เครือข่ายสแกมเมอร์

ตร.เร่งขยายผลคดี หมิงเฉิน ซัน อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้ เกี่ยวกับกรณีการจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด จนกลายเป็นที่มาของการเปิดโปงเครือข่ายใหญ่ วันนี้เรามาอัปเดตความคืบหน้าที่ว่า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงและประชาชนโดยตรง

เจาะลึกความคืบหน้า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ

จากรายงานล่าสุดที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อสะสางคดีของผู้ต้องหาต่างชาติรายนี้ โดยแบ่งประเด็นการสอบสวนออกเป็นสองส่วนคือ ความผิดฐานครอบครองอาวุธสงคราม และความเชื่อมโยงกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือกลุ่มสแกมเมอร์ที่คอยหลอกลวงประชาชนในปัจจุบัน

เบาะแสสำคัญจากเส้นทางเงิน

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกในคดีนี้ พบว่า ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวมหาศาล โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติผ่านธุรกรรมบัญชี TPO หรือ Third Party Operator มากกว่า 1,000 รายการ ส่งผลให้คณะพนักงานสอบสวนต้องเร่งแกะรอยเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องคนอื่นๆ ในเครือข่ายให้ได้มากที่สุด

ประเด็นที่น่าสนใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่:

  • มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแยกสำนวนคดีให้ชัดเจน
  • ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างอาวุธสงครามและเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติ
  • วิเคราะห์บัญชีธนาคารและการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสแกมเมอร์

การทำงานในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าทางตำรวจไซเบอร์เอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมากขึ้น การที่สามารถตรวจพบเส้นทางเงินจำนวนมากนี้ จะไม่ใช่แค่การเอาผิดตัวบุคคลเพียงคนเดียว แต่เป้าหมายสำคัญคือการถอนรากถอนโคนเครือข่ายสแกมเมอร์ที่ฝังตัวอยู่ในไทยให้สิ้นซาก

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะภัยจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด และหวังว่าเจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ได้ครบทุกมิติ เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวมครับ

ที่มา – ตร.เร่งขยายผลคดี “หมิงเฉิน ซัน” อาตี๋ซีโฟร์ เอี่ยวสแกมเมอร์ พบเส้นทางเงินโยงพันรายการ

“โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท.ยันขยายผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในสภา ที่กลายเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ “โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง กรณีพบอาวุธสงครามกองโตในบ้านหรูที่พัทยา ของชายชาวจีนรายนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมไทยไม่น้อย

“โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตำรวจชลบุรีไปเจอรถบรรทุกรถติดตามจากอุบัติเหตุ แล้วขยายผลค้นบ้านพักนายหมิงเฉิน ซัน ในพัทยา พบอาวุธสงครามเพียบ ทั้งปืนเล็กยาวทหาร ระเบิดมือ หนังสือเดินทางปลอมนับร้อยเล่ม สิ่งที่น่าตกใจคือ ไม่ใช่การสืบสวนเชิงรุก แต่บังเอิญจากอุบัติเหตุเท่านั้น! นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ “โตโต้” ส.ส.พรรคประชาชน ลุกขึ้นถามกระทู้สดในสภา วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ถามนายกฯ อนุทิน แต่ “เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์” รมช.มหาดไทย มาตอบแทน

โตโต้ชี้รัฐบาลล้มเหลวด้านการข่าวอย่างไร

โตโต้ย้ำว่ารัฐบาลยอมรับไหมว่าล้มเหลวด้านการข่าว เพราะมีหน่วยข่าวกว่า 7 หน่วย แต่ปล่อยให้อาวุธแบบนี้เล็ดลอดมาได้ ชายจีนรายนี้เข้าออกไทยบ่อย อยู่บ้านหรู เงินหมุนเวียนหลักสิบล้าน แต่ไม่เคยถูกจับตา แถมโยงทหารเรือหลายคดี เช่น คดียิงอดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชาในบางลำพู, ลอบยิงส.ส.นราธิวาส โตโต้จี้ขยายผลถึงเจ้าหน้าที่รัฐและเบื้องหลัง อย่าตัดตอนแค่ผู้ต้องหา

  • พบอาวุธสงครามในบ้านพัทยา ไม่ใช่จากการสืบเชิงรุก
  • เชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์กัมพูชา
  • มีทหารเรือเกี่ยวข้องหลายคดีติด ๆ กัน
  • รัฐมีหน่วยข่าวเพียบแต่ระบบล้มเหลว

รมช.มท.เจเศรษฐ์โต้ ไม่ใช่ล้มเหลว แต่ช่องว่างบูรณาการ

เจเศรษฐ์ชี้ ไม่ใช้คำล้มเหลว แต่เป็นช่องว่างที่ยังไม่บูรณาการเต็มที่ ยืนยันตรวจย้อนรอยแล้ว ชายจีนรายนี้ไม่มีประวัติก่อการร้ายจากประเทศอื่น กำชับหน่วยงานปิดช่องโหว่ ขยายผลออกหมายจับนอมินี ค้นบ้านต่างด้าวย้อนหลัง นำเข้าคดีพิเศษบูรณาการทุกหน่วย วานนี้ (13 พ.ค.) กวาดล้างนอมินีเกาะพงัน-ภูเก็ตแล้ว รัฐพร้อมดูแลความมั่นคงทุกมิติ

โตโต้ถามต่อว่ารัฐมีแผนยุทธศาสตร์อะไรบ้าง เพื่อป้องกันภัยใหม่ โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เจเศรษฐ์ย้ำบูรณาการทุกกระทรวง กลาโหม-ตำรวจตรวจอาวุธเข้มงวด ไม่ให้เล็ดลอด

สุดท้ายโตโต้ชื่นชมแต่เตือน ฝ่ายความมั่นคงอย่ายุ่ง politics มากเกิน ควรมุ่งภัยจากต่างชาติที่ปลอมนักลงทุน-นักท่องเที่ยว ใช้ไทยเป็นฐานก่ออาชญากรรม รัฐต้องปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกตั้งแต่บัดนี้

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทยในยุคดิจิทัล แก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติใช้ไทยเป็นฐาน อาวุธสงครามลอยมาถึงบ้าน การข่าวต้องอัพเกรดด่วน บูรณาการ AI และข้อมูลใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ประชาชนอย่างเราต้องติดตามใกล้ชิด

คุณคิดว่ารัฐบาลจะขยายผลได้จริงไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อน ๆ ทราบ!

ที่มา – “โตโต้” ซัดรัฐล้มเหลวการข่าวเคส “หมิงเฉิน ซัน” รมช.มท. ยันขยายผลถึงเบื้องหลัง

สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วนหลอกสแกนใบหน้าแจกซิม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่กันเลยครับ สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลใบหน้าของเรามีค่ามากกว่าที่คิด!

สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้บุกตรวจค้น 8 จุดในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์ พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพปลอมตัวเป็นตัวแทนค่ายมือถือ หลอกนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี” โดยให้สแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียน แต่จริงๆ แล้วเอาไปสร้าง “ซิมผี” กว่า 2,000 เบอร์ ส่งต่อให้แก๊งสแกมเมอร์โกงเงินประชาชน

ผลจากการจับกุม จับผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 3 ราย ยึดของกลางเพียบ ทั้งซิมการ์ด 2,160 ซิม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เอกสารตัวแทนจำหน่าย และโฆษณาขายซิม เหตุการณ์นี้ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ออกโรงทันที สั่งให้ค่ายมือถือทั้งหมดชี้แจงข้อเท็จจริง และทบทวนมาตรการคุ้มครองข้อมูลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

ปฏิบัติการ SAFE ดอย BOY เกิดอะไรขึ้นบ้าง

  • เป้าหมายการตรวจค้น: 8 จุดใน 4 จังหวัดหลัก
  • ผู้ต้องหาที่จับกุม: 3 รายตามหมายจับ
  • ของกลางสำคัญ: ซิม 2,160 ซิม, มือถือ 2 เครื่อง, เอกสารตัวแทนและโฆษณา
  • พฤติกรรม: หลอกสแกนใบหน้าเด็กนักเรียนเพื่อลงทะเบียนซิมผี

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เน้นย้ำว่า ค่ายมือถือในฐานะ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ต้องกำกับดูแลพนักงาน ตัวแทน และบุคลากรให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุต้องทบทวนทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย

หน้าที่ค่ายมือถือตามกฎหมาย PDPA

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ค่ายมือถือมีหน้าที่หลักดังนี้

  • จัดมาตรการกำกับดูแลตัวแทนและพนักงาน
  • รักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
  • แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลหากเกิดขึ้น
  • ทบทวนและปรับปรุงนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนโรงเรียนเองก็ต้องระวัง! ควรตรวจสอบบุคคลภายนอกที่มาทำกิจกรรมเก็บข้อมูลนักเรียน โดยเฉพาะข้อมูล biometric อย่างการสแกนใบหน้าที่เป็น “ข้อมูลอ่อนไหว” มีผลกระทบสูงต่อเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ต้องระมัดระวังการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยเป็นพิเศษ

เคสนี้แสดงให้เห็นชัดว่าการหลอกลวงแบบนี้ร้ายแรงแค่ไหน ซิมผีเหล่านี้ถูกใช้โทรหลอกโกง สร้างความเสียหายให้สังคมมหาศาล ข้อมูลใบหน้าถูกขโมยไปอาจนำไปใช้ปลอมตัวตน หลอกยืมเงิน หรือแม้แต่ deepfake ในอนาคต ผู้ปกครองควรเตือนลูกๆ อย่ารับกิจกรรมแจกของฟรีจากคนแปลกหน้าที่ขอสแกนใบหน้าหรือข้อมูลส่วนตัวโดยง่าย

สคส. ยืนยันว่าจะกำกับดูแลค่ายมือถือให้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนเต็มที่ หากคุณสงสัยว่าถูกละเมิดข้อมูล ติดต่อได้ที่โทร. 0 2111 8800 หรือ Facebook: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-สคส.

ในมุมมองของผม PDPA ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่เป็นเกราะป้องกันในยุคที่ข้อมูลคือสมบัติล้ำค่า ทุกคนต้องตื่นตัว รู้สิทธิตัวเอง และรายงานเหตุผิดปกติทันที เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่ออีกต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ครับ!

ที่มา – สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม

วิโรจน์ลั่น! เลือกตั้งหน้ามีนายกฯ ณัฐพงษ์แก้ฟอกเงิน

“วิโรจน์” ฉายภาพสแกมเมอร์ 101 หวั่นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินให้ทุนเทากัมพูชา ชง 5 ทางแก้ บอกหลังเลือกตั้งปีหน้ามี “นายกฯ ณัฐพงษ์” ถือธงนำแก้วิกฤตฟอกเงินในเวทีโลก

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนจัดกิจกรรม “รีชาร์จประชาชน” ที่อาคารอนาคตใหม่ ภายใต้แนวคิด “วาระประเทศไทย ความมั่นคงใหม่-เศรษฐกิจใหม่-บริหารประเทศแบบใหม่ ไทยทันโลก” โดยในการเสวนาหัวข้อ “เอาจริง! มาตรการจัดการทุนเทายึดประเทศ” นำโดย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้วิเคราะห์ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และทุนเทาข้ามชาติอย่างเจาะลึก

นายวิโรจน์ได้นำเสนอภาพปัญหาภายใต้หัวข้อ “สแกมเมอร์ 101 จากเงินที่รอคุณยายสู่ความวอดวายระดับประเทศ” โดยชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาและปัญหาฟอกเงินในไทย โดยระบุว่ากัมพูชามีเครือข่ายสแกมเมอร์เกือบ 60 แห่ง มูลค่าเงินต่อปีสูงถึง 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 4-6 แสนล้านบาท) ขณะที่ไทยสูญเงินจากการหลอกลวงของสแกมเมอร์ถึง 115,300 ล้านบาทต่อปี และไทยคือแหล่งฟอกเงินจากบัญชีม้าที่เชื่อมโยงไปยังกัมพูชา ผ่านการใช้นอมินีซื้อธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้รายวัน เช่น ร้านอาหาร ผับบาร์ เพื่อผสมเงินสีเทากับเงินถูกกฎหมายให้สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสรรพากร

รองหัวหน้าพรรคประชาชนบอกด้วยว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่การหลอกเงินแต่ทำให้ธุรกิจสุจริตในไทยต้องปิดตัวลง ธุรกิจบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Center) ตัวจริงพังทลาย มีการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ เกิดทัวร์ศูนย์เหรียญ การพนันออนไลน์ และทำให้คุณภาพชีวิตของคนไทยแย่ลงกำลังซื้อลดลงและประเทศเสี่ยงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ประเทศสีเทา ซึ่งจะทำลายภาคการเงินการธนาคารและการลงทุนในที่สุด โดยเปรียบเทียบว่า “ถ้าเปรียบกัมพูชาคือโจรที่ออกไปปล้นเงิน เราคือคู่สมรสของโจรที่มีหน้าที่ซ่อนเงินให้โจร”

นายวิโรจน์ได้เสนอ 5 แนวทางในการแก้ไขวิกฤตทุนเทายึดประเทศอย่างจริงจัง โดยบอกว่า ต้องบังคับใช้กฎหมายไซเบอร์ เร่งรัดให้มีการออกกฎหมายลูกภายใต้ พ.ร.ก. ไซเบอร์ให้เสร็จสิ้น โดยกำชับให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผู้ว่า กสทช. และ ก.ต.ล. ต้องร่วมรับผิดร่วมจ่ายความเสียหายกับประชาชน หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน นอกจากนี้ กสทช. ต้องทำงานร่วมกับ ธปท. เพื่อ ล็อกเลขบัตรประชาชนบัญชีม้า ไม่ให้สามารถซื้อซิมใหม่ได้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมสรรพากร ต้องร่วมมือกันปราบปรามนอมินีและธุรกิจศูนย์เหรียญที่ไม่เสียภาษีอย่างจริงจัง 

นอกจากนี้ บช.สอท., บก.ปอท., ปปง. และ ป.ป.ช. ต้องร่วมมือกับต่างประเทศขยายผลจับกุมตัวการใหญ่ให้ได้ พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไทยถึงยังไม่เปิดเผยรายชื่อบริษัทและตัวการที่สหรัฐฯ และสิงคโปร์ได้เปิดเผยไปแล้ว และ ก.ล.ต., ปปง., คปภ. กรมการปกครอง ต้องออกกฎให้กลุ่มการลงทุนและธุรกิจต่าง ๆ เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของผู้รับผลประโยชน์ และที่มาของเงินในทุกช่องทาง ที่สำคัญไทยต้องแสดงความมุ่งมั่นในการจัดการปัญหานี้ โดยเฉพาะในเวทีอาเซียน และร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และ กระทรวงการต่างประเทศควรผลักดันให้กัมพูชาอยู่ในประเทศสีเทา ในขณะที่ไทยต้องรักษาความบริสุทธิ์ของตนเอง

นายวิโรจน์ยังได้กล่าวถึงการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF และกลุ่มธนาคารโลก ในเดือนตุลาคม ปี 2569 และแสดงความหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคประชาชนจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีของเราจะชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และจะถือธงนำประเทศไทย กล่าวสุนทรพจน์ที่ยิ่งใหญ่ ว่าประเทศไทยของเราจะเป็นแกนนำที่พร้อมให้ความร่วมมือกับโลกทำลายกระบวนการสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้สิ้นซาก

วิโรจน์ชี้ เลือกตั้งครั้งหน้ามีนายกฯ ชื่อ ณัฐพงษ์แก้ฟอกเงิน

ความหวังใหม่: นายกฯ ณัฐพงษ์กับการแก้ปัญหาฟอกเงิน

การที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ออกมาแสดงความมั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีนายกรัฐมนตรีชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาฟอกเงิน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังกัดกินประเทศไทยอยู่ในขณะนี้

ปัญหาการฟอกเงินไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมข้ามชาติ แต่มันยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยในวงกว้าง การที่ประเทศไทยถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินทำให้ธุรกิจสุจริตต้องเผชิญกับความยากลำบากในการแข่งขัน และยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติ

ดังนั้น การมีผู้นำที่เข้าใจปัญหาและมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หากพรรคประชาชนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า การที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาฟอกเงินในประเทศไทย

คุณคิดว่านโยบายของพรรคประชาชนที่นายวิโรจน์นำเสนอ จะสามารถแก้ไขปัญหาฟอกเงินในประเทศไทยได้อย่างไร? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน!

ที่มา – “วิโรจน์” โวเลือกตั้งปีหน้ามีนายกฯชื่อ “ณัฐพงษ์” ถือธงนำแก้ “ฟอกเงิน” ในเวทีโลก

Scroll to top