เศรษฐกิจยั่งยืน

รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นแบบนี้ การหาทางออกใหม่ๆ เพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ถือเป็นเรื่องสำคัญมากครับ ล่าสุดถือเป็นข่าวดีเมื่อ รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ ซึ่งนับเป็นการนำงานวิจัยมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีชีวิตชาวบ้านอย่างแท้จริง โดยการนำขยะพลาสติกที่เคยมองว่าไร้ค่า มาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จนกลายเป็นเชื้อเพลิงที่นำไปใช้งานได้จริง

รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ อย่างยั่งยืน

แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการกำจัดขยะแบบเดิมๆ แต่มันคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในพื้นที่ โดยรัฐบาลได้นำเทคโนโลยีไพโรไลซิสเข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ เปลี่ยนพลาสติกให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ได้กับทั้งเครื่องสูบน้ำ เรือประมง หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรและพี่น้องในชุมชนได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวครับ

ทำไมการที่ รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้ จึงสำคัญ?

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องรายได้ แต่ยังมีข้อดีอีกหลายประการที่น่าสนใจ ดังนี้ครับ:

  • ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม: ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องนำไปฝังกลบ ทำให้ชุมชนสะอาดขึ้น
  • ลดภาระค่าใช้จ่าย: พี่น้องเกษตรกรสามารถผลิตน้ำมันไว้ใช้เอง ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอกได้ถึง 20-40%
  • สร้างอาชีพใหม่: เกิดระบบการรับซื้อขยะและการจัดการคัดแยกขยะในชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างงานที่มั่นคง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมขยายโครงการต้นแบบไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นการดึงสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้ตอบโจทย์กับความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุด การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวแบบนี้ คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนจริงๆ ครับ

หากเราทุกคนร่วมมือกันคัดแยกขยะตั้งแต่ที่บ้าน ไม่เพียงแต่ช่วยลดมลพิษ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศพลังงานสะอาดที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากของเราเติบโตได้อย่างมั่นคง ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าติดตามและสนับสนุนอย่างยิ่งครับ

ที่มา – รัฐบาล หนุนชุมชนใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันสร้างรายได้

นายกฯ หารือประธานสภาโอลิมปิกเอเชีย ส่งเสริมกีฬาเยาวชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวกีฬาไทยทุกคน! วันนี้มีข่าวดีจากทำเนียบรัฐบาลที่แฟนกีฬาต้องไม่พลาด นายกฯ หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาสร้างสันติภาพกันอย่างจริงจัง เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ต้อนรับ เชค โจอัน บิน ฮะมัด อาล ษานี ประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (OCA) อย่างอบอุ่นที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า การพบปะครั้งนี้ไม่ใช่แค่การทักทาย แต่เป็นการวางแผนอนาคตของกีฬาไทย โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชนให้เติบโตทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม

นายกฯ หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาสร้างสันติภาพ

ในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับประธาน OCA ที่เข้ารับตำแหน่งใหม่ และชื่นชมบทบาทในการขับเคลื่อนโอลิมปิกเอเชียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่ากีฬาไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อชัยชนะ แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคี สันติภาพ พัฒนาเยาวชน และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ประธาน OCA เองก็ชื่นชมไทยที่ส่งเสริมกีฬาตั้งแต่ระดับรากหญ้า โดยเฉพาะเยาวชน ซึ่งช่วยสร้างทักษะชีวิต วินัย และมิตรภาพระหว่างชาติ

นายกรัฐมนตรีย้ำว่ารัฐบาลไทยมุ่งมั่นใช้กีฬาพัฒนาเยาวชนไทยให้มีศักยภาพสูง ทั้งร่างกาย แข็งแรง จิตใจเข้มแข็ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมปลูกฝังค่านิยมโอลิมปิก สร้างสังคมสงบสุข ไทยยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางกีฬาภูมิภาค และเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ นี่คือก้าวสำคัญที่ทำให้กีฬาไทยก้าวไกลสู่เวทีโลก

นายกฯ หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน

สาระสำคัญของการหารือครอบคลุมหลายมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาอย่างเท่าเทียม ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบแนวทางความร่วมมือภายใต้ OCA ดังนี้

  • พัฒนาเยาวชน: สร้างโอกาสฝึกซ้อมและแข่งขันระดับภูมิภาค สร้างนักกีฬารุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ
  • สร้างสันติภาพ: ใช้กีฬาเชื่อมโยงประเทศในเอเชีย ลดความขัดแย้ง สร้างมิตรภาพ
  • ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ: ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา จัดมหกรรมกีฬาใหญ่ สร้างรายได้ยั่งยืน
  • ขยายโอกาส: OCA สนับสนุนโครงการเยาวชนไทยต่อเนื่อง ไทยมีบทบาทใน OCA มานาน ทั้งส่งนักกีฬา เป็นเจ้าภาพ และบริหารงาน

การหารือครั้งนี้มีรัฐมนตรีช่วยอย่าง นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม ทำให้ครอบคลุมทั้งกีฬา เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ในยุคที่เยาวชนไทยเผชิญปัญหาสุขภาพจากหน้าจอและไลฟ์สไตล์นั่งนิ่ง กีฬาคือทางออกชั้นยอด ช่วยเสริมสุขภาพ ลดโรคอ้วน สร้างวินัย และเปิดโลกทัศน์ผ่านการแข่งขันนานาชาติ นอกจากนี้ ไทยเคยเป็นเจ้าภาพ SEA Games และมีนักกีฬาเก่งๆ มากมาย การร่วมมือกับ OCA จะยกระดับเราไปอีกขั้น สร้างนักกีฬาโอลิมปิกชั้นนำ และดึงดูดนักท่องเที่ยวกีฬาจำนวนมหาศาล สร้างงาน สร้างเงินเข้าประเทศ

กีฬายังเป็น soft power ที่ทรงพลัง ช่วยสร้างภาพลักษณ์ไทยในสายตาโลก เหมือนที่ชาติอื่นๆ อย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ใช้กีฬาครองใจคนเอเชีย รัฐบาลไทยกำลังทำถูกแล้วที่ผลักดันเรื่องนี้ โดยเฉพาะหลังโควิดที่ทุกคนต้องการกิจกรรมสร้างสรรค์

ในมุมมองผู้เขียน การใช้กีฬาสร้างสันติภาพและพัฒนาเยาวชนคือกลยุทธ์อัจฉริยะ เพราะเด็กที่แข็งแรง วินัยดี จะเติบโตเป็นพลเมืองดีของชาติในอนาคต ลองนึกภาพเยาวชนไทยคว้าเหรียญทองเอเชียนเกมส์มากขึ้น เศรษฐกิจบูมจากกีฬา สังคมสงบสุขแค่ไหน! คุณล่ะคิดยังไง สนับสนุนกีฬาเยาวชนยังไงบ้าง? แชร์ประสบการณ์หรือไอเดียในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ จะได้ช่วยกันผลักดันให้ไทยเป็นมหาอำนาจกีฬาเอเชีย!

ที่มา – นายกฯ หารือประธานสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย เดินหน้าส่งเสริมกีฬาเยาวชน ใช้กีฬาสร้างสันติภาพ

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะในจังหวัดตรัง ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะมาสัมผัสกับบรรยากาศการหาเสียงที่เข้มข้นของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ที่เดินทางลงพื้นที่ตรังเพื่อปลุกใจชาวตรังให้ตื่นตัวต่อการเมืองที่เต็มไปด้วยทุนเทาและธุรกิจการเมือง

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางมาถึงตลาดย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง เพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 นายกาญจน์ ตั้งปอง เบอร์ 2 และเขต 3 นายกฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ เบอร์ 5 ชาวบ้านมาร่วมฟังกันแน่นขนัด นายอภิสิทธิ์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ประชาชนกำลังอึดอัดกับการเมืองที่ถูกครอบงำด้วยทุนเทา เงินจากคอร์รัปชันและผิดกฎหมาย “ลองนึกภาพ ส.ส. 1 คนราคา 50 ล้านบาท ส.ส. 400 คนจะมากี่พันล้าน? เงินที่ไหนถ้าไม่ใช่เงินโกงประชาชน” เขาย้ำถึงอันตรายของธุรกิจการเมืองที่กำลังครอบงำ และเรียกร้องให้ทุกคนช่วยกันผลักดันการเมืองสุจริต

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หาเสียงตรัง ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง

ช่วงบ่าย เวลา 14.30 น. คณะเดินทางไปตลาดศรีอุบล อำเภอห้วยยอด นั่งรถตุ๊กตุ๊กสีเขียวสัญลักษณ์ตรัง โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ขับ สร้างสีสันให้ชาวบ้านตื่นเต้น นายอภิสิทธิ์ ชู “ชวน หลีกภัย” เป็นต้นแบบต่อสู้ธุรกิจการเมือง แม้ถูกเหน็บว่า “แผ่นเสียงตกร่อง” แต่ท่านคือผู้เตือนภัยมานาน องค์กรธุรกิจชั้นนำอย่างสภาอุตสาหกรรมและหอการค้าก็ยอมรับว่า คอร์รัปชันทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมฟื้นเศรษฐกิจให้เติบโตยั่งยืน

ปชป. ปลุกคนตรังต่อต้านทุนเทา สู่การเมืองสุจริต

ต่อมา เวลา 16.30 น. ที่พัทลุง นายอภิสิทธิ์ ขึ้นเวทีสวนสาธารณะเทศบาลเมือง เน้นศักยภาพพัทลุงเป็นเมืองมรดกโลกและเศรษฐกิจสีเขียว ท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม “เราจะคืนอำนาจให้ท้องถิ่น ใช้เทคโนโลยีผลักดันพัทลุงให้เทียบชั้นเชียงใหม่ ภูเก็ต” แต่ทุกอย่างต้องเริ่มจาก การเมืองสุจริต มิฉะนั้นงบประมาณจะไม่ถึงประชาชน

รถตุ๊กตุ๊กหาเสียง ปชป. ตรัง

ไฮไลต์ช่วงค่ำ เวลา 17.00 น. ที่ศาลากลางเก่า จังหวัดตรัง มีประชาชนนับหมื่นมาร่วม ชูสโลแกน “คนตรังไม่ทนทุนเทา” นายจุรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า “ตรังคือเมืองหลวงประชาธิปัตย์ ต้องรักษาไว้ อย่าให้ใครตีแตก” ย้ำนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาท สนับสนุนคลอดบุตร 5,000 บาท และอีก 65,000 บาทจนครบกำหนด “อย่าปล่อยให้เงิน 1,000 บาทซื้อจิตวิญญาณ กินเหยื่อไม่กินเบ็ด เลือกปชป. ทั้ง 4 เขตตรัง สร้างการเมืองสุจริต นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ชวนคุมสภา”

เวทีปราศรัยพัทลุง ปชป.

บรรยากาศคึกคัก นายชวน หลีกภัย ก็มาร่วมด้วย พรรคประชาธิปัตย์ชูวิสัยทัศน์การเมืองใหม่ที่ใสสะอาด ฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างความยั่งยืนให้ภาคใต้ โดยเฉพาะตรังและพัทลุงที่เป็นฐานเสียงสำคัญ การหาเสียงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปราศรัย แต่เป็นการปลุกสำนึกประชาชนให้ต้านทุนเทา สร้างอนาคตที่โปร่งใส

  • ต่อต้านธุรกิจการเมืองและทุนเทา
  • ชูชวนหลีกภัยเป็นต้นแบบ
  • นโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพัทลุง
  • สวัสดิการประชาชนครบครัน

ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก คือข้อความที่สะท้อนหัวใจของพรรค หากประชาชนร่วมมือ การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ในฐานะนักสังเกตการณ์การเมือง ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสทองที่จะยึดคืนการเมืองให้ประชาชน สนับสนุนปชป. เพื่ออนาคตที่สุจริตและมั่งคั่ง

ที่มา – ปชป. ปลุกคนตรัง ต้องรักษาเมืองหลวง อย่าให้ใครตีแตกอีก

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน: มัดใจนักลงทุน มั่นใจประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โชว์ไอเดีย “ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย” หวังดึงดูดนักลงทุนด้วยวิสัยทัศน์เศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมยืนยันว่าหากได้รับเลือก ประเทศไทยจะปลอดภัยจากปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคง

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ณ อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช สองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนเพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการเมืองที่โปร่งใส และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหลักธรรมาภิบาล

นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศสร้างความเชื่อมั่นด้วยประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ โดยชูแนวคิดการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ดีขึ้นอย่างมั่นคง แทนที่จะเสนอนโยบายที่ฉูดฉาดแต่มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังได้กล่าวชื่นชมนโยบายคนละครึ่งว่าเป็นโครงการที่ต่อยอดมาจากแนวคิด “เช็คช่วยชาติ” ในอดีต และย้ำถึงความสำคัญของการประกันรายได้เกษตรกรที่ต้องดำเนินการอย่างแม่นยำและโปร่งใส

“ประชาธิปัตย์คือพรรคที่เมื่อเลือกแล้วประเทศจะปลอดภัย เราจะเข้าไปปราบปรามการทุจริต หยุดยั้งทุนสีเทา และยุติความขัดแย้ง เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง” นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยความมั่นใจ

นายกรณ์ได้เสริมว่า ความสำเร็จของโครงการ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการกอบกู้เศรษฐกิจจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก หลักการสำคัญจากโครงการนี้ได้ถูกนำมาบรรจุไว้ในชุดนโยบายหลัก 27 ข้อ ภายใต้ 4 เสาหลักของพรรค โดยมีเป้าหมายในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและตลาดทุนให้กลับมาแข็งแกร่งและยั่งยืนอีกครั้ง นี่คือหัวใจสำคัญของ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย

พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ว่าประเทศไทยภายใต้การนำของพรรค จะเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และมีการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

ทำไมต้อง ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย?

  • ประสบการณ์ในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ: พรรคประชาธิปัตย์มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศ และแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง
  • นโยบายที่เน้นความยั่งยืน: พรรคให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
  • การปราบปรามการทุจริต: พรรคมีนโยบายที่ชัดเจนในการปราบปรามการทุจริต ซึ่งจะช่วยสร้างความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือในการลงทุน

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ได้นำเสนอ จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และนำพาประเทศไทยไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง

การที่พรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำถึงความสำคัญของความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังนักลงทุนว่า ประเทศไทยภายใต้การบริหารของพรรค จะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่อาจมุ่งเน้นไปที่นโยบายที่หวือหวา แต่ขาดความมั่นคงและยั่งยืน

การตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย การพิจารณาถึงนโยบาย วิสัยทัศน์ และประสบการณ์ของแต่ละพรรค จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

โดยรวมแล้ว แนวทางการ ปชป. ชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การมีนโยบายที่เน้นความมั่นคงและความยั่งยืน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – ปชป. โชว์ไอเดียชูเศรษฐกิจยั่งยืน หวังมัดใจนักลงทุน มั่นใจเลือกแล้วประเทศปลอดภัย”

ปชป. แจง อภิสิทธิ์ ไม่ได้วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

“โฆษก ปชป.” ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์ “โครงการคนละครึ่ง” เชิงลบ มองเป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำ ประชาธิปัตย์ เตรียมเสนอพิมพ์เขียว สร้างเศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการตีความคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ว่า ยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรัมใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

ทำไม ปชป. ถึงมองว่าคนละครึ่งไม่ยั่งยืน?

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าแม้โครงการคนละครึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้ พวกเขาจึงเสนอแนวทางที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, และยกระดับภาคเกษตรกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นธรรมในระยะยาว

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: สร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ
  • การค้าระหว่างประเทศ: ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
  • ภาคเกษตรกรรม: ใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ พรรคยังได้จัดเวทีฟอรัมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การมองไปข้างหน้าและการวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพึ่งพาโครงการระยะสั้นอาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่การสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ แค่ชี้ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

“วุฒิสภา” ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 มติ 151 ต่อ 1 เสียง “หมอวี” ฉะตั้งงบฯ สธ. ต้อนรับ “รมว.-รมช.” ลงพื้นที่ครั้งละ 1 ล้าน กระตุกสำนึกใช้ภาษีประชาชน ไม่ให้ผ่าน ด้าน “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

วันที่ 2 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก่อนที่ สว. จะลงมติในช่วงเย็นวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้เสนอแนะการจัดสรรงบประมาณที่มองว่า ควรเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของหน่วยงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69: พิชัยขอบคุณ

โดยนพ.วีระพันธ์ สุวรรณามัย สว. อภิปรายงบประมาณด้านสาธารณสุข ว่า การจัดงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขส่วนใหญ่เป็นงบรายจ่ายประจำ เงินเดือน ขณะที่งบสาธารณสุขของไทยคิดเป็น 2% ของจีดีพีเท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วต้องมี 5% ของจีดีพี ดังนั้นของไทยจำเป็นต้องเพิ่มเกือบ 100% ขณะที่กองทุนหลักประกันสุขภาพที่ได้งบเพิ่มขึ้น 15% แต่อัตราเงินเฟ้อพบว่า เพิ่มขึ้น 15% เท่ากับไม่ได้เพิ่มขึ้น และเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า งบฯ รักษาของผู้ป่วยใน เพียง 3% ขณะที่ 70% เป็นงบฯ นวัตกรรม บริการที่จำเป็นน้อย การให้งบประมาณดังกล่าวจึงไม่น่าแปลกใจที่โรงพยาบาลของรัฐให้บริการประชาชนติดลบ และบุคลากรยิ่งลาออก ซ้ำยังพบว่า มีงบฯ ต้อนรับรัฐมนตรี กรณีเมื่อรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย ไปโรงพยาบาลใดก็ตามต้องมีเงินเอาไว้ต้อนรับ เงินบำรุงโรงพยาบาล ประมาณ 1 ล้านบาทต่อครั้ง บางครั้งไปโรงพยาบาลระดับอำเภอ ไม่สามารถต้อนรับได้ด้วยงบดังกล่าว จึงต้องไปประสานงานขอจากโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อออกเงิน รพ. ละ 5 แสนบาท เพื่อให้ได้เงิน 1 ล้านบาท ใช้ต้อนรับ รมว. และ รมช. สาธารณสุข

“ผมไม่อยากให้ สิ่งที่พูดเป็นจริง แต่หากเป็นจริง ขอให้แก้ไข เพราะเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง หากรัฐมนตรีว่าการ หรือรัฐมนตรีช่วย อยากลงไปดูงานหรือจัดอีเวนต์ต่างๆ ควรลงไปโดยสำนึกในภาษีของประชาชน และจากการอภิปรายของ สว. พบความเห็นข้อเสนอแนะที่ไม่เห็นด้วย ดังนั้นในงบสาธารณสุขที่ดูละเอียดแล้ว งบนี้ไม่สามารถดูแลคนไทยให้มีความสุขขึ้น งบนี้ไม่สามารถให้บุคลากรสาธารณสุขมีความสุขได้ ดังนั้นความคิดของผม งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ส่วนตัวผมไม่สามารถให้ผ่านไปได้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

กระทั่งช่วงบ่าย ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สองเป็นประธานการประชุม หลังจากที่ สว. ได้อภิปรายต่อเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แล้วเสร็จ ได้ลงมติว่า จะเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวหรือไม่ โดยมติของที่ประชุม เห็นชอบด้วยมติ 151 เสียง ต่อไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 27 เสียง

“พิชัย” ขอบคุณ สว. หลัง สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69

ด้านนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง ฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวขอบคุณ สว. ที่พิจารณาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่างๆ ขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจยั่งยืน สำหรับข้อคิดเห็น ข้อเสนอและความห่วงใยที่เสนอแนะรัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ ประกอบกับจะนำการพิจารณาไปปรับปรุงหน่วยรับงบประมาณเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์มากที่สุด ขอให้ความมั่นใจว่านโยบายและงบประมาณที่ผ่านการพิจารณาใช้ตามแผนงานและวัตถุประสงค์ รัฐบาลใช้งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้ บรรลุผลสัมฤทธิ์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

จากนั้นประธานในที่ประชุมได้สั่งปิดประชุมในเวลา 13.53 น. อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ประชุมวุฒิสภาได้ผ่านการเห็นชอบแล้วนั้น สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ส่งให้รัฐบาลเพื่อทูลเกล้าฯ ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

โดยสรุปแล้ว การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะต้องบริหารจัดการงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนอย่างแท้จริง การพิจารณาอย่างรอบคอบของสว. และการรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การที่ สว. ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 นั้น ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – สว. โหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ 69 “พิชัย” ขอบคุณ จะใช้งบฯ โปร่งใสตรวจสอบได้

Scroll to top