เศรษฐกิจสร้างสรรค์

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง การขับเคลื่อนประเทศให้ทันต่อสถานการณ์เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ล่าสุด ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ โดยเน้นการทำงานแบบร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เน้นผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการรับมือกับความท้าทายรอบด้านที่เรียกว่า 5D ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์, การกระจายความเสี่ยง, เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI, การเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ซึ่ง ศุภจี เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ได้อย่างตรงจุด เพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เพียงแค่อยู่รอด แต่ต้องเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก

กลยุทธ์ยกระดับเกษตรและ SMEs แบบ Cluster

การทำงานภายใต้ 4 คณะทำงานนี้ มุ่งเน้นการแก้ปัญหาผ่านระบบ Cluster เพื่อยกระดับภาคเกษตรกรรมและกลุ่ม SMEs โดยมีแนวทางที่ชัดเจน ดังนี้:

  • ภาคเกษตร: เน้นยกระดับการผลิต การแปรรูป และการสร้างมูลค่าเพิ่มตั้งแตต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้เกษตรกรไทยพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
  • SMEs: สร้าง SME Journey ที่ดูแลผู้ประกอบการตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับภูมิภาค ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบและเข้าถึงแหล่งทุน
  • เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy: ปรับโฉมจากแค่การนับจำนวนนักท่องเที่ยว สู่การสร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าสูง
  • การค้าระหว่างประเทศ: เน้นการขยายตลาดใหม่ๆ และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการเน้นย้ำว่าเราต้องเปลี่ยนจากคำถามว่า “เรามีอะไร” เป็น “ตลาดต้องการอะไร” ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการปรับตัวในยุคใหม่ การทำงานที่มุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริงโดยมีกูรูอย่าง คุณวีระศักดิ์ และ คุณกอบศักดิ์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน จะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในเร็วๆ นี้

โดยสรุป การผนึกกำลังครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ การให้ความสำคัญกับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs คือกุญแจหลักที่จะกระจายรายได้และความมั่งคั่งให้ลงไปถึงฐานรากของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าผลสัมฤทธิ์ใน 6 เดือนถึง 1 ปีข้างหน้าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “ศุภจี” เปิด 4 คณะทำงาน ดันเศรษฐกิจไทยรับมือความท้าทายโลก 5D ยกระดับเกษตร-SMEs

บ้านโป่งลุยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับเชิงสุขภาพ

บ้านโป่งลุยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับเชิงสุขภาพ

วันนี้เรามีเรื่องราวสุดคูลมาอัปเดตสำหรับสายเที่ยวที่รักสุขภาพและหลงใหลในงานศิลปะครับ ล่าสุดเมืองบ้านโป่งได้เปิดตัวโปรเจกต์สุดล้ำที่ชื่อว่า บ้านโป่งลุยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นการผสมผสานทั้งศิลปะ ประวัติศาสตร์ และเทคโนโลยีบล็อกเชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บอกเลยว่าการเที่ยวเมืองบ้านโป่งครั้งนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Banpong Street Art Wellness Quest

โครงการ บ้านโป่งลุยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับเชิงสุขภาพ นี้ ไม่ได้เป็นแค่การเดินเที่ยวชมเมืองทั่วไป แต่เป็นการเปลี่ยนให้การท่องเที่ยวกลายเป็น “ภารกิจ” หรือ Quest ที่สนุกสนาน โดยเราสามารถเดิน วิ่ง หรือปั่นจักรยานไปตามเส้นทาง Street Art และจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพื่อสะสมคะแนนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้ใส่ใจสุขภาพไปพร้อมกับการเรียนรู้เรื่องราวของเมืองผ่านศิลปะบนกำแพงที่สวยงาม

ภายในโครงการยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนออกมาขยับร่างกาย ดังนี้:

  • เส้นทาง Quest Route สำรวจเมืองบ้านโป่งในมุมมองที่ไม่เคยเห็น
  • การใช้เทคโนโลยี Blockchain ช่วยเก็บข้อมูลและคะแนนสะสมแบบดิจิทัล
  • กิจกรรมเดิน-วิ่ง-ปั่น ท่ามกลางงานศิลปะระดับชุมชน
  • เวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมือง

ความพิเศษของ บ้านโป่งลุยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับเชิงสุขภาพ คือความตั้งใจที่อยากจะพลิกโฉมบ้านโป่ง จากเมืองที่เป็นเพียงจุดทางผ่านให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว โดยการนำเทคโนโลยีมาเล่าเรื่องราวท้องถิ่นให้ทันสมัย ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และคนรุ่นใหม่ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนให้ยั่งยืน

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ได้ทั้งรูปสวยๆ จากงาน Street Art ได้ออกกำลังกายเรียกเหงื่อ และได้อิ่มเอมกับประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ ผมขอแนะนำให้ลองมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง รับรองว่าคุณจะหลงรักเสน่ห์ของบ้านโป่งมากกว่าที่เคยครับ แล้วอย่าลืมพกความฟิตมาสะสมแต้มกันด้วยนะ!

ที่มา – บ้านโป่งลุยแพลตฟอร์มท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ยกระดับเชิงสุขภาพ ผสานศิลปะ-ประวัติศาสตร์

นายกฯ หารือผู้บริหาร Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก

เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับการใช้งาน Canva แพลตฟอร์มออกแบบระดับโลกกันดีอยู่แล้ว แต่ล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการเศรษฐกิจดิจิทัลไทย เมื่อท่านนายกฯ ได้เดินทางไปเยือนสำนักงานใหญ่ของ Canva ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เพื่อหารือถึงความร่วมมือในการขับเคลื่อน นายกฯ หารือผู้บริหาร Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บ้านเราไปอีกขั้น

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์: นายกฯ หารือผู้บริหาร Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก

การหารือในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเยี่ยมชมสำนักงานธรรมดา แต่เป็นการวางแผนระยะยาวเพื่อยกระดับทักษะของคนไทยให้ก้าวไปสู่เวทีโลก โดยเป้าหมายหลักคือการใช้แพลตฟอร์ม Canva เป็นสะพานเชื่อมความคิดสร้างสรรค์ของครีเอเตอร์ไทยไปสู่สายตาชาวโลก เพื่อให้งานออกแบบที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทยสามารถสร้างรายได้กลับเข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

เป้าหมายการผลักดัน Creative Economy ให้เติบโต

หนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญที่สุดจากความร่วมมือนี้คือการขยายฐานนักออกแบบโปรแกรม หรือ Canva Creators ชาวไทย โดยตั้งเป้าจะเพิ่มจำนวนจากเดิมที่มีเพียง 190 คน ให้กลายเป็น 1,000 คนภายในปี 2571 ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่จะได้รับโอกาสแสดงฝีมือและสร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มระดับโลก นอกจากนี้ นายกฯ หารือผู้บริหาร Canva ดัน Creative Economy ไทยสู่ตลาดโลก ยังรวมไปถึงการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่าง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ depa เพื่อยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้กับกลุ่ม SMEs อีกด้วย

  • ยกระดับ SMEs: พัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาดผ่านเครื่องมือของ Canva
  • การศึกษา: ความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้เยาวชนไทยเข้าถึงเทคโนโลยี
  • การลงทุน: เชิญชวน Canva จดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนในไทย

นอกจากนี้ ทางภาครัฐยังได้เชิญชวนให้ Canva เข้ามาขยายฐานธุรกิจและร่วมมือกับ BOI เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาระบบนิเวศเทคโนโลยีในประเทศ การดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้มาลงทุนเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างงาน แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายความรู้ที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ที่เราจะได้เห็น ‘Soft Power’ ไทยถูกถ่ายทอดผ่านงานดีไซน์ที่เข้าถึงคนทั้งโลกได้อย่างรวดเร็วและทรงพลังที่สุด หากความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม จะเป็นตัวจุดชนวนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – นายกฯ หารือ “ผู้บริหาร Canva” บริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ ดัน “ Creative Economy”ไทยสู่ตลาดโลก

อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเปิดงาน อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเดินหน้าปรับทัพและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวเหนืออีกครั้ง งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า ต้องการฟื้นฟูศรัทธาและกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่เป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ของประชาชน

เจาะลึก อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนมุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยนายอภิสิทธิ์ได้ย้ำชัดว่าแม้สถานการณ์ทางการเมืองจะมีความท้าทาย แต่ประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคการเมืองเฉพาะกิจ เราทำงานด้วยความมุ่งมั่นเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนภาคเหนือ หรือการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่มากมายในท้องถิ่น

เป้าหมายของ อภิสิทธิ์ เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเข้าถึงใจประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่เคยมีความผูกพันกับพรรคมาอย่างยาวนาน ซึ่งกลยุทธ์สำคัญที่นายอภิสิทธิ์เน้นย้ำ คือ:

  • การผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่เน้นฉาบฉวย
  • การเชื่อมโยงนโยบายระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
  • การใช้เทคโนโลยีมาต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับเมือง
  • การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาครั้งนี้จะสอดคล้องกับสมการการเมือง 3 สีที่กำลังเป็นกระแสหรือไม่ แต่นายอภิสิทธิ์ได้ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก และไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสมการการเมืองใดๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทิศทางในการแก้ปัญหาประเทศ นี่คือความชัดเจนที่ทำให้หลายคนมองว่า ประชาธิปัตย์กำลังกลับมาทำการเมืองแบบเนื้อๆ เน้นผลลัพธ์มากกว่าการเล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจ

หากถามถึงอนาคต เชื่อว่าความท้าทายของพรรคคือการพิสูจน์ผลงานผ่านการปฏิบัติจริง ซึ่งทางพรรคเองก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลา แต่การเริ่มต้นในครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายที่ดีในการสร้างฐานเสียงที่แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้งในภาคเหนือ ประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่พร้อมเป็นกระบอกเสียงและเสนอทางออกที่สร้างสรรค์มากกว่าแค่การโต้ตอบกันไปมา

ท้ายที่สุดนี้ ในมุมมองของผม การที่ประชาธิปัตย์ลุกขึ้นมาขยับตัวอย่างจริงจังแบบนี้ จะส่งผลดีต่อตัวเลือกของประชาชนในอนาคต เพราะยิ่งมีพรรคที่กล้าตรวจสอบและมีนโยบายที่ชัดเจนมากเท่าไหร่ ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์มากที่สุดเท่านั้น เรามาร่วมติดตามกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์จะเป็นอย่างไรครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เปิดงานสายฟ้าฮ่วมใจ ฮอมแฮงเมืองเหนือ ย้ำ ปชป.เดินหน้าฟื้นศรัทธาเป็นพรรคหลัก

ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวดีที่น่าตื่นเต้นเกี่ยวกับประเด็นความเท่าเทียมทางเพศกันมาบ้างแล้วนะครับ เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบรายงานผลการศึกษาเรื่อง ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐได้หันมาให้ความสนใจและลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีพื้นที่ของตัวเองอย่างปลอดภัยและเท่าเทียมกัน

ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน

การขับเคลื่อนในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่การศึกษา การสาธารณสุข ไปจนถึงสถานที่ทำงาน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ว่าคุณจะเป็นใคร คุณก็ได้รับสิทธิและการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม โดยหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้เข้ามาเป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน

ก้าวต่อไปของสังคมไทยกับความเท่าเทียมที่จับต้องได้

เรามาดูกันดีกว่าว่าการที่รัฐบาลผลักดันนโยบาย ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน นั้นส่งผลอย่างไรบ้าง:

  • ภาคการศึกษา: มีการบรรจุเรื่องความหลากหลายลงในหลักสูตร เพื่อสร้างความเข้าใจและยอมรับตั้งแต่เด็ก รวมถึงมีมาตรการสถานศึกษาปลอดภัย 3 ป. ที่คอยดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด
  • ภาคสาธารณสุข: เกิดโครงการอย่าง BKK Pride Clinic ที่ให้บริการสุขภาพที่เป็นมิตร ไม่ตัดสิน และเข้าใจความต้องการเฉพาะตัวของผู้มีความหลากหลายทางเพศ
  • ภาคแรงงาน: สนับสนุนให้สถานประกอบการเปิดรับและเคารพความแตกต่าง ไม่เลือกปฏิบัติในการรับเข้าทำงานหรือให้สวัสดิการ

นอกจากนี้ ในมุมของกฎหมาย เรายังเห็นความพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนมีความมั่นคงในชีวิตคู่และได้รับการรับรองสิทธิเท่ากับคู่รักทั่วไป นี่คือสิ่งที่สะท้อนว่าสังคมไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และมุ่งหน้าไปสู่ความหลากหลายที่สวยงาม

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การที่หน่วยงานระดับสูงอย่าง ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ยอดเยี่ยมครับ แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจต้องใช้เวลาปรับจูนความเข้าใจกันอีกสักนิด แต่การที่ภาครัฐเริ่มต้นให้ความสำคัญอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ คือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่น่าอยู่สำหรับทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะนิยามตัวเองว่าอย่างไรก็ตาม

แล้วคุณล่ะครับ มีความเห็นอย่างไรกับก้าวสำคัญครั้งนี้? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นและเป็นกำลังใจให้กับความเท่าเทียมในสังคมไทยไปด้วยกันนะครับ เพราะทุกเสียงของคุณมีความหมายเสมอ

ที่มา – ครม. รับทราบคุ้มครองสิทธิผู้หลากหลายทางเพศ ดันความเท่าเทียมตั้งแต่ห้องเรียนถึงที่ทำงาน

กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวการประชุม กรอ. นัดแรกที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะล่าสุด กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของบ้านเรา โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าภายในระยะเวลา 12 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องขยับฐานะเป็นประเทศรายได้สูง (High-income country) ให้จงได้

เจาะลึก: กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง

ในการประชุมครั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และทีมงานได้วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งสัดส่วนการทำงานเป็นทีม ทั้งกองหลังที่เน้นเรื่องวินัยการเงินการคลัง และกองกลางที่คอยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้กองหน้าอย่าง 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เกษตรและอาหาร, ยานยนต์แห่งอนาคต, และดิจิทัลฮับ สามารถทำเงินเข้าประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เป้าหมายสำคัญของชาติในทศวรรษหน้า

นอกจากจะมีแผนที่เข้มข้นแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ติดอันดับ Top 20 ของโลกภายในปี 2573 โดยคาดหวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะช่วยให้ศักยภาพเศรษฐกิจของไทยเติบโตได้สูงกว่า 5% เพื่อให้รายได้ต่อหัวขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองว่า กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง จะเปลี่ยนโฉมหน้าคุณภาพชีวิตคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ทางภาครัฐได้วาง 4 เสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การลงทุนใหม่: เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดิจิทัล เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก
  • การค้าและบริการ: ยกระดับการส่งออกและสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
  • ทุนมนุษย์: พัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมสำหรับงานยุคใหม่ (High Skills)
  • ประสิทธิภาพภาครัฐ: ปรับโฉมกฎหมายให้เป็นมิตรต่อธุรกิจและลดอุปสรรคการทำงาน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก เพราะเราไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่ทั้งองคาพยพ ทั้งการปรับตัวของ SME การดึงดูดการลงทุนใหม่ และการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังตามโรดแมปนี้ ประเทศไทยก็น่าจะมีโอกาสมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน มาร่วมลุ้นและติดตามกันต่อไปครับว่าก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนชุดนี้จะเห็นผล ‘Big Win’ ในด้านใดก่อนเป็นอันดับแรก

ที่มา – กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026 เป็นข่าวร้อนที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการท่องเที่ยวไทยเลยทีเดียว! งานนี้จัดขึ้นเพื่อโปรโมทเสน่ห์ไทยผ่านวัฒนธรรมป๊อปที่ทันสมัย ดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้มาไทยมากขึ้น โดยตั้งเป้า 1.2 ล้านคนในปี 2569 มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ กรุงโตเกียว รัฐบาลไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ และพันธมิตรต่างๆ ร่วมจัดงาน Thai Festival Tokyo 2026 ครั้งที่ 26 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Amazing Thailand: Thai Pop Culture Move” เน้นนำเสนอ Thai Pop Culture ที่ผสมผสานวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี มวยไทย คราฟต์ และไลฟ์สไตล์ไทยร่วมสมัย ให้เข้ากับสไตล์นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรแปลกใหม่ สดใส และสร้างสรรค์

ปีนี้พิเศษตรงที่ออกแบบพื้นที่แบบ “ซอยไทย” สีสันสดใส ทันสมัย แบ่งเป็น 5 โซนหลัก บวกเวทีกลาง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ไทยแบบเต็มๆ

โซนกิจกรรมเด่นในงาน Thai Festival Tokyo 2026

  • SOI 1: TAT Experience Hub & Partner Zone – จุดให้ข้อมูลท่องเที่ยวไทยครบครัน พร้อมกิจกรรมร่วมกับสายการบินพันธมิตร ช่วยวางแผนทริปมาไทยง่ายๆ
  • SOI 2: Thai Craft & Textile Workshop by JUTATIP – เวิร์กช็อปทอผ้าไทย ถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านและแนวคิดยั่งยืน สนุกและได้ของที่ระลึกกลับบ้าน
  • SOI 3: Thai Pop Culture Playground by TOMATO TWINS – ค้นหา “Your Thai Vibe” ผ่าน T-POP อาหารไทย ศิลปะ และ Wellness แบบไทยๆ ร่วมสมัยสุดคูล
  • SOI 4: Siam Si Experience – ประสบการณ์เซียมซีไทยจากวัดดัง ในสไตล์โมเดิร์น ลองเสี่ยงทายดวงแบบไทยแท้
  • SOI 5: Muay Thai Experience by LONGNUAMBOYZ – สัมผัสเสน่ห์มวยไทยผ่านแฟชั่นสตรีทและกิจกรรม互动 สนุกมันส์แบบไม่ต้องชกจริง
  • Main Stage: รถแห่ไทย – เวทีกลางโชว์ T-POP ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมไทยทั้งวัน ไม่มีเบื่อแน่นอน

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026 ครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันไทยสู่ Global Cultural Destination ด้วย Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการบูรณาการทุกหน่วยงานจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวไทยจริงๆ

งานนี้ไม่ใช่แค่งานเทศกาล แต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับญี่ปุ่น สร้างภาพลักษณ์ไทยที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะ Illustration สีสันสดใสที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ หากคุณเป็นแฟน Thai Pop Culture อย่าง T-POP มวยไทย หรือคราฟต์ไทย งานนี้คือ天堂เลย!

นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังโควิด โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 1.2 ล้านคนในปี 2569 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพสูง ด้วยการนำเสนอประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากงานเทศกาลไทยทั่วไป

หากคุณกำลังวางแผนท่องเที่ยว ลองศึกษาข้อมูลจาก ททท. และจองตั๋วมาไทยเลย! ประเทศไทยพร้อมต้อนรับด้วยรอยยิ้มและวัฒนธรรมสุดเจ๋ง สนับสนุน Thai Soft Power ไปด้วยกันนะ

ที่มา – “ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม คึกคัก

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม ในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนสีลม บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยครับ เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 14 เมษายน 2567 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อ.เชน ยศชนัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สวมเสื้อลายดอกสวยๆ ถือปืนฉีดน้ำ ลงพื้นที่ร่วมสนุกกับประชาชนและนักท่องเที่ยวแบบเป็นกันเองสุดๆ

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลมบรรยากาศสงกรานต์สีลม

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม สร้างสีสันกระตุ้นเศรษฐกิจ

อ.เชน ยศชนัน ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม พร้อมคณะจากพรรคเพื่อไทย เช่น นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภาเขตบางรัก นำทีมลงพื้นที่ทักทายพ่อค้าแม่ค้าถามไถ่เรื่องค้าขายในช่วงเทศกาล บรรยากาศสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ สนุกกับการสาดน้ำกันอย่างเมามัน

ไม่พลาดที่จะลงมือทำเองเลยนะครับ อ.เชน ลองทอดลูกชิ้นปลาระเบิด ย่างไส้กรอกอีสาน และเจียวไข่เจียวกับร้านค้าท้องถิ่น ประชาชนแห่มาถ่ายรูปเซลฟี่กันไม่ขาดสาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองของนักการเมืองคนนี้

อ.เชน ทอดลูกชิ้นสงกรานต์สีลมเล่นน้ำสงกรานต์กับวัยรุ่น

ความหลากหลายบนถนนสีลม จุดแข็ง Soft Power ไทย

หลังจากนั้นก็ถึงคิวเล่นน้ำกันใหญ่ อ.เชน ฉีดน้ำสาดสนุกกับกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม LGBTQIA+ ที่มาร่วมแจมกันอย่างคึกคัก อ.เชน ยังชู thumbs up ให้กับความหลากหลายบนถนนสีลม ว่าเป็นจุดแข็งสำคัญของ Soft Power และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ที่รัฐบาลต้องส่งเสริมต่อไป เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ดีมาก

ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

ในมุมนโยบาย อ.เชน ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า แม้สถานการณ์พลังงานโลกจะไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและ Creative Economy ต้องเดินหน้าต่อ รัฐบาลจะช่วยให้ประชาชนปรับตัวได้ หมุนเวียนรายได้ในช่วงวิกฤตนี้

คณะทำงานพรรคเพื่อไทย นำโดยนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค, นายชนินทร์ รุ่งเรืองธนเกียรติ รองเลขาฯ, นายธงธรรม เวชยชัย ส.ส. และสมาชิกอื่นๆ อย่างนายฉัตริน จันทร์หอม, นายเอนกชัย เรืองรัตนากร, นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ร่วมฟังปัญหาจากผู้ประกอบการรายย่อยเรื่องค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน เพื่อนำไปปรับนโยบาย

คณะพรรคเพื่อไทยที่สงกรานต์สีลมอ.เชน พูดคุยผู้ประกอบการ

นายวิพุธ ศรีวะอุไร ยังย้ำถึงการจัดการพื้นที่ให้ปลอดภัย รองรับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม สร้างภาพลักษณ์ดีๆ ให้ กทม. ก่อนจบ อ.เชน และคณะให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดเขตบางรักที่เหนื่อยมาตลอดเทศกาล

ให้กำลังใจพนักงานทำความสะอาด

เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกว่าสงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่เล่นน้ำ แต่เป็นการจุดประกายเศรษฐกิจจริงๆ โดยเฉพาะในย่านสีลมที่เป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยว แม้เจอวิกฤตพลังงาน แต่การท่องเที่ยวยังเป็นหัวใจหลักที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศได้ดี ในฐานะคนไทยเราควรสนับสนุน Soft Power อย่างนี้ต่อไปนะครับ ปีหน้าถ้ามีโอกาส อย่าลืมไปร่วมสนุกที่สีลมกัน!

คุณมีประสบการณ์สงกรานต์สีลมยังไงบ้าง? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ

ที่มา – “อ.เชน ยศชนัน” ร่วมฉลองสงกรานต์สีลม ย้ำเศรษฐกิจต้องเดินหน้า แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน

“พรรคพลวัต” ค้านเต็มที่! ผลักดันนิคมฯ จะนะ ไม่ทำตาม SEA

“พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์ฯ พรรค ลงพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชูเศรษฐกิจชุมชนเป็นโมเดล พร้อมประกาศเสียงดัง หากรัฐบาลใดผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยไม่ทำตาม SEA จะเจอการคัดค้านอย่างถึงที่สุด!

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต ลงพื้นที่บ้านนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อพบปะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกลุ่มเต่าไข่ ที่ทำผลิตภัณฑ์ปลาเส้น และรองเท้าไหมพรม ซึ่งเป็นตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

นายกัณวีร์กล่าวว่า พรรคพลวัตมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จึงได้เชิญนายอภิสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาร่วมศึกษาดูงานที่เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น โดยได้ชมการสาธิตการทำปลาเส้นของกลุ่มเต่าไข่ และการผลิตรองเท้าถักไหมพรม ซึ่งสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านเป็นอย่างดี จนกลายเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่งของพวกเธอ

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่า ได้รับฟังข้อมูลจากนายรุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเต่าไข่ ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถสร้างอาชีพและรายได้จากการทำงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลได้อย่างลงตัว ผลิตภัณฑ์จากปลาตากแห้งแปรรูปเป็นปลาเส้นสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีรองเท้าถักไหมพรมจากการฝึกอบรมในช่วงต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะและช่วงโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันส่งไปขายถึงโคลอมเบียแล้ว

“ผลผลิตของชุมชนจะนะพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำสิ่งแวดล้อมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดและมีช่องทางการจำหน่าย ก็สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้สามารถทำงานที่บ้าน ดูแลครอบครัวได้สะดวกสบาย ซึ่งทราบว่าพวกเขามีรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิมจากการขายของในตลาด นี่คือตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จได้หากเราให้ความสำคัญกับมัน อย่างไรก็ตาม บางผลิตภัณฑ์ต้องการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ตู้อบอนามัยสำหรับอบปลาแห้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า จะนะเป็นโมเดลเศรษฐกิจชุมชนที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการใช้ Design Thinking เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นายกัณวีร์กล่าวว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและพี่น้องชาวจะนะเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่จากนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นปลาเส้น ปลาเค็มฝังทราย หรือรองเท้า ล้วนมีประวัติศาสตร์ของนักรบผ้าถุงที่ต่อสู้หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกจารึกไว้ในรองเท้า เป็นมูลค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ของชุมชน

นายรุ่งเรืองกล่าวว่า พวกเขาต่อต้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่ได้แค่กลืนสินค้า แต่กลืนจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ด้วย นิคมอุตสาหกรรมขนาด 20,000 ไร่ จะทำให้หาดใหญ่น้ำท่วมหนักกว่าเดิม และปัญหาน้ำท่วมในจะนะจะรุนแรงขึ้นอย่างมาก หากมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ปลายน้ำ เมืองจะนะคงจมอยู่ใต้น้ำมิดหลังคา เพราะภัยพิบัติเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

“ขณะนี้พวกเราไม่ไว้วางใจ SEA ที่มีผลการศึกษาว่าพื้นที่จะนะไม่เหมาะกับการทำนิคมอุตสาหกรรม แม้จะเป็นยุทธศาสตร์ 15+1 ที่รวมสงขลาและปัตตานี และสภาพัฒน์ฯ จะสรุปมาแล้ว แต่เรายังไม่มั่นใจในรัฐมนตรีใหม่ หากใครเป็นรัฐบาลก็อยากฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย” นายรุ่งเรืองกล่าว

พรรคพลวัต ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากไม่ฟังเสียง SEA

นายกัณวีร์ย้ำว่า พรรคพลวัตจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด หากรัฐบาลใหม่ไม่นำผลการศึกษา SEA มาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ อ.จะนะ เพราะต้องยอมรับในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน หากไม่ยึดถือหลักการนี้ แล้วจะศึกษาไปทำไม

“ถ้ารัฐบาลไหนมาผลักดัน ผมจะต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะ SEA มีเหตุผลในการตัดสินใจ เมื่อบอกว่าจัดตั้งไม่ได้เพราะจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ก็ต้องพิจารณาตามผลการศึกษา หากใครจะดันทุรังไม่ทำตาม เราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด”

นายกัณวีร์ยืนยันว่า พรรคพลวัตสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน และเชื่อมั่นว่า หากชุมชนใช้ฐานทรัพยากรมาต่อยอดสร้างรายได้ได้ จะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย

การที่พรรคพลวัตออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงผลการศึกษา SEA อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในภายหลัง

ที่มา – “พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

Scroll to top