เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมเบี้ยผู้สูงอายุ

ช่วงนี้ในโซเชียลมีเดีย มีข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเรื่อง ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท ที่ทำให้หลายคนตื่นเต้นและหวังดีกับผู้สูงอายุ แต่โฆษกรัฐบาลได้ออกมาชี้แจงแล้วว่าเป็นข้อมูลเท็จ ขอให้ทุกคนอย่าเพิ่งเชื่อ และตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนแชร์ต่อ

ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 (ไม่ใช่ 2569 ตามต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงผ่านเพจไทยคู่ฟ้า ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยพูดประโยคที่ว่า “การที่จะให้งบเบี้ยคนชราจาก 600 เป็น 3,000 ไม่มีประโยชน์” ตามที่ถูกแชร์กันในโลกออนไลน์ คำพูดนี้ถูกตัดต่อหรือบิดเบือนเพื่อสร้างความเข้าใจผิดในสังคม ขอให้ประชาชนอย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้

ยืนยันอัตราค่าจ่ายเบี้ยยังชีพเดิม

นอกจากนี้ ข้อความที่ส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการปรับเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาทเป็น 3,000 บาท ก็เป็นข่าวปลอม 100% ปัจจุบัน การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ยังคงยึดตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 โดยจ่ายเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้

  • อายุ 60 – 69 ปี: 600 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 70 – 79 ปี: 700 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 80 – 89 ปี: 800 บาท/คน/เดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาท/คน/เดือน

ข้อมูลนี้เป็นจริงและชัดเจน หากมีนโยบายปรับเพิ่มจริง จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ไม่ใช่มาจากเพจหรือข้อความลอยๆ ในโซเชียล

ทำไมข่าวปลอมแบบนี้ถึงแพร่กระจายง่าย

ในยุคดิจิทัล ข่าวปลอมหรือ fake news แพร่ได้เร็วมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทุกคนห่วงใย ผู้คนมักแชร์ต่อโดยไม่ตรวจสอบ เพราะหวังดี แต่ผลที่ตามมาคือความสับสนและเสียเวลาในการรอคอยที่ไม่มีจริง สำหรับ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท นี้ อาจมาจากการตัดต่อคลิปวิดีโอหรือสร้างภาพเท็จ เพื่อดึงดูดความสนใจหรือจุดประเด็นการเมือง

สถิติจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า ไทยมีผู้สูงอายุมากกว่า 12 ล้านคน คิดเป็น 20% ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 30% ในปี 2578 เบี้ยยังชีพจึงเป็นสวัสดิการสำคัญที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ แต่รัฐบาลต้องพิจารณางบประมาณและความยั่งยืน ไม่สามารถปรับเพิ่มแบบกะทันหันได้

วิธีตรวจสอบข้อมูลสวัสดิการผู้สูงอายุให้ปลอดภัย

เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม ทุกคนควร:

  • ตรวจสอบจากแหล่งข่าว官方 เช่น เว็บไซต์กระทรวงมหาดไทย www.moi.go.th หรือเพจไทยคู่ฟ้า
  • ใช้เครื่องมือ fact-check เช่น Cofact หรือ StopfakeID
  • ไม่แชร์ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มา ชัดเจน
  • หากสงสัยเรื่องเบี้ยยังชีพ ติดต่อ อบต. หรือเทศบาลใกล้บ้าน

นอกจากนี้ ผู้สูงอายุสามารถสมัครรับเบี้ยยังชีพได้ง่ายๆ โดยใช้บัตรประชาชนไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และอัปเดตข้อมูลทุกปีเพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ

ในฐานะที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย สวัสดิการอย่างเบี้ยผู้สูงอายุมีความสำคัญมาก รัฐบาลควรเร่งพัฒนานโยบายที่ยั่งยืน เช่น เพิ่มการฝึกอบรมอาชีพหรือระบบดูแลสุขภาพ แต่ต้องมาจากกระบวนการที่โปร่งใส ไม่ใช่ข่าวลือ

คำแนะนำ: ช่วยกันแชร์ข้อมูลจริงเพื่อปกป้องผู้สูงอายุและสังคมจากข่าวปลอม หากคุณหรือญาติสงสัย สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บรัฐบาลทันที!

ที่มา – โฆษกรัฐบาลขออย่าเชื่อ ข่าวปลอมปรับเบี้ยผู้สูงอายุ 600 เป็น 3,000 บาท

สว. แจงขึ้น VAT 10% ขั้นบันได ถอนรายงานแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดมีข่าวว่าถอนรายงานออกแล้ว เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม แต่เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มาฟังกันแบบเป็นกันเองเลยครับ

สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได

นายกัมพล สุภาแพ่ง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 21 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา ถึงกระแสข่าวที่ว่าสว. เตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% รายงานฉบับนี้เป็นผลการศึกษาทางวิชาการที่มอบหมายให้ประธานอนุกรรมาธิการการเงินดำเนินการ โดยโจทย์หลักคือการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระสวัสดิการสังคมที่เพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา

รัฐบาลต้องหาเงินมาจากไหนเพื่อดูแลประชาชนให้กินดีอยู่ดี? รายงานนี้จึงศึกษาข้อมูลย้อนหลัง ปัจจุบัน และคาดการณ์อนาคต เพื่อหาโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม โดยไม่มีเจตนาสร้างภาระให้ประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจแน่นอนครับ

รายละเอียดข้อเสนอ: ขึ้นแบบขั้นบันไดและคุ้มครองคนจน

สำหรับข้อเสนอจริงๆ ไม่ใช่ขึ้นเป็น 10% ทันที แต่ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได โดยปรับขึ้นปีละ 1% ติดต่อกัน 2-3 ปี และมีหลักเกณฑ์ชัดเจนคุ้มครองผู้มีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ไม่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ไทยเก็บ VAT 7% อยู่ในอันดับเกือบท้ายอาเซียน สูงกว่าพม่าที่ 5% เท่านั้น ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ 9% มาเลเซีย 6-10% อินโดนีเซีย 11% เวียดนาม 10% และฟิลิปปินส์ 12% นำเงินไปพัฒนาสวัสดิการประชาชน

เปรียบเทียบอัตราภาษี VAT ในอาเซียน

  • ไทย: 7%
  • เมียนมา: 5%
  • สิงคโปร์: 9%
  • มาเลเซีย: 6%
  • อินโดนีเซีย: 11%
  • เวียดนาม: 10%
  • ฟิลิปปินส์: 12%
  • ลาว: 10%

จากข้อมูลเห็นชัดว่าไทยเก็บ VAT ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย หากปรับขึ้นแบบมีระบบ จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเพื่อสวัสดิการยั่งยืน โดยยึดหลัก “ภาษีคนรวยช่วยคนจน” สร้างความเสมอภาคในสังคม

ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

ประธานกมธ. ยอมรับว่าจังหวะเวลาที่รายงานเข้าที่ประชุมไม่เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจไทยชะลอตัว บวกกับสงครามตะวันออกกลางทำให้เกิดความตระหนก ตนเองยังตกใจเมื่อเห็นข่าว “สว. ชงขึ้น VAT 10% ทันที” ซึ่งไม่ใช่ความจริง เมื่อพิจารณาแล้ว จึงขอถอนรายงานออกก่อน ไม่ใช่กลัวกระแส แต่เพื่อให้สังคมเข้าใจถูกต้อง ไม่ให้โยงการเมืองหรือเงินกู้รัฐบาล

หลังจากนี้ จะสั่งให้ฝ่ายเลขานุการทำสรุป PowerPoint เข้าใจง่าย ชี้แจงสื่อและประชาชนอีกครั้งครับ

ภาษี VAT คือภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าและบริการทุกประเภท เป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐ ปัจจุบันไทยได้ VAT ประมาณ 2.5 แสนล้านบาทต่อปี หากขึ้น 1% อาจได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้าน ช่วยลดการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงจากสวัสดิการ แต่ต้องระวังผลต่อเงินเฟ้อและกำลังซื้อประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย

ทางเลือกอื่นๆ เช่น ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก หรือภาษีทุน ก็เป็นไปได้ แต่ VAT เก็บง่ายและครอบคลุมกว้าง ในหลายประเทศที่สวัสดิการดีอย่างสวีเดนหรือเดนมาร์ก VAT สูงถึง 25% แต่มีระบบช่วยเหลือแข็งแกร่ง

สำหรับประเทศไทย สวัสดิการกำลังขยายตัว ผู้สูงอายุเพิ่ม 30 ล้านคนใน 10 ปี ค่ารักษาพยาบาลพุ่ง 4 แสนล้านบาทต่อปี การศึกษาฟรี 30 บาทรักษาทุกโรค ถ้าจะยั่งยืนต้องมีแหล่งเงินมั่นคง

แม้ สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได จะถอนไป แต่เป็นสัญญาณว่ารัฐต้องวางแผนภาษีระยะยาว ผมคิดว่าถ้าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป คุ้มครองคนจน และนำเงินไปใช้ถูกจุด ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี คุณล่ะคิดยังไง?

ความเห็นส่วนตัว: การขึ้นภาษีไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ถ้าสร้างสวัสดิการที่คุ้มค่า สังคมไทยจะก้าวหน้าและเท่าเทียมมากขึ้น

เรียกให้คุณ行动: แสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้เลยครับ ว่าคุณเห็นด้วยกับการขึ้น VAT ขั้นบันไดหรือไม่? แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจประเด็นนี้ให้ตรงกัน!

ที่มา – สว. แจงข้อเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทำเป็นขั้นบันได ล่าสุดถอนรายงานออกแล้ว กันสังคมเข้าใจผิด

ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 ช่วย 3 กลุ่ม

เตรียมตัวให้พร้อม! ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 เงินช่วยเหลือเยียวยา 3 กลุ่มเปราะบาง ทั้งเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด, เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินเบี้ยผู้พิการ จะถูกโอนเข้าบัญชีในวันเดียวกัน

อ้างอิงจากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นที่คาดการณ์ว่า เงินช่วยเหลือค่าครองชีพของ 3 กลุ่มเปราะบาง ประจำเดือนมกราคม 2569 จะถูกโอนเข้าบัญชีพร้อมกันในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 นี้ ซึ่งประกอบด้วย เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด, เงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และเงินเบี้ยผู้พิการ สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ใหม่ ก็ยังสามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิการช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่อง

ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 โอนช่วย 3 กลุ่มเปราะบาง

มาดูกันว่ามีรายละเอียดอะไรบ้างสำหรับเงินช่วยเหลือในแต่ละกลุ่ม:

  1. เงินอุดหนุนบุตร หรือ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เตรียมพร้อมสำหรับการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 600 บาท ประจำเดือนมกราคม 2569 ในวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 โดยผู้ปกครองสามารถตรวจสอบสถานะการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ดังนี้:

  • เว็บไซต์กรมกิจการเด็กและเยาวชน: http://csgcheck.dcy.go.th
  • แอปพลิเคชัน “เงินเด็ก”
  • แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”

ตรวจสอบให้ดีว่าข้อมูลถูกต้องและบัญชีพร้อมรับเงินนะครับ

  1. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือ เบี้ยผู้สูงอายุ

สำหรับผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด (สัญชาติไทย และไม่ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น) จะได้รับการช่วยเหลือเงินเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนตลอดชีพ โดยจำนวนเงินจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ ดังนี้:

  • อายุ 60 – 69 ปี: 600 บาทต่อเดือน
  • อายุ 70 – 79 ปี: 700 บาทต่อเดือน
  • อายุ 80 – 89 ปี: 800 บาทต่อเดือน
  • อายุ 90 ปีขึ้นไป: 1,000 บาทต่อเดือน
  1. เบี้ยผู้พิการ

ผู้พิการทุกคนที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ มีสิทธิลงทะเบียนเพื่อขอรับ “เบี้ยความพิการ” ซึ่งมีอัตรา 800-1,000 บาทต่อเดือน โดยแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้:

  • ผู้พิการที่มีอายุไม่เกิน 18 ปี: 1,000 บาทต่อเดือน
  • ผู้พิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป: 800 บาทต่อเดือน

สำหรับผู้พิการที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้รับเงินเพิ่มจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 200 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 1,000 บาทต่อเดือน

หากท่านต้องการลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยผู้พิการ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด) หรือในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถติดต่อได้ที่ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือ ศูนย์บริการคนพิการกรุงเทพมหานคร

ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569: สิ่งที่คุณต้องรู้

เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 อย่าลืมเตรียมข้อมูลส่วนตัวและตรวจสอบช่องทางการตรวจสอบสิทธิ์ให้พร้อม นอกจากนี้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนรับสิทธิ ก็อย่ารอช้า รีบตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการลงทะเบียนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

การตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ อย่าลืมตรวจสอบและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องและทันเวลา

ที่มา – ตรวจสอบ เงินเข้าบัญชี 9 มกราคม 2569 โอนช่วย 3 กลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ดันเงินเปราะบาง

“ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง

“ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม เวชยชัย” อย่างหนัก จากกรณีที่ผิดสัญญาเรื่องเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง โดยเรียกร้องให้ประชาชนจดจำพฤติกรรม “พูดอย่างทำอย่าง” และอย่าเลือกคนแบบนี้เข้าสภาฯ อีก

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2567 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เคยมีมติเห็นชอบหลักการสำคัญ 3 ประเด็น 5 ข้อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า

รายละเอียดของมติที่ “ภูมิธรรม” เคยให้สัญญาไว้ มีดังนี้

  • เงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า 600 บาทต่อเดือน โดยจะเริ่มในปีงบประมาณ 2568
  • เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุถ้วนหน้า 1,000 บาทต่อเดือน
  • เบี้ยความพิการ 1,000 บาทต่อเดือน
  • ปรับค่าตอบแทนผู้ช่วยคนพิการจากชั่วโมงละ 50 บาท เป็นชั่วโมงละ 100 บาท
  • เงินอุดหนุนสตรีมีครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับช่วงเดือนที่ 5–9 ของการตั้งครรภ์

นายณัฐชากล่าวว่า มติที่ออกมาในเวลานั้น เปรียบเสมือนคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับสังคม ว่าจะเดินหน้ายกระดับสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง แต่เมื่อนายภูมิธรรมได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร และสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ได้ทันที กลับไม่มีความคืบหน้าหรือความชัดเจนใดๆ ในการดำเนินการตามมติดังกล่าว

“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรม หน้าอย่างหลังอย่าง พูดอย่างทำอย่าง ผมขอให้ประชาชนจดจำไว้ว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าได้ฝากความหวังหรือเชื่อใจคนที่เคยผิดสัญญาเช่นนี้อีก” นายณัฐชากล่าว

กรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของนายณัฐชาในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า เหตุใดนโยบายที่เคยให้สัญญาไว้จึงไม่ถูกดำเนินการต่อ หรือมีปัจจัยใดที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการผลักดันนโยบายดังกล่าว ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใครเข้ามาบริหารประเทศ สัญญาที่ให้ไว้ควรได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน การตรวจสอบและติดตามการทำงานของนักการเมืองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาอัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ของ ส.ส. ณัฐชา เป็นสัญญาณเตือนใจให้ประชาชนพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายและการกระทำของนักการเมืองก่อนตัดสินใจเลือกตั้งครั้งหน้า อย่าปล่อยให้คำสัญญาเป็นเพียงลมปาก แต่จงพิจารณาจากการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ที่มา – “ณัฐชา” อัด “ภูมิธรรม” ไม่ผลักดันเงินอุดหนุนกลุ่มเปราะบาง ซัดพูดแบบทำอีกแบบ

Scroll to top