เมียนมา

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างใช้เป็นฐาน

รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาลในรัฐยะไข่จริง แต่อ้างว่ากลุ่มติดอาวุธใช้เป็นฐาน และผู้เสียชีวิตก็ล้วนเป็นนักรบติดอาวุธไม่ใช่พลเรือน กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568 กองทัพรัฐบาลเมียนมาออกมายอมรับว่า พวกเขาโจมตีทางอากาศเข้าใส่โรงพยาบาลในรัฐยะไข่ทางตะวันตกของประเทศจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยท้องถิ่นกับสื่อรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 30 ศพ รวมถึงผู้ป่วย เจ้าหน้าที่การแพทย์ และเด็กๆ การยอมรับดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

ในแถลงการณ์ที่ตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ของรัฐ Global New Light of Myanmar ระบุว่า กลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่มรวมถึง กองทัพอาระกัน (Arakan Army) กับกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (People’s Defense Force) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย ที่ก่อตั้งขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารยึดอำนาจในปี 2564 ใช้โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นฐาน ทำให้กองทัพต้องเข้าไปจัดการ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า กองทัพได้ดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยที่จำเป็นและเปิดปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายต่ออาคารโรงพยาบาลดังกล่าวเมื่อวันพุธ (10 ธันวาคม) และเสริมว่า ผู้ที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บเป็นสมาชิกติดอาวุธของกลุ่มต่อต้านและผู้สนับสนุน ไม่ใช่พลเรือน การอ้างดังกล่าวขัดแย้งกับรายงานจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยอย่างสิ้นเชิง

แถลงการณ์ของกองทัพสวนทางกับคำพูดของเจ้าหน้าที่อาวุโสของหน่วยกู้ภัยในรัฐยะไข่ ที่บอกกับสำนักข่าว AP ว่า เครื่องบินรบของกองทัพทิ้งระเบิด 2 ลูก ใส่โรงพยาบาลในเมืองมเยาะอู (Mrauk-U) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพอาระกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 34 ศพ รวมถึงผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และบาดเจ็บอีกประมาณ 80 คน สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงพยาบาลและพื้นที่โดยรอบ

ด้านองค์การสหประชาชาติระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (11 ธันวาคม) ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีที่ขยายวงกว้างมากขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อพลเรือนและทรัพย์สินของพลเรือน และกำลังทำลายชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ UN เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงและหันมาเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

ทั้งนี้ เมืองมเยาะอู ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 530 กม. ถูกกองทัพอาระกันยึดครองเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยกองทัพอาระกันเป็นกลุ่มติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยชาวรัฐยะไข่ ซึ่งต้องการปกครองตนเองแยกจากรัฐบาลกลางของเมียนมา สถานการณ์ในเมียนมายังคงตึงเครียดและมีความผันผวนสูง

รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล

สถานการณ์ล่าสุดนี้ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความชอบธรรมในการใช้กำลังของกองทัพเมียนมาและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ผลกระทบจากการที่ รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล

การที่รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศในหลายด้าน:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเมียนมาแย่ลง โดยเฉพาะกับประเทศตะวันตกที่มักวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชน
  • เสถียรภาพภายในประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจกระตุ้นให้กลุ่มติดอาวุธต่างๆ เพิ่มความรุนแรงในการต่อต้านรัฐบาลทหาร ทำให้สถานการณ์ภายในประเทศยิ่งทวีความตึงเครียด
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอาจเป็นไปได้ยากขึ้น เนื่องจากความไม่มั่นคงและความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป

การที่รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา การแก้ไขปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการเจรจาและการเคารพสิทธิมนุษยชน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเมียนมา การหาทางออกที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการเคารพหลักการสากล

ที่มา – รบ.เมียนมายอมรับ ทิ้งบอมบ์โรงพยาบาล อ้างฝ่ายต่อต้านใช้เป็นฐาน

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง ออง ซาน ซูจี ก่อนเลือกตั้ง

การเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน ซึ่งรวมถึงคนใกล้ชิดของนางออง ซาน ซูจี ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง หลายฝ่ายมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนนิรโทษกรรมที่อาจมีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝงอยู่

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เว็บไซต์ข่าวอิรวดีรายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ดำเนินการเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นมาตรการนิรโทษกรรมก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้รับการปล่อยตัวคือ นายอู จ่อ โต อดีตหัวหน้าคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ช่วยคนสนิทของนางออง ซาน ซูจี

ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งวัน ทางการเมียนมาได้ประกาศนิรโทษกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจำกัดเสรีภาพหลังรัฐประหารจำนวน 3,085 คน ได้รับการยกเลิกโทษ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีผู้ได้รับการปล่อยตัวจริงจำนวนเท่าใด เนื่องจากหลายคนอาจมีคดีความอื่น ๆ เพิ่มเติม

แหล่งข่าวจากเรือนจำอินเส่งในนครย่างกุ้งรายงานว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน มีผู้ต้องขังราว 200 คนได้รับการปล่อยตัว โดยมีครอบครัวมารอรับด้วยความยินดี ป้ายชื่อ และการโผกอดด้วยน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง นายอู จ่อ โต ซึ่งถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2564 ได้หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองหลังได้รับการปล่อยตัว แต่ยืนยันว่าจะยังคงเข้มแข็งและทำงานร่วมกับนางซูจีต่อไป แม้ว่านางซูจีจะยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำที่กรุงเนปีดอว์

เมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง ออง ซาน ซูจี ก่อนเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนและผู้แทนสหประชาชาติบางรายมองว่า การเลือกตั้งในเมียนมาที่กำลังจะมาถึงเป็นเพียงฉากบังหน้า เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของการปรองดอง โดยไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพจะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กองทัพยังได้ออกกฎหมายใหม่ที่ลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือประท้วงการเลือกตั้งด้วยโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

ผลกระทบของการเมียนมาปล่อยนักโทษการเมือง

ข้อมูลจากกลุ่มผู้ช่วยเหลือนักโทษการเมืองระบุว่า กองทัพเมียนมายังคงควบคุมตัวผู้เห็นต่างทางการเมืองมากกว่า 22,000 คนทั่วประเทศ แม้ว่าจะมีการปล่อยตัวบางส่วนก่อนการเลือกตั้งก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในเมียนมา

  • ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง: การปล่อยตัวนักโทษการเมืองอาจส่งผลต่อบรรยากาศการเลือกตั้งและความเชื่อมั่นของประชาชน
  • ภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหาร: การนิรโทษกรรมอาจถูกมองว่าเป็นการพยายามปรับปรุงภาพลักษณ์ของรัฐบาลทหารในสายตาของนานาชาติ
  • อนาคตของนางออง ซาน ซูจี: แม้จะมีการปล่อยตัวคนใกล้ชิด แต่สถานการณ์ของนางซูจีเองยังคงไม่แน่นอน

การเมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ซับซ้อน ซึ่งอาจตีความได้หลายแง่มุม ทั้งในแง่ของการปรองดอง การปรับปรุงภาพลักษณ์ หรือการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือการจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ในเมียนมา

ที่มา – เมียนมาปล่อยนักโทษการเมืองกว่า 200 คน รวมถึงคนใกล้ชิด “ออง ซาน ซูจี” ตามแผนนิรโทษกรรมก่อนเลือกตั้ง

ผลวิจัยชี้ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

คณะวิจัยในสหรัฐฯ ชี้ว่า การทำเหมืองที่ไม่มีการควบคุมกำลังปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน รายงานนี้เน้นย้ำถึงปัญหา เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

รายงานการวิจัยของศูนย์วิจัย Stimson Center ในสหรัฐฯ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 24 พ.ย. 2568 ระบุว่า ทั่วแผ่นดินใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหมืองมากกว่า 2,400 แห่ง ที่อาจกำลังปล่อยสารเคมีอันตรายถึงชีวิต เช่น ไซยาไนด์ และปรอท ลงสู่แม่น้ำ โดยหลายแห่งเป็นเหมืองผิดกฎหมายและไม่มีการควบคุม

“สำหรับผม ขอบเขตของปัญหานั้นน่าตกใจมาก” นายไบรอัน ไอย์เลอร์ นักวิจัยอาวุโสของ Stimson กล่าว โดยชี้ไปที่ลำน้ำสาขาจำนวนมากของแม่น้ำสายหลักอย่าง แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำอิรวดี ที่น่าจะมีการปนเปื้อนในระดับสูง

รายงานของ Stimson ถือเป็นครั้งแรกที่มีการศึกษาอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับเหมืองที่อาจก่อให้เกิดมลพิษในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนักวิจัยได้วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตรวจหากิจกรรมการทำเหมืองแบบต่างๆ โดยพบแหล่งทำเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำ (alluvial mining) 366 แห่ง, เหมืองแบบกองชะละลาย (heap leach) 359 แห่ง และเหมืองแร่หายาก 77 แห่ง ที่มีการระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำโขง

เหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำส่วนใหญ่เป็นเหมืองทองคำ แม้ว่าบางแห่งจะมีการสกัดดีบุกและเงินด้วยก็ตาม ส่วนแหล่งเหมืองแบบกองชะละลาย เป็นเหมืองสำหรับการสกัดทองคำ นิกเกิล ทองแดง และแมงกานีส

อนึ่ง แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของเอเชีย และเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนมากกว่า 70 ล้านคน ตลอดจนการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงสู่ตลาดโลก ก่อนหน้านี้ นายไอย์เลอร์กล่าวว่า ระบบแม่น้ำโขงถูกมองว่าเป็นระบบแม่น้ำที่สะอาด

“เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของลุ่มน้ำโขงโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้ถูกกำกับดูแลด้วยกฎหมายระดับชาติและกฎระเบียบที่สมเหตุสมผล จึงน่าเสียดายที่ลุ่มน้ำแห่งนี้ตกอยู่ในสภาพที่เอื้อให้เกิดกิจกรรมที่ไม่มีการควบคุมแบบนี้ในระดับสูงและในขนาดที่ใหญ่โตตามที่ข้อมูลของเราเปิดเผย” นายไอย์เลอร์กล่าว

นักวิจัยของ Stimson ระบุว่า สารเคมีเป็นพิษที่ปล่อยออกมาจากการทำเหมืองแร่หายากที่ไม่มีการควบคุม ได้แก่ แอมโมเนียมซัลเฟต และโซเดียมไซยาไนด์ กับ ปรอท

สถานการณ์นี้ไม่เพียงทำให้ผู้คนหลายล้านที่อาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำโขงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้บริโภคในที่อื่น ๆ ด้วย “ไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในสหรัฐอเมริการายใด ที่ไม่ได้รับผลิตภัณฑ์จากลุ่มน้ำโขงเลย ทั้งกุ้ง ข้าว และปลา” นายไอย์เลอร์กล่าว

การเปิดเหมืองแร่หายากแห่งใหม่ในภาคตะวันออกของเมียนมาโดยได้รับการสนับสนุนจากจีน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนติดภูเขากับประเทศไทย ทำให้นักวิจัยกังวลเรื่องอันตรายของมลพิษในพื้นที่ปลายน้ำตามแนวแม่น้ำกก รวมถึง ตำบลท่าตอน จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลจากเมียนมาเข้ามายังประเทศไทย

นายธนพนธ์ เพ็ญรัตน์ จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยของรัฐบาลไทย กล่าวว่า รูปแบบการปนเปื้อนในตัวอย่างจากแม่น้ำกกแสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของสารหนู ซึ่งเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายากและทองคำ ควบคู่ไปกับแร่หายากชนิดหนัก เช่น ดิสโพรเซียม (dysprosium) และ เทอร์เบียม (terbium)

นายธนพนธ์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการศึกษาของ Stimson เตือนด้วยว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2 ปีหลังการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมาเพิ่มขึ้น และระดับการปนเปื้อนอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่มีการหยุดยั้งการทำเหมือง

นายไอย์เลอร์ระบุว่า เหมืองทั่วเมียนมาและลาวใช้วิธีการชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ leach) ในการสกัดแร่หายาก ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน

ทั้งนี้ การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ผลิตของเสียและน้ำเสียปริมาณมากต่อแร่หายากหนึ่งตัน ขณะที่เหมืองแบบกองชะละลายมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของ ไซยาไนด์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ส่วนเหมืองแบบตะกอนลุ่มน้ำมักใช้ ปรอท ซึ่งเป็นสารพิษในการแยกแร่

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่า พวกเขาไม่ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว “ฝ่ายจีนเรียกร้องให้องค์กรของจีนในต่างประเทศดำเนินการผลิตและประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ และให้ใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม”

ก่อนหน้านี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดตั้งคณะทำงานใหม่ 3 ชุด เพื่อประสานงานความร่วมมือระหว่างประเทศ ติดตามผลกระทบด้านสุขภาพจากเหมือง และหาแหล่งน้ำสำรองสำหรับชุมชนตามแนวแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวินแล้ว

ผลวิจัยชี้ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

สถานการณ์ เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา

ผลกระทบจากเหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

ผลกระทบจาก เหมืองปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั่วโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและประมงจากลุ่มน้ำโขงมีการส่งออกไปยังหลายประเทศ

การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด การตรวจสอบและควบคุมการทำเหมืองอย่างสม่ำเสมอ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของสารพิษ

เราทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเรียกร้องให้รัฐบาลและภาคเอกชนดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องแม่น้ำโขงและสุขภาพของประชาชน

ที่มา – ผลวิจัยชี้ เหมืองไร้การกำกับดูแล กำลังปล่อยสารพิษลงแม่น้ำโขง

สหรัฐฯ คว่ำบาตรไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มติดอาวุธ DKBA และผู้นำระดับสูง 4 คน รวมถึงบุคคลและบริษัทในไทยที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ ซึ่งหลอกลวงชาวอเมริกันให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างชาติของสหรัฐฯ (OFAC) ประกาศแถลงการณ์ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทที่อยู่ในเมียนมาและประเทศไทย ฐานมีส่วนเกี่ยวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ โดยระบุว่ากลุ่มกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย หรือ DKBA และบริษัทที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติของจีน ตั้งศูนย์สแกมในเขตชายแดนเมียนมา-ไทย เพื่อดูดเงินจากเหยื่อในสหรัฐฯ ผ่านการลงทุนปลอม โดยรายได้ที่ได้จากศูนย์สแกมเหล่านี้ยังถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายและความรุนแรงของ DKBA

นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ของ OFAC ยังระบุถึงการคว่ำบาตร บริษัท ทรานส์เอเชีย อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง กรุ๊ป ไทยแลนด์ จำกัด (ทรานส์เอเชีย) บริษัทในแม่สอด ประเทศไทย, บริษัท ทรอธ สตาร์ จำกัด (ทรอธ สตาร์) ในประเทศเมียนมา และนายชามู แสวง (Chamu Sawang) สัญชาติไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ หยู เจี้ยนจวิน (Yu Jianjun) ผู้อำนวยการของทรานส์เอเชีย เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมจีน และได้ร่วมมือกับ DKBA และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อพัฒนาศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ด้วย

นาย จอห์น เค. เฮอร์ลีย์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังฝ่ายข่าวกรองการเงินและการก่อการร้าย กล่าวว่า “เครือข่ายอาชญากรรมในเมียนมากำลังขโมยเงินจากชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์ผ่านสแกมออนไลน์ พร้อมทั้งค้ามนุษย์และสนับสนุนสงครามกลางเมืองในประเทศ เราจะใช้ทุกเครื่องมือเพื่อจัดการกับกลุ่มเหล่านี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพื่อปกป้องครอบครัวชาวอเมริกันจากการถูกหลอก”

การคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานหลายแห่งของสหรัฐฯ ได้แก่ FBI, กระทรวงยุติธรรม, หน่วยสืบราชการลับ (USSS) และสำนักงานปราบปรามยาเสพติด (DEA)

พร้อมกันนั้น สหรัฐฯ ยังได้ประกาศตั้ง “หน่วยเฉพาะกิจ Scam Center Strike Force” เพื่อสืบสวนและดำเนินคดีต่อศูนย์สแกมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะใน เมียนมา กัมพูชา และลาว ซึ่งเป็นแหล่งปฏิบัติการหลักของขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ

การดำเนินการล่าสุดนี้ต่อยอดจากมาตรการก่อนหน้า เช่น ในเดือนพฤษภาคม 2025: คว่ำบาตร กองทัพกะเหรี่ยงแห่งชาติ (KNA) และผู้นำที่เกี่ยวข้องกับค้ามนุษย์และสแกมไซเบอร์

ในเดือนกันยายน 2025: คว่ำบาตรบริษัท 12 แห่งในกัมพูชาและเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหลอกลวง

และในเดือนตุลาคม 2025: ร่วมมือกับรัฐบาลสหราชอาณาจักร คว่ำบาตร Prince Group กลุ่มทุนใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งตั้งศูนย์สแกมและหลอกคนอเมริกัน–อังกฤษ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ตัดขาดเครือข่ายการเงินของ Huione Group บริษัทในกัมพูชา ที่ใช้ฟอกเงินจาก แฮ็กเกอร์เกาหลีเหนือ (DPRK) และแก๊งสแกมคริปโตในภูมิภาคด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเงินไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 370,000 ล้านบาท จากการถูกหลอกโดยแก๊งสแกมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มขึ้นกว่า 66% จากปีก่อนหน้า โดยรูปแบบการหลอกลวงที่พบบ่อยคือหลอกลงทุนในคริปโต/แพลตฟอร์มปลอม การใช้โปรไฟล์ปลอมจีบเหยื่อในออนไลน์ (romance scam) เพื่อสร้างความไว้ใจ และการชักชวนให้โอนเงินเข้า “เว็บไซต์ลงทุนปลอม” ที่จริงแล้วควบคุมโดยกลุ่มสแกมเอง.

สหรัฐฯ เอาจริง คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

สถานการณ์ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลในประเทศไทย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมออนไลน์ที่สร้างความเสียหายให้กับชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องผลประโยชน์ของพลเมือง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการคว่ำบาตร

การที่ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรโดยตรงอาจเผชิญกับความยากลำบากในการทำธุรกรรมทางการเงินและการค้ากับต่างประเทศ นอกจากนี้ การคว่ำบาตรยังอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างจริงจังกับขบวนการสแกมออนไลน์ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติว่า การกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการยอมรับ และจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

ทำไมสหรัฐฯ ถึงต้องคว่ำบาตร?

  • เพื่อปกป้องพลเมืองอเมริกันจากการถูกหลอกลวง
  • เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของขบวนการสแกมออนไลน์
  • เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความถูกต้องในการทำธุรกิจ
  • เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนในประเทศไทยต้องตระหนักถึงภัยร้ายของขบวนการสแกมออนไลน์ และร่วมมือกันป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตรบุคคลและบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายนั้นมีผลกระทบที่ร้ายแรง และอาจนำไปสู่การถูกคว่ำบาตรและถูกดำเนินคดีได้

ที่มา – สหรัฐฯ เอาจริงคว่ำบาตรบุคคล-และบริษัทในไทย เอี่ยวแก๊งสแกมเมอร์เมียนมา

มาเลเซียเร่งค้นหา เรือผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดดับ 21


ข่าวเศร้าจากมาเลเซีย! ทางการมาเลเซียยกระดับค้นหาเหตุการณ์เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่มใกล้เกาะลังกาวี ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 21 รายแล้ว

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 หน่วยลาดตระเวนทางทะเลของมาเลเซียยกระดับค้นหาผู้สูญหายจากเหตุการณ์เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม นอกชายฝั่งทะเลอันดามันเมื่อสัปดาห์ก่อน ตอนนี้พบร่างผู้เสียชีวิตแล้วถึง 21 ศพ โดย 12 ศพอยู่ในน่านน้ำมาเลเซีย และอีก 9 ศพอยู่ในน่านน้ำไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ให้ความร่วมมือในการค้นหา

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางถึง 877 ตารางกิโลเมตร ใกล้กับเกาะลังกาวีทางตอนเหนือของมาเลเซีย และเกาะตะรุเตาทางตอนใต้ของประเทศไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คาดว่าผู้สูญหายอาจจะลอยไปถึง

มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

นายไครูล อาซฮาร์ นูรุดดิน ผู้บัญชาการตำรวจเกาะลังกาวี เปิดเผยว่า มีชาวโรฮีนจาหลายร้อยคนเดินทางโดยเรือมุ่งหน้ามายังมาเลเซียเมื่อสองสัปดาห์ก่อน พวกเขาถูกถ่ายลงเรือเล็กเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน และเรือเล็กที่บรรทุกผู้โดยสารประมาณ 70 คนนั้นได้ล่มลงใกล้เกาะลังกาวีในวันเดียวกัน ชะตากรรมของเรืออีกลำที่บรรทุกผู้โดยสาร 230 คนยังคงไม่ทราบแน่ชัด

นายรอมลี มุสตาฟา หัวหน้าสำนักงานกิจการทางทะเลของมาเลเซีย กล่าวว่า การอยู่รอดในทะเลเป็นเวลา 24 ชั่วโมงโดยไม่มีเสื้อชูชีพเป็นเรื่องยากมาก แต่บางคนอาจจะเกาะวัตถุลอยน้ำอยู่ได้ ทำให้ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าสภาพอากาศจะไม่เอื้ออำนวยนักก็ตาม ขณะนี้สามารถช่วยผู้รอดชีวิตได้แล้ว 13 คน

ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุเรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่มพุ่งสูง

หน่วยกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 5 ศพในวันจันทร์ ทำให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่มอยู่ที่ 21 ศพแล้ว ทางการไม่ได้เปิดเผยสัญชาติหรือเชื้อชาติของผู้เสียชีวิตเหล่านั้น ส่วนร่างที่กู้คืนได้ 7 ศพในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับการยืนยันว่าเป็นชาวโรฮีนจาทั้งหมด

ตำรวจมาเลเซียแถลงว่า ผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือถูกควบคุมตัวเพื่อสอบสวนในข้อหาลักลอบเข้าเมือง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของประเทศ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสิ้นหวังและความยากลำบากที่ชาวโรฮีนจาต้องเผชิญในการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน การเดินทางที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตรายเช่นนี้ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความยากจนที่ผลักดันให้พวกเขาต้องละทิ้งบ้านเกิด

นี่เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าใจ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ หวังว่าทางการมาเลเซียและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถช่วยเหลือผู้ที่ยังคงสูญหายได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – มาเลเซียยกระดับค้นหา เรือขนผู้อพยพโรฮีนจาล่ม ยอดเหยื่อพุ่ง 21 ศพ

พบพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา โยงหลักฐานเชลย

เกิดการค้นพบครั้งสำคัญที่ประเทศเมียนมา! มีการค้นพบพระพุทธรูปบุเงินที่วัดชเวโอเยาะ ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักฐานของเชลยจากกรุงศรีอยุธยา โดยคาดว่าสร้างขึ้นตามแบบอย่างโดยช่างพม่า สภาพงดงามอย่างยิ่ง การค้นพบนี้เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการนักประวัติศาสตร์และผู้สนใจในศิลปะโบราณ

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระ ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า มีการค้นพบกรุพระบุเงินของชาวเชลยจากกรุงศรีอยุธยา ที่อมรปุระ ประเทศเมียนมา หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่การค้นพบหลักฐานของเชลยชาวกรุงศรีอยุธยาในดินแดนเมียนมาเพิ่มมากขึ้น การค้นพบ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา ครั้งนี้ ถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและเมียนมา

เหตุการณ์แผ่นดินไหวทำให้เจดีย์องค์เล็กๆ ที่วัดชเวโอเยาะ เมืองอมรปุระ พังทลายลง และนำไปสู่การค้นพบพระบุเงินจำนวนมาก ที่มีการระบุชื่อเป็นภาษาสยาม เช่น พระออแผ้ว, พสกมีบ้านพระราม, สีสุดดา, ทิพกัญญา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของเชลยจากกรุงศรีอยุธยาในดินแดนดังกล่าว

วัดชเวโอเยาะ ตั้งอยู่ในย่านมินตาซุ ซึ่งเป็นย่านที่พระเจ้าปดุงทรงพระราชทานให้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของเจ้านายจากกรุงศรีอยุธยา และในย่านนี้ยังคงปรากฏร่องรอยของชาวกรุงศรีอยุธยาอยู่มากมาย นอกจากนี้ ยังอยู่ใกล้กับสุสานลินซินกง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร พระบุเงินเหล่านี้น่าจะถูกสร้างขึ้นที่อังวะ โดยช่างพม่า โดยมีการแกะแบบจากความทรงจำของผู้สั่งทำ ทำให้รายละเอียดอาจจะไม่ประณีตเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังคงความงดงามไว้อย่างน่าทึ่ง

พบพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา โยงหลักฐานเชลย

การค้นพบ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา ทำให้การศึกษาค้นคว้าเรื่อง “อยุธยาในอังวะ” มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนการได้เห็นหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยเห็นเพียงแค่จิตรกรรมเท่านั้น กรุงอมรปุระถูกสร้างขึ้นหลังจากที่เชลยจากกรุงศรีอยุธยาได้เข้าไปอาศัยอยู่แล้ว 16 ปี ดังนั้นบุคคลเหล่านี้จึงน่าจะยังพอจดจำพื้นเพของตนเองได้ หรือไม่พระเหล่านี้ก็อาจจะถูกนำมาจากกรุงศรีอยุธยา เมื่อฝ่ายอังวะสร้างราชธานีใหม่ และผู้ที่นำมาได้เดินทางมาไกลจนถึงวัยชรา จึงต้องการถวายสิ่งของเหล่านี้เป็นพุทธบูชา อีกนัยหนึ่งอาจเป็นการแสดงออกถึงความเข้าใจของเชลยกลุ่มนี้ว่า กรุงศรีอยุธยาได้ล่มสลายไปแล้ว

ความสำคัญของการค้นพบพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา

การค้นพบ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าตื่นเต้น แต่ยังเป็นการเปิดหน้าต่างบานใหม่ให้เราได้มองเห็นภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังดินแดนอื่น การศึกษาและวิเคราะห์หลักฐานเหล่านี้อย่างละเอียด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักรมากยิ่งขึ้น รวมถึงผลกระทบของการสงครามและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีต่อผู้คนในยุคนั้น

  • การค้นพบนี้ยืนยันถึงการมีอยู่ของชุมชนชาวกรุงศรีอยุธยาในอมรปุระ
  • เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและศาสนาของชาวอยุธยาในต่างแดน
  • กระตุ้นให้เกิดการศึกษาและวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและเมียนมา

การค้นพบครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และศึกษาประวัติศาสตร์ การทำความเข้าใจอดีตจะช่วยให้เรามองเห็นปัจจุบันและอนาคตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และ พระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เราควรใส่ใจและเรียนรู้

ที่มา – เจอพระสมัยอยุธยา กรุแตกที่เมียนมา โยงหลักฐานเชลยชาวกรุงศรีฯ

สลด! เรือขนผู้อพยพล่ม ไทย-มาเลย์ ดับ 1 หายอีกสิบ

ข่าวเศร้าสะเทือนใจ! เกิดเหตุการณ์เรือขนผู้อพยพล่มใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงที่ผู้อพยพต้องเผชิญในการแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่า

รายงานจากหน่วยยามฝั่งมาเลเซียระบุว่า เหตุการณ์เรือขนผู้อพยพล่มใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย เกิดขึ้นบริเวณใกล้กับเกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล โดยเรือลำดังกล่าวบรรทุกผู้อพยพจำนวนมาก มุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซีย

จนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตได้ 10 ราย และพบศพผู้หญิง 1 รายลอยอยู่ในทะเล อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความหวังอันริบหรี่ที่จะพบผู้รอดชีวิตเพิ่มเติม

ทางการมาเลเซียคาดการณ์ว่า ผู้ประสบภัยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้อพยพประมาณ 300 คน ที่เดินทางมาด้วยเรือขนาดใหญ่ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปขึ้นเรือเล็กเพื่อเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นวิธีการที่กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์มักใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซียรายงานว่า ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา โรฮีนจา และบังกลาเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานที่เกิดจากความขัดแย้งและความยากจนในประเทศต้นทาง

เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย: โศกนาฏกรรมที่ต้องเร่งแก้ไข

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีชาวโรฮีนจาจำนวนมากตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดในเมียนมา เพื่อหนีจากการประหัตประหารและเลือกที่จะเสี่ยงชีวิตเดินทางข้ามทะเล เพื่อแสวงหาโอกาสและความหวังใหม่ ๆ ในประเทศมาเลเซีย

นอกจากนี้ สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ชาวโรฮีนจาจำนวนมาก ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการเดินทางที่อันตราย เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้อพยพเหล่านี้ต้องจ่ายเงินจำนวนมาก (ประมาณ 105,000 บาท) เพื่อเป็นค่าเดินทาง ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกแบ่งให้กับขบวนการค้ามนุษย์ที่แสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ยากของผู้อื่น

เหตุการณ์เรือขนผู้อพยพล่มใกล้ชายแดนไทย-มาเลเซีย เป็นเครื่องเตือนใจว่า ปัญหาการอพยพย้ายถิ่นฐานยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายและซับซ้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เช่น การยุติความขัดแย้ง การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศต้นทาง เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านการค้ามนุษย์และการลักลอบขนคนเข้าเมือง
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย
  • การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของการเดินทางที่ผิดกฎหมาย

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นมาตรการที่จำเป็นในการป้องกันโศกนาฏกรรมเช่นนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งผู้รอดชีวิตและครอบครัวของผู้เสียชีวิต ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน

ที่มา – เรือขนผู้อพยพล่มใกล้พรมแดน ไทย-มาเลเซีย ดับแล้ว 1 ศพ หายอีกนับสิบ

เมียนมาทลายแก๊งสแกมเมอร์: ทุบตึกกว่า 150 แห่ง

ทางการเมียนมาได้ทำการทลายอาคารของแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากถึง 150 แห่ง บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการปฏิบัติการกวาดล้าง KK Park ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กองทัพเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ บริเวณชายแดนไทย โดยอาคารเหล่านี้มีทั้งโรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามกลางเมือง และอำนาจการปกครองของรัฐบาลยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ อาคารหลายแห่งถูกใช้เป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำการหลอกลวงผู้คนในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกหลอกให้เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ โดยถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงผู้อื่น แต่ก็มีบางส่วนที่เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ทำการบุกทลาย KK Park ซึ่งเป็นศูนย์หลอกลวงชื่อดัง พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และเป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 1,500 คน ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลืออย่างต่อเนื่อง การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่งครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้านสำนักข่าว AFP ได้รายงานว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานจากสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาอาจเป็นไปอย่างจำกัด และอาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุล เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ผลประโยชน์ของตนเองเสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และทำให้มีผู้เสียชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไป จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง จริงหรือไม่?

สถานการณ์การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง ยังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาเอง

ความคืบหน้าล่าสุด: กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการเมียนมาในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า การดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

การทลายอาคารของแก๊งสแกมเมอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การให้ความช่วยเหลือเหยื่อและการป้องกันไม่ให้เกิดการหลอกลวงในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

SpaceX ระงับ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

บริษัท สเปซเอ็กซ์ ยืนยัน ระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ที่ศูนย์หลอกลวง หลังอุปกรณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองประธานบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) เปิดเผยว่า พวกเขาระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา ที่ศูนย์หลอกลวงไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมนี้มากขึ้นหลังทางการไทยตัดการส่งพลังงานและอินเทอร์เน็ต

กลุ่มอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ซึ่งหลอกลวงชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งหลอกให้รักแล้วตบทรัพย์ หรือ “โรแมนซ์สแกม” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขยายขนาดขึ้นตามแนวชายแดนของเมียนมาโดยอาศัยช่วงที่การปกครองหย่อนยานเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีคนงานเกือบ 7,000 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางการไทยบังคับใช้มาตรการระงับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้งาน

แต่การสืบสวนของ AFP เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ศูนย์จำนวนมากดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องรับอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวนมากบนหลังคา หลังจากที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าของพวกเขา

น.ส.ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของบริษัท SpaceX กล่าวว่า บริษัทได้ยกเลิกการใช้งานชุดอุปกรณ์ Starlink มากกว่า 2,500 ชุด ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ศูนย์หลอกลวง” ในเมียนมา แต่เธอไม่ได้ระบุว่า การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

ด้านกองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศว่า ได้บุกเข้าตรวจค้นอาคาร “เคเค พาร์ก” (KK Park) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์หลอกลวงที่เป็นที่รู้จักที่สุดของประเทศ และยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้ 30 เครื่อง แต่ตามรายงานของ AFP ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนที่ใช้ในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น

นักข่าวของ AFP รายงานว่า พวกเขาเห็นผู้คนกว่า 1,000 คนเดินทางออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยการเดินเท้า, ขี่จักรยานยนต์ หรืออัดแน่นอยู่ในรถกระบะ

คนงาน เคเค พาร์ก คนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางออกไป บอกกับ AFP ว่า การปราบปรามยังคงดำเนินอยู่ “ประมาณ 10 โมงเช้า มีทหารเมียนมานั่งรถบรรทุกสี่คันมาถึงที่ไซต์ของเรา.”

นักวิเคราะห์บอกกับ AFP ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้กลายเป็น เสาหลักสำคัญ ของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ซึ่งกองทัพกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏหลายกลุ่มนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ และพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากจีนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครอง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารยังต้องพึ่งพากองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลซึ่งควบคุมพื้นที่ชายแดนในนามของพวกเขา แลกกับการได้รับผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “รัฐบาลทหารจำเป็นต้องสามารถทำให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นร่ำรวยได้ … แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ถูกกดดันจากจีนด้วย.”

อนึ่ง จีนไม่พอใจที่พลเมืองจีนกลายเป็นแกนนำในการหลอกลวงในเมียนมา และหลอกคนจำนวนมากเข้าไปให้ศูนย์เหล่านี้และบังคับให้ทำงานหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชาวจีนด้วยกัน รัฐบาลปักกิ่งจึงเป็นผู้นำในการกดดันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อควบคุมตลาดมืดที่กำลังเฟื่องฟูนี้

รูเซอร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือการรักษาสมดุล โดยรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

ผลกระทบจากการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

การที่ SpaceX ตัดสินใจระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อต่อต้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัย Starlink ในการหลอกลวง แต่ยังส่งสัญญาณไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

แม้ว่าการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มมิจฉาชีพ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์อย่างครบวงจร

ในอนาคต เราอาจได้เห็นมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

การตัดสินใจของ Space X ในการ ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

ที่มา – SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

Scroll to top