ้นมาถกเถียงอย่างร้อนแรงในการประชุมรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ชิน แด-กยอง หัวหน้าอัยการเขตช็อนจูคนใหม่ ได้ออกมาแถลงว่า จะทบทวนคดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี \”ขโมยขนม\” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปีนี้ “ภายใต้ขอบเขตของสามัญสำนึก” โดยยกกรณีคล้ายกันในปี 2020 ที่พนักงานร้านสะดวกซื้อถูกฟ้องข้อหาบริโภคขาหมู (จกบัล) มูลค่า 5,900 วอน แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องในที่สุด

อัยการชินยังระบุว่า การดำเนินคดีเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สิน หากเหยื่อ (บริษัท) ยืนกรานให้ลงโทษและไม่มีการยอมความ แต่ก็ได้แย้มเป็นนัย ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจเพื่อผ่อนปรนโทษในชั้นอุทธรณ์ โดยอาจถึงขั้นแนะนำไม่ให้มีการลงโทษก็เป็นได้

การไต่สวนนัดต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นในสัปดาห์หน้า โดยจะมีพยานฝ่ายจำเลย 2 คนเข้าให้การ คดีนี้ยังคงเป็นที่จับตาและกระตุ้นการถกเถียงเกี่ยวกับสัดส่วนของความยุติธรรมในระบบกฎหมายของเกาหลีใต้ ว่าการปฏิบัติต่อขนมมูลค่า 1,000 วอน เป็นอาชญากรรมร้ายแรงนั้น บ่อนทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณชนในความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายหรือไม่.

คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

บทสรุปคดีช็อคโกพาย

สรุปแล้ว คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี \”ขโมยขนม\” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี กลายเป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะเป็นความผิดเล็กน้อย คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียม และความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น หากปราศจากความช่วยเหลือทางกฎหมาย พนักงานรายนี้อาจต้องเผชิญกับค่าปรับที่สูงเกินจริง

ที่มา – คดีช็อคโกพาย: พนักงานส่งของเกาหลีใต้ สู้คดี “ขโมยขนม” 24 บาท ยืดเยื้อนานนับปี

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

คณะผู้แทนจากรัฐสภาเกาหลีใต้ยังคงเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ ประเทศกัมพูชาอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่อาคารต้องสงสัยซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีชาวเกาหลีใต้จำนวนมากเข้าไปเกี่ยวข้อง

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้เข้าตรวจค้นอาคารดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา และทำการควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งก่อนส่งตัวกลับประเทศด้วยเที่ยวบินพิเศษเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม

คณะกรรมาธิการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชาได้มอบหลักฐานที่ได้จากการตรวจค้นให้แก่คณะผู้แทนเกาหลีใต้เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเบื้องต้นพบว่าชาวเกาหลีใต้ที่ทำงานในศูนย์แห่งนี้ส่วนใหญ่สมัครใจทำงานเอง อย่างไรก็ตาม ทางเกาหลีใต้ยังคงตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีบางส่วนถูกล่อลวงให้เข้ามาทำงานโดยไม่รู้ตัว

ทางการเกาหลีใต้ได้ออกหมายจับผู้ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศไปแล้ว 49 คน จากทั้งหมด 64 คน และกำลังพิจารณาออกหมายจับเพิ่มเติม ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโรแมนซ์สแกม การหลอกลงทุน และการโทรศัพท์หลอกลวงหรือฟิชชิ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มีเป้าหมายเป็นชาวเกาหลีใต้ด้วยกันเอง

เจ้าหน้าที่กัมพูชาเปิดเผยว่าในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการบุกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัยถึง 92 จุด ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 3,400 คน จาก 20 สัญชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหยื่อที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงและได้ถูกส่งตัวกลับประเทศแล้ว ส่วนผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการหลอกลวงจำนวน 75 คน ถูกดำเนินคดีในศาลกัมพูชา

ทั้งรัฐบาลกัมพูชาและเกาหลีใต้ได้ประกาศความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคให้หมดสิ้น พร้อมทั้งยกระดับการตรวจสอบแรงงานต่างชาติเพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชากลายเป็นฐานของอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ

ความร่วมมือระหว่างประเทศครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก

ทำไมการเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงสำคัญ?

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายให้กับทั้งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและภาพลักษณ์ของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มมิจฉาชีพว่าการกระทำของพวกเขาจะไม่ได้รับการยอมรับและจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพและการรายงานเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติ ถือเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

การเดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญจึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมทางไซเบอร์ และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – ผู้แทนเกาหลีใต้ เดินหน้าตรวจสอบศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในพนมเปญ หวังกวาดล้างให้เรียบ

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

Scroll to top