เลือกตั้ง 69

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล: เส้นทางสู่แคนดิเดตนายกฯ

เปิดประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้วันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ประวัติ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เป็นบุตรของ ร้อยตรีถาวร ภูวนาถนรานุบาล และ นางมันทนา ภูวนาถนรานุบาล ธีระชัยสมรสกับนางวรรณพร ภูวนาถนรานุบาล มีบุตร 3 คน คือ ธนพร ภูวนาถนรานุบาล, คณิน ภูวนาถนรานุบาล และฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล

การศึกษาของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2512 ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก London School of Economics and Political Sciences ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ต่อจากนั้นได้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง The Fellow of Chartered Accountants สถาบันการสอบบัญชีของประเทศอังกฤษ ในปี 2520 และหลักสูตร Senior Managers in Government ที่ John F. Kennedy School มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2544

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง

ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

เส้นทางการเมือง

ต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม 2566 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการเปิดตัว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ลงสนามสู้ศึก หลังจากนี้เตรียมจับตาว่าในการเลือกตั้งใหญ่ พรรคการเมืองใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะมีนโยบายอะไรบ้างที่น่าสนใจ เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกฯ พปชร. สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

เปิดประวัติ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม

เปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม หญิงแกร่ง จากนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงิน เดินเข้าถนนการเมือง สู่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นที่จับตามองสำหรับแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม ซึ่งมีการแย้มชื่อมา 2 รายชื่อด้วยกันคือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

ซึ่งในส่วนของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม นั้น ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงเช้าวันนี้ เกี่ยวกับการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม ว่า ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน ส่วนตนเองจะเป็นเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่จะส่งครบ 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ คงดูที่ความเหมาะสมมากกว่า

เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

สำหรับศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรือ อาจารย์แหม่ม เป็นนักวิชาการ เชี่ยวชาญด้านการเงินและบริหารความเสี่ยงระดับสูง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่การเมือง และได้รับตำแหน่งสำคัญในหลายกระทรวง

ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล หรือ อาจารย์แหม่ม เชี่ยวชาญวิชาการ เคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ก่อนจะถูกทาบทามมาช่วยงานรัฐบาลจนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว ซึ่งก็สามารถที่จะปรับตัวทำงานการเมืองได้ดี จนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่ในแวดวงการเมือง ที่มักจะมอบตำแหน่งสำคัญให้รับผิดชอบ

ประวัติการศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จบปริญญาตรี ด้านสถิติศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา, ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต วิทยาลัยวอร์ตันแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในด้านการทำงาน อาจารย์แหม่ม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคกล้าธรรม, อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตรองคณบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน, อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

เส้นทางการเมืองของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล

ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถือเป็นบุคคลที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่หลากหลาย ทำให้หลายคนจับตามองบทบาทของเธอในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคกล้าธรรม

การตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองของเปิดประวัติ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามอง ด้วยความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหารจัดการ ทำให้เธอมีมุมมองที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

แน่นอนว่าการแข่งขันทางการเมืองย่อมมีความท้าทาย แต่ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น เชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับประชาชน

มาร่วมติดตามบทบาทและผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในเส้นทางการเมืองไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – เปิดประวัติ “ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล” หญิงแกร่ง แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคกล้าธรรม

ตรีนุช เทียนทอง: เปิดประวัติแคนดิเดตนายกฯ พปชร.

เจาะลึกประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” ผู้มีชื่อเสียงในวงการการเมืองไทย หลานสาวของ “เสนาะ เทียนทอง” ที่ถูกเสนอชื่อเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เส้นทางการเมืองของเธอเป็นอย่างไร? ติดตามได้ในบทความนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้เปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศกำหนดวันรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคพลังประชารัฐยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 3 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง”

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง หรือ “เหน่ง” เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2515 ปัจจุบัน (ปี 2568) อายุ 53 ปี ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เธอเป็นบุตรีของนายพิเชษฐ์ และนางขวัญเรือน เทียนทอง และเป็นหลานสาวของนายเสนาะ เทียนทอง นอกจากนี้ เธอยังมีพี่น้อง ได้แก่ นายฐานิสร์ เทียนทอง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระแก้ว, นายอนุรักษ์ เทียนทอง และนายบดี เทียนทอง ในด้านชีวิตส่วนตัว น.ส.ตรีนุช สมรสกับ ศ.คลินิก นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข อธิการวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ในด้านการศึกษา น.ส.ตรีนุช จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รุ่น 18 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี 2 สาขา จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ในปี 2535 และสาขาการเงินการลงทุน จาก Western Illinois University ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2538 และปริญญาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 2540

เส้นทางการเมืองของ ตรีนุช เทียนทอง

น.ส.ตรีนุช ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สระแก้ว เป็นครั้งแรกในปี 2544 และครั้งที่ 2 ในปี 2548 โดยสังกัดพรรคไทยรักไทย ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2550 เธอได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ภายใต้สังกัดพรรคประชาราช และในปี 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ในสังกัดพรรคเพื่อไทย จนกระทั่งในปี 2561 เธอได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ และในการเลือกตั้งปี 2562 น.ส.ตรีนุช ก็ได้รับเลือกตั้งอีกครั้งเป็นสมัยที่ 5

ในวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ น.ส.ตรีนุช ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถือเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว และในปี 2566 เธอยังได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยที่ 6 และในเดือนกันยายน 2568 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 และในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของพรรคพลังประชารัฐ

การก้าวขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของผู้หญิงในเวทีการเมืองไทยที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางการเมืองของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – ประวัติ “ตรีนุช เทียนทอง” แคนดิเดตนายกฯ หญิงหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ

พลังประชารัฐเปิดตัว! 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้ศึก 2569

สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – ตรีนุช เทียนทอง – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล”

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงในปี 2569 นี้ พรรคพลังประชารัฐได้ทำการเปิดตัวผู้ที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีรายชื่อทั้งหมด 3 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญและมีบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาอย่างยาวนาน การประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ มีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเช่นกันในการศึกเลือกตั้ง 2569 ซึ่ง 3 รายชื่อ ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ควบรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและวางแผนยุทธศาสตร์ของพรรค ส่วนนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจและการเงิน

พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความพร้อมของพรรคในการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีตัวเลือกที่หลากหลาย จะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

ปัจจัยที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ มีหลายปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของแต่ละพรรค การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสความนิยมของประชาชน การที่พรรคพลังประชารัฐออกมาประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นของการแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

  • นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ: นโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต
  • ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจของประชาชน
  • กระแสความนิยมของประชาชน: ความนิยมของประชาชนที่มีต่อแต่ละพรรคการเมือง เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการเลือกตั้ง

การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ของแต่ละแคนดิเดต จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการแข่งขันทางการเมืองกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “พล.อ.ประวิตร – ตรีนุช – ธีระชัย” สู้เลือกตั้ง 2569

“ยศชนัน” ชู ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี

“ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์นำประเทศพ้นวิกฤต ชูปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ให้คนไทยได้รับโอกาสที่เท่ากัน มั่นใจ “เพื่อไทย” ทำได้

วันที่ 16 ธ.ค. 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ชีวิตตนคือภาพสะท้อนคนไทยจำนวนมากที่เติบโตจากครอบครัวข้าราชการและพยาบาล ย้ายถิ่นฐานไปหลายจังหวัด เรียนโรงเรียนประจำจังหวัด ได้รับการปลูกฝังว่า ความรู้ ความขยันคือหนทางเปลี่ยนชีวิต ประเทศไทยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ปี 2540 สามารถฟื้นตัวได้จากความเชื่อมั่นว่า คนไทยทำได้ อย่างพรรคไทยรักไทยในอดีตที่สร้างนโยบายเปลี่ยนชีวิตประชาชน ปลดวิกฤตให้ประเทศ แต่ตลอดเส้นทางเผชิญความไม่เป็นธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงปัจจุบัน ปี 2568 ประเทศไทยเผชิญPerfect Storm ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี นายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยแก้ปัญหาเหล่านี้เต็มที่ แต่สถานการณ์การเมืองไทยทำให้ต้องเปลี่ยนนายกฯ ปีละครั้ง แต่ทำได้ขนาดนี้ต้องชื่นชมอดีตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ส่วนทิศทางอนาคตประเทศไทยนั้น ถ้าวันนี้เราเลือกทำสิ่งใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ใช้ความคิดสร้างสรรค์คนไทย เชื่อว่าอนาคตที่ดีของประเทศไทยเป็นไปได้

ตั้งเป้ายกระดับรายได้ให้เร็วที่สุด

นายยศชนัน กล่าวว่า ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จะนำประเทศไทยพ้นวิกฤตที่กำลังเผชิญไปให้ได้ มีเป้าหมายยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูงให้เร็วที่สุด ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI เป็นแกนหลัก ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิมด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในส่วนภาคเกษตรกรรม, อุตสาหกรรมการผลิต, ภาคการบริการ พร้อมไปกับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากศักยภาพท้องถิ่นผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย ครอบคลุมการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ การผลิตอุตสาหกรรม และสุขภาพและคุณภาพชีวิต

ให้คนไทยได้รับโอกาสเท่ากัน

นายยศชนัน กล่าวว่า ขณะเดียวกันบทบาทภาครัฐเองต้องปรับตัว เพื่อรองรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง สิ่งรัฐบาลต้องเดินหน้า 3 ด้าน คือ 1. สร้างความมั่นคงรอบด้าน ทั้งการทหาร ความมั่นคงไซเบอร์ ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน และการรับมือ Climate Change ควบคู่การทูตที่รักษาสมดุลผลประโยชน์ของไทย 2. สร้างความเชื่อมั่นผ่านการฟื้นฟูหลักนิติธรรมคืนความยุติธรรมให้ประชาชน ใช้Digital Government สร้างความโปร่งใส ป้องกันการคอร์รัปชัน ควบคู่ไปกับ AI Transformation สร้างระบบรัฐแบบ One Stop Service 3. การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ ตั้งแต่คมนาคม, โลจิสติกส์, ความปลอดภัยด้วย AI, โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, พลังงานสะอาด, สวัสดิการ, การศึกษา, วิจัย และนวัตกรรม รองรับเศรษฐกิจใหม่และยกระดับเศรษฐกิจเดิม ให้ความสำคัญการเตรียมคนให้สอดรับการวางโครงสร้างรากฐานเศรษฐกิจใหม่ คนไทยทุกคนต้องได้รับโอกาสเติบโตที่เท่ากัน จะเกิดที่ไหนในแผ่นดินไทยก็เป็นคนไทย ต้องได้รับโอกาสเท่ากัน ไม่ได้ทำเพื่อพรรคการเมืองใด แต่ทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง มีหัวใจอยู่ที่ประชาชน 

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่การเดินทางของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการเดินทางให้เรากลับมาช่วยสร้างประเทศขึ้นใหม่อีกครั้ง “วันนี้ทุกคนจากพรรคไทยรักไทยที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ทุกคนกลับมาที่บ้านของพวกเรา บวกกับคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทย มารวมกัน มั่นใจว่า เราทำได้ เริ่มจากวันนี้ เวลานี้ วินาทีนี้ ยกเครื่องประเทศไทย ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน”

“ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์นำประเทศพ้นวิกฤต ชูปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี

การที่นายยศชนันได้แสดงวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ

ทำไมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ถึงสำคัญ?

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วนของการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจ การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถ:

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต
  • สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ
  • ลดต้นทุนในการดำเนินงาน
  • เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, การขาดแคลนทรัพยากร และการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศให้ก้าวทันโลก และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชน

การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกัน เราเชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี ได้สำเร็จ และก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ยศชนัน” แสดงวิสัยทัศน์นำประเทศพ้นวิกฤต ชูปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ – เทคโนโลยี

กล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

พรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” ในช่วงบ่ายวันนี้ พร้อมชู “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง สร้างความฮือฮาในวงการการเมือง

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมนำอดีต สส. และสมาชิกในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคกล้าธรรมในวันนี้ โดยกล่าวว่า “ยอมรับว่ากลุ่มนายเฉลิมชัยจะมาสมัครวันนี้ ส่วนจะมากี่คนนั้นขอให้รอดูเที่ยงวันนี้ ซึ่งเราเชิญทุกพรรค โดยวันนี้จะเป็นการเปิดแค่กลุ่มของนายเฉลิมชัยก่อน”

การได้กลุ่มของนายเฉลิมชัยมาร่วมงาน จะส่งผลให้พรรคกล้าธรรมมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ นางนฤมลกล่าวว่า “แน่นอน รวมถึงภาคอื่นด้วย ซึ่งตอนนี้จะมีสมาชิกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และจะมีการทยอยเปิดตัวไป และเมื่อ กกต. เปิดรับสมัครแล้วก็คงจะมีความชัดเจนขึ้น” การขยายฐานเสียงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรมในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” ชู “ธรรมนัส” นายกฯ

เมื่อถามถึงเป้าหมายจำนวน สส. ที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มขึ้นหลังจากการมีสมาชิกใหม่เข้ามา นางนฤมลตอบว่า “น่าจะอยู่ในลักษณะเดิม ตัวเลขใกล้เคียงกับครั้งที่แล้ว” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในฐานเสียงเดิมของพรรค และความคาดหวังที่จะรักษาจำนวนที่นั่ง สส. ไว้ได้

ในส่วนของการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรม นางนฤมลกล่าวว่า “ยังไม่ได้คุยกัน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 แน่นอน” การเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ที่จะนำพาพรรคกล้าธรรมไปสู่ความสำเร็จ

ร.อ.ธรรมนัส แคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่ง พรรคกล้าธรรม

นางนฤมลยังกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ตนเองจะได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วยว่า “ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน” และเมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบทั้ง 3 คน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง นางนฤมลตอบว่า “คงไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น ดูที่ความเหมาะสมมากกว่า” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ และการพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสม

การเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” เข้าพรรคกล้าธรรม และการเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของพรรคกล้าธรรมในการสร้างความน่าสนใจ และดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคกล้าธรรม จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองอย่างไร และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การแข่งขันทางการเมืองกำลังเข้มข้นขึ้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจในที่สุด

พรรคกล้าธรรมเปิดตัว “เฉลิมชัย” และชู “ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคและประเทศชาติ

ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมในการเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” และเสนอชื่อ “ร.อ.ธรรมนัส” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงและเพิ่มโอกาสในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของพรรคยังคงขึ้นอยู่กับการสนับสนุนจากประชาชนและการตอบรับนโยบายของพรรค

ที่มา – พรรคกล้าธรรม จ่อเปิดตัวกลุ่ม “เฉลิมชัย” บ่ายนี้ ชู “ร.อ.ธรรมนัส” แคนดิเดตนายกฯ

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หลังถูกแจ้งความฐานไม่ดำเนินการปมแม่โพสต์ทะเบียนราษฎรคู่กรณี ตรวจสอบแล้วไม่เข้าข่ายผิด 157 หากไม่ใช่เกมการเมืองก็น่าเห็นใจ ย้ำเคียงข้าง แต่ไม่มีเข้าข้าง

เมื่อเวลา 08.27 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงเรื่องถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่ นางกรุณา ชิดชอบ มารดา นำทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นมาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ว่า กรณีดังกล่าวถ้าไม่ใช่เกมการเมือง ก็เห็นใจผู้ที่ร้องเรียน ตอนแรกก็คิดว่ามีความผิดเหมือนกัน แต่ภายหลังทราบว่าเรื่องนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 157 ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ชี้แจงในข้อกฎหมายแล้ว จึงยืนยันว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และตนเองไม่ได้เข้าข้างแน่นอน

“พอมีเรื่องของการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีทางจะเข้าข้าง วันนั้นถึงได้มีการแนะนำและให้สัมภาษณ์ไปด้วยว่า พอมีการตรวจสอบแล้วก็ไม่เข้าข่าย PDPA จริงๆ แต่อาจจะต้องดำเนินการในเรื่องของหมิ่นประมาท ดังนั้นแม้จะยืนเคียงข้างแม่ แต่ก็ไม่มีทางเข้าข้าง ถ้าเป็นเรื่องการกระทำผิดทางกฎหมาย”

ส่วนคำถามว่ามองอย่างไรที่มีการแจ้งความในช่วงใกล้เลือกตั้ง นายไชยชนก ย้ำว่า อย่างที่บอกถ้าไม่ใช่เกมการเมืองก็น่าเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะสุดท้ายแล้วหากเป็นเกมการเมืองก็คงได้รับกรรมอยู่ดี เพราะตนเองดำเนินการทุกอย่างเรื่องสแกมเมอร์ และไม่มีทางจะหยุดในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน นายไชยชนก ยังเปิดเผยด้วยว่า เรื่องนี้ได้คุยกับแม่แล้ว ท่านก็เป็นห่วงและรู้สึกผิด มีความกังวลว่าจะกระทบกับตนเองและกระแสหรือไม่ แต่ก็ยืนยันไปว่าดำเนินการทุกอย่างเต็มที่แล้ว ผิดก็ว่ากันตามผิด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และได้บอกกับแม่ว่าไม่ต้องคิดมาก.

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้าง

จุดยืนของไชยชนก: ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

จากกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ ถูกแจ้งความดำเนินคดี ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับหลักการ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองบ้านเมือง เพราะเป็นการรับประกันว่าทุกคน ไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมอย่างไร จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันจึงเป็นรากฐานของความยุติธรรมและความสงบสุขในสังคม

กรณีของนายไชยชนก สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายในบางครั้ง การตีความกฎหมาย และการพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวและหน้าที่สาธารณะ แม้ว่านายไชยชนก จะมีความผูกพันทางสายเลือดกับผู้ถูกกล่าวหา แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย และพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

การที่นายไชยชนก ยืนยันว่า “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการปกครองด้วยกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงใกล้เลือกตั้ง ก็อาจทำให้เกิดข้อสังเกตและคำถามต่างๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมือง นายไชยชนก เองก็ตระหนักถึงประเด็นนี้ และได้แสดงความเห็นว่า หากไม่ใช่เกมการเมือง ก็น่าเห็นใจผู้ที่ร้องเรียน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ หลักการ “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สังคมโดยรวมมีความสงบสุขและเจริญก้าวหน้า

ที่มา – “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้าง

กลุ่มเฉลิมชัย ซบกล้าธรรมพรุ่งนี้! ยศสิงห์มาด้วย

“ก๊วนเฉลิมชัย” เตรียมเปิดตัวเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม (กธ.) อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ พร้อมด้วยนายยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง ขอเว้นวรรคทางการเมืองและส่งบุตรชายลงสมัครแทน

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตา โดยพรรคกล้าธรรมเตรียมเปิดตัวอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) จากกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ซึ่งนำโดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เพื่อร่วมสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2569 ที่จะมาถึงนี้

รายชื่อผู้ที่จะเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • นายประมวล พงศ์ถาวราเดช อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์
  • นายจักรพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ อดีต สส.ประจวบคีรีขันธ์
  • นายชาตรี หล้าพรหม อดีต สส.สกลนคร
  • นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อดีต สส.อุบลราชธานี
  • น.ส.สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต สส.พัทลุง
  • ว่าที่ร้อยโท ยุทธการ รัตนมาศ อดีต สส.นครศรีธรรมราช
  • พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ อดีต สส.สงขลา
  • นายยูนัยดี วาบา อดีต สส.ปัตตานี
  • นายฐิตินัย ตั้งบูรพากิจ สจ. ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยตนเอง

ในส่วนของนายเดชอิศม์ ขาวทอง อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.สงขลา เขต 5 จะไม่ลงสมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่จะส่งนายวงศ์วชิระ ขาวทอง บุตรชาย ลงสมัครแทน นอกจากนี้ น.ส.สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาของนายเดชอิศม์ อดีต สส.สงขลา เขต 6 ก็จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเช่นกัน โดยจะส่งผู้สมัครคนอื่นลงแทน ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง บุตรชายอีกคนของนายเดชอิศม์ ยังคงสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

นอกจากนี้ นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีต สส.บัญชีรายชื่อ รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และนายสันต์ แซ่ตั้ง อดีต สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แกนนำกลุ่มชลบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะเปิดตัวเข้าร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมในวันที่ 16 ธันวาคม พร้อมกับ จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะมาร่วมงานด้วย

เหตุผลสำคัญในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมของนายชัยวัฒน์คือเรื่องของพื้นที่เขตในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและไม่ทับซ้อนกับนายอิทธิ ศิริลัทธยากร

กลุ่มเฉลิมชัย กับก้าวต่อไปทางการเมือง

การเปิดตัวใหญ่ของผู้สมัคร สส. ทั่วประเทศของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในวันที่ 2 ธันวาคม และเลื่อนมาเป็นวันที่ 22 ธันวาคม ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวพร้อมกันภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดรับสมัครและมีการจับเบอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้การย้ายเข้ากลุ่มเฉลิมชัยครั้งนี้ เป็นที่น่าจับตามอง

ทำไมการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรมของกลุ่มเฉลิมชัยจึงน่าสนใจ?

การตัดสินใจของ กลุ่มเฉลิมชัย ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่อดีต สส. และ สจ. ที่มีประสบการณ์มารวมตัวกัน จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคกล้าธรรม และเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้งมากขึ้น นอกจากนี้ การที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เว้นวรรคและส่งบุตรชายลงสมัครแทน ก็เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

การตัดสินใจของ กลุ่มเฉลิมชัย ในการเข้าร่วมพรรคกล้าธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำเสนอนโยบายใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นโอกาสสำคัญที่พรรคกล้าธรรมจะได้พิสูจน์ตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้ผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ที่มา – กลุ่มเฉลิมชัย เข้าซบกล้าธรรมพรุ่งนี้ “ยศสิงห์” มาด้วย ส่วน “เดชอิศม์” ขอเว้นวรรค

บ้านใหญ่มาตามนัด! สุชาติ-วราวุธ ซบ ภท. สู้ศึกเลือกตั้ง 69

“ภูมิใจไทย” คึกคัก บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” มาครบ สมัครสมาชิกพรรค จับตา อดีต สส. เพื่อไทย-ปชป. จ่อร่วมทัพสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเช้าวันนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก ถือเป็นวันแรกที่พรรคภูมิใจไทย เปิดรับสมัครสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เพื่อให้ทันกรอบระยะเวลา 30 วันที่ผู้สมัครต้องสังกัดพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา อดีต สส. และกลุ่มการเมืองต่างทยอยเดินทางเข้าสมัครสมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่น่าจับตา เช่น “กลุ่ม 16” นำโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายสุชาติ ยืนยันว่า อดีต สส.ในกลุ่มจะเดินทางมาสมัครครบทั้ง 16 คนในวันนี้

ขณะเดียวกัน นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้นำ สส. ในสังกัดเข้าร่วมสมัครกับพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2569 เช่นกัน

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้เดินทางเข้ามาที่พรรคภูมิใจไทย โดยเอกนัฏจะเข้ามารับผิดชอบพื้นที่เขตเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ส่วนไฮไลต์อยู่ที่ช่วงเที่ยงวันนี้ เวลา 12:30 น. นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะสลัดเสื้อสีชมพู มาสวมเสื้อสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย สส. อีก 12 คน เข้าสังกัดพรรคอย่างเป็นทางการ

ส่วนในช่วงบ่ายวันนี้ พรรคภูมิใจไทยจะมีการประชุมพรรค ซึ่งถือเป็นการคิกออฟ สู่สนามการเลือกตั้งอย่างเต็มตัว โดยมีวาระสำคัญคือการเตรียมความพร้อมและคัดเลือกผู้สมัครที่จะลงรับเลือกตั้ง ซึ่งพรรคตั้งเป้าหมายจะต้องส่งผู้สมัครให้ครบ 500 คน แบ่งเป็น สส.เขต 400 คน และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ยังมีอดีต สส.กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาชน ที่พรรคเดิมไม่ได้ส่งลงสมัครต่อ มาติดต่อขอเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

นอกจากนี้ นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพันลภ อดีต สส.อุบลราชธานี และนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร อดีต สส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย จะเดินทางมาแสดงเจตจำนงเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังมีอดีต สส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายคน จ่อตามมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยด้วย

บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

การย้ายพรรคครั้งใหญ่ของกลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าการแข่งขันในสนามเลือกตั้งครั้งนี้จะดุเดือดอย่างแน่นอน การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดนักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งเช่นกลุ่มนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความน่าสนใจของพรรคในการเป็นทางเลือกทางการเมือง

ทำไมการย้ายพรรคของกลุ่มนี้ถึงสำคัญต่อการเลือกตั้ง 69

การที่กลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น, นายวราวุธ ศิลปอาชา, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 69 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพรรคภูมิใจไทย: การได้นักการเมืองมากประสบการณ์และมีฐานเสียงที่มั่นคงเข้ามา จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของพรรคในการเลือกตั้ง
  • เปลี่ยนแปลงขั้วการเมือง: การย้ายพรรคของกลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วทางการเมือง และอาจนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลผสมในรูปแบบใหม่
  • สร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง: กลุ่มของนายสุชาติ, นายวราวุธ, และนายเอกนัฏ ต่างก็มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ของตนเอง การเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง

บ้านใหญ่มาตามนัด การย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มใหญ่ จะส่งผลต่อการแข่งขันในการเลือกตั้ง 69 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป

จับตาดูให้ดี! การเลือกตั้งครั้งหน้าสนุกแน่นอน มาร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่าลืมออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงของท่านเพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – บ้านใหญ่มาตามนัด กลุ่ม “สุชาติ-วราวุธ-เอกนัฏ” เข้าสมัครสมาชิกพรรคภูมิใจไทย สู้ศึกเลือกตั้ง 69

Scroll to top