เนวิน ชิดชอบ

อนุทิน โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้น บอกสบาย หลังดราม่า เนวิน ถูกวิจารณ์

อนุทิน โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้น บอกสบาย หลังดราม่า เนวิน ถูกวิจารณ์

กลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อ อนุทิน โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้น บอกสบาย หลังดราม่า เนวิน ถูกวิจารณ์ เกี่ยวกับการแต่งกายไม่เหมาะสมในพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชที่ผ่านมา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวด้วยการโพสต์ภาพวันสบายๆ กับครอบครัว

เบื้องหลังการโพสต์ อนุทิน โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้น บอกสบาย หลังดราม่า เนวิน ถูกวิจารณ์

หลังจากที่โลกออนไลน์มีการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของนายเนวิน ชิดชอบ ที่สวมกางเกงขาสั้นเข้าร่วมพิธีบวงสรวงสำคัญ นายอนุทินก็ได้โพสต์ภาพตัวเองในชุดลำลอง เสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นสีเขียว พร้อมแคปชันว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า…สบายอ่ะ” และติดแฮชแท็กสุดเก๋ว่า #ก็ลมมันเย็น ซึ่งเป็นการตอบโต้ดราม่าแบบนิ่มๆ ด้วยความอารมณ์ดีตามสไตล์ของท่าน

ประเด็นดราม่าเรื่องการแต่งกายนั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมไทย โดยเฉพาะในงานพิธีการต่างๆ ที่ผู้คนมักคาดหวังความสุภาพเรียบร้อย แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่ อนุทิน โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้น บอกสบาย หลังดราม่า เนวิน ถูกวิจารณ์ ก็อาจเป็นการสะท้อนมุมมองที่แตกต่างว่าในเวลาส่วนตัวหรือกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ การแต่งกายควรเน้นความสะดวกสบายมากกว่าหรือไม่

  • การใช้พื้นที่สื่อโซเชียลมีเดียของนักการเมือง
  • ความคิดเห็นของสังคมต่อระเบียบปฏิบัติในงานพิธี
  • การรักษาสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการเป็นบุคคลสาธารณะ

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าดราม่านี้จะจบลงอย่างไร สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือโลกออนไลน์ยังคงให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ของนักการเมืองอย่างใกล้ชิด การที่คุณอนุทินเลือกใช้ความสบายเข้าสู้ ถือเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่น่าสนใจท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้ามา แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการแต่งกายกางเกงขาสั้นในงานพิธีการ? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้เลยครับ!

ที่มา – “อนุทิน” โพสต์ภาพนุ่งกางเกงขาสั้น บอกสบาย หลังดราม่า “เนวิน” ถูกวิจารณ์

เนวิน ควง พิพัฒน์ สักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นภาพบรรยากาศสุดอบอุ่นเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อมีการแชร์ภาพของ เนวิน ควง พิพัฒน์ สักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเริ่มปฏิบัติภารกิจสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ งานนี้สร้างความฮือฮาให้กับชาวเมืองคอนไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

เนวิน ควง พิพัฒน์ สักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เสริมมงคล

การเดินทางมาเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราชในครั้งนี้ นำทีมโดยนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและทัพนักกีฬา โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเอง ซึ่งกิจกรรมหลักที่พลาดไม่ได้คือการแวะไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เพื่อความเป็นสิริมงคล

บรรยากาศการเยือนถิ่นใต้ของ เนวิน ควง พิพัฒน์ สักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

ตลอดการลงพื้นที่ นอกจากจะได้รับความสนใจจากประชาชนในละแวกนั้นแล้ว ภาพการทำกิจกรรมร่วมกันยังสะท้อนถึงมิตรภาพและการทำงานเชิงรุกที่น่าจับตามอง โดยนางอวยพรศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ได้เป็นตัวแทนต้อนรับและเผยแพร่บรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความหวังและพลังบวก ซึ่งทางคณะได้กล่าวขอพรให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขและขอให้พี่น้องประชาชนชาวใต้ทุกคนมีความสุขแข็งแรง

หากเรามองย้อนกลับไป การที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเดินทางมาเยือนพื้นที่ด้วยตนเองแบบนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการมาเพื่อทำงานตามภารกิจหลักเท่านั้น แต่ยังเป็นการเชื่อมสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่อยากตามรอยความศรัทธา แนะนำให้ลองมาสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราชดูสักครั้งครับ

  • สถานที่: ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช
  • บรรยากาศ: สงบ ร่มรื่น และเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์
  • ความประทับใจ: การลงพื้นที่ของคณะทำงานที่เข้าถึงง่าย

ในมุมมองของผม การที่คณะผู้บริหารระดับสูงเลือกที่จะเริ่มต้นภารกิจด้วยการเข้ากราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แสดงให้เห็นถึงการยึดถือวัฒนธรรมและจิตใจของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และการสร้างความร่วมมือในอนาคต หากท่านใดมีโอกาสแวะเวียนมานครศรีธรรมราช อย่าลืมมาสัมผัสความงามและขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่ชีวิตกันนะครับ

ที่มา – “เนวิน” ควง “พิพัฒน์” เยือนถิ่นใต้ ร่วมพิธีสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

“เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างจริงจังในเรื่องการตรวจสอบที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย โดยล่าสุด “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม เพื่อเตรียมตัวต่อสู้ในชั้นศาลอย่างเต็มกำลังหลังจากถูกคู่กรณีฟ้องร้อง

เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ท่านตั้งใจจะลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของการรถไฟฯ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อท่านได้รับหมายศาลในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องท่านในข้อหาหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ อย่างไรก็ตาม ท่านยืนยันว่าการเดินทางไปในครั้งนี้มีความสำคัญมากเพื่อให้ทนายความเห็นพื้นที่จริงก่อนวันไต่สวนมูลฟ้อง

เปิดใจทำไม “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

ในการให้สัมภาษณ์ ท่านได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่น่าสนใจว่า แม้จะได้รับหมายศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 นี้ แต่ท่านได้แจ้งทางศาลไปอย่างชัดเจนว่าไม่มีความประสงค์ที่จะทำการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด เพราะต้องการพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อหน้าศาลมากกว่า โดยท่านเตรียมพานคณะทนายความลงพื้นที่ในวันที่ 30 กรกฎาคมนี้ เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมอย่างละเอียด

สิ่งที่น่าสนใจคือการเตรียมตัวของท่านในครั้งนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • เตรียมลงพื้นที่บุรีรัมย์เพื่อดูพื้นที่จริงกับทนายความ
  • เตรียมขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานเอกสารและพยานบุคคล
  • เตรียมหลักฐานเพื่อใช้ในการซักค้านในวันไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 สิงหาคม 2569

หลายคนมองว่าการที่ “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม ในครั้งนี้ เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดินผืนนี้ เรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่คงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาในทิศทางไหน

โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบความโปร่งใสในที่ดินของรัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและเกิดความเป็นธรรมมากที่สุด เราคงต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อมูลใหม่ๆ ที่พลิกโฉมคดีนี้ได้หรือไม่

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ประกาศเดินหน้าเก็บพยานหลักฐานคดีเขากระโดง เพิ่มเติม

ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ.

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังร้อนระอุเลยทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นที่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ถึงภาพการเคลียร์ใจของเหล่าแกนนำพรรคภูมิใจไทย จนเป็นที่มาของวลีเด็ดที่ว่า ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ. ซึ่งทำเอาคอการเมืองหลายคนต้องจับตามองว่าความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะหวานชื่นในภาพถ่ายนั้น คือเรื่องจริงหรือแค่ฉากหน้ากันแน่

ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ.

การวิเคราะห์ของนายณัฐชานั้นชี้ให้เห็นว่า ภาพถ่ายของนายอนุทิน, นายเนวิน และนายพิพัฒน์ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่ารอยร้าวภายในจะถูกสมานให้หายไปได้ง่ายๆ ในทางกลับกัน เขามองว่านี่คือสัญญาณเตือนของการปรับ ครม. ครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งคำว่า ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ. ยังสะท้อนให้เห็นถึงความระแวงในเรื่องการแบ่งสรรอำนาจและผลประโยชน์ที่อาจไม่ลงตัว

เบื้องหลังการเมืองที่น่าจับตา

หากเราวิเคราะห์จากถ้อยคำของนายณัฐชา จะพบประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ใหม่ที่ยังไม่มีความชัดเจน
  • ปฏิกิริยาของนายกรัฐมนตรีต่อสื่อมวลชนที่ดูฉุนเฉียว ซึ่งสะท้อนถึงความกดดันภายใน
  • ความกังวลว่าประชาชนจะต้องมารับภาระจากเกมการเมืองที่ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งแฝงอยู่

นอกจากนี้ นายณัฐชายังได้ฝากเตือนไปยังผู้มีอำนาจว่า อย่าได้ประมาทในอำนาจของตนเอง การคิดว่าจะกินรวบหรือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่คำนึงถึงประชาชน มักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงามตามหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาเสมอ การปรับ ครม. ในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนัก

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง เห็นได้ชัดว่าเกมนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การปรับ ครม. “หนู 2” จะจบแบบ “แฮปปี้เอนดิ้ง” ที่มีการแบ่งเค้กกันลงตัว หรือจะเป็นการ “หักเหลี่ยมโหด” ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำคัญก็คือ ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนเกมอำนาจของนักการเมืองเสมอ

ที่มา – “ณัฐชา” จับตาปรับ ครม. “หนู 2” สแกนภาพสยบรอยร้าว “2น. 1พ.”

อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองทันที เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโพสต์ภาพร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทย โดยประเด็นที่หลายคนจับตาคือข้อความจากเฟซบุ๊กของ นางกรุณา ชิดชอบ ที่ดูเหมือนจะสื่อความหมายนัยยะบางอย่าง ซึ่งคำถามที่ว่า อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง กลายเป็นประโยคที่สะท้อนถึงมุมมองของเจ้าตัวต่อเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เปิดใจ อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอนุทินได้กล่าวถึงบรรยากาศการพูดคุยว่าไม่มีอะไรที่ต้องเคลียร์ใจ พร้อมกับกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่าทำไมสื่อถึงชอบตั้งคำถามให้ดูแตกแยกกันอยู่ตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ที่อยู่กันมาเนิ่นนานนั้นมีความแน่นแฟ้นเกินกว่าจะมานั่งเคลียร์อะไรแบบที่คนนอกคิด โดยมองว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวและเรื่องภายในพรรคภูมิใจไทยที่ไม่จำเป็นต้องมาแจ้งให้ใครทราบ

สำหรับการโพสต์ข้อความของภรรยานายเนวินที่ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” นายอนุทิน ได้ตอบกลับสื่อถึงกรณี อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง อย่างตรงไปตรงมาว่า มันผิดตรงไหน เพราะการคบหากันควรอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ไม่ใช่การโกหกหลอกลวงประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่ปล่อยข่าวโดยไม่มีข้อมูลหรือหิวแสงว่าไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้คือ:

  • การเน้นย้ำถึงความเป็นพี่เป็นน้องภายในพรรคที่ยาวนาน
  • การวิพากษ์วิจารณ์นักวิเคราะห์การเมืองที่ขาดข้อมูลรอบด้าน
  • ความชัดเจนในการปกป้องคนใกล้ชิดตามสไตล์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของคนในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวต่อกระแสข่าวลือ การที่นายอนุทินเลือกจะตอบโต้ด้วยการย้อนถามกลับแทนที่จะแก้ต่างแบบยาวเหยียด ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเขามั่นใจในความเหนียวแน่นของขั้วอำนาจตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งชาวเน็ตเองก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารและคัดกรองข้อมูลให้ดี เพราะในโลกการเมืองยุคปัจจุบัน ข่าวลือมักสร้างความปั่นป่วนได้มากกว่าความเป็นจริงเสมอ

ที่มา – “อนุทิน” ย้อนถามแปลกตรงไหน “ภรรยาเนวิน” โพสต์ “ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง”

สยบพวกชอบปั่น พิพัฒน์โชว์ภาพ 2 น. 1 พ. ย้ำสัมพันธ์ 20 ปี

สยบพวกชอบปั่น พิพัฒน์โชว์ภาพ 2 น. 1 พ. ย้ำสัมพันธ์ 20 ปี

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่มักเกิดขึ้นเป็นปกติในแวดวงอำนาจ ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าวด้วยตัวเอง ด้วยการนำภาพถ่ายร่วมกันของ 2 น. กับ 1 พ. มาเผยแพร่ เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและสยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี ให้ชัดเจนต่อหน้าสาธารณชน

ความสัมพันธ์ที่ผ่านบทพิสูจน์มานาน

นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า การเผยแพร่ภาพถ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอกย้ำว่ากลุ่มของพวกเขามีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานร่วม 20 ปี ไม่ใช่เพิ่งมาคบหากันเพียง 1-2 ปี ดังนั้นกระแสข่าวเรื่องความแตกแยกที่ถูกปล่อยออกมาจากผู้ไม่หวังดีนั้นจึงไม่มีน้ำหนักและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

  • มีการประชุมและพูดคุยกันเป็นประจำทุกสัปดาห์
  • สื่อสารกันผ่านทางโทรศัพท์แทบทุกวันในเรื่องงานและเรื่องทั่วไป
  • บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดีและมีความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้ง

นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงนายเนวิน ชิดชอบว่า ไม่ได้ให้ความสนใจกับข่าวลือเหล่านี้ เพราะเข้าใจดีว่าการสร้างความแตกแยกเป็นกลยุทธ์ปกติของฝ่ายที่จ้องทำลาย การนำเสนอข้อมูลความสัมพันธ์ที่แท้จริงผ่านรูปถ่ายจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ สยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี ได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้สังคมหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือน

สำหรับประเด็นที่หลายคนตั้งข้อสังเกต ถึงการที่นางกรุณา ชิดชอบ โพสต์ข้อความที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์นั้น นายพิพัฒน์ระบุว่าตนยังไม่เห็นโพสต์ดังกล่าวและเชื่อว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะหัวใจสำคัญคือความแน่นแฟ้นที่พิสูจน์ได้จากการเดินเคียงข้างกันมาตลอด 2 ทศวรรษ

สุดท้ายนี้ การออกมาพูดชัดเจนของนายพิพัฒน์ในครั้งนี้เปรียบเสมือนการปิดประตูตายให้กับข่าวลือที่หวังผลทางการเมือง การรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาวด้วยความเชื่อใจเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานร่วมกัน การที่นายพิพัฒน์ใช้จุดแข็งจากการ สยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี แสดงให้เห็นว่าความจริงใจและการสื่อสารที่ชัดเจนยังคงเป็นอาวุธที่ดีที่สุดเสมอ หวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยให้ข้อมูลข่าวสารมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – สยบพวกชอบปั่น “พิพัฒน์” บอกโชว์ภาพ 2 น.-1 พ. ย้ำสัมพันธ์คบกันมาร่วม 20 ปี

เส้นทางบ้านใหญ่ “เลียงประสิทธิ์” คุมพื้นที่ จ.สตูล ตั้งแต่รุ่นลุงถึงหลาน

หากพูดถึงการเมืองในจังหวัดสตูล ชื่อที่ใครหลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นตระกูลดังอย่าง “เลียงประสิทธิ์” ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะมาย้อนรอย เส้นทางบ้านใหญ่ “เลียงประสิทธิ์” คุมพื้นที่ จ.สตูล ตั้งแต่รุ่นลุงถึงหลาน พร้อมทำความเข้าใจว่าทำไมตระกูลนี้ถึงยังคงได้รับความไว้วางใจจากชาวสตูลมาจนถึงปัจจุบัน

เส้นทางบ้านใหญ่ “เลียงประสิทธิ์” คุมพื้นที่ จ.สตูล ตั้งแต่รุ่นลุงถึงหลาน

จุดเริ่มต้นของบ้านใหญ่เริ่มขึ้นจากความมุ่งมั่นของนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์ (โกเตี๋ยน) ที่สั่งสมบารมีจากการเล่นการเมืองท้องถิ่น โดยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ต.กำแพง ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็นนายก อบจ.สตูล ยาวนานถึง 5 สมัย ภายใต้กลุ่ม “สตูลสันติธรรม” นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญของนายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ (โกเกียรติ) ซึ่งเป็นน้องชาย ที่คอยเป็นฟันเฟืองใหญ่ในการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและสร้างฐานคะแนนเสียงด้วยการเข้าหาประชาชนแบบถึงลูกถึงคน

จากธุรกิจท้องถิ่นสู่การสานต่อ เส้นทางบ้านใหญ่ “เลียงประสิทธิ์” คุมพื้นที่ จ.สตูล ตั้งแต่รุ่นลุงถึงหลาน

ความสำเร็จของบ้านใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการทำงานหนักและการดูแลประชาชนอย่างใกล้ชิด นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ เจ้าของธุรกิจหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแพปลาหรือท่าเรือ มักจะมีภาพจำในการผูกใจคนในพื้นที่ด้วยความเป็นกันเอง เช่น การลงมือนำปลาเผาไปร่วมงานมัสยิดด้วยตัวเองบ่อยครั้ง สิ่งนี้เองที่ช่วยสร้างความผูกพันกับชาวไทยมุสลิมในสตูลได้อย่างแน่นแฟ้น

เมื่อถึงรุ่นลูกอย่างนายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ (โกแพ) ในฐานะหลานชาย ก็ได้สานต่อบารมีของตระกูลและก้าวเข้าสู่สนามการเมืองระดับชาติในนามพรรคภูมิใจไทย จนสามารถคว้าตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นว่า เส้นทางบ้านใหญ่ “เลียงประสิทธิ์” คุมพื้นที่ จ.สตูล ตั้งแต่รุ่นลุงถึงหลาน นั้นมีโครงสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมากเพียงใด

  • จุดเด่นของการดำเนินงาน: การเน้นลงพื้นที่และช่วยเหลือชาวบ้านในระดับรากหญ้า
  • ความสัมพันธ์ทางธุรกิจ: เครือข่าย หจก.เกียรติเจริญชัย ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตคนสตูล
  • ความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์: การจัดสรรพื้นที่การเมืองร่วมกับตระกูลรัชกิจประการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลทางความคิดสูง แต่ในปัจจุบันพวกเขาก็ต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองและบททดสอบทางกฎหมายจากกรณี ป.ป.ช. ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าเส้นทางในอนาคตจะยังคงมั่นคงเหมือนที่ผ่านมาหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของชาวสตูลมากน้อยเพียงใด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตระกูลเลียงประสิทธิ์คือหมุดหมายสำคัญที่ไม่มีใครมองข้ามในการเมืองเมืองสตูล

ที่มา – เส้นทางบ้านใหญ่ “เลียงประสิทธิ์” คุมพื้นที่ จ.สตูล ตั้งแต่รุ่นลุงถึงหลาน

พิพัฒน์ สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ “อนุทิน” บริหารเบอร์ 1

พิพัฒน์ สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ “อนุทิน” บริหารเบอร์ 1

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าสื่อการเมืองสำหรับข่าวลือเรื่องรอยร้าวภายในพรรคภูมิใจไทย จนในที่สุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำคนสำคัญของพรรค ต้องออกมาสยบกระแสข่าวดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยยืนยันว่าสถานการณ์กลุ่ม “2 น. 1 พ.” ยังคงมีความเหนียวแน่นและไม่มีความขัดแย้งใดๆ อย่างที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์

ในประเด็นเรื่อง “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง นั้น นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า ทุกความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นไปตามปกติ ทุกคนทำงานประสานมือกันอย่างใกล้ชิด และการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เป็นการทำหน้าที่ผู้นำสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีใครเข้ามาแทรกแซงอำนาจบริหารแต่อย่างใด

เบื้องลึกความสัมพันธ์ของกลุ่ม 2 น. 1 พ.

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า 2 น. หรือ 1 พ. จะเกิดรอยร้าวหรือไม่นั้น นายพิพัฒน์ได้อธิบายเพิ่มเติมในฐานะคนวงในว่า ความสัมพันธ์ของกลุ่มนี้มีความเข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่อาจจะมีบางช่วงที่ละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง จึงอาจทำให้คนภายนอกเกิดความเข้าใจผิดได้ แต่ในความเป็นจริงทุกคนยังคงทำงานภายใต้เป้าหมายเดียวกันเพื่อประชาชน

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง อย่างชัดเจนว่า:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในการบริหารประเทศ
  • กลุ่ม “2 น. 1 พ.” ยังทำงานร่วมกันอย่างสามัคคีและเหนียวแน่น
  • การปรึกษาหารือภายในพรรคเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลทั่วโลกต้องมีที่ปรึกษาเฉพาะด้าน

ในยุคที่การเสพสื่อโซเชียลมีเดียอาจทำให้ข่าวสารคลาดเคลื่อนได้ง่าย การที่คนระดับแกนนำออกมาเคลียร์ชัดว่าไม่มีใครอยู่เหนือนายกฯ และไม่มีการครอบงำอำนาจบริหารนั้น ช่วยลดความสับสนของประชาชนได้มาก การที่ผู้นำรับฟังคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญถือเป็นกลไกปกติของการทำงานมืออาชีพ ไม่ใช่การแทรกแซงทางการเมืองอย่างที่ถูกนำไปสร้างข่าวลือเกินจริง

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองที่มีความมั่นคงต้องอาศัยการสื่อสารภายในที่ชัดเจน หากถามว่าข่าวลือ “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง จะจบลงอย่างไร เชื่อว่าด้วยท่าทีที่แข็งขันของนายพิพัฒน์ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับทั้งสมาชิกพรรคและประชาชนผู้สนับสนุนได้เป็นอย่างดีว่า เสถียรภาพรัฐบาลภายใต้นายอนุทินนั้นยังคงแข็งแกร่งเสมอ

ที่มา – “พิพัฒน์” สยบข่าวลือภูมิใจไทยร้าว ย้ำ 2 น. 1 พ. เหนียวแน่น “อนุทิน” บริหารประเทศ ไม่มีใครแทรกแซง

ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาหัวใจ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง ล่าสุด ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ หลังจากตกเป็นประเด็นถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เกี่ยวกับที่มาของค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งงานนี้เจ้าตัวออกมาเปิดใจผ่านช่องทางส่วนตัวเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจและแสดงหลักฐานสำคัญที่ใครหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อน

เกาะติดกรณี ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ตรวจพบว่าตนเองมีภาวะเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น จนต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน โดยค่าใช้จ่ายบานปลายจากเดิมที่ประเมินไว้ 400,000 บาท พุ่งสูงขึ้นเป็น 900,000 บาท เนื่องจากมีภาวะแทรกซ้อนจนต้องผ่าตัดซ้ำ ในสถานการณ์ที่วิกฤตที่สุดนั้น ท่านเนวิน ชิดชอบ ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายตามหลักมนุษยธรรม

เปิดรายละเอียดสัญญาเงินกู้ที่ใช้สู้คดี

เมื่อประเด็นนี้ถูกนำไปร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ว่ามีการกระทำไม่โปร่งใส นายณัฏฐ์ชนนจึงได้เตรียมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยการ ณัฏฐ์ชนน แจงหลักฐานใหม่ เนวิน ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งหลักฐานชิ้นสำคัญคือ สัญญากู้ยืมเงินที่ทำขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2562 เพื่อชำระค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว

  • หลักฐาน: สัญญากู้ยืมเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร
  • พยานบุคคล: มีการเตรียมพยานเพิ่มเติมเพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
  • เจตนา: ยืนยันความโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอน

สำหรับการต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ ป.ป.ช. ครั้งนี้ นายณัฏฐ์ชนนเน้นย้ำว่าตนพร้อมน้อมรับผลการตัดสินและเชื่อมั่นในความยุติธรรม โดยมองว่าการเป็นผู้แทนราษฎรไม่ได้หมายความว่าเราจะปราศจากวิกฤตชีวิต แต่การเผชิญหน้ากับความจริงคือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ตนเองต่อประชาชนได้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าในยามที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนที่ยากลำบากที่สุด ความช่วยเหลือจากคนรอบข้างและการทำสัญญาที่เป็นธรรมถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมเข้าใจเจตนาอันบริสุทธิ์ได้ดียิ่งขึ้น หวังว่าในอนาคตกระบวนการยุติธรรมจะสามารถพิสูจน์ความจริงและคลี่คลายประเด็นนี้ให้กระจ่างแก่สายตาประชาชนครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” แจงหลักฐานใหม่ “เนวิน” ให้กู้เงินค่ารักษาผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจตีบ

Scroll to top