เทคโนโลยีดิจิทัล

หม่อมกร หาเสียงโค้งสุดท้าย ชูวิสัยทัศน์ปฏิรูประบบราชการด้วย AI

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้มีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ หม่อมกร หรือ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้ลงพื้นที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่บริเวณเสาชิงช้า พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ที่เน้นการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาปรับใช้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงนโยบายหลักอย่าง หม่อมกร หาเสียงโค้งสุดท้าย ชูวิสัยทัศน์ปฏิรูประบบราชการด้วย AI เพื่อให้กรุงเทพฯ ก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างแท้จริง

หม่อมกร หาเสียงโค้งสุดท้าย ชูวิสัยทัศน์ปฏิรูประบบราชการด้วย AI

การลงพื้นที่ของ ม.ล.กรกสิวัฒน์ ไม่ใช่เพียงแค่การพบปะประชาชนทั่วไป แต่เป็นการตั้งใจฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาสู่การเปลี่ยน “ศาลาว่าการ กทม.” ให้กลายเป็นบ้านของคนกรุงเทพฯ โดยใช้แนวคิด Bangkok Civic Center ที่เน้นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและเข้าถึงนโยบายได้ง่ายขึ้น

ปฏิรูประบบราชการด้วย AI เพื่อการบริการที่ฉับไว

หนึ่งในหัวใจสำคัญที่หม่อมกรผลักดันคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดกำแพงระหว่างรัฐกับประชาชน โดยมีแนวทางดังนี้:

  • ยกระดับการบริหารด้วย AI: นำเทคโนโลยีมาจัดการข้อมูลและลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ทำให้การอนุมัติหรือออกใบอนุญาตต่างๆ เป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • คืนพื้นที่สาธารณะ: เมื่อระบบเอกสารเปลี่ยนเป็นดิจิทัล พื้นที่สำนักงานที่เหลืออยู่จะถูกปรับให้กลายเป็น Co-working Space และศูนย์เรียนรู้สำหรับคนรุ่นใหม่
  • สร้าง Bangkok Think Tank: เปิดพื้นที่ระดมสมองให้คนกรุง สตาร์ทอัพ และนักวิชาการ มาช่วยกันออกแบบเมืองผ่านกิจกรรม Policy Lab

ม.ล.กรกสิวัฒน์ ย้ำว่า การใช้เทคโนโลยี AI ไม่ใช่การลดจำนวนบุคลากร แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับข้าราชการ เพื่อให้พวกเขามีเวลาไปโฟกัสที่งานเชิงนโยบายและการดูแลประชาชนได้ดียิ่งขึ้น วิสัยทัศน์ หม่อมกร หาเสียงโค้งสุดท้าย ชูวิสัยทัศน์ปฏิรูประบบราชการด้วย AI นี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้ กทม. เป็นเมืองที่น่าอยู่ ทันสมัย และเป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญของคนกรุงเทพฯ ที่จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง

ที่มา – “หม่อมกร” หาเสียงโค้งสุดท้าย ชูวิสัยทัศน์ปฏิรูประบบราชการด้วย AI

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ได้มีการประชุมครั้งสำคัญเพื่อเดินหน้านโยบายที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การผลักดัน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย อย่างจริงจังครับ

ในปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินสุขภาพคนไทย ข้อมูลน่าตกใจคือคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่ก็เทไปกับโรคเหล่านี้มหาศาลครับ

เปลี่ยนพฤติกรรม “ลดจิ้ม ลดเค็ม” สู่สุขภาพที่ดีกว่า

นโยบาย คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะแคมเปญกระตุ้นให้ทุกคน “ลดจิ้ม ลดเค็ม” เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีโซเดียมสูง หรือการกินหวานเกินความจำเป็น ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้ที่บ้านครับ

ทางด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองประธาน คมส. กล่าวว่า นโยบาย MOPH PLUS+ ไม่ได้ทำแค่การรักษา แต่เน้นการป้องกันเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาช่วย เพื่อยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการดึง อปท. และภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่นมาร่วมด้วย เพื่อให้การแก้ปัญหา NCDs เข้าไปอยู่ในชุมชนอย่างแท้จริง

  • ลดกินเค็ม ลดการปรุงเพิ่ม เพื่อไตที่แข็งแรง
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตามการดูแลสุขภาพ
  • ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสร้างมาตรการทางสังคม
  • ส่งเสริมการเกิดและการเติบโตอย่างมีคุณภาพในเด็ก

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการพูดคุยถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง การขับเคลื่อน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการบูรณาการระหว่างกระทรวง

ผมเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับนโยบายอย่างที่ทาง คมส. กำลังทำอยู่ เราจะเห็นประเทศไทยที่คนมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของเราและคนที่เรารักครับ มาร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – คมส. นัดแรกปี 69 ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ดันบิ๊กโปรเจกต์ลดป่วยทุกช่วงวัย

ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชาหลัก

ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชาหลัก ให้ทันสมัย

การศึกษาไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อ นางยศชนัน-ประเสริฐ ได้ร่วมมือกันประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ มุ่งเน้นไปที่การยกระดับ 3 วิชาแกนกลาง เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพที่มีรากฐานแข็งแกร่ง พร้อมออกสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นใจ โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดทอนเนื้อหา แต่เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เข้มข้นและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดการปรับหลักสูตรและการยกระดับวิชาสำคัญ

นโยบาย ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านจากระบบท่องจำ ไปสู่การเรียนรู้เชิงวิเคราะห์ โดยมีจุดสำคัญดังนี้:

  • วิชาประวัติศาสตร์: เน้นการวิเคราะห์รากเหง้า เข้าใจถึงความสำคัญของสถาบันหลักของชาติผ่านหลักการประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้
  • วิชาหน้าที่พลเมือง: ปลูกฝังการคิดเชิงวิพากษ์ มีจิตสาธารณะ และการทำงานเป็นทีม เพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ
  • วิชาภาษาไทย: สร้างรากฐานภาษาแม่ให้แข็งแกร่ง ซึ่งงานวิจัยยืนยันว่าการแม่นยำภาษาแม่จะช่วยสนับสนุนให้เด็กเรียนภาษาที่สองได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ความร่วมมือของ ยศชนัน-ประเสริฐ จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย ยังรวมไปถึงการเจาะกลุ่มนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เด็กไทยในระบบดังกล่าวอาจขาดทักษะด้านภาษาไทย โดยจะมีการวางแนวทางประสานงานร่วมกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ภาษาแม่ไปพร้อมกับหลักสูตรสากลโดยไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

ในวันที่ 4 มิถุนายน ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมอนุกรรมการยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เพื่อวางรากฐานทางกฎหมายให้กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความสมดุลให้กับการเรียนรู้ของเยาวชนไทย ที่ต้องมีความรู้ทันสมัยควบคู่ไปกับอัตลักษณ์ไทยที่งดงาม

เราหวังว่าการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเยาวชนไทยในระยะยาว เพราะการที่เด็กๆ เติบโตมาโดยรู้จักรากเหง้าของตนเองและมีความพร้อมด้านทักษะทางสังคม คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของประเทศให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการปรับเปลี่ยนหลักสูตรในครั้งนี้จะช่วยให้การเรียนของลูกหลานของเราสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างไรบ้าง?

ที่มา – “ยศชนัน-ประเสริฐ” จับมือปฏิรูปศึกษา ยกระดับ 3 วิชา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ภาษาไทย

นกกระซิบ บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน

นกกระซิบ บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน

ข่าวดีสำหรับพ่อค้าแม่ค้ายุคดิจิทัล! รัฐบาลเดินหน้าเต็มสูบในการยกระดับร้านค้ารายย่อยด้วยเทคโนโลยี AI ล่าสุดได้เปิดตัวฟีเจอร์อัจฉริยะที่ชื่อว่า “นกกระซิบ” บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการร้านค้าของคุณง่ายและแม่นยำกว่าที่เคย ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ร้านค้าที่ใช้แอปฯ ถุงเงินจะได้รับผู้ช่วยส่วนตัวที่ชาญฉลาดมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบเรียลไทม์

ทำไมต้องใช้งานฟีเจอร์ นกกระซิบ บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน?

หลายคนอาจสงสัยว่าระบบนี้จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจแบบเดิมๆ ได้อย่างไร คำตอบคือ AI ตัวนี้ไม่ได้เป็นแค่แชทบอทตอบคำถามโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เท่านั้น แต่ยังเป็นกูรูด้านข้อมูลที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้เฉียบคมยิ่งขึ้น โดยฟีเจอร์เด่นที่ไม่ควรพลาดประกอบไปด้วย:

  • วิเคราะห์ยอดขายอัตโนมัติ: บอกลาการจดบันทึกแบบเดิมๆ เพราะนกกระซิบจะสรุปยอดขายรายวัน วิเคราะห์ช่วงเวลาทองที่คนเข้าร้านเยอะที่สุด ทำให้คุณจัดสต็อกสินค้าและวางแผนกำลังคนได้อย่างเหมาะสม
  • เช็กราคากลางวัตถุดิบ: ระบบจะเชื่อมต่อกับกรมการค้าภายใน เพื่ออัปเดตราคาหมู ไก่ และวัตถุดิบสำคัญแบบวันต่อวัน คุณจะได้รู้ต้นทุนที่แท้จริง ไม่ต้องกลัวซื้อของแพงเกินเหตุ
  • คำนวณกำไรและต้นทุนเบื้องต้น: ช่วยคำนวณกำไรสุทธิต่อหน่วย ทำให้คุณตั้งราคาขายได้อย่างมั่นใจ ว่าไม่เข้าเนื้อและมีกำไรเพียงพอสำหรับการต่อยอดธุรกิจ

การใช้เครื่องมืออย่าง “นกกระซิบ” บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน ถือเป็นกลยุทธ์ที่ร้านค้ายุคใหม่ต้องปรับตัวให้ทัน รัฐบาลตั้งใจให้เทคโนโลยี AI เข้าถึงผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อให้การจัดการร้านค้าไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป คุณสามารถเริ่มใช้งานได้ทันทีเพียงอัปเดตแอปฯ ถุงเงินเป็นเวอร์ชัน 5.50.0 ขึ้นไปครับ

หากคุณเป็นเจ้าของร้านค้า อย่ารอช้า! ลองเข้าไปทดสอบใช้งานฟีเจอร์นี้ดูนะครับ เพราะข้อมูลคือขุมทรัพย์ที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณเติบโตและแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล การรู้ราคาต้นทุนและเข้าใจยอดขายตัวเองดีพอ คือหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนร้านเล็กๆ ให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้แน่นอน

ที่มา – รัฐบาลเปิดตัว “นกกระซิบ” บนแอปฯ ถุงเงิน ช่วยร้านค้าวิเคราะห์ยอดขาย–ต้นทุน เริ่มใช้ 1 มิ.ย.

อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวดีและความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นในแวดวงเศรษฐกิจมาฝากกันครับ เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินหน้าภารกิจสำคัญ ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเชิญชวนกลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกมาร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญภายใต้เป้าหมายสำคัญคือ อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อผลักดันศักยภาพของประเทศไทยให้เติบโตในเวทีโลกอย่างมั่นคง

อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

การหารือในครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ยักษ์ใหญ่ด้านการบินอย่าง Airbus เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอีกหลายแห่งที่พร้อมจะเข้ามาเสริมทัพเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย ทั้งในด้าน AI, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), รวมถึงระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งล้วนเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจยุคใหม่

ก้าวสำคัญสู่การเป็นฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

ปัจจุบันไทยเราได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการก้าวสู่การเป็นฮับระดับภูมิภาค โดยการที่ อนุทินชวนแอร์บัสและเอกชนฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นั้น ถือเป็นหมากสำคัญในการดึงดูดทุนและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ ตัวอย่างที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • Airbus Group SE: ขยายฐานการผลิตในไทย เน้นพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและวิศวกรรมขั้นสูง
  • EssilorLuxottica: เตรียมลุยผลิต “แว่นตาอัจฉริยะ” (AI Glasses) ที่รวมเอาเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกัน
  • Imerys S.A.: ผู้เชี่ยวชาญด้านวัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ EV เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
  • IN Groupe & Thales Group: ยกระดับระบบ Digital ID และโครงสร้างพื้นฐานด้าน Cybersecurity ของภาครัฐ

การจับมือกับพันธมิตรจากฝรั่งเศสในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับ Ecosystem ทางธุรกิจของไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่ใช่แค่การเข้ามาตั้งฐานการผลิต แต่รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรวิศวกรไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ในมุมมองของเรา นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะขยับตัวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม แม้เส้นทางข้างหน้าจะมีความท้าทาย แต่การได้รับการยอมรับและร่วมลงทุนจากบริษัทระดับโลกเหล่านี้ เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทั่วโลกให้ความเชื่อมั่น หากภาครัฐเดินหน้าสนับสนุนมาตรการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าไทยจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของอาเซียนได้อย่างภาคภูมิใจครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการดึงเทคโนโลยี AI และ EV เข้ามาขับเคลื่อนประเทศในครั้งนี้?

ที่มา – “อนุทิน” ชวน “แอร์บัส” พร้อมภาคเอกชนชั้นนำฝรั่งเศสลงทุนเพิ่ม หนุนไทยศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

รมช.ดีอี ลุยปั้น NT เชียงใหม่โมเดล จัดระเบียบสายสื่อสาร

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่ในเชียงใหม่หรือเคยไปเที่ยว คงจะเคยเห็นภาพสายสื่อสารที่รุงรังพาดผ่านไปมาตามเสาไฟ ซึ่งนอกจากจะไม่สวยงามแล้วยังดูไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่ ล่าสุดข่าวดีกำลังมาเยือนครับ เมื่อ รมช.ดีอี ได้ลงพื้นที่เพื่อผลักดันโครงการสำคัญอย่าง รมช.ดีอี ลุยปั้น “NT เชียงใหม่โมเดล” จัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน รับโครงข่ายดิจิทัล เพื่อเปลี่ยนเมืองเชียงใหม่ให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น

รมช.ดีอี ลุยปั้น “NT เชียงใหม่โมเดล” จัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน รับโครงข่ายดิจิทัล ยกระดับคุณภาพชีวิต

การลงพื้นที่ของนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รอบนี้ ไม่ใช่แค่การตรวจงานทั่วไป แต่เป็นการประกาศความเอาจริงเอาจังในการจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยโครงการ รมช.ดีอี ลุยปั้น “NT เชียงใหม่โมเดล” จัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน รับโครงข่ายดิจิทัล นี้ NT ภาคเหนือได้เข้ามาดำเนินงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้คนในพื้นที่ได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เสถียรและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญ? ลองมาดูความพิเศษของ NT เชียงใหม่โมเดลกันครับ:

  • ทัศนียภาพดีขึ้น: การเอาสายไฟและสายสื่อสารลงใต้ดินทำให้บ้านเมืองดูสะอาดตา สะท้อนความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
  • ปลอดภัยหายห่วง: ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์สายสื่อสารขาดหรืออุบัติเหตุจากอุบัติภัยทางไฟฟ้า
  • เพิ่มมาตรฐานดิจิทัล: ระบบ Single Last Mile ช่วยให้โครงข่ายมีความเสถียร รองรับการใช้งานที่พุ่งสูงขึ้นในอนาคต
  • ครอบคลุมการใช้งาน: ปัจจุบันรองรับได้กว่า 7,000 ครัวเรือน และจะขยายผลต่อไปยังย่านธุรกิจอย่างนิมมานเหมินท์และประตูท่าแพ

ทำไม รมช.ดีอี ลุยปั้น “NT เชียงใหม่โมเดล” จัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน รับโครงข่ายดิจิทัล ถึงเป็นจุดเปลี่ยน?

โครงการนี้ไม่ได้จบแค่ที่เชียงใหม่ แต่ทางกระทรวงตั้งใจให้ที่นี่เป็น “ต้นแบบ” เพื่อนำไปใช้กับจังหวัดอื่นๆ ทั่วไทยครับ ความตั้งใจคือการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี หากระบบพื้นฐานดี เราก็สามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ หรือบริการภาครัฐได้ง่ายและสะดวกขึ้นกว่าเดิมมาก การที่เจ้าหน้าที่จาก NT เข้ามาดูแลจัดการอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้การซ่อมบำรุงในอนาคตทำได้รวดเร็วขึ้นด้วย ไม่ต้องคอยงมหาว่าสายเส้นไหนของใครกันอีกต่อไป

ในอนาคตเราคงจะได้เห็นโครงข่ายสายสื่อสารที่เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนครับ สำหรับใครที่อยู่ในพื้นที่โครงการก็น่าจะได้ใช้งานบริการดิจิทัลที่เสถียรและลื่นไหลกว่าเดิม เตรียมตัวปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบกับโครงการดีๆ แบบนี้ได้เลยครับ ส่วนตัวผมมองว่านี่คือก้าวสำคัญที่สะท้อนว่ารัฐบาลใส่ใจกับวิถีชีวิตจริงของประชาชนผ่านโครงสร้างพื้นฐานที่มองเห็นภาพชัดเจนที่สุดครับ นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองที่ฉลาดและน่าอยู่ขึ้นอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – รมช.ดีอี ลุยปั้น “NT เชียงใหม่โมเดล” จัดระเบียบสายสื่อสารลงใต้ดิน รับโครงข่ายดิจิทัล

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เชื่อมรัฐคุมราคา

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าพุ่งปรี๊ด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่นิ่งนอนใจ ร่วมกับทีม Tech Lab เปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลสุดล้ำเพื่อช่วยเหลือโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรที่เดือดร้อนหนัก

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง อย่างไร

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกรัฐสภาและนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พร้อมทีมงาน แถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม “จับตา” อย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้เปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้เดือดร้อนให้กลายเป็น “ผู้ตรวจสอบ” รายงานราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแบบเรียลไทม์ทั่วประเทศ ผ่านแผนที่อัจฉริยะที่แสดงข้อมูลสรุปชัดเจน เห็นจุดไหนราคาผิดปกติหรือถูกกักตุนได้ทันที เหมือนมี Early Warning System ในมือทุกคน

ภาพแถลงข่าวปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา
ตัวอย่างแผนที่ราคาสินค้าบนแพลตฟอร์ม จับตา

คุณสมบัติเด่นของแพลตฟอร์ม “จับตา”

  • รายงานราคาเรียลไทม์: ถ่ายรูปใบเสร็จหรือป้อนข้อมูลราคาสินค้าที่ตลาด ตลาดนัด ร้านค้า ส่งตรงเข้าฐานข้อมูล
  • แผนที่อัจฉริยะ: แสดงจุดสีแดงเมื่อราคาพุ่งผิดปกติ ช่วยเห็นภาพรวมทั้งประเทศ
  • บูรณาการ Line OA: เข้าถึงง่าย สแกนลิงก์ https://liff.line.me/2009555163-09I8zuzR ทดลองใช้เวอร์ชันเบต้าได้เลย
  • API เชื่อมภาครัฐ: เปิดให้กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในดึงข้อมูล ควบคุมราคาโปร่งใส

นางการดี เน้นย้ำว่า ข้อมูลจากแพลตฟอร์มจะนำไปวิเคราะห์ช่วยเหลือแบบเจาะจง อย่างโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดภาระ SME และสนับสนุนเกษตรกร ทดสอบระบบเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มีนาคม ก่อนเปิดจริง ด้วยพลัง Civic Engagement ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้จริง

นางการดี เลียวไพโรจน์ แถลงปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสินค้าแพงถือเป็นทางออกที่ชาญฉลาด ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง ไม่ใช่แค่รายงาน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส สร้างสมดุลให้ผู้บริโภคและผู้ขาย มันแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อประชาชนได้จริง

เชิญชวนทุกท่าน: ลองเข้าไปทดสอบแพลตฟอร์ม “จับตา” วันนี้ที่ ลิงก์ Line รายงานราคาสินค้าที่คุณเจอ แล้วช่วยกันกดดันให้ราคาถูกลง อนาคตของค่าครองชีพอยู่ในมือเรา!

ที่มา – ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง พร้อมนำข้อมูลเชื่อมต่อภาครัฐคุมราคาสินค้า

ครม.เห็นชอบไทยรับรอง Global Fraud Summit

ในยุคที่การฉ้อโกงออนไลน์กำลังระบาดหนักทั่วโลก รัฐบาลไทยไม่นิ่งนอนใจ ล่าสุด ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit เพื่อยกระดับการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามพรมแดนนี้ โดยจะเข้าร่วมประชุมที่เวียนนา ออสเตรีย วันที่ 16-17 มี.ค. 2569 นี้เลย

ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรอง Global Fraud Summit

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 10 มี.ค. 2569 ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์สำคัญ 2 ฉบับจาก ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit นอกจากนี้ ไทยยังจะประกาศคำมั่นสัญญาเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงแบบชัดเจนด้วย

เอกสารผลลัพธ์ที่ไทยจะรับรอง

  • ร่างเอกสารส่งเสริมการดำเนินการเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง (Call to Action on Combatting Fraud) ที่เรียกร้องให้ทุกประเทศลงมือทำจริงจัง
  • ร่างกรอบความเป็นหุ้นส่วนระดับโลกระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อต่อต้านการฉ้อโกง (Global Public-Private Partnership Framework against Fraud) เพื่อให้รัฐและเอกชนจับมือกันสู้

เอกสารทั้งสองนี้ครอบคลุมการเฝ้าระวัง แบ่งปันข้อมูล บังคับใช้กฎหมาย ป้องกันประชาชน และร่วมมือกับภาคเอกชน ซึ่งตอบโจทย์อาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างการหลอกลวงออนไลน์

คำมั่น 3 ประเด็นสำคัญของไทย

  • ใช้มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินให้เข้มข้น
  • บูรณาการข้อมูลด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อติดตามเส้นทางการเงินและพิสูจน์การฉ้อโกง
  • กระชับความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐ-เอกชน เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างมีประสิทธิภาพ

การประชุม Global Fraud Summit ครั้งนี้ถือเป็นเวทีระดับสูงที่ผลักดันความร่วมมือโลกในการต่อกรกับ “อาชญากรรมฉ้อโกง” โดยเฉพาะออนไลน์ที่กระทบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นประชาชน และความมั่นคงโลก ไทยเคยเป็นเจ้าภาพร่วมกับ UNODC ในการประชุมคล้ายกันที่กรุงเทพฯ เดือนธ.ค. 2568 มาแล้ว ทำให้เรามีประสบการณ์และบทบาทนำ

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ

การเข้าร่วมไม่เพียงแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของไทย แต่ยังช่วยเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ ยกระดับเทคโนโลยีปราบปราม และปกป้องประชาชนจากสแกมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ phishing ที่กำลังรุกล้ำเข้ามาในไทยมากขึ้น รัฐบาลย้ำชัดว่าปัญหานี้กระทบประชาชนวงกว้าง ต้องจัดการให้ได้

ปัจจุบัน การฉ้อโกงข้ามชาติทำให้นักลงทุนและประชาชนไทยเสียหายปีละหลายหมื่นล้านบาท การมีกรอบความร่วมมือระดับโลกจะช่วยให้ไทยแลกเปลี่ยนข้อมูลทันเหตุการณ์ ปิดช่องโหว่ และกู้คืนทรัพย์สินได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเสริมภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่จริงจังกับความมั่นคงไซเบอร์

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับการป้องกันภัยนี้ โดย ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือ ลดความเสี่ยงให้ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ประสบการณ์ถูกหลอกหรือไอเดียป้องกันตัวเองในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อช่วยกันสร้างสังคมปลอดภัยจากฉ้อโกงนะครับ!

ที่มา – ครม. เห็นชอบให้ไทยร่วมรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม Global Fraud Summit

กรมตรวจบัญชีฯ สร้างเชื่อมั่นสหกรณ์โปร่งใส

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์โปร่งใส ด้วยกฎหมาย ปปง. เทคโนโลยีดิจิทัล และยกระดับมาตรฐานระบบสารสนเทศทางการบัญชีสหกรณ์ ลดการทุจริต สร้างความเชื่อมั่นในภาคสหกรณ์ไทย

วันที่ 4 ก.ย. 68 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานของทุกภาคส่วน รวมถึงธุรกิจสหกรณ์ที่มีการนำระบบสารสนเทศทางการบัญชีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีโดยไม่มีการกำกับมาตรฐานหรือการตรวจสอบมาตรฐานโปรแกรมระบบบัญชีที่ใช้งาน และไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งอาจมีช่องโหว่ที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทุจริต และการฟอกเงินตามมา โดยกระบวนการทุจริตที่มีความซับซ้อนในการทำธุรกรรม และการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการตกแต่ง ปลอมแปลง รวมทั้งมีรูปแบบการทุจริตที่หลากหลายมากขึ้นและมูลค่าความเสียหายสูง จึงก่อให้เกิดความกังวลแก่สมาชิก และภาคสหกรณ์

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานหลักในการตรวจสอบบัญชีและกำกับดูแลด้านการเงินการบัญชี จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์ (MOU) เมื่อวันที่ 27 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา เพื่อประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผ่านกิจการสหกรณ์ และมีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษา วิเคราะห์ รวบรวม และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ยังได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อน MOU โดยการยกระดับการแก้ไขปัญหาการทุจริตและฟอกเงินผ่านโครงการศึกษาและพัฒนาระบบประมวลผลธุรกิจหลักสหกรณ์ (Co-operative Core System : CCS) โดยประยุกต์จากระบบ Core Banking เพื่อให้เป็นมาตรฐานธุรกรรมทางการเงินในภาคสหกรณ์ พร้อมพัฒนาระบบ API Gateway ที่สามารถเชื่อมข้อมูลระหว่างระบบงานของสหกรณ์กับระบบ CCS ซึ่งจะช่วยลดการทำงานด้วยมือ ลดความเสี่ยงทุจริต และเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจสอบ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานระบบสารสนเทศทางการบัญชีของสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทุจริตและข้อบกพร่องในการดำเนินงาน โดยเฉพาะในสหกรณ์ที่มีการใช้โปรแกรมประมวลผลข้อมูล 

ซึ่งจากการดำเนินโครงการร่วมสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์โปร่งใสด้วยกฎหมาย ปปง. และเทคโนโลยีดิจิทัล โครงการศึกษาและพัฒนาระบบประมวลผลธุรกิจหลักสหกรณ์ (Co-operative Core System : CCS) และการกำหนดมาตรฐานระบบสารสนเทศทางการบัญชีของสหกรณ์ จึงถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามบันทึกความเข้าใจ MOU ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ช่วยประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ เกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผ่านสื่อและกิจกรรมสร้างการรับรู้ที่เข้าถึงง่าย เพื่อลดความเสี่ยงด้านทุจริตและการฟอกเงินในสหกรณ์

ทั้งนี้ การประสานความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงาน โดยมุ่งหวังว่าโครงการนี้จะเป็นกลไกสำคัญ ในการป้องกันการทุจริตและการฟอกเงิน สร้างความเชื่อมั่นในภาคสหกรณ์ไทย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับสหกรณ์ไทยให้มีความเข้มแข็งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น นำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ ภาคสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ รวมถึงประชาชนทั่วไป ภายใต้แนวคิดของการทำงานเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่ายอย่างแท้จริงให้กับระบบสหกรณ์ของประเทศ อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเชื่อมั่นสหกรณ์โปร่งใส ด้วยกฎหมาย ปปง. เทคโนโลยีดิจิทัล

ความสำคัญของ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการสร้างความเชื่อมั่น

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเชื่อมั่นสหกรณ์โปร่งใส ด้วยกฎหมาย ปปง. เทคโนโลยีดิจิทัล ถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสหกรณ์ของประเทศไทย การบูรณาการกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัย เป็นการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดความเสี่ยงต่อการทุจริต

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการบัญชีและการเงินของสหกรณ์ ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังช่วยลดโอกาสในการเกิดข้อผิดพลาดและความไม่โปร่งใสที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานด้วยมือ การพัฒนาระบบประมวลผลธุรกิจหลักสหกรณ์ (Co-operative Core System : CCS) และการกำหนดมาตรฐานระบบสารสนเทศทางการบัญชี เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้สหกรณ์สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเชื่อมั่นสหกรณ์โปร่งใส ด้วยกฎหมาย ปปง. เทคโนโลยีดิจิทัล ยังรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ปปง. ให้แก่บุคลากรในสหกรณ์และสมาชิก เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน การจัดกิจกรรมให้ความรู้ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เป็นแนวทางสำคัญในการเสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งความโปร่งใสและความรับผิดชอบในสหกรณ์

การดำเนินงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนทั่วไป ว่าสหกรณ์เป็นองค์กรที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น การสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ระบบสหกรณ์ของประเทศไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง การผลักดันให้สหกรณ์นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเชื่อมั่นสหกรณ์โปร่งใส ด้วยกฎหมาย ปปง. เทคโนโลยีดิจิทัล ไม่เพียงแต่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับระบบสหกรณ์ของประเทศไทย เพื่อให้สามารถเติบโตและเป็นที่พึ่งของสมาชิกได้อย่างยั่งยืน การลงทุนในเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการสร้างความตระหนักรู้ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้สหกรณ์สามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้

ที่มา – กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างความเชื่อมั่นสหกรณ์โปร่งใส ด้วยกฎหมาย ปปง. เทคโนโลยีดิจิทัล

Scroll to top