เวียดนาม

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก สถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ทำให้กัมพูชาต้องปรับกลยุทธ์การนำเข้าเชื้อเพลิงอย่างเร่งด่วน

กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชา นายแก้ว โรตตะนัก (Keo Rottanak) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า กัมพูชากำลังเพิ่มปริมาณการนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อชดเชยการขาดแคลนจากเวียดนามและจีนที่เริ่มจำกัดการส่งออก สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนให้กับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงและเส้นทางขนส่งถูกขัดขวาง

ผลกระทบต่อปั๊มน้ำมันและการสำรองเชื้อเพลิง

จากข้อมูลของนายแก้ว ปั๊มน้ำมันประมาณ 1 ใน 3 จากทั้งหมด 6,300 แห่งทั่วกัมพูชา ปิดตัวลงชั่วคราวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากความไม่แน่นอนของราคาและการจัดส่งเชื้อเพลิง โชคดีที่สถานการณ์ดีขึ้น ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 5.77 ที่ยังปิดอยู่ กัมพูชาไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง จึงพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด โดยปกติมีสำรองเชื้อเพลิงอย่างดีเซล น้ำมันเบนซิน LPG และน้ำมันอากาศยานได้ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ เวียดนามและจีนประกาศจำกัดส่งออกเชื้อเพลิงจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม เพื่อรักษาสต็อกในประเทศ ขณะที่ไทยซึ่งเคยเป็นแหล่งนำเข้าหลัก ห้ามส่งออกมาตั้งแต่กรกฎาคม 2568 หลังเกิดความขัดแย้งชายแดน

  • ปี 2567: นำเข้าจากไทยและเวียดนาม 60%
  • จากสิงคโปร์และมาเลเซีย 30%
  • จากจีน 7% (ข้อมูลจาก ITC)

ข้อมูลการนำเข้าล่าสุดและพันธมิตรระดับโลก

บริษัทวิเคราะห์ Kpler รายงานว่า การส่งออกเบนซินและดีเซลจากสิงคโปร์-มาเลเซียไปกัมพูชาใน 18 วันแรกของมีนาคม 2569 สูงขึ้น 25% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ลดลง 40% นายแก้วยืนยันว่ายังนำเข้าจากจีนได้บ้าง แต่พึ่งพาพันธมิตรใหญ่อย่าง Total และ Chevron ที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยง

นอกจากนี้ กัมพูชากำลังเจรจากับ Woodside Energy จากออสเตรเลีย เพื่อนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับโรงไฟฟ้าแห่งแรก คาดเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

สถานการณ์กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออกนี้ สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจกัมพูชาที่ต้องปรับตัวท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลก ในอนาคต การกระจายแหล่งนำเข้าจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพ ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวพลังงานและเศรษฐกิจภูมิภาค สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – กัมพูชาหันนำเข้าเชื้อเพลิงจากสิงคโปร์-มาเลเซีย หลังเวียดนาม-จีนจำกัดส่งออก

เวียดนาม ราคาน้ำมันพุ่ง! แห่ค้นรถยนต์ไฟฟ้า 5 แสนครั้ง

เวียดนามกำลังเผชิญวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ประชาชนจำนวนมากหันไปสนใจทางเลือกใหม่อย่างเวียดนาม ราคาน้ำมันพุ่ง รถยนต์ไฟฟ้ากันถล่มทลาย จากข้อมูลล่าสุด ชาวเวียดนามค้นหาข้อมูลรถยนต์ไฟฟ้ากว่า 512,000 ครั้งในช่วงสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน สะท้อนถึงความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เวียดนาม ราคาน้ำมันพุ่ง รถยนต์ไฟฟ้า

ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม รัฐบาลเวียดนามปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกถึง 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์เท่านั้น! ส่งผลให้คำค้นหา “gasoline” และ “diesel” พุ่งสูงถึงเกือบ 7 ล้านครั้งระหว่างวันที่ 1-12 มีนาคม ตามรายงานของ Cốc Cốc Research ตัวชี้วัดการค้นหานี้ชัดเจนมาก โดยเฉพาะวันที่ 5, 7 และ 9 มีนาคม ที่การค้นหาน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด 164%, 95% และ 81% ตามลำดับสำหรับ gasoline

ราคาน้ำมันเวียดนามปรับขึ้นอย่างไร

ประกาศล่าสุดจากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 มีนาคม มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 23.45 น. รัฐปรับราคาดังนี้:

  • น้ำมัน RON95-III: เพิ่ม 2,080 ดอง/ลิตร เป็น 29,120 ดอง/ลิตร
  • น้ำมัน E5 RON92: เพิ่ม 1,350 ดอง/ลิตร เป็น 26,570 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันดีเซล 0.05S: เพิ่ม 480 ดอง/ลิตร เป็น 30,710 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันเตา Mazut: เพิ่ม 3,380 ดอง/กก. เป็น 24,700 ดอง

มีเพียงน้ำมันก๊าดที่ลดลง 2,710 ดอง/ลิตร เหลือ 32,380 ดองเท่านั้น การปรับครั้งนี้สอดคล้องกับมติรัฐบาลหมายเลข 36 ที่ให้ปรับราคาทันทีหากราคาตลาดโลกระลอกขึ้น 7% และรัฐยังดึงเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน (Fuel Price Stabilisation Fund) ครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อช่วยเหลือ 4,000-5,000 ดอง/ลิตร แต่เป็นเพียงบรรเทา ไม่ใช่ตรึงราคา สะท้อนว่ารัฐบาลเวียดนามกำลังปล่อยให้ราคาสะท้อนตลาดโลกมากขึ้น

รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มาแรงเพราะอะไร

เมื่อเวียดนาม ราคาน้ำมันพุ่ง รถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นคำฮอต โดยเฉพาะช่วง 9-11 มีนาคม การค้นหา EV พุ่งเกือบ 3 เท่า ผู้บริโภคเริ่มคิดจริงจังกับการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้า เพราะค่าใช้จ่ายน้ำมันสูงลิ่ว ในเวียดนาม ตลาด EV กำลังเติบโต VinFast ผู้ผลิตรถยนต์เวียดนามชั้นนำกำลังผลักดัน EV อย่างหนัก รัฐบาลก็สนับสนุนด้วยนโยบายลดภาษีนำเข้าและส่งเสริมสถานีชาร์จ ทำให้ EV ราคาถูกลงและเข้าถึงง่าย

นอกจากนี้ แนวโน้มโลกก็หนุน EV เช่นกัน Tesla, BYD และค่ายอื่นๆ แย่งส่วนแบ่งตลาดเวียดนาม ผู้บริโภคไม่เพียงมองเรื่องประหยัดน้ำมัน แต่ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าในไทย ก็อาจได้แรงบันดาลใจจากกรณีเวียดนามนี้

สรุปแล้ว เวียดนาม ราคาน้ำมันพุ่ง รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเป็นกระแสที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน ในอนาคต EV อาจครองตลาดเวียดนามและภูมิภาคอาเซียน ลองนึกภาพหากราคาน้ำมันไทยพุ่งแบบนี้ เราจะพร้อมเปลี่ยนไปใช้ EV หรือยัง? แชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสาร EV เพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดโอกาส!

ที่มา – เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้เกิดการขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วโลก รัฐบาลเวียดนามจึงออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหานี้

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจและสถานประกอบการ ส่งเสริมให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและการเดินทางที่ไม่จำเป็น ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้น้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางวิกฤตอุปทานน้ำมันที่หยุดชะงักจากสงครามในตะวันออกกลาง

เวียดนามซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นหลัก ได้รับผลกระทบหนักหน่วง โดยข้อมูลจาก Petrolimex ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุด ระบุว่าราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 32% น้ำมันดีเซลเพิ่ม 56% และน้ำมันก๊าดสูงถึง 80% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดภาพแถวยาวเหยียดตามสถานีบริการน้ำมันในกรุงฮานอยและเมืองใหญ่

ผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อเวียดนาม

สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าอาจแตะ 140 ดอลลาร์หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย เวียดนามซึ่งมีความต้องการน้ำมันปี 2025 อยู่ที่ 28.6 ล้านลูกบาศก์เมตร ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า แม้มีโรงกลั่นในประเทศอย่าง Nghi Son และ Binh Son แต่ก็ไม่เพียงพอ

มาตรการประหยัดน้ำมันที่รัฐบาลแนะนำ

นอกจากเวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการอื่นๆ ดังนี้

  • สำหรับภาคธุรกิจ: สนับสนุน Work from Home ปรับปรุงโลจิสติกส์ ลดการตีรถเปล่า และพัฒนาพลังงานหมุนเวียน
  • สำหรับประชาชน: ใช้ระบบคาร์พูล (Carpool) ขนส่งสาธารณะ และปฏิบัติตามเคล็ดลับประหยัดน้ำมัน
    • ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดนานเกิน 1 นาที
    • หลีกเลี่ยงการเบรกหรือเร่งกะทันหัน
    • ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ E5 และ E10

นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง ได้ติดต่อผู้นำคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยตรง เพื่อขอรับประกันการส่งออกน้ำมันดิบ นอกจากนี้ยังยกเว้นภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภทจนถึงสิ้นเดือนเมษายน และระดมน้ำมันสำรอง 4 ล้านบาร์เรลจากพันธมิตร

กระทรวงฯ ยังขอความร่วมมือไม่กักตุนหรือเก็งกำไรน้ำมัน ห้ามตื่นตระหนก และแจ้งเบาะแสหากพบสถานีบริการขายเกินราคาหรือหยุดขายโดยไม่มีเหตุผล

บทเรียนสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

สถานการณ์เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมันนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยเตรียมรับมือวิกฤตพลังงาน โดยไทยควรส่งเสริม Work from Home ในระยะยาว พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน EV และพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลาง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยประหยัดน้ำมันในระยะสั้น แต่ยังเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หากเวียดนามทำสำเร็จ จะเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับอาเซียน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมันนี้? ไทยควรนำไปปรับใช้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนัก

ที่มา – เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

ขีดเส้น 31 มี.ค. นายจ้างรีบยื่นต่อใบอนุญาตแรงงานลาวเมียนมา

สวัสดีครับเพื่อนๆ เจ้านายทั้งหลายที่กำลังใช้แรงงานต่างด้าวจากลาว เมียนมา และเวียดนามอยู่ ถ้าคุณยังไม่อยากปวดหัวกับเรื่องกฎหมายแรงงาน ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ให้เรียบร้อยนะครับ รัฐบาลเขาขีดเส้นชัดเจนเลย ถ้าพลาดเดดล็อคทั้งนายจ้างไทยและลูกจ้างต่างด้าวเลยทีเดียว วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่าต้องทำยังไงบ้าง จะได้ไม่พลาดโอกาส

ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

ตามที่รัฐบาลประกาศตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้แรงงานสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่ใบเก่าหมดอายุ 31 มี.ค. 2569 อีก 1 ปี จนถึง 31 มี.ค. 2570 แต่ต้องยื่นผ่านระบบออนไลน์ eworkpermit.doe.go.th ให้ทันนะครับ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกชัดว่าถ้าพ้นกำหนดแล้วกรมการจัดหางานตรวจเจอ มีลงโทษหนักทั้งสองฝ่ายเลย

ทำไมถึงสำคัญขนาดนี้? เพราะแรงงานกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โรงงานผลิต และบริการต่างๆ ถ้าขาดไป ธุรกิจสะดุดแน่นอน ปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวกว่า 2 ล้านคน โดยเฉพาะ 3 สัญชาตินี้กว่า 1 ล้านคน ถ้าทุกคนทำถูกกฎหมาย ทุกฝ่ายก็ win-win กันหมด

ขขั้นตอนยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม ก่อนขีดเส้น 31 มี.ค.

ไม่ต้องกังวลครับ ระบบออนไลน์ทำให้ง่ายขึ้นมาก นายจ้างเป็นคนยื่นแทนลูกจ้างได้เลย ขั้นตอนหลักๆ มีดังนี้:

  • ขั้นตอนที่ 1: ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตทำงานผ่าน eworkpermit.doe.go.th พร้อมเอกสาร เช่น ใบรับรองแพทย์ ประกันสุขภาพหรือประกันสังคม เอกสารนายจ้าง ชำระค่ายื่น 100 บาท/ฉบับ และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 900 บาท/ฉบับ ต้องทำก่อน 31 มี.ค. 2569
  • ขั้นตอนที่ 2: รอนายทะเบียนพิจารณา ระหว่างนี้ใช้ทะเบียนใบอนุญาตเป็นหลักฐานทำงานได้ชั่วคราว จนกว่าจะได้ใบใหม่ แรงงานอยู่และทำงานต่อได้ถึง 31 มี.ค. 2570
  • ขั้นตอนที่ 3: แรงงานต้องไปตรวจลงตราวีซ่าหรือขออนุญาตอยู่ชั่วคราวให้เสร็จภายใน 28 ก.ย. 2569 แล้วอัพโหลดเอกสารครบในระบบ

เตรียมเอกสารให้พร้อมล่วงหน้าเลยครับ เช่น พาสปอร์ตหรือเอกสารแทน รูปถ่าย และหลักฐานอื่นๆ ถ้ามีปัญหาเรื่องเอกสาร สามารถขอคำปรึกษาได้ ห้ามปล่อยให้เลยเดดไลน์เด็ดขาด!

ผลที่ตามมาถ้าพลาดขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

ถ้าถูกตรวจเจอทำงานผิดกฎหมาย นายจ้างโดนปรับสูงสุด 800,000 บาท ต่อแรงงาน 1 คน แรงงานเองก็โดนปรับ ขับออกนอกประเทศ และแบนกลับมาทำงานไม่ได้อีก อย่าคิดว่าไม่เป็นไรนะครับ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มมาก โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

นอกจากนี้ การยื่นต่อถูกต้องยังช่วยให้นายจ้างเข้าถึงสิทธิประโยชน์ เช่น ลดหย่อนภาษี สนับสนุนจากรัฐ และลูกจ้างก็มีสวัสดิการดีขึ้น ธุรกิจยั่งยืนกว่าเดิมเยอะ

มีเคสจริงจากโรงงานในสมุทรปราการที่ลืมยื่น โดนปิดกิจการชั่วคราว ปรับเป็นล้าน ต้องรีสตาร์ทใหม่หมด ถ้าคุณไม่อยากเจอแบบนี้ รีบเช็คสถานะลูกจ้างแต่ละคนเลยครับ

คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับนายจ้าง

1. ใช้แอป DOL WORKPOINT ช่วยจัดการข้อมูลได้สะดวก
2. จัดอบรมลูกจ้างเรื่องกฎหมาย เพื่อป้องกันปัญหา
3. วางแผนงบค่าธรรมเนียมล่วงหน้า คิดเฉลี่ยคนละ 1,000 บาท
4. ถ้ามีหลายคน จัดทีมยื่นพร้อมกันประหยัดเวลา

ถ้าสงสัยอะไร โทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 หรือไปสำนักงานจัดหางานใกล้บ้านได้เลยครับ

สรุปนะครับ ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม เป็นโอกาสทองให้ธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างถูกต้อง รีบดำเนินการวันนี้ ผ่านเว็บ eworkpermit.doe.go.th แล้วธุรกิจคุณจะมั่นคง ไม่ต้องกังวลเรื่องกฎหมายอีกต่อไป ลุยเลยครับ!

คำถามยอดฮิต:

  • ยื่นสายได้ไหม? ไม่ได้ครับ ต้องก่อน 31 มี.ค. 2569
  • เอกสารแพทย์ต้องอายุเท่าไหร่? ไม่เกิน 3 เดือน
  • แรงงานที่อยู่นอกประเทศล่ะ? ต้องกลับมาดำเนินการ

การปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่ภาระ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตธุรกิจที่ยั่งยืนครับ

ที่มา – ขีดเส้น 31 มี.ค. นี้ นายจ้าง ต้องรีบยื่นต่อใบอนุญาตทำงานแรงงาน ลาว เมียนมา เวียดนาม

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการบินเอเชียเลยทีเดียว! ด้วยมูลค่ากว่า 1.08 ล้านล้านบาท สัญญานี้ไม่เพียงแสดงถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมการบินเวียดนาม แต่ยังเป็นสัญญาณบวกต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สายการบินเวียดนาม 3 รายใหญ่ ได้แก่ เวียดนาม แอร์ไลน์, ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์ และเวียตเจ็ต ได้ลงนามข้อตกลงกับบริษัทโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินชั้นนำจากสหรัฐฯ เพื่อสั่งซื้อเครื่องบินรุ่นใหม่รวมกว่า 90 ลำ มูลค่ารวมประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.08 ล้านล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน)

สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ: รายละเอียดสำคัญ

การลงนามครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเยือนสหรัฐฯ ของนายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่เข้าร่วมการประชุมเปิดตัวคณะกรรมการ Board of Peace โครงการริเริ่มของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งระดับโลก นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาข้อตกลงการค้าใหม่ระหว่างสองประเทศ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก

เวียดนาม แอร์ไลน์: สายการบินแห่งชาตินำทัพ

เวียดนาม แอร์ไลน์ สายการบินแห่งชาติ ได้เซ็นสัญญามูลค่า 8,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 291,600 ล้านบาท) เพื่อซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 737-8 จำนวน 50 ลำ โดยกำหนดรับมอบระหว่างปี 2573-2575 คาดว่าจะทำให้ฝูงบินรวมเพิ่มเป็น 151 ลำ ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ยังเจรจาซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างเพิ่มอีก 30 ลำ มูลค่าสูงสุด 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (432,000 ล้านบาท) ซึ่งจะช่วยขยายเส้นทางบินระยะไกล

ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์: สายการบินใหม่ไฟแรง

ซัน ฟุก๊วก แอร์เวย์ สายการบินหน้าใหม่จากเกาะฟุก๊วก ได้ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 787-9 ดรีมไลเนอร์ 40 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (810,000 ล้านบาท) เครื่องบินรุ่นนี้มีจุดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมันและบินไกลได้ ทำให้เหมาะกับการขยายเครือข่ายสู่ยุโรปและอเมริกา

เวียตเจ็ต: ต้นทุนต่ำแต่ไม่ธรรมดา

เวียตเจ็ต สายการบินโลว์คอสต์ยอดนิยม ทำข้อตกลงด้านการเงินมูลค่า 965 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (34,740 ล้านบาท) กับ Griffin Global Asset Management เพื่อซื้อโบอิ้ง 737-8 อีก 6 ลำ ช่วยเสริมกำลังฝูงบินให้รองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

นอกจากรายละเอียดการสั่งซื้อแล้ว สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ ยังสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตอย่างรวดเร็ว GDP ขยายตัวเฉลี่ย 6-7% ต่อปี ทำให้ความต้องการเดินทางทางอากาศพุ่งสูง โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวและธุรกิจ

  • ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรม: เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดต้นทุนเชื้อเพลิง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องบินใหม่
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: สร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ในภาคการบินและโลจิสติกส์
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เสริมแกร่งพันธมิตรสหรัฐฯ-เวียดนาม ท่ามกลางสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

นักวิเคราะห์จาก Bloomberg และ Reuters มองว่า ดีลนี้เป็น ‘win-win’ สำหรับทั้งสองฝ่าย โบอิ้งได้ยอดสั่งซื้อมหาศาล ขณะที่เวียดนามก้าวสู่การเป็นฮับการบินอาเซียนตัวจริง

ในมุมมองของผู้เขียน สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ คือสัญญาณว่าอาเซียนกำลังบูม! หากคุณสนใจลงทุนหรือวางแผนท่องเที่ยวเวียดนาม ลองติดตามพัฒนาการนี้ หากมีโอกาสบินเวียดนามแอร์ไลน์รุ่นใหม่ อย่าลืมแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – สายการบินเวียดนาม ลงนามซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 90 ลำ

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ สร้างความฮือฮาและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมเกาหลีใต้และนานาชาติ กรณีเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นคนหนึ่งเสนอไอเดียสุดช็อกเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลก

เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

นายคิม ฮี-ซู หัวหน้าคณะบริหารเขตจินโด ทางตอนใต้ของเกาหลีใต้ กลายเป็นข่าวใหญ่หลังจากออกโรงเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์ว่า ควร “นำเข้าหญิงสาว” จากเวียดนามหรือศรีลังกา เพื่อให้ไปแต่งงานกับชายหนุ่มในชนบท หวังกระตุ้นอัตราการเกิดที่กำลังร่วงลงอย่างน่าตกใจ คำพูดนี้หลุดออกมาช่วงการประชุมหารือเรื่องควบรวมการบริหารท้องถิ่น ซึ่งเป็นมาตรการที่หลายพื้นที่กำลังพิจารณาเพราะประชากรหดตัว

เกาหลีใต้เผชิญปัญหาอัตราการเกิดต่ำสุดในโลก โดยปีล่าสุดอยู่ที่ 0.72 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน หากแนวโน้มนี้ไม่เปลี่ยน ประชากร 51 ล้านคนอาจเหลือครึ่งหนึ่งใน 60 ปีข้างหน้า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการ สาเหตุหลักมาจากค่าครองชีพสูง วัฒนธรรมการทำงานหนัก และทัศนคติต่อการแต่งงานที่เปลี่ยนไป

กระแสวิจารณ์ถล่มทลายและการประท้วงจากเวียดนาม

คำพูดของนายคิมจุดชนวนความไม่พอใจทันที ชาวเน็ตเกาหลีใต้และนานาชาติรวมตัวประณามว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนและลดทอนคุณค่าผู้หญิง ทูตเวียดนามประจำเกาหลีใต้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ระบุว่าคำพูดนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออก แต่สะท้อนทัศนคติเชิงลบต่อผู้หญิงข้ามชาติและชนกลุ่มน้อย

  • ถูกมองว่าเหมารวมผู้หญิงต่างชาติเป็น “สินค้า” เพื่อแก้ปัญหาภายใน
  • ละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมทางเพศ
  • อาจกระตุ้นความเกลียดชังต่อชาวเวียดนามในเกาหลีใต้

นายคิมรีบออกมาขอโทษทันที ยอมรับว่าถ้อยคำ “ไม่เหมาะสม” และตั้งใจเน้นปัญหาประชากรชนบทเท่านั้น รัฐบาลจังหวัดชอลลาใต้ก็ขอโทษต่อสาธารณะเช่นกัน แต่ไม่ช่วยลดกระแสโกรธ สุดท้ายพรรคประชาธิปไตยลงมติขับนายคิมออกจากพรรคอย่างเอกฉันท์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 ก.พ.

ปัญหาอัตราการเกิดต่ำในเกาหลีใต้: สาเหตุและทางออกที่แท้จริง

เกาหลีใต้ทุ่มงบกว่า 360 ล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อกระตุ้นให้มีลูก แต่ยังล้มเหลว ทางออกอื่นๆ ที่นักวิชาการเสนอ ได้แก่

  • ปรับปรุงสวัสดิการครอบครัว เช่น วันลาคลอดยาวขึ้น ราคาที่อยู่อาศัยถูกลง
  • เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน ลดชั่วโมงทำงานและแรงกดดันจากสังคม
  • ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ให้ผู้ชายช่วยงานบ้านมากขึ้น
  • นโยบายเชิญชวนชาวต่างชาติที่เหมาะสม โดยเคารพสิทธิ์

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลต้องระวังคำพูดและนโยบายที่ sensitive ทางวัฒนธรรม การนำเข้าผู้หญิงไม่ใช่ทางออก แต่ควรโฟกัสที่การสร้างสังคมที่เอื้อต่อการมีครอบครัว

ในมุมมองของผู้เขียน เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ แสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังของปัญหาใหญ่ แต่ทางออกที่ยั่งยืนต้องมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม ลองคิดดูสิ ถ้าทุกประเทศหันมาแก้ปัญหาแบบนี้ โลกจะวุ่นวายแค่ไหน? คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้คนตื่นตัวกับปัญหาประชากรโลก!

ที่มา – เกาหลีใต้เดือด จนท.ท้องถิ่นแนะ “นำเข้าผู้หญิง” แก้ปัญหาอัตราเกิดต่ำ

เวียดนามอ่วม! น้ำท่วมครั้งใหญ่ภาคกลาง ดับ 41

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนามยังคงน่าเป็นห่วง หลังเผชิญหน้ากับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้เกิดอุทกภัยฉับพลันและดินโคลนถล่มในวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างมาก ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 41 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 9 รายที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนาม

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 กรมบริหารจัดการคันดินและป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติของเวียดนามได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเป็นบริเวณกว้าง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 41 ราย และยังมีผู้สูญหายอีก 9 รายที่ยังคงต้องเร่งค้นหา

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักจากน้ำท่วม

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเมืองดั๊กลักและแกงฮวา หลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมสูง ถนนถูกตัดขาด สะพานแขวนถูกกระแสน้ำพัดพาไป ความเสียหายยังรวมถึงดินสไลด์กว่า 140 จุด บ้านเรือนประชาชนกว่า 50,000 หลังจมอยู่ใต้น้ำ และไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีประชาชนกว่า 62,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเพื่อความปลอดภัย สัตว์เลี้ยงและพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายได้ถูกส่งลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ตามบ้านเรือนและพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่ติดอยู่บนหลังคาบ้าน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญในการช่วยเหลือคือสภาพอากาศที่ยังคงแปรปรวนและฝนที่ยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาของเวียดนามได้ออกประกาศเตือนว่า อาจเกิดน้ำท่วมซ้ำและดินถล่มเพิ่มเติม เนื่องจากฝนยังคงตกหนักอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดในช่วงสุดสัปดาห์นี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงจึงควรเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากจำเป็น

รัฐบาลเวียดนามได้ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ โดยได้จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานกู้ภัยและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีการระดมความช่วยเหลือจากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนามในครั้งนี้

สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลางของเวียดนามในครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความจำเป็นในการวางแผนการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความรุนแรงและถี่ขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องโลกของเราและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต

ที่มา – เวียดนามอ่วม น้ำท่วมครั้งใหญ่แถบภาคกลาง ยอดตายพุ่ง 41 ศพ สูญหาย 9 ราย

ฮอยอันพบซากเรือโบราณจากพายุคัลแมกี

พายุไต้ฝุ่นคัลแมกีได้เผยให้เห็น ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ทำให้เกิดการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยซากเรือดังกล่าวมีอายุราว 400-600 ปี และถูกพบเห็นอีกครั้งหลังพายุพัดพาเอาชายฝั่งออกไป

ซากเรือนี้เคยถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2023 นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน มีความยาวอย่างน้อย 17.4 เมตร โครงสร้างซี่โครงไม้ยังคงความสมบูรณ์ค่อนข้างมาก แม้จะจมอยู่ใต้น้ำมานานหลายศตวรรษ แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะทำการกู้ซากเรือได้สำเร็จ เรือก็จมลงสู่ใต้น้ำอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ได้ระบุอายุที่แน่ชัดของซากเรือ แต่จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึง 16 ซึ่งเป็นช่วงที่เมืองฮอยอัน ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค มีการซื้อขายผ้าไหม เครื่องปั้นดินเผา และเครื่องเทศ

นายฝ่าม ฝู หง็อก ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมโลกฮอยอัน กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า “ขณะนี้เรากำลังเตรียมการขอใบอนุญาตขุดค้นฉุกเฉิน” หลังจากที่ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังพายุไต้ฝุ่นคัลแมกีพัดผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เขายังกล่าวอีกว่า “การค้นพบเรือโบราณลำนี้เป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงบทบาททางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของฮอยอันในการค้าขายระดับภูมิภาค” และเสริมว่าครั้งนี้ตัวเรือเผยออกมามากกว่าเดิม “ซึ่งอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่เราได้”

ทีมผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์อนุรักษ์ฮอยอัน, มหาวิทยาลัยสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในนครโฮจิมินห์ และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ได้สำรวจซากเรือเมื่อปี 2024 และพบว่าเรือสร้างจาก “ไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทานสูง” และเสริมความแข็งแรงด้วยวัสดุกันน้ำเพื่อผนึกรอยต่อต่างๆ

ศูนย์อนุรักษ์ฮอยอันระบุในแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ว่า “โครงสร้างของเรือบ่งชี้ว่าสามารถเดินทางทางทะเลได้ในระยะทางไกล น่าจะถูกใช้เพื่อการค้าทางทะเล หรือปฏิบัติการทางเรือ” อย่างไรก็ตาม ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม นี้มีความเสี่ยงที่จะ “เสื่อมสภาพอย่างรุนแรงหากไม่มีการอนุรักษ์โดยทันที” เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงและการเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้ายบ่อยครั้ง

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ซากเรือยังคงสามารถมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันบนชายหาดเพื่อชมโครงสร้างที่น่าทึ่งของเรือลำนี้

ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดเผยอดีตที่น่าสนใจของฮอยอัน แต่ยังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลต่อแหล่งโบราณคดีชายฝั่งอีกด้วย

ความสำคัญของการค้นพบซากเรือโบราณ

  • ช่วยให้เข้าใจประวัติศาสตร์การค้าทางทะเลของฮอยอัน
  • ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสร้างเรือในอดีต
  • สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์มรดกทางทะเล

การขุดค้นและศึกษาซากเรือโบราณนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจอดีตและความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพบเจอ ซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม ที่ถูกเปิดเผยโดยพายุคัลแมกี เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของมรดกทางวัฒนธรรมของเราต่อภัยธรรมชาติ การอนุรักษ์ซากเรือโบราณลำนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ให้กับคนรุ่นหลัง

ที่มา – พายุคัลแมกีเผยให้เห็นซากเรือโบราณอายุหลายร้อยปี นอกชายฝั่งเมืองฮอยอัน เวียดนาม

เวียดนามอ่วม! รับมือไต้ฝุ่นคัลแมกีซ้ำเติม

เวียดนามกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง หลังจากเพิ่งประสบกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 37 ราย ล่าสุด พวกเขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับพายุไต้ฝุ่นคัลแมกี ที่คาดว่าจะพัดเข้าสู่ชายฝั่งตอนกลางของประเทศ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความเสียหายที่เกิดขึ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานบรรเทาทุกข์ต่างเร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและดินถล่มในภาคกลางของเวียดนามอย่างเต็มกำลัง หลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย ขณะที่ไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้

สถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงและดินถล่มที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง บ้านเรือนหลายพันหลังถูกกระแสน้ำพัดพาไป หมู่บ้านจำนวนมากถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ระบบไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสารถูกตัดขาด รวมถึงเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ

ไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมเวียดนาม

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของเวียดนามได้ออกประกาศเตือนว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี กำลังทวีกำลังแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดการณ์ว่าเมื่อพายุเข้าสู่ทะเลจีนใต้ในวันพุธนี้ จะมีความเร็วลมสูงสุดถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งตอนกลางของเวียดนามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ล่าสุด ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำเฮืองและแม่น้ำโบในเมืองเว้ ได้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงระดับอันตราย และคาดว่าสถานการณ์ฝนตกหนักจะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายวัน สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ในปีนี้ เวียดนามต้องเผชิญกับพายุขนาดใหญ่มาแล้วหลายลูก ทั้งพายุรากาซา บัวลอย และแมตโม ซึ่งพัดกระหน่ำประเทศอย่างต่อเนื่องในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พายุเหล่านี้ได้คร่าชีวิตและทำให้มีผู้สูญหายรวมกันกว่า 85 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ในฟิลิปปินส์

เมื่อคืนที่ผ่านมา ไต้ฝุ่นคัลแมกี ได้พัดผ่านหมู่เกาะตอนกลางของฟิลิปปินส์ รวมถึงเกาะเซบู ซึ่งเพิ่งเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.9 เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมาและยังอยู่ในระหว่างการฟื้นฟู เจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนมากกว่า 70,000 คน ในจังหวัดชายฝั่งตะวันออก และมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ทางการฟิลิปปินส์ได้เตือนว่า ไต้ฝุ่นคัลแมกี จะทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องและมีคลื่นพายุซัดฝั่งสูงถึง 3 เมตร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงในพื้นที่ลุ่มต่ำและชายฝั่ง หน่วยกู้ภัยและหน่วยยามฝั่งได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลังเพื่อช่วยเหลือประชาชน และสั่งห้ามชาวประมงออกทะเลในพื้นที่เสี่ยงแล้ว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวียดนามและฟิลิปปินส์ตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีความเปราะบางต่อสภาพอากาศสุดขั้ว การเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวให้เข้ากับผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเราและลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในอนาคต

ที่มา – เวียดนามอ่วม เตรียมรับไต้ฝุ่นคัลแมกี ซ้ำเติมความเสียหายอีก

Scroll to top