เงินวัด

สึกกลางดึก! ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงไขใจ

เกิดอะไรขึ้นที่วัดหัวลำโพง? เมื่อผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดดัง ตัดสินใจสึกกลางดึก สร้างความตกตะลึงให้กับลูกศิษย์และผู้ที่ศรัทธา สาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้คืออะไร? และข่าวลือที่เกิดขึ้นรอบวัดนั้นมีมูลความจริงหรือไม่? วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกประเด็นร้อนที่เกิดขึ้น

สึกกลางดึก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง อ้างไม่อยากให้วัดเสื่อมเสียจากข่าวลือ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ วัดหัวลำโพง พระอารามหลวง พระธรรมสุธี เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการลาสิกขาของพระครูปริยัติวัฒนกิจ (สมาน ญาณวฑฺฒโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ที่ตัดสินใจสึกกลางดึก

พระธรรมสุธีกล่าวว่า เมื่อคืนก่อน พระครูปริยัติวัฒนกิจได้มาพบท่านที่กุฏิ และแจ้งความประสงค์ที่จะลาสิกขา โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้พระพุทธศาสนาและวัดหัวลำโพงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงจากข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้น แม้ว่าท่านเจ้าอาวาสจะรู้สึกเสียดาย เนื่องจากพระครูปริยัติวัฒนกิจเป็นพระนักปฏิบัติที่มีความสามารถและทำงานเก่ง แต่ก็เคารพในการตัดสินใจครั้งนี้ และไม่ทราบว่าอดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสรูปนี้จะเดินทางไปที่ใดต่อหลังลาสิกขา

เจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงแจงปมข่าวลือ

นอกจากประเด็นการสึกกลางดึกแล้ว อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือ กรณีที่มีเพจต่างๆ กล่าวหาว่าเจ้าอาวาสได้นำเงินของวัดไปซื้อบ้านราคา 30 ล้านบาทให้กับสีกาที่จังหวัดนครสวรรค์ พระธรรมสุธียืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง และกล่าวว่า “บวชเป็นพระมาตั้งแต่เด็ก เงิน 30 ล้านยังไม่เคยจับสักครั้ง”

ท่านเจ้าอาวาสอธิบายว่า สีกาท่านนั้นเป็นญาติโยมที่รู้จักกันมานานกว่า 10 ปี จากการนำวัตถุมงคลมาให้เช่าบูชา และต่อมาได้ชักชวนมาร่วมทอดกฐินที่วัดบ่อยครั้ง บางครั้งท่านก็ได้ให้เงินสดจำนวน 5,000 – 6,000 บาท เพื่อซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารถวายพระ เนื่องจากเห็นว่าเป็นคนทำอาหารเก่ง ไม่ได้เป็นการซื้อบ้านหรือดูแลเป็นการส่วนตัวอย่างที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด อีกทั้งบ้านที่จังหวัดนครสวรรค์ก็เป็นบ้านของสีกาที่อาศัยอยู่กับลูกๆ และสามี เพียงแต่สามีไม่ได้อยู่ประจำเท่านั้น

สำหรับข้อกล่าวหาที่ว่า พระเทพ รองเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง มีลูกสาวที่ขายยาเสพติด และภรรยาปล่อยเงินกู้นั้น พระธรรมสุธีก็ปฏิเสธเช่นกัน โดยยืนยันว่า พระเทพมีอาการอาพาธและต้องนั่งรถเข็น ไม่สามารถมีภรรยาได้ และไม่มีลูกสาวตามที่มีการกล่าวอ้าง มีเพียงลูกสาวบุญธรรมที่ญาติโยมฝากไว้ด้วยความศรัทธา นอกจากนี้ พระเทพยังเป็นผู้ดูแลงานก่อสร้างและออกแบบอาคารต่างๆ ของวัดมาโดยตลอด และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินของวัดแต่อย่างใด

พระธรรมสุธีกล่าวทิ้งท้ายว่า ท่านจะไม่ทำการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเพจที่นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยแพร่ เพราะตั้งใจที่จะอโหสิกรรมให้ พร้อมทั้งฝากถึงญาติโยมและสังคมให้ติดตามข่าวสารอย่างมีสติและใช้วิจารณญาณ โดยยืนยันว่า “สิ่งที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง ความจริงก็คือความจริง”

เหตุการณ์สึกกลางดึกของผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพงครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความเสียหายต่อผู้อื่น

ที่มา – สึกกลางดึก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหัวลำโพง อ้างไม่อยากให้วัดเสื่อมเสียจากข่าวลือ

บิ๊กเต่าส่งสำนวนคดี “วัดนาป่าพง” ให้ ป.ป.ช.

คดีเงินวัดนาป่าพงถูกส่งให้ ป.ป.ช. แล้ว! พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” เผยความคืบหน้าการตรวจสอบคดีเงินวัดนาป่าพงที่ถูกนำไปตั้งมูลนิธิในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งสำนวนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาแล้ว เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ยังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพงที่พบความผิดปกติอีกด้วย เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป มาติดตามกันครับ

“วัดนาป่าพง” กับเส้นทางการเงินที่ถูกตั้งคำถาม

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคดีวัดนาป่าพง หลังมีผู้ร้องเรียนเข้ามาที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่าขณะนี้มีผู้ร้องเรียนเข้ามาขอให้ตรวจสอบถึง 2 คดีด้วยกัน

คดีแรกนั้นมาจากหญิงผู้เสียหายชาวเยอรมัน มอบหมายให้ทนายความเข้าดำเนินคดีกับพระคึกฤทธิ์ เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง, พระอีก 2 รูป และฆราวาสอีก 6 คน รวมทั้งหมด 9 คน โดยกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้ได้นำเงินของวัดไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อีกทั้งยังนำไปสร้างมูลนิธิในต่างประเทศอีกด้วย

เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า คดีนี้มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้ส่งสำนวนไปให้ ป.ป.ช. พิจารณาภายใน 30 วันหลังรับเรื่อง ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างรอคำตอบจาก ป.ป.ช. ว่าจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หาก ป.ป.ช. รับพิจารณาและพบว่ามีความผิดจริง ก็จะเชิญอัยการเข้ามาร่วมสอบสวนด้วย เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในต่างประเทศ

อีกคดีที่ต้องจับตา: การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง

นอกจากคดีข้างต้นแล้ว ยังมีอีกคดีที่น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นคือคดีที่ทนายความเข้าร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดนาป่าพง หลังตรวจพบความผิดปกติ ซึ่งคดีนี้อยู่ภายใต้การดูแลของตำรวจ กก.2 บก.ป.

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะไขข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับความเป็นมาเป็นไปของเงินบริจาค และเงินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัดนาป่าพง ว่ามีการใช้จ่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาคหรือไม่

เรื่องราวของวัดนาป่าพง ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง ป.ป.ช. และตำรวจ ก็มีความคืบหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

เชื่อว่าการตรวจสอบอย่างละเอียดและโปร่งใส จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยต่างๆ และนำความจริงมาสู่สังคมได้ในที่สุด

การที่เรื่องราวของวัดและความโปร่งใสทางการเงินถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่ต้องการทำบุญ และสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาอย่างแท้จริง

ความโปร่งใสและความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารจัดการวัดและทรัพย์สินของวัด เพื่อให้เกิดความศรัทธาและความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างยั่งยืน

คดีวัดนาป่าพงนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เผย ส่งสำนวนคดี “วัดนาป่าพง” ให้ ป.ป.ช. เร่งตรวจเส้นเงินวัดที่ผิดปกติ

ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลปมเงิน 12 ล้าน

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีดัง! ทนายความของ “สีกาพลอย” ได้เข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจกองปราบปรามเกี่ยวกับประเด็นเงิน 12 ล้านบาทที่ใช้ในการจัดตั้งสมาคม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพระนักเทศน์ชื่อดังในจังหวัดปทุมธานี เรื่องราวนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะจุดเริ่มต้นของการช่วยเหลือเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนากลับกลายเป็นการถูกหลอกใช้ และ “สีกาพลอย” ตกเป็นผู้ที่ถูกมองว่าเป็นแพะรับบาป

เรื่องราวเริ่มต้นจากที่ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความน่าสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินจำนวนกว่า 12 ล้านบาทให้กับสีกาที่อยู่ในประเทศเยอรมนี ซึ่งต่อมานำไปสู่การฟ้องร้องในคดีแพ่งที่เยอรมนี หลังจากที่สีกาทราบว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินของวัด จึงได้เข้าแจ้งความที่ บก.ปปป. และเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลกองปราบ ปมเงินตั้งสมาคม 12 ล้าน

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เวลา 09.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.ส.ทองใหม่ ขวัญหมื่น หรือทนายอุ้ม ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากคุณพลอย (นามสมมติ) ได้เดินทางมาพบกับพนักงานสอบสวนเพื่อทำการให้ปากคำและมอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้

ทนายอุ้มได้เปิดเผยว่า ในปี 2561 คุณพลอยเกิดความเลื่อมใสและศรัทธาในตัวหลวงพ่อวัดแห่งหนึ่ง และทางวัดมีความประสงค์ที่จะให้จดทะเบียนจัดตั้งสมาคมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ประเทศเยอรมนี เพื่อเป็นสาขาของวัดและใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกทั้งยังมีการแอบอ้างว่าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์

หลวงพ่อได้ทยอยโอนเงินให้คุณพลอยทั้งหมด 4 ครั้ง รวมเป็นเงิน 12,200,000 บาท หลังจากนั้นคุณพลอยได้โอนเงินทั้งหมดไปยังสมาคมดังกล่าวตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้ โดยมีลักษณะเป็นการว่าจ้างให้คุณพลอยเป็นผู้รับเงินจากประเทศไทยก่อนที่จะโอนต่อไปยังบัญชีของสมาคม ส่วนค่าจ้างที่ตกลงกันไว้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล

“สีกาพลอย” ตกเป็นแพะ?

หลังจากนั้นคุณพลอยได้ทราบว่าเงินที่โอนผ่านไปยังสมาคมได้ถูกโอนต่อไปยังบัญชีของพระรูปหนึ่ง ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ในขณะนี้ การกระทำดังกล่าวทำให้คุณพลอยรู้สึกเสียใจอย่างมาก เพราะตอนแรกเข้าใจว่าจะได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่กลับกลายเป็นว่าเหมือนถูกหลอกใช้และตกเป็นแพะรับบาป

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คุณพลอยได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น บก.ปปป., ป.ป.ช. และ ปปง. หลังจากนั้นจึงได้พบกับทนายอุ้มเพื่อดำเนินการและรับผิดชอบคดี จนนำไปสู่การแจ้งความกับพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา

ข้อหาที่จะเอาผิดนั้นขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนจะพิจารณา เบื้องต้นได้แจ้งให้พนักงานสอบสวนพิจารณาข้อหาความผิดเกี่ยวกับเรื่องเงินของวัด รวมถึงความผิดของเจ้าพนักงานด้วย

ทนายอุ้มยังยืนยันว่า การแจ้งความครั้งนี้ไม่ได้มีเรื่องของการขัดผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นความต้องการที่จะเปิดเผยความจริงให้สาธารณชนได้รับรู้ว่า เงินที่รับโอนเข้าสมาคมนั้นมีปลายทางอยู่ที่ใด และต้องการทราบว่าที่มาของเงินจำนวน 12 ล้านบาทนั้นมาจากไหน และมีการใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ ส่วนกรณีที่ฟ้องร้องกันที่ประเทศเยอรมนีนั้น ทนายอุ้มไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

ทนายอุ้มขอสงวนรายละเอียดของคดี เนื่องจากหลักฐานทั้งหมดอยู่ในมือของตำรวจแล้ว คุณพลอยยังคงอยู่ที่ประเทศเยอรมนีและยังไม่มีแผนที่จะเดินทางกลับมาประเทศไทย การสอบปากคำอาจจะดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ ในขณะเดียวกันทราบว่าทนายอนันต์ชัยจะเดินทางมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับตำรวจในวันนี้

เรื่องราวของทนาย “สีกาพลอย” และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับปมเงิน 12 ล้านบาทนี้ ยังคงต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะนำไปสู่การคลี่คลายความจริงได้อย่างไร และใครจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้กันแน่

ที่มา – ทนาย “สีกาพลอย” ให้ข้อมูลกองปราบ ปมเงินตั้งสมาคม 12 ล้าน โยงพระนักเทศน์ดังปทุมธานี

“บิ๊กเต่า” จ่อลุย วัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน

ร้อนระอุ! “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน งานนี้มีสะเทือนวงการสงฆ์แน่นอน เมื่อ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เตรียมเปิดคดีใหม่สะท้านวงการ เกี่ยวกับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานี ที่พัวพันกับเงินวัดจำนวนมหาศาลที่โยงไปถึงสีกาในเยอรมนี! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ตามติดข่าวด่วน!

“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน

งานเข้าอย่างจังสำหรับพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานี เมื่อ “บิ๊กเต่า” เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีพระรูปหนึ่งโอนเงินวัดจำนวน 12.2 ล้านบาท ไปให้กับสีกาที่อยู่ในเยอรมนี! เรื่องนี้แดงขึ้นมา เมื่อทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ออกมาโพสต์หลักฐานสำคัญเกี่ยวกับคดีนี้ ทำให้สังคมเกิดความสงสัยว่าลูกศิษย์วัดทำผิดจริงหรือไม่ และเรียกร้องให้มีการชี้แจงโดยด่วน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดีนี้ว่า มีผู้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบแล้ว และขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ได้มา ซึ่งถือว่ามีความน่าสนใจอยู่พอสมควร ประเด็นสำคัญคือการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบัญชีวัด หากพบว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

ทนายอนันต์ชัยโพสต์หลักฐานเด็ด

การที่ทนายอนันต์ชัยนำหลักฐานออกมาโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียนั้น ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีอย่างมาก แม้ว่าการจะเรียกทนายมาสอบสวนหรือไม่นั้น ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน แต่คาดว่าในเร็ว ๆ นี้ เรื่องราวทั้งหมดจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2561 โดยมีสีกาคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ถูกพระวัดดังในจังหวัดปทุมธานีฟ้องร้องในคดีแพ่งเกี่ยวกับเงินของวัด เนื่องจากพระรูปดังกล่าวได้โอนเงินประมาณ 12.2 ล้านบาท เข้าบัญชีของสีกา ต่อมาพระต้องการให้สีกาโอนเงินกลับคืนมาเป็นจำนวน 13 ล้านบาท แต่สีกาไม่ยอมโอนคืนให้ พระจึงแจ้งความดำเนินคดีแพ่ง โดยอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นค่าเดินทาง ค่าอาหารแมว และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

สีกาคนดังกล่าวทราบภายหลังว่า เงินที่ได้รับนั้น ไม่ใช่เงินส่วนตัวของพระ แต่เป็นเงินของวัด จึงได้ปรึกษาทนายความและตัดสินใจแจ้งความกลับเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องในขบวนการนี้ถึง 8 คน รวมพระด้วยเป็น 9 คน ทนายอนันต์ชัยจึงขอฝากถึงพระที่ถูกกล่าวหา ให้รีบออกมาแสดงความบริสุทธิ์ของตนเอง เพราะทางทนายมีหลักฐานอยู่ในมือมากมาย

“บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงิน กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก การตรวจสอบเส้นทางการเงินและความเชื่อมโยงกับสีกาในเยอรมนี จะนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า การใช้เงินวัดต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามพระธรรมวินัย เพื่อรักษาศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระพุทธศาสนา การที่ “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ก็เป็นได้

ที่มา – “บิ๊กเต่า” จ่อลุยวัดดังปทุมธานี ปมพระโอนเงินข้ามทวีปให้สีกาที่เยอรมัน กว่า 12 ล้าน

หลวงพ่ออลงกต ปฏิเสธปมชื่อซ้ำ เตรียมชี้แจง

“หลวงพ่ออลงกต” ปฏิเสธที่จะตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับประเด็นชื่อซ้ำกับ “นายอลงกต” ชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เสียชีวิตไปแล้ว พร้อมทั้งเตรียมที่จะชี้แจงทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องในเร็วๆ นี้ โดยยืนยันว่าขณะนี้มีกำลังใจที่ดี

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานสถานการณ์จากวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปค่อนข้างเงียบเหงา มีเพียงกลุ่มผู้สื่อข่าวที่เฝ้าติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบหลักฐานและเอกสารของผู้เสียชีวิตทั้ง 20 ราย ซึ่งทางวัดพระบาทน้ำพุ โดยมูลนิธิธรรมรักษ์เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ

ในขณะเดียวกัน มีประชาชนบางส่วนที่สวมใส่ชุดสีดำ เดินทางมายังวัดเพื่อเข้าร่วมพิธีฌาปนกิจศพของผู้เสียชีวิตทั้ง 20 ราย โดยที่ไม่ทราบว่าพิธีดังกล่าวได้ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะมีการตรวจอัตลักษณ์บุคคลของผู้เสียชีวิตทั้งหมดให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ทางวัดพระบาทน้ำพุจะต้องเสียค่าปรับให้กับทางเทศบาลเมืองเขาสามยอดเป็นจำนวน 1,000 บาทต่อร่าง ในการเก็บรักษาร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าว

ต่อมา นายเฉลิมพล พลมุข ประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ ได้ออกมาอธิบายถึงกรณีที่ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ มีชื่อเดิมว่า นายอลงกต พลมุข ซึ่งไปตรงกับชื่อของ นายอลงกต พลมุข ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้เสียชีวิตไปแล้ว อีกทั้งวันเดือนปีเกิดยังตรงกัน ต่างกันเพียงปีเกิด โดยนายเฉลิมพลกล่าวว่า นายอลงกต พลมุข เป็นญาติโดยตรงและใกล้ชิดของตนเอง และตนเองก็อยู่ในงานศพของนายอลงกต ญาติๆ ต่างก็สงสัยและถามกันว่าไปเกี่ยวอะไรกับ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ

ตามที่มีสื่อได้นำเสนอว่า มีจดหมายธุรกรรมบางอย่างถูกส่งไปยังบ้านของนายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่จริง แต่ทางญาติไม่ได้สอบถามไปยังหลวงพ่อที่วัดว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างไร เนื่องจากตนเองไม่ค่อยได้พบกับหลวงพ่อมากนัก จะมีเพียงการพบกันในช่วงเวลาสั้นๆ ในการประชุมเท่านั้น

ความสงสัยในหมู่ญาติว่าทำไมชื่อและนามสกุลของ นายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กับ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ถึงเหมือนกันนั้น จะต้องพิจารณาว่าเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของทั้งสองคนตรงกันหรือไม่ ซึ่งตนเองไม่ทราบว่าสื่อได้ทำการตรวจสอบในส่วนนี้หรือไม่

ก่อนหน้านี้ เคยมีคนถามว่าตนเองมีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อและเป็นญาติกันหรือไม่ บางเพจได้นำรูปของตนเองไปเปรียบเทียบบูลลี่ หมิ่นประมาท และใส่ร้าย ซึ่งตนเองได้เตรียมหลักฐานไว้หมดแล้ว ส่วนเรื่องที่ตนเองมีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อนั้น ตนเองทราบเมื่อปี 2535 ในขณะที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ HIV เพราะเจ้าหน้าที่วัดบอกว่ามีนามสกุลเดียวกับหลวงพ่อ

สำหรับคำถามที่ว่าวัดมีที่ดินมากเกินไปหรือไม่ ถึงมีสิ่งปลูกสร้างมากมายและหลายแห่งนั้น ต้องแยกแยะระหว่างวัดกับมูลนิธิ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่ 5 มูลนิธิ ที่ดินของมูลนิธิที่เป็นข่าวคือที่ดินที่อดีตไวยาวัจกรครอบครอง ซึ่งขณะนี้ญาติกำลังจะโอนให้เป็นของมูลนิธิ และทุกมูลนิธิต่างกำลังดำเนินการให้ถูกต้อง ทุกคนทราบดีว่าหลวงพ่อเป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือวัด อีกด้านคือมูลนิธิ ผู้ที่ทำบุญก็จะศรัทธาบริจาคให้หลวงพ่อเพื่อนำไปทำประโยชน์ เช่น โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 33 พุทธสถานธรรม ใจฟ้า บ้านเด็กธรรมรักษ์นิเวศน์ ความคิดเห็นส่วนตัวคือ ขณะนี้สิทธิส่วนบุคคล สิทธิผู้ป่วย สิทธิองค์กร กำลังถูกละเมิด จริยธรรมในสื่อและกฎหมายจะต้องดำเนินการควบคู่กันไป

หลังจากที่สื่อได้นำเสนอข่าว ตอนนี้แทบไม่มีคนมาทำบุญ บางร้านถึงกับฉีกรูปหลวงพ่อออกไปเลย ตนเองเชื่อว่าขณะนี้มีขบวนการบางอย่างที่กำลังล้มล้างศาสนา กระแสข่าวถาโถมเข้ามาอย่างหนัก หลวงพ่ออลงกต บอกว่ามีธงบางอย่างที่จะจัดการท่าน ซึ่งเป็นเหมือนหมากตัวหนึ่ง หากจัดการได้ก็ถือว่าสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง

หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ กล่าวว่า ท่านมีกำลังใจที่ดีจากลูกศิษย์ลูกหาและผู้ที่มีความศรัทธา ซึ่งขณะนี้ท่านได้ดำเนินการประสานงานกับคณะทำงานด้านกฎหมาย เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงหลักฐานสำหรับการตอบและชี้แจงประเด็นต่างๆ ให้สังคมได้รับทราบ โดยคาดว่าจะสามารถชี้แจงให้ทราบได้ในเร็วๆ นี้

หลวงพ่ออลงกต ปฏิเสธตอบปมชื่อซ้ำ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามถึงประเด็นชื่อ หลวงพ่ออลงกต ซ้ำกับ นายอลงกต พลมุข ที่อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นั้น หลวงพ่อขอปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว

กำลังใจจากศิษย์: หลวงพ่ออลงกตเตรียมชี้แจงทุกประเด็น

เรื่องราวความศรัทธาและความเมตตาของ หลวงพ่ออลงกต ยังคงเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนมากมาย แม้จะมีประเด็นต่างๆ เกิดขึ้น แต่กำลังใจจากลูกศิษย์และผู้ศรัทธา ก็ยังคงเป็นพลังสำคัญในการก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ การเตรียมชี้แจงในทุกประเด็นที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความตั้งใจจริงที่จะตอบทุกข้อสงสัยของสังคม

ประเด็นเรื่องชื่อซ้ำ อาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรืออาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่านั้น การรอฟังการชี้แจงจาก หลวงพ่ออลงกต โดยตรง จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ก่อนที่จะตัดสินใจหรือด่วนสรุปใดๆ

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” ปฏิเสธตอบปม ชื่อซ้ำคนตาย เตรียมชี้แจงทุกประเด็นเร็วๆ นี้

“เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

“เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด” สรุปผลสอบสวนเบื้องต้น “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ชี้บัญชีการเงินของวัดที่มีอยู่หลายเล่ม ตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติ

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี เปิดเผยถึงผลการสอบสวนเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตามที่ได้รับมอบหมายจากทางเจ้าคณะปกครองให้ตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งการตรวจสอบได้แล้วเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้ทำเรื่องผลการสอบและสรุปผลการสอบสวนให้พระชั้นปกครองไปแล้ว ตามลำดับชั้น ทั้งเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด และเจ้าคณะภาค โดยสรุปผลสอบในเบื้องต้นว่า ให้ทางวัดพระบาทน้ำพุได้จัดการเรื่องที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของคนอื่นให้โอนกลับมาสู่วัดภายใน 30 วัน ส่วนอันไหนที่ทำไว้แบบไม่ถูกต้องให้มีการจัดทำให้ถูกต้องทุกอย่าง

“เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบ “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ”

พระครูสุวัฒน์กิตติสาร เจ้าอาวาสวัดสระมะเกลือ เจ้าคณะตำบลเขาสามยอด เผยต่อว่า ส่วนเรื่องบัญชีการเงินของวัดที่มีอยู่หลายเล่มตรวจสอบยังไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทั้งสิ้น ในส่วนของบัญชีของหมอบีนั้นเป็นของเอกชนไม่ใช่ของวัด คณะสงฆ์จึงไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบบัญชีได้ เช่นเดียวกับที่ดินของวัดที่อยู่นอกพื้นที่ ทางคณะสงฆ์เองก็ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้เนื่องจากอยู่นอกเหนือพื้นที่ของตัวเอง

ส่วนที่สนามฟุตบอลใจฟ้านั้น ได้มีการสอบถามทางเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ท่านบอกว่า วัดพระบาทน้ำพุเป็นเสมือนสระน้ำใหญ่น้ำก็ไหลออกหลายทาง และเงินที่บริจาคนั้นส่วนใหญ่ผู้บริจาคกับผู้ป่วยเอดส์แต่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น มันก็นำไปทำเพื่อสังคมเหมือนกัน ในเรื่องของสงฆ์ได้ดำเนินการเสร็จแล้ว ส่วนเรื่องบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรก็เป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ที่ต้องดำเนินการต่อไป.

ผลการสอบสวนเบื้องต้นจาก “เจ้าคณะตำบล”

จากกรณีที่เกิดขึ้น ทำให้หลายคนเกิดความสงสัยในเรื่องการเงินของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นวัดที่ช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS มาอย่างยาวนาน การออกมาให้ข้อมูลของ “เจ้าคณะตำบล” ในครั้งนี้ ช่วยคลายความกังวลให้กับผู้บริจาคและประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบยังคงต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความมั่นใจในกระบวนการบริหารจัดการของวัดพระบาทน้ำพุ โดยทางคณะสงฆ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะยังคงติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย

การบริจาคให้กับวัดพระบาทน้ำพุ ยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ หากท่านใดมีความประสงค์ที่จะร่วมบริจาค สามารถติดต่อทางวัดโดยตรง หรือผ่านช่องทางที่วัดได้กำหนดไว้ เพื่อให้ความช่วยเหลือของท่านส่งถึงมือผู้ที่ต้องการได้อย่างแท้จริง

การออกมาให้ข้อมูลของ “เจ้าคณะตำบล” ในครั้งนี้ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญ และเป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันเพื่อให้วัดพระบาทน้ำพุ สามารถดำเนินงานช่วยเหลือสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืน และสำหรับท่านใดที่ต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน

ที่มา – “เจ้าคณะตำบล” เผยผลสอบ “เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ” ยังไม่พบสิ่งผิดปกติในบัญชีวัด

หลวงพ่ออลงกต เลื่อนแถลงข่าววัดพระบาทน้ำพุ


เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ “หลวงพ่ออลงกต” เลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด ทำให้หลายฝ่ายที่รอฟังข้อมูลเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุต้องผิดหวัง การเลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากมีการแต่งตั้ง “ทนายชุดใหม่” และทีมทนายความยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่วัดพระบาทน้ำพุ ต.เขาสามยอด อ.เมืองลพบุรี ค่อนข้างคึกคัก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมนิทรรศการที่จัดแสดงภายในวัดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม หลวงพ่ออลงกตไม่ได้ปรากฏตัวเหมือนเช่นเคยในวันอาทิตย์ ทำให้ผู้สื่อข่าวหลายสำนักที่มารอทำข่าวต้องผิดหวัง เนื่องจากมีกระแสข่าวว่าวันนี้จะมีการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับวัดพระบาทน้ำพุ

หลวงพ่ออลงกต เลื่อนแถลงข่าววัดพระบาทน้ำพุ

นายสมพร โสมะเค็ง ไวยาวัจกรของวัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยว่า พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้งดการแถลงข่าวเนื่องจากมีการแต่งตั้งทนายความชุดใหม่ของวัด และทนายความยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลของวัด ทำให้ยังต้องรอความชัดเจนก่อนที่จะสามารถให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน จึงขอเลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

ด้านนายบรรเจต เทพพำนัก เลขานุการกองกิจกรรมพิเศษของวัดพระบาทน้ำพุ กล่าวว่า สาเหตุของการเลื่อนการแถลงข่าวเป็นเพราะปัจจุบันมีกระแสข่าวในเชิงลบเกี่ยวกับวัดพระบาทน้ำพุออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงได้ ทางวัดจึงไม่สามารถตอบคำถามของสื่อมวลชนได้ในแต่ละวัน เพราะหากตอบวันนี้ ก็อาจมีประเด็นใหม่เกิดขึ้นอีก ทำให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไปก่อน

ทำไมหลวงพ่ออลงกตถึงเลื่อนแถลงข่าว?

การเลื่อนแถลงข่าวของหลวงพ่ออลงกตในครั้งนี้สร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่ายถึงสาเหตุที่แท้จริง แม้ว่าทางวัดจะให้เหตุผลเรื่องการรวบรวมหลักฐานและรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็มีกระแสข่าวลือต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุให้ต้องเลื่อนการแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ทุกฝ่ายรอคอยความชัดเจนและความโปร่งใสจากวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยและความกังวลต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การเลื่อนแถลงข่าวของหลวงพ่ออลงกต อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อวัดพระบาทน้ำพุ ดังนั้น ทางวัดควรเร่งดำเนินการรวบรวมหลักฐานและให้ข้อมูลที่ชัดเจนโดยเร็ว เพื่อรักษาความศรัทธาและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อวัดต่อไป

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีกำหนดการแถลงข่าวที่แน่นอน แต่เรายังคงหวังว่าความจริงจะปรากฏในเร็ววัน และทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี

ที่มา – “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เลื่อนแถลงข่าวออกไปอย่างไม่มีกำหนด

พระลูกวัดแจง! ปมเรียกหลวงพ่ออลงกตป๊ะป๋า ที่ดิน2000ไร่แค่ชื่อ

“พระลูกวัด” ชี้แจงประเด็นคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” พร้อมเผยเรื่องที่ดิน 2,000 ไร่ ที่แท้เป็นแค่ชื่อเรียกติดปากเท่านั้นเอง! วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องนี้กันค่ะ

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพระบาทน้ำพุ มีพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ที่ดินนี้ใช้ชื่อนายธนชัย อดีตไวยาวัจกร (ผู้เสียชีวิต) เป็นผู้ถือครองแทนวัด และกำลังดำเนินการเรียกคืนจากทายาทของนายธนชัย

บรรยากาศภายในโครงการค่อนข้างเงียบเหงา มีการแบ่งพื้นที่เป็นอาคารสำนักงาน, บ้านพักของผู้ติดเชื้อ HIV ที่แข็งแรง, พื้นที่เลี้ยงสุนัขและแมวจรจัดแบบปิด รวมถึงโครงการธรรมรักษ์นิเวศ 2 ซึ่งมีบ้านพักเด็กธรรมรักษ์ที่ดูแลเด็กและเยาวชนผู้ป่วย HIV และบ้านเด็กแกลด้าที่ช่วยเหลือเด็กกำพร้า

นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนประชานุเคราะห์ 33 จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ของราชพัสดุมา 25 ปีแล้ว ยังมีอาคารที่เตรียมสร้างโรงพยาบาลธรรมรักษ์, พื้นที่เกษตรและเลี้ยงสัตว์, โรงงานแปรรูป และโรงงานไฟฟ้าของโครงการซึ่งปัจจุบันดูรกร้าง

จากการสำรวจพบว่าบ้านพักของผู้ป่วยถูกปล่อยทิ้งร้างจำนวนมาก แต่บางส่วนก็ยังมีผู้พักอาศัยอยู่ ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ช่วยกันตัดหญ้าและทำเกษตรเชิงซ้อนเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพ ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดเชื้อ HIV ที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว ก่อนที่จะย้ายมาจากวัดพระบาทน้ำพุ

พระเจษฎา จิรัฏฐิโก พระลูกวัดธรรมรักษ์นิเวศ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นดำริของหลวงพ่ออลงกต สร้างมา 20 กว่าปีแล้ว เนื่องจากช่วงที่ก่อตั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากจนล้นธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 (วัดพระบาทน้ำพุ) จึงต้องขยายมายังโครงการนี้ ภายในโครงการมีบ้านพักผู้ป่วย, บ้านเด็กธรรมรักษ์, โรงเรียน, มูลนิธิสิทธิเด็ก และโรงพยาบาล โครงการนี้ให้ผู้ป่วย HIV ที่เป็นผู้ใหญ่และแข็งแรงมาอาศัยอยู่และมีอาชีพ โดยทำงานทำความสะอาด, ทำสวน, เกษตรอินทรีย์ และได้รับเงินเดือนจากมูลนิธิ ส่วนผลผลิตทางการเกษตรก็นำไปขายให้โครงการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ซึ่งยืนยันว่ามีรายได้จริง นอกจากนี้โครงการยังรับเด็กที่มีเชื้อ HIV และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากผู้ติดเชื้อมาดูแลด้วย

โครงการนี้เปิดทำการอย่างเต็มรูปแบบมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่เริ่มทรุดโทรมในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากตัวยาพัฒนามากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยน้อยลง และการหาอาสาสมัครก็เป็นเรื่องยาก เพราะพื้นที่ห่างไกลและเงินเดือนของมูลนิธิน้อย

พื้นที่โครงการน่าจะอยู่ที่ประมาณ 800-900 ไร่ ส่วนที่เรียกกันว่า 2,000 ไร่นั้น เป็นเพียงชื่อที่คนที่ทำงานให้หลวงพ่ออลงกตใช้เรียกกันติดปากเท่านั้น จำนวนผู้ป่วยปัจจุบันมีประมาณหลักร้อยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่เป็นบ้าน แต่ในโรงเรียนมีปีละประมาณ 800 คน ซึ่งโรงเรียนเป็นโรงเรียนประจำและส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่ติดเชื้อ HIV ด้วย

ทำไมถึงเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า”?

สำหรับประเด็นที่ต้องมีการขยายพื้นที่ พระเจษฎาให้ความเห็นว่า อาจเป็นเพราะมีผู้ป่วยบางส่วนที่มารักษาตัวตั้งแต่ยังเป็นเด็ก หากออกไปเรียนหรือใช้ชีวิตข้างนอกก็มักจะถูกรังเกียจ สุดท้ายก็จะกลับมาอยู่ที่นี่เพราะไม่มีที่ไป ญาติหลายคนก็ไม่สนใจรับไปเลี้ยง

โรงงานไฟฟ้าด้านหน้าทางเข้าโครงการ คาดว่าเป็นความคิดของหลวงพ่ออลงกตที่อยากให้ชาวบ้านนำไม้มาเผาผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่เคยลองผลิตแล้วเครื่องไม่สามารถใช้งานได้จึงต้องปิดตัวลง

สาเหตุที่โรงพยาบาลยังสร้างไม่เสร็จนั้น ไม่ทราบรายละเอียด แต่เมื่อก่อนเคยมีสถานีอนามัยภายใน มีพยาบาลอยู่ประจำประมาณ 15-16 ปี ก่อนที่จะมาสร้างเป็นโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่มียาต้านเอดส์ ทำให้ผู้ป่วยหลายคนเลือกที่จะทานยาเองและออกไปใช้ชีวิตในโลกภายนอก ปัจจุบันที่นี่จึงกลายเป็นที่สวดมนต์ทำวัตรของพระและผู้ป่วยที่อาศัยอยู่

พระเจษฎายังชี้แจงประเด็นที่มีผู้เรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” ว่า เด็กๆ ทุกคนที่นี่เรียกหลวงพ่ออลงกตว่าป๊ะป๋าหมด พอเด็กเรียก ผู้ใหญ่บางคนที่สนิทกับหลวงพ่อก็เรียกตาม

ส่วนกรณีที่ดินตรงนี้เป็นชื่อของมูลนิธิหรือนายธนชัย ทุกคนเข้าใจว่าเป็นของมูลนิธิที่ให้ผู้ป่วยอาศัยอยู่ ไม่ได้มีใครไปสืบค้นว่าเป็นของใคร ส่วนตัวก็ทราบว่าเป็นชื่อของนายธนชัยตั้งแต่ตอนซื้อ แต่ไม่ได้แม่นข้อกฎหมายและไม่ได้คิดอะไร เพราะนายธนชัยก็เป็นคนดี เป็นผู้จัดการดูแลที่แห่งนี้ และหลวงพ่ออลงกตน่าจะเลือกคนที่ไว้ใจด้วย ญาติของนายธนชัยไม่เคยมาที่นี่ และนายธนชัยไม่เคยมีญาติมาข้องเกี่ยว ที่เห็นก็มีแต่ทำงานอย่างเดียว

สำหรับนายธนชัย อดีตไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นผู้จัดการโครงการและถือเป็นปูชนียบุคคล ลองคิดดูว่าคนเราตายแล้วมีคนทำรูปปั้นให้ ต้องเป็นคนดีแค่ไหน ตอนที่นายธนชัยยังมีชีวิตอยู่ ก็มาทำงานแบบไม่เอาเงินแม้แต่บาทเดียว กินข้าวที่โรงครัวกับผู้ป่วย ทำแต่งาน ดูแลทั้งคนป่วยและสถานที่

ทำความเข้าใจประเด็นเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า และที่ดิน 2,000 ไร่

ทั้งนี้ อยากให้ทุกคนลองพิจารณาว่าหลวงพ่ออลงกตกลับมานอนวัดเที่ยงคืน และตื่นตีสามออกไปบิณฑบาตรทุกวันเป็นเวลา 30 ปี คุณคิดว่าคนคนนั้นจะโกงเงินหรือยักยอกเงินไปทำอะไร? ลองคิดอย่างมีเหตุผลดูว่าคนแบบนั้นจะเป็นคนอย่างไร

จากข้อมูลที่ได้รับจาก “พระลูกวัด” เราได้เข้าใจถึงที่มาของการเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ว่า “ป๊ะป๋า” และความจริงเกี่ยวกับที่ดิน 2,000 ไร่ กันแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายข้อสงสัยของทุกท่านนะคะ

ที่มา – “พระลูกวัด” แจงปมคนเรียก “หลวงพ่ออลงกต” ป๊ะป๋า เผย 2,000 ไร่ เป็นเพียงชื่อเรียกติดปาก

เลขาฯ โยนวัดตอบปมที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ”

“เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” ลั่นไม่ใช่คนของวัด แค่กรรมการวัด คาดแถลงสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี บรรยากาศแม้เป็นวันหยุด แต่ก็มีผู้มาร่วมทำบุญไม่คึกคักเท่าที่ควร คณะที่จะมาประชุมเรื่องการจัดงานวัดพระบาทน้ำพุมีนายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต และนายสมพร โสเค็ง ไวยาวัจกรของวัดเข้าร่วม

จากการสอบถามนายบรรเจตถึงการประชุม ได้รับคำตอบสั้น ๆ ว่าเรื่องงานวัด หลวงพ่อได้เข้าร่วมประชุมด้วยเช่นกัน การประชุมเริ่มตั้งแต่ 10.45 น. โดยมีสื่อมวลชนรอสัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.20 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุม นายบรรเจต เทศพำนัก เลขาของหลวงพ่ออลงกต แจ้งว่าเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของวัด ซึ่งเป็นการประชุมประจำ ส่วนการแต่งตั้งทนายใหม่แทนทนายเกิดผล ขณะนี้คณะกรรมการกำลังพิจารณาอยู่

ส่วนเรื่องที่ดินที่มีการครอบครองโดยคนอื่นต้องรอทนาย ทนายเกิดผลห่วงหลวงพ่อเรื่องการพูดที่อาจผิดพลาด ตัวเองเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดก็ให้ออกมายอมรับเอง อย่าโยนมาให้หลวงพ่อ ส่วนเรื่องเงินที่หมอบีนำมาคืนหมดหรือยังก็ให้ไปถามหมอบีเอง

สำหรับทรัพย์สินของวัดที่มีประเด็นว่าอยู่ที่คนอื่นนั้น ตนไม่รู้เรื่อง ทรัพย์สินหรือสิ่งปลูกสร้างก็อยู่กับที่อยู่แล้ว ในส่วนที่บอกว่ามีผู้ถือครองนั้นไม่มี เพราะทรัพย์สมบัติทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของวัดและมูลนิธิอยู่แล้ว วันนี้ประชุมเรื่องผู้ป่วย ค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันค่าไฟฟ้าเท่านั้น เรื่องการรับบริจาคหรือผู้ที่มาร่วมทำบุญตอนนี้ก็ลดลง เป็นเรื่องปกติเพราะที่วัดมีแต่ผู้ป่วย

ส่วนที่มีคนกล่าวอ้างว่าตนมีทรัพย์สินผิดปกติ ให้กลับไปถามคนที่กล่าวอ้างเอง ในส่วนของรายชื่อผู้ที่ถือครองที่ดินที่มีชื่อเป็นคนใกล้ชิด เป็นคนของวัดนั้น ต้องไปถามวัด ผมเองไม่ใช่คนของวัด เป็นเพียงกรรมการวัด และเท่าที่ดูมันก็ถูกต้องอยู่แล้ว ถ้ามันไม่ถูกต้องก็คงอยู่ไม่ได้ ในส่วนของผู้ที่ได้รับให้ครอบครองพื้นที่นั้นมีมติของที่ประชุมอยู่แล้ว

ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ไม่มีอะไร ต้องไปถามคนที่ตั้งข้อสังเกต ทางวัดก็อยู่อย่างปกติ การตั้งคำถามของแต่ละคนก็ต้องให้แต่ละคนนำคำถามมาด้วย ทางวัดเองก็ต้องชี้แจง ผมจะไปตอบแทนวัดไม่ได้ แต่จะเมื่อไหร่นั้นตนก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ส่วนของหลวงพ่อท่านก็ได้อธิบายไปหมดแล้ว

ในส่วนเรื่องของหมอบี เขาต้องมาชี้แจงกับวัดอยู่แล้ว แต่จะมาเมื่อไหร่นั้นก็ต้องไปถามเขาเอง ผมบังคับใครไม่ได้ และไม่เคยคุยกับหมอบี อาคารผู้ป่วยก็มีอยู่แล้ว ผู้ป่วยนอนรักษาตัวอยู่ ให้มาดูกันได้ ส่วนที่ไวยาวัจกรบอกว่ามีผู้ป่วย 130 กว่าคนนั้น ในส่วนของบริจาคมันจะบาลานซ์กับผู้ป่วยไหม เรื่องนี้มันต้องทีละประเด็น แต่ทุกอย่างในวัดในมูลนิธิมีการใช้จ่ายอยู่แล้ว ส่วนวันแถลงนั้นเป็นเรื่องของวัด และต้องรอผู้ที่เกี่ยวข้อง วัดเขามีกรรมการ และเขาต้องแถลงแน่นอนภายในอาทิตย์นี้

“วัดพระบาทน้ำพุ” กับประเด็นที่ดิน

จากกรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับที่ดินของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ล่าสุด เลขาฯ ของหลวงพ่ออลงกตได้ออกมาให้ข้อมูลเบื้องต้น โดยโยนให้ไปสอบถามทางวัดโดยตรงถึงรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากตนเองเป็นเพียงกรรมการวัดเท่านั้น

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “วัดพระบาทน้ำพุ”

  • การชี้แจงเรื่องที่ดินที่มีชื่อผู้ถือครอง
  • การแต่งตั้งทนายความใหม่
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของวัด

เรื่องราวของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความโปร่งใสในการจัดการทรัพย์สิน และการดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของวัด การออกมาให้ข้อมูลของทางวัดในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลายคนรอคอย เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การออกมาแถลงของ “วัดพระบาทน้ำพุ” ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะเป็นการให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติม เราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป

ที่มา – “เลขาปู” โยนวัดตอบปมชื่อเจ้าของที่ดิน “วัดพระบาทน้ำพุ” คาดแถลงสัปดาห์นี้

Scroll to top