เรือประมง

“เจ้าท่า” เตือน “ฝนตกหนัก” เรือประมงห้ามออกทะเล คลื่นลมมีกำลังค่อนข้างแรง

ช่วงนี้ใครที่มีแผนจะเดินทางทางทะเลหรือเป็นชาวประมงต้องฟังทางนี้ด่วนเลยครับ เพราะล่าสุดทางสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพังงา ได้ออกมาประกาศเตือนภัยด่วนเนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยมีหัวข้อข่าวหลักคือ “เจ้าท่า” เตือน “ฝนตกหนัก” เรือประมงห้ามออกทะเล คลื่นลมมีกำลังค่อนข้างแรง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน

“เจ้าท่า” เตือน “ฝนตกหนัก” เรือประมงห้ามออกทะเล คลื่นลมมีกำลังค่อนข้างแรง

ด้วยอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีคลื่นลมแรงจัด โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 14-20 สิงหาคม 2569 นี้ คลื่นในทะเลอาจสูงถึง 2-3 เมตร และในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองอาจสูงเกิน 3 เมตรเลยทีเดียวครับ

มาตรการความปลอดภัยและข้อแนะนำสำหรับชาวเรือ

เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศ “เจ้าท่า” เตือน “ฝนตกหนัก” เรือประมงห้ามออกทะเล คลื่นลมมีกำลังค่อนข้างแรง ทางเจ้าหน้าที่จึงขอเน้นย้ำข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ควบคุมเรือและชาวประมงทุกคนดังนี้ครับ:

  • เรือเล็กที่มีความยาวน้อยกว่า 12 เมตร ควรงดออกจากฝั่งไปยังทะเลเปิดเด็ดขาด
  • ผู้ควบคุมเรือต้องตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์และความพร้อมของตัวเรือก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
  • จัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น เสื้อชูชีพ อุปกรณ์ดับเพลิง และเครื่องมือสื่อสารให้พร้อมใช้งาน
  • คนประจำเรือและผู้โดยสารทุกคนต้องสวมใส่เสื้อชูชีพตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ
  • ติดตามพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ความปลอดภัยของทุกชีวิตถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการประมงหรือผู้ให้บริการท่องเที่ยวทางเรือ ขอให้ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพราะทะเลในช่วงที่คลื่นลมแรงแบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก อย่าเห็นแก่รายได้เพียงชั่วคราวแล้วนำชีวิตไปเสี่ยงกับธรรมชาติที่คาดเดาได้ยากเลยนะครับ ขอให้ทุกคนปลอดภัยและผ่านพ้นช่วงมรสุมนี้ไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา – “เจ้าท่า” เตือน “ฝนตกหนัก” เรือประมงห้ามออกทะเล คลื่นลมมีกำลังค่อนข้างแรง

“พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

เชื่อว่าพี่น้องชาวประมงหลายท่านคงกำลังได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาดำเนินนโยบายเชิงรุกภายใต้แนวคิด “พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

“พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

การประชุมหารือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า และสมาคมประมงจังหวัด ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของวงการประมงไทย โดยมุ่งเน้นการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้ชาวประมงสามารถประกอบอาชีพได้สะดวกรวดเร็วและมีต้นทุนที่ต่ำลง

รายละเอียด 6 มาตรการที่ “พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงมีอะไรบ้าง เรามาสรุปมาตรการสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องชาวประมงมีดังนี้:

  • การแยกใบอนุญาต: ปรับแก้กฎกระทรวงให้ใบอนุญาตใช้เรือและใบอนุญาตทำประมงแยกออกจากกัน เพื่อให้การจัดการเรื่องเอกสารคล่องตัวขึ้น
  • พัฒนาทักษะคนประจำเรือ: ยกระดับมาตรฐานความรู้ใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล สร้างความมั่นใจในความปลอดภัยทางน้ำ
  • ปรับปรุงเครื่องหมายเรือ: เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อแก้ระเบียบป้ายเครื่องหมายเรือไทย ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของชาวประมงยุคใหม่
  • เพิ่มประสิทธิภาพเรือขนถ่าย: เปิดช่องให้เรือประมงสามารถทำประมงและขนถ่ายสัตว์น้ำได้ในเรือลำเดียวกัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและเพิ่มกำไรให้เกษตรกร
  • หนังสือคนประจำเรือ: แก้ปัญหาขาดแคลนเอกสารโดยการอนุญาตให้ใช้เอกสารชั่วคราวจากกรมเจ้าท่าได้ทันที
  • ต่อเรือลำใหม่: เพิ่มช่องทางสำหรับการต่อเรือเพื่อทำการประมงนอกน่านน้ำภายใต้กรอบกฎหมายที่รัดกุม

มาตรการทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้กฎหมายเพื่อให้ผ่านไป แต่เป็นการมุ่งมั่นในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพประมงไทย โดยยังคงมาตรฐานความปลอดภัยไว้ในระดับสูงสุด การลดขั้นตอนที่ยุ่งยากจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ นับว่าเป็นก้าวใหญ่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับภาคการประมงไทยในอนาคต

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับตัวของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีเยี่ยม การรับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริงในทุกระดับจะช่วยให้การกำหนดนโยบายเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าไทยจะกลับมาเป็นผู้นำด้านการประมงที่มีทั้งความคล่องตัวและเป็นมิตรกับผู้ประกอบการได้อย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” เร่งปลดล็อก 6 กฎหมายประมง ช่วยลดต้นทุน-เพิ่มความคล่องตัว

กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลังน้ำมันเขียว 35 บาท

สถานการณ์กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหวกำลังเป็นประเด็นร้อนในแวดวงประมงไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของการประมงพาณิชย์ทางทะเล ชาวประมงหลายสิบคนต้องเผชิญกับวิกฤตต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้เรือประมงกว่า 10 ลำต้องจอดเทียบท่าแบบกะทันหัน สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวและเศรษฐกิจท้องถิ่น

กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานจากอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ พบว่าเรือประมงพาณิชย์จำนวนกว่า 10 ลำจอดนิ่งสนิทบริเวณท่าเทียบแพปลาในตำบลไสไทย ไม่ยอมออกทะเลทำประมงตามปกติ สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันเขียวหรือน้ำมันดีเซลที่ใช้สำหรับเรือประมง ซึ่งปรับขึ้นสูงถึงลิตรละ 35 บาท จากเดิมลิตรละ 30.50 บาท หรือเพิ่มขึ้นถึง 4.50 บาทต่อลิตรภายในเวลาเพียง 4 วันเท่านั้น

นอกจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้ในช่วงนี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้รายได้ไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนที่เพิ่มสูง ชาวประมงจึงตัดสินใจหยุดออกเรือชั่วคราวเพื่อรอให้สถานการณ์คลี่คลาย

น้ำมันเขียวคืออะไร และทำไมถึงกระทบหนัก

น้ำมันเขียว คือน้ำมันดีเซลประเภทพิเศษที่รัฐบาลจัดสรรให้เฉพาะผู้ประกอบการประมง เพื่อช่วยลดต้นทุนในการออกทะเล โดยปกติจะมีราคาถูกกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป แต่ในช่วงราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามในยูเครน การลดกำลังการผลิตของ OPEC และความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาพุ่งสูงเกินกว่าที่ชาวประมงจะรับไหว

นายทวี ขนานใต้ ไต๋เรือประมงเรือ “ว.โชคกมลทิพย์” หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ เปิดเผยกับสื่อว่า “ราคาน้ำมันขึ้นกระทันหัน ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวออกทะเลพุ่งไปกว่า 20-30% แต่ปริมาณปลาที่จับได้น้อยลง หากปรับราคาขายก็ขายไม่ออกเพราะไม่มีราคากลางกำหนด พ่อค้าจึงไม่รับซื้อ เราต้องขาดทุนหนัก” เขายังเตือนว่าหากราคายังสูงต่อไป อาจต้องหยุดทำประมงยาวนานกว่านี้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นและอุตสาหกรรมประมง

กรณีกลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว ไม่ใช่แค่ปัญหาของชาวเรือเท่านั้น แต่ยังกระทบ زنجیرهห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ตั้งแต่พ่อค้าปลีกรับซื้อ แม่ค้าตลาดสด ไปจนถึงผู้บริโภคที่อาจต้องเผชิญราคาสัตว์น้ำแพงขึ้นในอนาคต จังหวัดกระบี่ซึ่งมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวและประมง เศรษฐกิจท้องถิ่นจึงเสี่ยงชะลอตัว

  • เรือประมงจอดกว่า 10 ลำ ส่งผลให้แรงงานนับสิบคนว่างงานชั่วคราว
  • ปริมาณสัตว์น้ำเข้าตลาดลดลง 20-30%
  • ต้นทุนน้ำมันเพิ่ม 4.50 บาท/ลิตร ต่อเที่ยวออกทะเลหลายพันลิตร
  • ไม่มีราคากลางสัตว์น้ำ ทำให้ไม่กล้าปรับราคาขาย

ชาวประมงเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียวให้คงที่เหมือนกับน้ำมันดีเซลบนฝั่งที่ยังอยู่ที่ลิตรละ 30 บาท รวมถึงมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น เงินอุดหนุน หรือลดภาษีนำเข้าน้ำมัน

แนวทางแก้ไขและบทเรียนที่ได้

จากสถานการณ์นี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรมประมงไทยที่พึ่งพาน้ำมันสูง รัฐบาลควรมีนโยบายระยะยาว เช่น ส่งเสริมเรือไฟฟ้า ลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล หรือกองทุนช่วยเหลือประมงโดยตรง นอกจากนี้ การติดตั้งระบบ GPS ติดตามสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

ในมุมมองของเรา สถานการณ์กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ มิฉะนั้นอาจลุกลามไปจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ คุณล่ะคิดว่าควรมีมาตรการอะไรบ้าง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เสียงของชาวประมงดังถึงหูผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กลุ่มชาวประมงกระบี่ หยุดออกเรือ หลัง “น้ำมันเขียว” พุ่งลิตรละ 35 บาท โอดแบกต้นทุนไม่ไหว

ท้าทายอธิปไตย! ทัพเรือภาค 1 ไล่ 25 เรือประมงกัมพูชา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวร้อนแรงจากน่านน้ำไทยในอ่าวไทยตอนบนมาอัปเดตกันครับ เป็นเหตุการณ์ที่ ทัพเรือภาค 1 ไล่ 25 เรือประมงกัมพูชา ซึ่งลักลอบรุกล้ำเข้ามาแบบไม่เกรงใจเลย สร้างความตึงเครียดเรื่องอธิปไตยทางทะเลของเราได้อย่างมาก ใครที่ติดตามข่าวทะเลหรือเรื่องประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) คงรู้ดีว่าปัญหานี้มันรุนแรงแค่ไหน โดยเฉพาะบริเวณชายแดนทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทรัพยากรสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์สุดๆ

ทัพเรือภาค 1 ไล่ 25 เรือประมงกัมพูชา

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ฐานทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับแจ้งจากสายข่าวทางทะเลว่ามีเรือประมงสัญชาติกัมพูชาโผล่มาจำนวนมาก ลักลอบเข้ามาตีฉัตรในน่านน้ำไทยบริเวณเส้นแบริ่ง 211 ซึ่งเป็นจุด敏感มากๆ พล.ร.ท. เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ไม่รอช้าสั่งการทันทีให้ผู้บังคับการหมวดเรือพิทักษ์อ่าวไทย ส่งเรือรบ ต.996 และ ต.265 ออกปฏิบัติการไล่ล่าด้วยความเร่งด่วน

เวลา 14.00 น. ของวันเดียวกัน เรือทั้งสองลำก็มาถึงจุดเกิดเหตุ สิ่งที่พบคือเรือประมงกัมพูชาถึง 25 ลำ กำลังรุกล้ำเส้นแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา เข้ามาในน่านน้ำเราถึง 1 ไมล์ทะเลแบบชัดเจนมาก พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับ มันท้าทายอธิปไตยไทยชัดๆ แต่พอเรือไทยโผล่ปุ๊บ พวกเขาก็เร่งเครื่องเต็มสูบ หลบหนีกลับเข้าฝั่งกัมพูชาแบบดื้อๆ ทำให้ไล่ไม่ทันจับกุม

รายละเอียดเหตุการณ์ ทัพเรือภาค 1 ไล่ 25 เรือประมงกัมพูชา

  • เวลา เริ่มต้น: ได้รับแจ้งจากสายข่าวเกี่ยวกับเรือประมงจำนวนมากในเส้นแบริ่ง 211
  • คำสั่ง: พล.ร.ท. เฉลิมชัย สวนแก้ว สั่งเรือ ต.996 และ ต.265 ออกตรวจสอบทันที
  • การเผชิญหน้า: พบ 25 ลำรุกล้ำ 1 ไมล์ทะเล
  • ผลลัพธ์: เรือกัมพูชาหลบหนีกลับ แต่เรือไทยยังลาดตระเวนต่อ

ตอนนี้เรือทั้งสองลำยังคงลาดตระเวนในพื้นที่เส้นแบริ่ง 211 อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือไทยในการรักษาความมั่นคงทางทะเลครับ

ปัญหาการรุกล้ำน่านน้ำไทยจากเรือประมงต่างชาติ

เหตุการณ์ ทัพเรือภาค 1 ไล่ 25 เรือประมงกัมพูชา นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เลยนะครับ อ่าวไทยตอนบนเป็นแหล่งเพาะปลาที่อุดมสมบูรณ์ มีปลาหมึก ปลากะพง ปลาเก๋าเพียบ แต่ปัญหาเรือประมงผิดกฎหมายจากเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเวียดนาม มันทำให้ทรัพยากรถูกทำลายอย่างรวดเร็ว นักประมงไทยเดือดร้อนหนัก สูญเสียรายได้ไปปีละหลายพันล้านบาท

ตามข้อมูลจากกรมประมง พบว่าทุกปีมีเรือต่างชาติรุกล้ำน่านน้ำไทยนับพันลำ ส่งผลให้สัตว์น้ำลดลง 30-50% ในบางพื้นที่ ไทยเองก็พยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มเรือตรวจการณ์ เทคโนโลยีเรดาร์ และร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกรอบอาเซียน แต่บางครั้งก็ยังเจอแบบนี้ที่หนีไม่ทัน

บทบาทของทัพเรือภาค 1 ในการปกป้องทะเลไทย

ทัพเรือภาค 1 ถือเป็นด่านหน้าสำคัญในการเฝ้าระวังอ่าวไทย มีเรือรบ เรือตรวจการณ์ครบครัน บุคลากรฝีมือดี พวกเขาปฏิบัติการ 24 ชม. เพื่อปกป้อง 12 ไมล์ทะเลของเรา ไม่ใช่แค่ไล่เรือประมง แต่ยังปราบปรามยาเสพติด ลักลอบเข้าเมือง และภัยพิบัติทางทะเลด้วยครับ

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา การลาดตระเวนแบบ proactive แบบนี้ช่วยลดเหตุรุกล้ำได้มากถึง 40% ในปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีพวกเขา เราคงเสียหายหนักกว่านี้แน่นอน

ความเห็นและข้อเสนอแนะ

ในมุมผม เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าไทยต้องเร่งเสริมกำลังทางทะเลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อาจลงทุนโดรนตรวจการณ์หรือระบบ AI ติดตามเรืออัตโนมัติ ร่วมมือกับกัมพูชาแบบเข้มข้นกว่านี้ และสนับสนุนนักประมงไทยให้ใช้เครื่องมือถูกกฎหมาย สุดท้ายแล้ว อธิปไตยไทยต้องอยู่เหนือสิ่งใด

เพื่อนๆ คิดยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? ไทยควรรับมือยังไงดี? คอมเมนต์มาคุยกันด้านล่างเลยครับ! อย่าลืมกดไลค์ แชร์โพสต์นี้เพื่อให้ข่าวดีๆ กระจาย และติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวทะเลไทยแบบเรียลไทม์นะครับ สุดยอดมากที่ไทยยังแข็งแกร่งแบบนี้!

ที่มา – ท้าทายอธิปไตย ทัพเรือภาค 1 ส่งเรือรบ ไล่ 25 เรือประมงกัมพูชา รุกน่านน้ำไทย

ห้าม! เรือประมงไทย ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมประมงออกประกาศเตือน ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงทุกคน สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กรมประมงยังแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “Fisheries Next” เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำเพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญดังนี้:

  1. ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา
  2. ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล
  3. ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง ขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุกลำ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และขอความร่วมมือให้ติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้อย่างปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดตามและตรวจสอบพิกัดตำแหน่งเรือของตนได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเฝ้าระวัง และติดตามเรือประมงในทะเล หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ID : @114velss และ Facebook Page : กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง กรมประมง รวมทั้งช่องทางการประชาสัมพันธ์ข่าวของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) อีกทางด้วย อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

ทำไมถึงต้อง ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา?

เหตุผลหลักที่ ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงเอง สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการทำประมงและก่อให้เกิดอันตรายได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงและการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้แอปพลิเคชัน Fisheries Next เป็นเครื่องมือช่วยในการประเมินสถานการณ์และวางแผนการเดินเรือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ การแจ้งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังฯ ทราบเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

กรมประมงมีความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงอย่างเต็มที่ การปฏิบัติตามมาตรการที่กรมประมงกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทุกท่านสามารถทำการประมงได้อย่างปลอดภัย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมประมงได้ตลอดเวลา พวกเราพร้อมให้การสนับสนุนและดูแลทุกท่าน

พี่น้องชาวประมงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กรมประมงตระหนักถึงความสำคัญนี้และพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างทุกท่านในการเผชิญกับทุกสถานการณ์

ที่มา – ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กรมประมงแจงดราม่าเรือท่องเที่ยวตกปลา ใช้เบ็ด 3 คัน

กรมประมงแจงดราม่าเรือท่องเที่ยวตกปลา ใช้เบ็ด 3 คัน

กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียช่วงนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่ากฎนี้จะกระทบต่อนักตกปลาสมัครเล่นทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว มันใช้เฉพาะกับเรือท่องเที่ยวที่ให้บริการจับสัตว์น้ำเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ห้ามใครตกปลาด้วยเบ็ดหลายคันแบบส่วนตัวหรอก วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันให้ชัดเจน ว่าการประกาศนี้มีที่มาที่ไปยังไง และจะส่งผลต่อวงการท่องเที่ยวตกปลายังไงบ้าง

กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

จากโพสต์และคอมเมนต์ที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับร่างประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะข้อที่บอกว่าใช้เบ็ดมือไม่เกิน 3 คันต่อคน ทำให้หลายคนกังวลว่าจะถูกจำกัดกิจกรรมตกปลาที่ตัวเองชื่นชอบ นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วครับ

ที่มาของเรื่องนี้มาจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลาในจังหวัดสงขลา ที่ขอให้กรมประมงช่วยเปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจได้ถูกกฎหมายมากขึ้น การจดทะเบียนนี้ต้องประสานงานกับกรมเจ้าท่า และกรมประมงต้องออกประกาศกำหนดเครื่องมือที่ใช้ก่อน โดยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวในสภาฯ ก็เห็นด้วยว่าควรส่งเสริมให้จดทะเบียนเรือประเภทนี้ เพื่อกำกับดูแลให้ชัดเจนและสนับสนุนการท่องเที่ยว

สาระสำคัญของร่างประกาศกรมประมง

ร่างประกาศนี้บังคับใช้เฉพาะ “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้นนะครับ ไม่เกี่ยวกับเรือประมงพาณิชย์หรือกิจกรรมตกปลาส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้เรือใหญ่ อาศัยอำนาจจากข้อบังคับกรมเจ้าท่า พ.ศ. 2561 ที่กำหนดประเภทเรือสำหรับสันทนาการและท่องเที่ยว โดยเครื่องมือที่อนุญาตมีดังนี้:

  • เบ็ดมือ: ไม่เกิน 3 คันต่อคน เพื่อควบคุมไม่ให้จับสัตว์น้ำมากเกินไปและรักษาสมดุลระบบนิเวศ
  • ดวงไฟ: ขนาดไม่เกิน 500 วัตต์ กำลังไฟรวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ ไม่จำกัดจำนวน แต่ห้ามใช้ใต้น้ำล่อปลา
  • แห: ขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. ไม่เกิน 2 ปากต่อลำเรือ
  • สวิง: ไม่เกินจำนวนคันเบ็ด ใช้กับเบ็ดมือเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังกำหนดระยะเวลา 6 เดือน สำหรับจดทะเบียนหรือเปลี่ยนประเภทเรือเป็นท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ นับจากวันที่ประกาศมีผล กรมประมงได้จัดทำร่างนี้โดยพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ กฎหมาย และปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นผ่าน LAW.go.th ระหว่าง 25 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 ปัจจุบันกำลังสรุปผลเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม

การออกประกาศนี้ไม่ใช่การห้าม แต่เป็นการกำกับดูแลเพื่อให้ธุรกิจเรือท่องเที่ยวตกปลาเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านหรือนักตกปลาสมัครเล่นทั่วไป หากคุณเป็นเจ้าของเรือท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่ง อย่างสงขลาหรือที่อื่นๆ นี่คือโอกาสดีที่จะจดทะเบียนให้ถูกต้องและรับ tourists มาสัมผัสประสบการณ์ตกปลาแบบปลอดภัย

ในมุมมองของผม การจำกัดเบ็ด 3 คันต่อคน ดูสมเหตุสมผล เพราะช่วยป้องกันการจับปลามากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในทะเลไทย ถ้าทุกคนทำตามกฎ เราจะรักษาปลาและทะเลให้ลูกหลานได้ยาวนานขึ้น ลองคิดดูสิ ถ้าเรือท่องเที่ยวตกปลาเติบโต จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงาน และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชอบกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมแบบนี้

ถ้าคุณสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายประมงหรือธุรกิจเรือท่องเที่ยว ลองติดตามข่าวจากกรมประมง หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับดราม่านี้บ้าง จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน!

ที่มา – กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

Scroll to top