เงินสมทบประกันสังคม

พรรคประชาชน เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ชูปฏิรูป 4 ด้าน

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจเรื่องประกันสังคม! วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกัน พรรคประชาชน เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ต่อสภาฯ 1 พ.ค.นี้ ชูปฏิรูป 4 ด้าน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะทำให้กองทุนประกันสังคมโปร่งใส ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้ประกันตนมากขึ้น ปัจจุบันระบบประกันสังคมของเรามีปัญหาหนักเลยนะครับ เช่น ความไม่โปร่งใสในการบริหารเงินกองทุนหลักล้านล้านบาท มีการคาดการณ์ว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึง 30 ปี ถ้าไม่ปฏิรูป หลายคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือแรงงานคงกังวลใจใช่ไหมล่ะ พรรคประชาชนเลยออกมาเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยเริ่มจากการรณรงค์ในหลายจังหวัด ก่อนยื่นร่างกฎหมายจริงๆ ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้

พรรคประชาชน ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ชูปฏิรูป 4 ด้านสำคัญ

เครือข่ายแรงงานพรรคประชาชนจัดกิจกรรมสมาชิกสัมพันธ์เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ เพื่อรณรงค์พรรคประชาชน ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ซึ่งจะยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎร ร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งปฏิรูปทั้งระบบ โดยเน้น 4 ด้านหลักที่ทุกคนต้องรู้จัก

1. ปฏิรูปด้านความโปร่งใส

ด้านแรกคือความโปร่งใส กองทุนต้องเปิดเผยข้อมูลครบถ้วน เช่น พอร์ตลงทุน ผลตอบแทนเทียบดัชนี รายงานคณิตศาสตร์ประกันภัย และรายงานการประชุมบอร์ด ผู้ประกันตนและนายจ้างจะได้ข้อมูลชัดเจน ไม่ต้องลุ้นว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไร สิ่งนี้จะช่วยป้องกันการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบ

2. การบริหารแบบมืออาชีพ

ด้านที่สองคือการบริหาร จัดตั้ง “กองทุนประกันสังคม” เป็นนิติบุคคลอิสระตามกฎหมายเฉพาะ จะทำให้บริหารเงินได้คล่องตัวมากขึ้น ด้วยโครงสร้างใหม่ที่ทันสมัย เหมาะกับเงินทุนมหาศาลที่เรามี เหมือนบริษัทใหญ่ๆ ที่มี governance ชั้นนำ

3. ความยึดโยงกับผู้ประกันตน

ด้านที่สามคือโครงสร้างบอร์ดใหม่ มาจาก 3 ฝ่าย รัฐบาล นายจ้าง ผู้ประกันตน ไม่เกิน 13 คน สัดส่วนตามการส่งเงินสมทบ รัฐเปลี่ยนได้ แต่ฝ่ายอื่นเข้าชื่อถอดถอนได้ เลขาธิการสรรหาแบบเปิด โปร่งใส มี KPI ชัดเจน สัญญาจำกัดเวลา นี่แหละที่จะทำให้บอร์ดทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ

4. ความยั่งยืนของกองทุน

ด้านสุดท้ายคือยั่งยืน รัฐต้องรับประกันจ่ายประโยชน์ ทบทวนอัตราสมทบและเพดานค่าจ้างทุก 3 ปี เปรียบเทียบผลตอบแทนกับกองทุนโลก เพื่อปรับแผนลงทุน สิทธิประโยชน์ปรับได้โดยบอร์ดใหญ่ เห็นชอบรัฐมนตรีแรงงานและการคลัง จะช่วยให้กองทุนเติบโตและเพิ่มสิทธิได้ในอนาคต

  • ความโปร่งใส: เปิดข้อมูลทุกอย่าง
  • บริหารมืออาชีพ: นิติบุคคลอิสระ
  • ยึดโยงผู้ประกัน: บอร์ดสัดส่วนยุติธรรม สรรหาโปร่ง
  • ยั่งยืน: รัฐรับประกัน ทบทวนทุก 3 ปี
กิจกรรมรณรงค์พรรคประชาชน ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม

นายเซีย จำปาทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า “พรรคประชาชนเสนอการปฏิรูปประกันสังคม เพื่อให้สำนักงานอยู่กับประชาชนยาวนาน หากไม่ปฏิรูปอาจอยู่ได้ไม่เกิน 30 ปี เราต้องการโปร่งใสและมีส่วนร่วม เมื่อกองทุนโต สิทธิก็เพิ่มได้” พรรคจะรณรงค์หลายจังหวัด ก่อนและหลังยื่น เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและเป็นเจ้าของร่างกฎหมายนี้

นายเซีย จำปาทอง พรรคประชาชน ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม

การปฏิรูปพรรคประชาชน ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม นี้สำคัญมาก เพราะจะปกป้องอนาคตแรงงานไทย ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นใจในระบบสวัสดิการ หากสำเร็จ ผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคนจะได้ประโยชน์เต็มๆ ไม่ว่าจะป่วย ว่างงาน หรือเกษียณ ในยุคเศรษฐกิจผันผวนแบบนี้ เราต้องการระบบที่แข็งแกร่งแบบนี้แหละครับ

คุณคิดอย่างไรกับปฏิรูป 4 ด้านนี้? มันจะช่วยแก้ปัญหาประกันสังคมได้จริงหรือ? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมือง สิทธิแรงงานเพิ่มเติม สนับสนุนให้ร่างกฎหมายนี้เป็นของทุกคนด้วยกันนะครับ!

ที่มา – พรรคประชาชน เตรียมยื่นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ต่อสภาฯ 1 พ.ค.นี้ ชูปฏิรูป 4 ด้าน

ประกันสังคมแจง ปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ

ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคมแจงรายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้างจะมี 3 ระยะ ระหว่างปี 2569-2575 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดและการคิดเงินสมทบ ย้ำเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปฏิบัติหน้าที่โฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยรองโฆษกสำนักงานประกันสังคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวโดยระบุคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ… โดยร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้และเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพและว่างงาน 

ทั้งนี้ การปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง แบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างจะส่งผลให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายกรณี ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต หากคำนวณประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในกรณีต่างๆ ที่มีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท เงินทดแทนกรณีต่างๆ ที่ผู้ประกันตนได้รับเพิ่มขึ้น  เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงานที่สามารถรับได้สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน จะปรับเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์การหยุดงานในการคลอดบุตร เพิ่มจาก 22,500 บาท เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเมื่อส่งเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 90,000 บาท เป็น 105,000 บาท และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะเพิ่มจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาทต่อเดือน และในกรณีส่งครบ 25 ปี จะเพิ่มจาก 5,250 บาท เป็น 6,125 บาทต่อเดือน 

นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ ยังคงนำส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างตามปกติ การปรับเพดานค่าจ้างเป็นการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและระดับค่าจ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เป็นธรรม การจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและรัฐบาลถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้ลูกจ้างมีหลักประกันความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนผลดีต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้กับประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมจะเร่งดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในร่างกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ต่อไป

ทำไมต้องปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบ?

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

  • ช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร เงินบำนาญชราภาพ
  • ทำให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
  • เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมโดยรวม อย่ารอช้าที่จะทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้!

ที่มา – ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ช่วย 9 จังหวัด

ข่าวดี! ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือนายจ้างและลูกจ้างใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและให้เวลาในการฟื้นตัวมากขึ้น

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันสังคมได้อนุมัติมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ โดยเฉพาะนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ในพื้นที่ 9 จังหวัดที่ประสบภัย

สำนักงานประกันสังคมเข้าใจถึงความยากลำบากที่สถานประกอบการและแรงงานกำลังเผชิญอยู่ การประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือนนี้ จะช่วยให้ทุกฝ่ายมีเวลาในการจัดการและฟื้นฟูธุรกิจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่เร่งด่วน

ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ช่วยเหลือนายจ้างลูกจ้าง

จังหวัดที่ได้รับการผ่อนผันในครั้งนี้ ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยมีกำหนดการยื่นและนำส่งเงินสมทบใหม่ดังนี้:

  • ค่าจ้างงวดพฤศจิกายน 2568: ยื่นและนำส่งภายใน 15 มิถุนายน 2569
  • ค่าจ้างงวดธันวาคม 2568: ยื่นและนำส่งภายใน 15 กรกฎาคม 2569
  • ค่าจ้างงวดมกราคม 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 สิงหาคม 2569
  • ค่าจ้างงวดกุมภาพันธ์ 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 กันยายน 2569
  • ค่าจ้างงวดมีนาคม 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 ตุลาคม 2569
  • ค่าจ้างงวดเมษายน 2569: ยื่นและนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569

การประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือนนี้ จะช่วยลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจสำหรับผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ประสบภัย ทำให้พวกเขาสามารถมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูกิจการและชีวิตความเป็นอยู่ได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมประกันสังคมถึงขยายเวลาส่งเงินสมทบ?

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เน้นย้ำว่า มาตรการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติ และสำนักงานประกันสังคมพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและตรงจุด

มาตรการ ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ถือเป็นข่าวดีสำหรับนายจ้างและลูกจ้างในพื้นที่ประสบภัย เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเข้าใจของภาครัฐต่อความเดือดร้อนของประชาชน การขยายเวลานี้จะช่วยให้ทุกคนมีเวลามากขึ้นในการฟื้นตัวและกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

สิ่งสำคัญคือผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนี้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องและทันเวลา หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามไปยังสำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ของท่านได้โดยตรง

ที่มา – ประกันสังคม ขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ช่วยนายจ้าง-ลูกจ้าง 9 จังหวัดน้ำท่วมใต้

Scroll to top