เลือกตั้งปี 2569

เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. ย้ายซบ พปชร.

ข่าวใหญ่สะเทือนวงการการเมือง! ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เตรียมสร้างความฮือฮาอีกครั้ง ด้วยการประกาศ เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ และจ่อเข้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แทน สร้างความสงสัยและจับตามองถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงกระแสข่าวการลาออกจากพรรคเพื่อไทยในวันที่ 3 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยกล่าวว่าเป็นเรื่องจริง และเตรียมยื่นหนังสือลาออกต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันดังกล่าว ซึ่งการลาออกครั้งนี้จะทำให้สิ้นสุดสถานะการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของตนเองโดยอัตโนมัติ

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุของการตัดสินใจลาออก ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า “ก็อย่างที่รู้กันคือเรื่องการเมือง” โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเพิ่มเติมถึงปัจจัยที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังเปิดเผยว่ายังไม่ได้แจ้งเรื่องการลาออกให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หรือนายวัน อยู่บำรุง บุตรชาย ทราบล่วงหน้า เนื่องจากยังไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุย แต่ยืนยันว่าได้ตัดสินใจเรื่องนี้ด้วยตนเองแล้ว

เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ จริงหรือ?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ หลังจาก เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ แล้ว อนาคตทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม จะเป็นอย่างไร? คำตอบก็คือ ร.ต.อ.เฉลิม เตรียมเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยมีกำหนดการที่จะสมัครเป็นสมาชิกพรรคในวันที่ 12 ธันวาคมที่จะถึงนี้ การย้ายพรรคครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเส้นทางการเมืองของ ร.ต.อ.เฉลิม และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวม

ทำไมต้องพลังประชารัฐ?

การตัดสินใจเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐของ ร.ต.อ.เฉลิม จุดประกายคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการเลือกพรรคนี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจมีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้ออำนวยให้ ร.ต.อ.เฉลิม ตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกัน โอกาสในการเติบโตในเส้นทางการเมือง หรือข้อเสนอที่น่าสนใจจากทางพรรค

อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลที่เลือกพรรคพลังประชารัฐอย่างชัดเจน ทำให้สาธารณชนต้องติดตามความเคลื่อนไหวและรอฟังคำอธิบายจาก ร.ต.อ.เฉลิม ด้วยตนเองต่อไป การย้ายพรรคของ ร.ต.อ.เฉลิม ในครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐ และเป็นที่น่าจับตามองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลอย่างไรต่อการเมืองไทยในอนาคต

การที่ เฉลิม เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ และไปซบพรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย การเคลื่อนไหวของนักการเมืองเก๋าเกมอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม ย่อมมีนัยยะสำคัญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่คาดไม่ถึงในอนาคตอันใกล้

การตัดสินใจครั้งนี้ จะนำพา ร.ต.อ.เฉลิม ไปสู่ทิศทางไหนในเส้นทางการเมือง คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “เฉลิม” เตรียมลาออกจากเพื่อไทย 3 ธ.ค. นี้ จ่อย้ายเข้า พปชร. แทน

พรรคประชาชน ส่ง “ปาล์ม” ชิง สส.กทม.

พรรคประชาชน เปิดตัว ชลณัฏฐ์ โกยกุล หรือ “ปาล์ม” ลงชิงเก้าอี้ สส. เขต บางบอน–จอมทอง–หนองแขม แทน “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ที่จะไปส่งบัญชีรายชื่อ

วันที่ 1 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดตัว น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล หรือ “ปาล์ม” เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 28 บางบอน–จอมทอง–หนองแขม แทนผู้สมัครคนเก่า อย่าง “ไอซ์” น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. โดยมีแนวโน้มสูงที่ น.ส.รักชนก จะถูกดันขึ้นไปเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จากผลงานที่เข้าตา นอกจากนี้ ยังเป็นแผนสำรองกรณี น.ส.รักชนก ที่มีคดีติดตัวสารพัด หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ในอนาคตหรือไม่ อย่างไร ก็สามารถดันลำดับบัญชีรายชื่อถัดไปขึ้นมาแทนที่ได้โดยที่ไม่ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม

ทั้งนี้ สำหรับประวัติ น.ส.ชลณัฏฐ์ หรือ “ปาล์ม” นั้น มีประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชน เช่น เคยเป็นพิธีกรรายการต่างๆ ในช่อง ThaiPBS เป็นต้น จบปริญญาตรี อักษรศาสตร์ วิชาเอก-ภาษาอังกฤษ วิชาโท-นิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรพัฒนาศักยภาพผู้หญิงสู่การเป็นผู้นำทางการเมือง WEPLA: Women’s Empowerment and Political Leadership Academy หลักสูตรการดำเนินงานทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม กรณีความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงในชีวิตคู่ (DV Learning by TIJ) ประวัติการทำงานการเมือง ผู้ประสานงาน กลุ่มสว.ประชาชน 2567 ตัวแทน กลุ่มสว.ประชาชน ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลางให้ยกเลิกระเบียบการแนะนำตัวแบบเก่าของ กกต. คณะทำงาน Safe Zone Thailand ภาคประชาสังคมที่ผลักดันการปฏิรูปกฎหมาย และจริยธรรมในวิชาชีพจิตวิทยาการปรึกษา และเสนอนโยบายเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน

พรรคประชาชน ส่ง “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม. แทนเขต “ไอซ์ รักชนก”

การเปลี่ยนแปลงตัวผู้สมัคร สส.กทม. ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพรรคประชาชน ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การส่ง น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล หรือ “ปาล์ม” ลงสมัครแทน น.ส.รักชนก ศรีนอก นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคที่จะรักษาฐานเสียงเดิม และขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่

ทำไมพรรคประชาชนถึงเลือก “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม.?

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการส่ง “ปาล์ม” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. ในครั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ นอกเหนือจากประสบการณ์ด้านสื่อสารมวลชนที่โดดเด่นแล้ว “ปาล์ม” ยังมีประวัติการทำงานด้านสังคมที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้านสิทธิสตรีและความเท่าเทียมทางเพศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคประชาชน

นอกจากนี้ การที่ “ไอซ์ รักชนก” เตรียมขยับไปสู่บัญชีรายชื่อ ทำให้เกิดช่องว่างในเขตเลือกตั้งเดิม การมีผู้สมัครที่มีความสามารถและประสบการณ์อย่าง “ปาล์ม” เข้ามาเติมเต็ม จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการรักษาความต่อเนื่องทางการเมืองของพรรค

การที่ น.ส.รักชนก อาจจะต้องไปอยู่ในบัญชีรายชื่อนั้นอาจจะมาจากผลงานที่โดดเด่น ทำให้พรรคต้องการที่จะใช้ศักยภาพของเธอให้เป็นประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นแผนสำรอง หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันทางการเมือง การมีบุคลากรที่พร้อมจะเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ทันที จึงเป็นการเตรียมความพร้อมที่รอบคอบ

การเลือก “ปาล์ม” ลงสมัคร สส.กทม. ในครั้งนี้ จึงเป็นการผสมผสานระหว่างการรักษาฐานเสียงเดิม การขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ และการเตรียมความพร้อมสำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไป คือ การที่ “ปาล์ม” จะสามารถสร้างความแตกต่าง และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตเลือกตั้งได้อย่างไร การนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การที่พรรคประชาชน ตัดสินใจส่ง “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม. แทนเขต “ไอซ์ รักชนก” นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการปรับตัว และการวางแผนระยะยาวของพรรค การมีบุคลากรที่มีความสามารถหลากหลาย และการเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองสามารถเติบโต และยืนหยัดอยู่ในสนามการเมืองได้อย่างยั่งยืน

การแข่งขันในการเลือกตั้ง สส.กทม. ครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง และผลลัพธ์ที่ออกมา จะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคประชาชน

ที่มา – พรรคประชาชน ส่ง “ปาล์ม” ชิงเก้าอี้ สส.กทม. แทนเขต “ไอซ์ รักชนก”

กกต.ยัน! ไม่มีประชามติล่วงหน้า เลือกตั้งวันไหนยังไม่ชัด

กกต. ชี้ยังไม่ชัดประชามติ กาพร้อมเลือกตั้ง สส. หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรัฐสภา-ครม. แต่หากเลื่อนยุบสภาอาจกระทบวันทำประชามติ พร้อมยันไม่มีกระบวนการลงคะแนนประชามติล่วงหน้า

วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าที่ร้อยตรี ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการกกต. กล่าวถึงกรอบเวลาในการจัดการเลือกตั้ง สส. พร้อมกับการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ว่า เวลานี้ กกต. ไม่อาจบอกได้ว่า การทำประชามติจะเกิดขึ้นหรือไม่ เกิดขึ้นเมื่อไร หรืออย่างไร ขึ้นอยู่กับว่ารัฐสภาและคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้ง กกต. มาเมื่อใด รวมถึงไม่อาจบอกได้ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้ง สส. หรือไม่ เพราะไม่ทราบว่าจะยุบสภาเมื่อไร ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป หรือวันเลือกตั้งท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วัน นับแต่วันที่ กกต.ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภาหรือวันที่ ครม.มีมติ แล้วแต่กรณี

จากกรอบเวลาเดิมที่มีกำหนดยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. และกำหนดให้ 29 มี.ค.เป็นวันเลือกตั้งพร้อมการจัดทำประชามตินั้น แต่เนื่องจากสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป โจทย์ของเราคือยุบสภาวันไหน และรัฐสภาแจ้งให้มีการทำประชามติเมื่อไร ต้องนำ 2 อย่างนี้มาผนวกกัน เพื่อดูว่าต้องใช้เวลาตามกฎหมายเท่าใด ซึ่งไม่ใช่อำนาจของ กกต. ไม่สามารถก้าวล่วงรัฐบาลหรือรัฐสภาได้

ว่าที่ ร.ต. ภาสกร ย้ำว่า กกต.มีหน้าที่รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำและ กกต. จะแจ้งให้ประชาชนทราบเท่านั้น รวมถึงการดูแลกระบวนการจัดทำประชามติพร้อมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่พร้อมกัน กกต. ก็ต้องมีความพร้อมดำเนินการอยู่ดี

หากยึดตามไทม์ไลน์เดิมว่า รัฐบาลยุบสภาปลายเดือนมกราคม และจัดการเลือกตั้งในวันที่ 29 มี.ค.นั้น ตอนนี้จะเหลือเวลาให้รัฐบาลดำเนินการและแจ้งต่อ กกต. เท่าใด ว่าที่ร้อยตรี ภาสกรกล่าวว่า วันเลือกตั้งอย่างช้าคือ 29 มี.ค. ดังนั้น รัฐสภาต้องแจ้งมาก่อนภายใน 60 วัน และยังมีขั้นตอนที่ กกต. ต้องนำข้อมูลไปแจ้งให้ประชาชนอีก จึงมีเงื่อนเวลาที่บีบมาพอสมควร ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน โดยคาดว่าเพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาเดิม อย่างช้ารัฐบาลต้องแจ้ง กกต. มาภายในประมาณ 15 ธ.ค. ซึ่งเป็นการกำหนดคร่าวๆ ตามแผนเดิม แต่ในความเป็นจริงยังมีเวลาเพียงพออยู่ตามกฎหมายประชามติ

ส่วนหากเกิดอุบัติเหตุยุบสภาวันที่ 12 ธ.ค. นี้ จะส่งผลให้การเลือกตั้ง สส. และการจัดทำประชามติไม่สามารถทำวันเดียวกันหรือไม่นั้น ว่าที่ร้อยตรีภาสกร กล่าวว่า กกต. ไม่สามารถตอบได้ ซึ่งหากลองไล่เวลาดูว่า ในระยะเวลาภายใน 45 วัน และไม่เกิน 60 วันนั้น จะตรงกับวันไหน ยังไม่นับที่รัฐสภาจะต้องแจ้งมายัง กกต. ก่อน ซึ่ง กกต. ไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นเรื่องที่รัฐบาลและรัฐสภาต้องคิด

ขณะที่หากมีการยุบสภาก่อนกำหนดที่รัฐสภาได้ลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยังสามารถจัดทำประชามติโดยถามคำถามเดียวก่อนได้หรือไม่ แทนที่จะเป็น 2 คำถามพร้อมกันในครั้งเดียวตามแผนเดิม ว่าที่ร้อยตรี ภาสกรกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ โจทย์อยู่ที่ไม่ว่าจะกี่คำถาม แต่คำถามนี้เป็นอำนาจของ ครม. และของรัฐสภา

กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง

ว่าที่ร้อยตรีภาสกร ยังกล่าวถึงข้อเสนอของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ที่เสนอให้สำนักงาน กกต. พิจารณาจัดการออกเสียงประชามติล่วงหน้านอกเขตผ่านทางไปรษณีย์ โดยให้ประชาชนลงทะเบียนพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. ล่วงหน้านอกเขตนั้น ว่า กกต. ตระหนักถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่เราต้องดำเนินการบนพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายให้ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ กกต. ก็จะมีช่องทาง แต่พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ เขียนไว้ค่อนข้างชัดว่า การออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในวันเดียวกันทั่วประเทศ นั้นหมายความว่าไม่มีกระบวนการในการลงคะแนนล่วงหน้า ดังนั้นการออกเสียงประชามติผ่านทางไปรษณีย์ถือว่าเป็นการออกเสียงล่วงหน้า กฎหมายมีข้อจำกัดอยู่ ส่วนเหตุผลที่ทำไมการเลือกตั้ง สส. สามารถออกเสียงล่วงหน้าได้ เนื่องจากกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าสามารถลงคะแนนล่วงหน้าได้ 

อย่างไรก็ตามการเลือกต่างประเทศจะไม่เหมือนเรา ให้อำนาจเอกอัครราชทูตในการกำหนดวิธีการและเวลา ซึ่งอาจมีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ผ่านทางไปรษณีย์ แต่ยังนับคะแนนไม่ได้ เพราะมีเงื่อนไขต้องนับคะแนนภายใน 48 ชั่วโมง หลังการลงคะแนนเลือกตั้งภายในประเทศสิ้นสุดลง

กกต. ยืนยันชัดเจน ประชามติล่วงหน้าไม่มี!

จากข้อมูลล่าสุด กกต. ยืนยันว่า กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของการทำประชามติในประเทศไทย การที่ กกต. ยังไม่สามารถระบุวันที่ชัดเจนสำหรับการลงคะแนนเสียง ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ประชาชนหลายคนอาจสงสัยว่า การที่ กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง จะส่งผลกระทบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศอย่างไร การที่ไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้าอาจทำให้ประชาชนบางส่วนที่ไม่สามารถเดินทางไปลงคะแนนในวันจริง เสียสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็น

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำคือ ติดตามข่าวสารจาก กกต. อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมสำหรับการลงคะแนนเสียงเมื่อมีการประกาศวันที่ชัดเจนออกมา การมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคนในการลงประชามติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

ในขณะที่ กกต. กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ต่างๆ สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐสภา ครม. และ กกต. ร่วมมือกันเพื่อให้การทำประชามติเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เสียงของประชาชนทุกคนได้รับการรับฟังอย่างเท่าเทียมกัน กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุด

ที่มา – กกต. ยัน ไม่มีกระบวนการทำประชามติล่วงหน้า ยังไม่ชัดลงคะแนนพร้อมวันเลือกตั้ง

หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย

“คุณหญิงสุดารัตน์” เตรียมเปิดตัว “พล.ท.ภราดร-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” สวมเสื้อพรรคไทยสร้างไทย พร้อมประกาศจุดยืนในวันจันทร์นี้ เป็นการเสริมทัพครั้งสำคัญของพรรค ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 1 ธ.ค. ที่พรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) ถนนเทิดราชัน เขตดอนเมือง จะมีการจัดงานเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” พร้อมประกาศ “จุดยืนและคำมั่นสัญญาของพรรคไทยสร้างไทยเพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างเป็นรูปธรรม” โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และนายโภคิน พลกุล ประธานที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ เป็นผู้นำในการแถลงครั้งนี้

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เวทีเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” ซึ่งนอกจากนายโภคินแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมมากมาย อาทิ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีต สว. รวมถึงนายตวง อันทะไชย อดีต สว. และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ร่วมเสวนา ตั้งแต่เวลา 09.30 – 12.30 น. การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทยสร้างไทยในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างการเมืองที่โปร่งใส

กิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัว พล.ท.ภราดร นายดิเรกฤทธิ์ และนายตวง อย่างเป็นทางการในการร่วมงานกับพรรค ทสท. ซึ่งถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านกฎหมาย และด้านการเมือง การที่พรรคได้บุคคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาร่วมงาน ย่อมเป็นที่น่าจับตามอง

หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย

การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคไทยสร้างไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การดึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์เข้ามาร่วมงานถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งทางการเมืองว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมที่จะแข่งขันอย่างเต็มที่

ทำไมการเปิดตัว “หญิงหน่อย” คว้า “เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ถึงสำคัญ?

การตัดสินใจของ พล.ท.ภราดร, นายดิเรกฤทธิ์, และนายตวง ที่จะเข้าร่วมพรรคไทยสร้างไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงการเมืองและราชการ พล.ท.ภราดร อดีตเลขาธิการ สมช. มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง, นายดิเรกฤทธิ์ มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายและการเมืองสุจริต, และนายตวง มีประสบการณ์ในด้านนิติบัญญัติ การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งให้กับพรรคไทยสร้างไทย

  • พล.ท.ภราดร: เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง
  • นายดิเรกฤทธิ์: ผลักดันการเมืองสุจริต
  • นายตวง: เพิ่มความเชี่ยวชาญด้านนิติบัญญัติ

นอกจากนี้ การที่ “คุณหญิงหน่อย” สามารถดึงดูดบุคคลเหล่านี้มาร่วมงานได้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารจัดการของหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การมีพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างการเมืองที่สุจริตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ และการเสริมทัพด้วยบุคคลากรที่มีคุณภาพ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การเปิดตัว หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การมีบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย จะช่วยให้พรรคสามารถนำเสนอแนวทางและนโยบายที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

ที่มา – “หญิงหน่อย” เปิดตัว “เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” เข้าไทยสร้างไทยพรุ่งนี้

คนใต้เลือกใคร? โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

การเลือกตั้งครั้งหน้า คนใต้จะเลือกใคร? ผลสำรวจล่าสุดจากนิด้าโพลเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์มาแรงแซงโค้ง! และเมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองที่ได้รับความนิยมคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์

นิด้าโพลได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคใต้จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 18 – 24 พฤศจิกายน 2568 เพื่อประเมินกระแสการเมืองในภูมิภาค ผลปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มตัวอย่าง

ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในภูมิทัศน์ทางการเมืองของภาคใต้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคอื่นๆ ก็เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ใครคือตัวเลือกนายกฯ อันดับต้นๆ ในใจคนใต้?

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนใต้จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 32.25% ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 25.65% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 3: 15.40% นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)

ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะยังคงได้รับความนิยมในภาคใต้ แต่ก็มีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หรือยังไม่พบคนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำประเทศ

พรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดในภาคใต้

เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่คนใต้จะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.60% พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: 28.45% ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: 17.80% พรรคประชาชน

จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก ซึ่งบ่งชี้ว่าการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้าในภาคใต้จะเข้มข้นอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังระบุถึงพรรคอื่นๆ ที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชาติ

ปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้แก่ นโยบายของพรรคการเมือง, คุณสมบัติของผู้สมัคร, และภาพลักษณ์ของพรรค

การที่ โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นว่าพรรคยังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้ อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองอื่นๆ ก็กำลังพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะช่วงชิงคะแนนเสียงจากคนใต้เช่นกัน

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองทุกพรรค ที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจความต้องการของประชาชนในภาคใต้ และนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เพื่อที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การติดตามผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์ แต่สุดท้ายแล้ว ใครจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า? คงต้องรอติดตามผลการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิดต่อไป

การเมืองไทยยังคงมีความผันผวน และผลสำรวจความคิดเห็นเป็นเพียงภาพสะท้อน ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การตัดสินใจของประชาชนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – โพลชี้ คนใต้เตรียมโหวตให้พรรคประชาธิปัตย์-“อภิสิทธิ์” ได้ที่ 2 คนหนุนนั่งนายกฯ

ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก: ปรับทัพทีมสื่อสาร

พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าปรับปรุงทีมสื่อสารครั้งใหญ่! ล่าสุดได้ทำการแต่งตั้ง 4 รองโฆษกฝีมือดีเข้ามาเสริมทัพ พร้อมดึง “ศิริภา อินทวิเชียร” อดีตทีมงาน “ชวน หลีกภัย” กลับมาร่วมงานอีกครั้ง นอกจากนี้ “เจะอามิง” ยังลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อปลุกพลัง “หัวใจสีฟ้า” ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศแต่งตั้งรองโฆษกชุดใหม่ เพื่อเป็นกระบอกเสียงสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนให้ดังก้องมากยิ่งขึ้น โดยประกอบด้วย 4 ท่าน ได้แก่:

  1. อภิมุข ฉันทวานิช
  2. จิรวัฒน์ จังหวัด
  3. ศิริภา อินทวิเชียร
  4. ณัฐกานต์ ชูชนะ

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อทุกเสียงและความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่สะท้อนความต้องการของทุกคนอย่างแท้จริง เพราะเชื่อมั่นว่าการสื่อสารที่ดีต้องเริ่มต้นจากการรับฟัง และทุกเสียงจะต้องถูกนำเสนออย่างถูกต้อง

ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก: ปรับทัพทีมสื่อสาร

พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การปรับปรุงทีมสื่อสารและแต่งตั้งรองโฆษกใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้พรรคฯ สามารถเข้าถึงและเข้าใจปัญหาของประชาชนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“เจะอามิง” ปลุกพลัง “หัวใจสีฟ้า” เปิดพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ขณะเดียวกัน นายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญเพื่อส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ในงาน “ผู้นำเยาวชนจิตอาสา หัวใจสีฟ้า 3 จังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดสตูล” ณ โรงแรมอ่าวมะนาวรีสอร์ท อ.เมือง จ.นราธิวาส

นายเจะอามิง กล่าวถึงเยาวชนกลุ่มนี้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่นตั้งใจจริง โดยไม่รอการชี้นำ แต่พร้อมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า จิตอาสาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เพียงเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราตั้งใจทำ เช่น การยิ้มให้คนข้างๆ การช่วยเหลือเพื่อน หรือการทำสิ่งดีๆ เพื่อชุมชน

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงอนาคตของชาติ แต่เป็นพลังสำคัญในปัจจุบันที่โลกต้องการมากที่สุด หัวใจสีฟ้า ของพรรคประชาธิปัตย์ในกิจกรรมนี้ ถูกนิยามว่าเป็น หัวใจที่ใสบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ และไม่ยอมแพ้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้นได้ ถ้าคนรุ่นใหม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาลงมือทำ” นายเจะอามิงกล่าว

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของจิตอาสาที่มุ่งเน้นการทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือมีวาระซ่อนเร้นใดๆ แสดงถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการขยายฐานการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมไปยังกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเน้นการสร้างความภาคภูมิใจในความตั้งใจของตนเองว่า ไม่ต้องใหญ่ ไม่ต้องดัง แค่จริงใจ…ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบเล็กๆ ของเราได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจิตสำนึกของเยาวชนให้เป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อื่น สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาและการมีส่วนร่วมของเยาวชน จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต

การปรับทัพทีมสื่อสารของพรรคประชาธิปัตย์และการมุ่งเน้นการทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่และการผลักดันประเด็นทางสังคมที่สำคัญ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้พรรคฯ สามารถก้าวไปข้างหน้าและสร้างประโยชน์สุขให้กับสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก นอกจากปรับทัพทีมสื่อสารแล้วยังมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในทุกระดับ

ที่มา – ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก ปรับทัพทีมสื่อสาร-“เจะอามิง” ปลุกพลัง “หัวใจสีฟ้า” ชายแดนใต้

“พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ย้ำชัดเจตนารมณ์พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนบนหลักการ “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค ไม่เดินตามดีลหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

วันที่ 23 พ.ย. 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติได้เผยถึงจุดยืนของพรรค ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีการรวมพรรคและการย้ายสังกัดจำนวนมาก ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าพรรคยังคงดำเนินตามเจตนารมณ์เดิม คือการทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มิใช่เดินไปตามดีลหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

โดยนายพีระพันธุ์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติถูกก่อตั้งขึ้นบนฐานความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และการทำงานที่ตั้งใจจริง ไม่ใช่เพื่อรองรับข้อตกลงทางการเมืองเบื้องหลัง หรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่เพื่อเป็นพื้นที่ทำงานที่ให้ความสำคัญต่อประเทศชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

“นั่นคือเหตุผลที่ผมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมา เราจะเดินแนวนี้ ทำแนวนี้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น ผมไม่อยากเห็นการเมืองที่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เบื้องหลังมีแต่เรื่องส่วนตัว หากประชาชนให้การตอบรับมากก็ถือว่าเป็นโชคดี ได้เท่าไหร่ ทำเท่านั้น และพรรคนี้จะเป็นแบบนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติเชื่อมั่นว่า ความมั่นคงทางการเมืองเกิดจากจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานที่มีมาตรฐานโดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด “รวมไทยสร้างชาติ” จะเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

การตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงแนวทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แทนที่จะเป็นเพียงการแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว การยึดมั่นในหลักการนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในระยะยาว

จุดยืนที่ชัดเจนของ “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

การเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ไม่เข้าร่วมการรวมพรรค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังสื่อสารว่า พวกเขาจะไม่ยอมแลกหลักการเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แม้ว่าหนทางนั้นอาจจะยากลำบากกว่าก็ตาม

การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน การที่พรรคการเมืองหนึ่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามอง การตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต และเป็นตัวอย่างให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ได้พิจารณาถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการและความซื่อสัตย์ต่อประชาชน

การที่พรรคการเมืองกล้ายืนหยัดในจุดยืนของตนเอง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย ที่เน้นความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การติดตามการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ และการประเมินผลงานของพวกเขาในอนาคต จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า จุดยืนที่พวกเขาได้ประกาศไว้นั้น จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับการเมืองไทยได้จริงหรือไม่

โดยสรุปเเล้ว การประกาศจุดยืน “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงทิศทางทางการเมืองที่พวกเขาต้องการสร้าง นั่นคือ การเมืองที่ยึดมั่นในหลักการ ทำงานเพื่อประชาชน และไม่ยอมจำนนต่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น การตัดสินใจนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ชัด ไม่เข้าร่วมการรวมพรรค ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

“วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ยัน! ซบภูมิใจไทยพรุ่งนี้

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ที่ล่าสุดได้ออกมาประกาศยืนยันว่าจะเดินทางไปแสดงตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้ ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงยืนยันว่าจะไม่มีการยุบพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเด็ดขาด

“วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ยันไปแสดงตัวพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้ ย้ำไม่ยุบ ชทพ. เด็ดขาด

เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นครปฐม เขต 3 สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐถึงประเด็นดังกล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ตนได้รับมอบหมายจากนายอนุชา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะตัวแทนของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ให้เดินทางไปแสดงตัวที่พรรคภูมิใจไทย พร้อมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในเวลา 11.00 น.

นายพาณุวัฒณ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าในการเลือกตั้งสมัยหน้า พวกตนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการยุบพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะรักษาพรรคชาติไทยพัฒนาไว้

ความเคลื่อนไหวของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ส่งผลอย่างไร?

การตัดสินใจของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง: การย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มนครปฐม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง และส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
  • การแข่งขันที่สูงขึ้น: การเข้ามาของกลุ่มนครปฐมในพรรคภูมิใจไทย อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นภายในพรรค และส่งผลต่อการวางตัวผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า
  • ความนิยมของพรรค: การตัดสินใจของกลุ่มนครปฐม อาจส่งผลต่อความนิยมของทั้งพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทย โดยอาจมีผู้สนับสนุนบางส่วนที่เปลี่ยนใจตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ก็ยังคงมีคำถามที่ต้องติดตามต่อไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของกลุ่มนครปฐมในพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร จะมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคชาติไทยพัฒนาในอนาคตหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวมอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรคและการรวมกลุ่มเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือการที่นักการเมืองคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ยันไปแสดงตัวพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้ ย้ำไม่ยุบ ชทพ. เด็ดขาด

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ซบเพื่อไทย ช่วยชาติ

อนุทิน ยินดี อัศวเหม เข้าร่วมพรรคเพื่อไทย หวังช่วยพัฒนาบ้านเมือง! นายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงความยินดีหลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัวตระกูลอัศวเหมจากสมุทรปราการเข้าร่วมทีม ชี้เป็นการเสริมกำลังสำคัญที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพคเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวตระกูลอัศวเหม ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไป โดยนายอนุทินกล่าวว่า “ยินดีด้วยจะได้มาช่วยบ้านเมือง” ถือเป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ร่วมงานเพื่อไทย

การตัดสินใจของตระกูลอัศวเหมที่จะเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมือง เนื่องจากตระกูลนี้มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในจังหวัดสมุทรปราการ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ การเข้าร่วมของตระกูลอัศวเหมจึงเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างมาก และอาจส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต

อนาคตทางการเมืองหลัง อนุทิน ยินดี อัศวเหม

หลังจากแสดงความยินดี อนุทิน ยินดี อัศวเหม ได้ถูกถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและตระกูลอัศวเหม โดยผู้สื่อข่าวได้ถามว่าการย้ายพรรคของตระกูลอัศวเหมนั้นถือเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง เพียงแต่ยิ้มและโบกมือ ก่อนจะเดินขึ้นรถยนต์ออกไป ท่าทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการตีความได้หลายทาง ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ที่ยังคงดีอยู่ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเบื้องหลัง

การเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยของตระกูลอัศวเหมนั้น คาดว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในการเมืองระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของตระกูลอัศวเหม พรรคเพื่อไทยอาจได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้มากขึ้น นอกจากนี้ การเข้าร่วมของตระกูลอัศวเหมยังอาจนำมาซึ่งนโยบายและการพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดสมุทรปราการ
  • การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ยังคงต้องจับตามองต่อไป เพราะอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสถานการณ์ได้อีกมาก การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และการที่ อนุทิน ยินดี อัศวเหม ก็อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยของตระกูลอัศวเหมเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยได้ในหลายมิติ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่นายอนุทินแสดงความยินดีกับการย้ายพรรคของตระกูลอัศวเหม อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคภูมิใจไทยและตระกูลอัศวเหม หรืออาจเป็นการแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจทางการเมืองของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ยินดี “อัศวเหม” ซบ พรรคเพื่อไทย บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง

Scroll to top