เงินช่วยเหลือ

ทรัมป์เปิดฉากประชุม คกก.สันติภาพ มอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา นี่คือข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองโลกเลยนะครับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่รอช้า รีบเปิดการประชุมคณะกรรมการสันติภาพครั้งแรกที่วอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ก.พ. 2569 เพื่อคุยเรื่องฉนวนกาซาและความมั่นคงทั่วโลก โดยประกาศเพิ่มเงินช่วยเหลือเป็น 7 พันล้านดอลลาร์ จากเดิม 5 พันล้าน! มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

การประชุมครั้งนี้ ทรัมป์ต้อนรับผู้นำโลกหลายสิบคนที่กลายมาเป็น “เพื่อนแสนวิเศษ” ของเขา บอกว่าคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่าที่เคยทำมา ประกาศชื่อ 9 ประเทศที่สัญญาจะบริจาคเงินรวม 7 พันล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูฉนวนกาซา ประเทศเหล่านั้นได้แก่ คาซัคสถาน, อาเซอร์ไบจาน, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, โมร็อกโก, บาห์เรน, กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, อุซเบกิสถาน และคูเวต ทรัมป์บอกว่า “ทุกดอลลาร์คือการลงทุนเพื่อเสถียรภาพและความหวัง” สุดยอดเลยครับ!

นอกจากนี้ยังระดมทุนอีก 1 หมื่นล้านดอลลาร์ให้คณะกรรมการ แต่ยังไม่บอกว่าจะเอาไปทำอะไร ทรัมป์ย้ำว่าที่นี่คือจุดเริ่มต้นของอนาคตที่ดีกว่า ยังพูดถึงสหประชาชาติ (UN) ว่าควรมีบทบาทมากกว่านี้ สหรัฐฯ จะร่วมมือใกล้ชิด และคณะกรรมการนี้จะคอย “เฝ้าดู” UN ให้ทำงานดีขึ้นด้วย

ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา: รายละเอียดผู้เข้าร่วม

มีผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 20 คนมาร่วม เช่น วิกตอร์ ออร์บาน นายกฯ ฮังการีที่กำลังเจ้าเลือกตั้งยากๆ, ฮาเวียร์ มิเล ประธานาธิบดีอาร์เจนตินา, และเชห์บาซ ชารีฟ นายกฯ ปากีสถานที่อยากสานสัมพันธ์กับทรัมป์เพื่อปัญหากับอินเดีย แต่พันธมิตรเก่าของสหรัฐฯ อย่างยุโรปไม่ได้มา ญี่ปุ่นยังลังเล ส่งแค่ผู้แทนเรื่องกาซา

ทรัมป์ยังพูดถึงความขัดแย้งที่เขาแก้ได้แล้ว และชี้ว่าอิหร่านคือจุดวิกฤตใหญ่ การเจรจากับอิหร่านกำลัง “น่าสนใจ” แต่ต้องทำข้อตกลงให้ได้ มิฉะนั้นจะเลวร้าย! ข่าวนี้แสดงให้เห็นว่าทรัมป์ยังคงสไตล์เดิม ชอบสร้างพันธมิตรใหม่ๆ และผลักดันนโยบายใหญ่ๆ แบบรวดเร็ว

มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ การช่วยกาซา 7 พันล้านนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับ มันจะช่วยฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน สร้างความสงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและความมั่นคงของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ทรัมป์กำลังสร้าง “คณะกรรมการสันติภาพ” ให้เป็นคู่แข่ง UN ชัดๆ เพื่อให้สหรัฐฯ มีอิทธิพลมากขึ้น

  • เงินช่วยเหลือเพิ่มเป็น 7 พันล้านดอลลาร์
  • 9 ประเทศมุสลิมและเอเชียกลางร่วมบริจาค
  • ทรัมป์วิจารณ์ UN แต่สัญญาร่วมมือ
  • เน้นปัญหาอิหร่านเป็นหลัก

ในมุมมองผม การประชุมนี้เป็นกลยุทธ์เจ๋งของทรัมป์ที่รวมพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามา หลีกเลี่ยงยุโรปที่อาจขัดแย้ง และโฟกัสตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งน้ำมัน ถ้าสำเร็จ กาซาอาจสงบลงจริงๆ แต่ต้องดูว่าประเทศเหล่านี้จะโอนเงินจริงไหม คุณคิดยังไงกับทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา ลองคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ! ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – ทรัมป์เปิดฉาก ประชุม “คกก.สันติภาพ” สัญญามอบเงิน 7 พันล้านช่วยกาซา

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรับเงินเพิ่ม พ.ย.-ธ.ค. 68

ข่าวดีสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ! เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย. – ธ.ค. 68 รวม 2 เดือน 1,700 บาท โฆษกรัฐบาลแจ้งข่าวดีวันนี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.4 ล้านคน เตรียมตัวรับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม จำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน ในงวดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,700 บาทต่อคน

โดยเงินช่วยเหลือนี้ จะถูกโอนเข้าบัญชีของผู้ถือบัตรฯ โดยอัตโนมัติ ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และ 1 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน

ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย.-ธ.ค. 68

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงเป็นการเพิ่มกำลังซื้อและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศในช่วงปลายปี 2568 นี้

มาตรการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการบริโภค การผลิต และการลงทุนโดยรวม ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับรายละเอียดของโครงการ เพิ่มวงเงินสวัสดิการให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะมีการให้สวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวให้แก่ผู้มีบัตรฯ ตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13.4 ล้านคน โดยผู้มีบัตรฯ จะได้รับวงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับอยู่ 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ หากมีวงเงินคงเหลือในเดือนใด จะไม่มีการสะสมไปในเดือนถัดไป โดยผู้ถือบัตรฯ สามารถใช้วงเงินดังกล่าวได้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านค้าที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อการเกษตร

สิ่งที่ควรรู้สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

  • สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ถือบัตรฯ เคยได้รับ ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกประการ
  • สิ่งที่เพิ่มเติมคือ วงเงินช่วยเหลือที่เพิ่มขึ้นอีก 850 บาทต่อเดือน
  • รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ในช่วงต้นปี 2569
  • จะมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
  • เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น

“ผู้มีบัตรฯ สิทธิประโยชน์เป็นไปตามเดิมทุกประการ ไม่มีอะไรเปลี่ยน โดยได้วงเงินเพิ่มอีกจำนวน 850 บาท ทั้งนี้ รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ คาดในช่วงต้นปี 2569 โดยมีการทบทวน และปรับปรุงหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณสมบัติใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และให้เข้าถึง “กลุ่ม” ที่ต้องการอย่างแท้จริงมากยิ่งขึ้น เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้มีบัตรฯ” นายสิริพงศ์ กล่าว

การเพิ่มเงินช่วยเหลือในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังคงมีความผันผวน การมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และช่วยให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำลังรอรับเงินเพิ่ม อย่าลืมตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้งานอีกครั้ง เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์ได้อย่างเต็มที่ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อตนเองและครอบครัว

ที่มา – ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เตรียมรับเงินเพิ่มงวด พ.ย.-ธ.ค. 68 รวม 2 เดือน 1,700 บาท

ตรวจสอบสถานะเงินเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดน 6 ต.ค.

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้หลายคนคงกำลังรอคอยข่าวดีเกี่ยวกับ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ กันใช่ไหมครับ? กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้เริ่มดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยอันตรายบริเวณชายแดนแล้วนะครับ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอพยพหนีภัย โดยเฉพาะใน 7 จังหวัดชายแดนภาคอีสานและตะวันออก ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้

สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือนั้นชัดเจนมากครับ หากครัวเรือนไหนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือพื้นที่ปลอดภัยนาน 8 วันขึ้นไป จะได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อครัวเรือน ส่วนที่อพยพรีบร้อนไม่เกิน 7 วัน ก็จะได้ 2,000 บาทครับ เงินทั้งหมดนี้มาจากงบประมาณปี 2568 กรอบวงเงินกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมผู้ประสบภัยถึง 315,476 ครัวเรือนเลยทีเดียว

การโอนเงินจะทำผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยผูกกับบัตรประชาชนเข้าบัญชีธนาคารออมสินครับ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป รอบแรกจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ จะได้รับก่อน จำนวน 147,370 ครัวเรือน มูลค่า 736 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 7 ตุลาคม จังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด จะตามมา 90,683 ครัวเรือน 364 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนภายในเดือนตุลาคมนี้เลยครับ ถ้าข้อมูลสมบูรณ์ ธนาคารจะโอนภายใน 3 วันทำการหลังจาก ปภ. ส่งข้อมูล

วิธีตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน

ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 292,237 ครัวเรือน (ข้อมูล 2 ต.ค. 68) ถ้าคุณคือหนึ่งในนั้น สามารถ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ ได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ของ ปภ. ที่ http://relief68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็รู้ผลทันทีครับ ไม่ต้องรอโทรสอบถามให้วุ่นวาย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดของคุณ ปภ. กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เงินถึงมือทุกคนเร็วที่สุด การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแค่เงิน แต่ยังเป็นการเยียวยาจิตใจให้กับพี่น้องที่ต้องเผชิญภัยพิบัติจากกองกำลังนอกประเทศด้วยครับ

นอกจากนี้ ปภ. ยังประสานงานกับธนาคารออมสินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การโอนเงินราบรื่น ถ้าคุณมีบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชนแล้ว ก็สบายใจได้เลย เงินจะเข้าบัญชีโดยตรง ไม่ต้องไปรับเอง ถ้ายังไม่ผูก รีบไปทำที่ธนาคารใกล้บ้านซะนะครับ

ภัยชายแดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก แต่ด้วยการช่วยเหลือจากรัฐบาล เราหวังว่าจะช่วยให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่า ความปลอดภัยชายแดนเป็นเรื่องสำคัญ และการเยียวยาต้องรวดเร็วเพื่อลดความเดือดร้อน

ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือคำถามเกี่ยวกับ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ เราจะช่วยกันตอบและให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมี รอรับข่าวดีกันเลย!

ที่มา – ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้

สส.แนะ! ผู้เสียหายจากช้างป่า ยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้

“อับดุลอายี สาแม็ง” สส.ยะลา แนะนำว่า ผู้เสียหายจากช้างป่า สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้ โดยไม่มีกำหนดหมดอายุ หลังจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชออกระเบียบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้ว

วันที่ 14 ก.ย. 2568 นายอับดุลอายี สาแม็ง รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงาน และศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน สภาผู้แทนราษฎร และสส.ยะลา เขต3 พรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้ติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้รับการชี้แจงจากกรมอุทยานแห่งชาติว่า ประชาชนที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากช้างป่า สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินชดเชยย้อนหลังได้ โดยไม่มีการกำหนดอายุความ หลังจากขณะนี้ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. 2568 ให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาค่าเสียหายจากช้างป่าให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทรายใดแล้ว จะต้องเบิกจ่ายให้กับผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทภายใน 5 วันทำการ

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า จากงบกลางประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นการสร้างหลักประกันความเป็นธรรม และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ทั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบต้องแจ้งขอรับการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากช้างป่าภายใน 3 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุต่อเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าหรือเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานในพื้นที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งต่อหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่เพื่อประสานแจ้งประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายทราบและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายโดยทันที

ผู้เสียหายจากช้างป่า ยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า! ตอนนี้คุณสามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้แล้ว โดยไม่มีกำหนดหมดอายุ นี่เป็นผลมาจากการผลักดันและติดตามการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างต่อเนื่องของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานฯ สภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดระเบียบที่ชัดเจนในการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย

ใครบ้างที่สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้?

ประชาชนทุกคนที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากช้างป่า สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินชดเชยย้อนหลังได้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่เคยได้รับการชดเชยมาก่อน

ขั้นตอนการยื่นขอชดเชย ผู้เสียหายจากช้างป่า ต้องทำอย่างไร?

หากท่านได้รับผลกระทบจากช้างป่า สิ่งที่ต้องทำคือ แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • แจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่า หรือเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานในพื้นที่ ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุ
  • เจ้าหน้าที่จะแจ้งต่อหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประสานแจ้งประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหาย
  • จากนั้นจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายโดยทันที

เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นและได้รับการอนุมัติ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะอนุมัติจ่ายเงินเยียวยาค่าเสียหาย และจะทำการเบิกจ่ายให้กับผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทภายใน 5 วันทำการ

ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายก่อนหน้านี้ก็สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้เช่นกัน อย่ารอช้า รีบดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของท่าน

การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากช้างป่า ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสัตว์ป่า การที่ผู้เสียหายจากช้างป่า สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้ นั้น เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบจากช้างป่า อย่าลังเลที่จะดำเนินการขอรับความช่วยเหลือตามสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ เพื่อให้ได้รับการเยียวยาและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติสุข

ที่มา – สส.พรรคประชาชาติแนะผู้เสียหายจากช้างป่า สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้

GULF มอบเงิน 17 ล้าน ดูแลครอบครัวทหารกล้า

GULF มอบเงิน 17 ล้านบาท จากกองทุน 100 ล้านบาท ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 ให้เกียรติเป็นประธาน และสักขีพยานในการรับมอบ

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มอบเงินช่วยเหลือ 17 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวทหารกล้าผู้สละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ รวม 17 ครอบครัว ครอบครัวละ 1 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้มาจาก “กองทุน 100 ล้านบาท” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและเป็นสักขีพยานในการรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GULF ในการยืนหยัดเคียงข้างและดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF กล่าวว่า การสูญเสียของครอบครัวทหาร ไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่นับเป็นการสูญเสียของพวกเราคนไทยทุกคน โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวต้องขาดเสาหลักและคนที่รักไป ความช่วยเหลือครั้งนี้อาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่คือสิ่งที่ GULF ตั้งใจมอบให้เพื่อแบ่งเบาและส่งต่อกำลังใจ ผมขอเป็นตัวแทนขอบคุณทหารทุกท่านที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อปกป้องประเทศ หวังว่าพลังแห่งความห่วงใยจากพวกเราจะช่วยเติมแรงใจให้ทุกครอบครัวก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

GULF มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเชื่อว่าความมั่นคงของชาติจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากภารกิจมอบเงินช่วยเหลือแล้ว GULF ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ “GULF Care” จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ การสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ

การสนับสนุนจาก GULF ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่ครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักที่ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ การที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสวัสดิการของทหารและครอบครัว ถือเป็นแบบอย่างที่ดีและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

GULF และพันธกิจเพื่อสังคม

GULF ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตพลังงาน แต่ยังเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมอย่างจริงจัง การช่วยเหลือดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นเพียงหนึ่งในหลายโครงการที่ GULF ดำเนินการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย นอกจากนี้ GULF ยังให้การสนับสนุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกระดับ

  • การสนับสนุนด้านการศึกษา: มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลน
  • การสนับสนุนด้านสาธารณสุข: สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วย
  • การสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม: อนุรักษ์ป่าชายเลนและปลูกป่า

การดำเนินงานของ GULF สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจและการตอบแทนสังคมสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างลงตัว และเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ

การเสียสละของทหารกล้าเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนควรตระหนักและให้ความสำคัญ การช่วยเหลือและสนับสนุนครอบครัวของพวกท่านเหล่านั้นจึงเป็นหน้าที่ของสังคมโดยรวม พวกเราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย และขอขอบคุณ GULF ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระและความทุกข์ของครอบครัวทหารกล้า

ที่มา – GULF มอบเงิน 17 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ

อัฟกานิสถานระทม! **แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ** ยอดตายพุ่ง

แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ใกล้จุดเดิมในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน ซึ่งกำลังรับมือกับหายนะจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำครั้งก่อน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 1,400 ศพแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2568 เกิดแผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถาน โดยจุดศูนย์กลางอยู่ไม่ไกลจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 เมื่อกลางดึกวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ความรุนแรงในครั้งนั้นสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่พื้นที่ห่างไกลในจังหวัดแถบภูเขาตามแนวชายแดนปากีสถาน

เอห์ซานุลเลาะห์ เอห์ซาน โฆษกสำนักงานจัดการภัยพิบัติในจังหวัดคูนาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 มากที่สุด ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวครั้งล่าสุดนี้สามารถรับรู้ได้ในพื้นที่เดิม แต่ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพิ่มเติม

นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกรัฐบาลตาลีบัน เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวขนาด 6.0 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1,411 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 3,124 รายเฉพาะในจังหวัดคูนาร์ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นแผ่นดินไหวที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในอัฟกานิสถานในรอบหลายสิบปี

นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้เสียชีวิตอีก 12 ราย และผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยรายในจังหวัดนันการ์ฮาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ติดกัน

อัฟกานิสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก และพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือที่ลดลงหลังจากกลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจในปี 2564 ทำให้ความสามารถในการตอบสนองต่อภัยพิบัติของประเทศยิ่งลดลงไปอีก

นายอินดริกา รัตวัตเต ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติประจำอัฟกานิสถาน กล่าวว่า หายนะครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนหลายแสนคน ขณะที่นายฮัมดุลเลาะห์ ฟิตรัต โฆษกรัฐบาลอัฟกานิสถาน ระบุว่า แผ่นดินไหวได้ทำลายบ้านเรือนในจังหวัดคูนาร์ไปมากกว่า 5,400 หลัง และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง

นายฟิตรัตยังกล่าวอีกว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดหลายแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยทางถนน แต่รัฐบาลได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกฉุกเฉินขึ้นหลายแห่งแล้ว และหลายประเทศได้ประกาศว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่อัฟกานิสถาน สหภาพยุโรปได้ประกาศว่าจะส่งเสบียงฉุกเฉิน 130 ตัน และมอบเงิน 1 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สถานการณ์ล่าสุด แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ อัฟกานิสถาน

ผลกระทบจาก แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ

  • ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเศร้า
  • บ้านเรือนประชาชนจำนวนมากได้รับความเสียหาย
  • ความช่วยเหลือจากนานาชาติยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

สถานการณ์ในอัฟกานิสถานหลังเหตุการณ์ แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าซ้ำ ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

สิ่งที่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถานเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และการพัฒนาระบบช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – แผ่นดินไหว 5.2 เขย่าอัฟกานิสถานซ้ำ ขณะที่ยอดตายพุ่ง 1,400 ศพ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

“ทักษิณ ชินวัตร” ส่ง “สมคิด” มอบเงินสด 100,000 บาท ให้ลูกชายชาวลาวที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่บ้านเสียหายอีก 2 ชุด เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและการช่วยเหลือของอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

วันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, นายวัชรพล เชื้อคง พร้อมคณะ เป็นตัวแทนของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบเงินสด 100,000 บาท ให้กับ นายอ่อนศรี โจรสา อายุ 60 ปี ลูกชายของ นางฮุ่ง โจรสา ชาวลาว ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้านร่วมเป็นสักขีพยานในการรับมอบ การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวครั้งนี้ถือเป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่สำคัญ

“ทักษิณ” มอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

นายสมคิด กล่าวว่า วันนี้มาเป็นตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร มอบเงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยานางฮุ่งจำนวน 100,000 บาท กับทายาทของนางฮุ่ง ที่บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน นายสมคิดบอกอีกว่า นายทักษิณมีความตั้งใจที่จะดูแลพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งเรื่องการเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต อีกเรื่องที่จะทำวันนี้คือ การไปมอบบ้านน็อกดาวน์ให้ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายชุดที่ 2 โดยไม่เกี่ยวกับเงินงบประมาณ 100 ล้านบาท

รายละเอียดการมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว

  • ผู้รับมอบ: นายอ่อนศรี โจรสา (ลูกชายของนางฮุ่ง โจรสา ผู้เสียชีวิต)
  • จำนวนเงิน: 100,000 บาท
  • สถานที่: บ้านกุดเชียงมุน ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน
  • ผู้มอบ: นายสมคิด เชื้อคง (ตัวแทน นายทักษิณ ชินวัตร)
  • พยาน: ปลัดอำเภอน้ำยืนและผู้ใหญ่บ้าน

การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในจังหวัดอุบลราชธานีครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องของนายทักษิณ ชินวัตร ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน นอกจากเงินช่วยเหลือแล้ว การมอบบ้านน็อกดาวน์เพิ่มเติมยังเป็นการช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการดำรงชีวิต การกระทำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

เหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การมอบเงินเยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาวในครั้งนี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้สูญเสีย

การช่วยเหลือของนายทักษิณในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การมอบเงินช่วยเหลือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมอบบ้านน็อกดาวน์ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายอีกด้วย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือในระยะยาวที่สามารถช่วยให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขมากยิ่งขึ้น การช่วยเหลือในหลากหลายรูปแบบนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชน และความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ยากลำบาก การมีน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สามารถช่วยบรรเทาความทุกข์และสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบได้เป็นอย่างดี

ที่มา – “ทักษิณ” มอบเงิน 1 แสนบาท เยียวยาผู้เสียชีวิตชาวลาว ที่ จ.อุบลราชธานี

Scroll to top